อุชชยสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๙อถโข อุชฺชโย พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อุชฺชโย พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ ภวํปิ โน โคตโม ยญฺญํ วณฺเณตีติ ฯ น โข อหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ยญฺญํ วณฺเณมิ น ปนาหํ พฺราหฺมณ สพฺพํ ยญฺญํ น วณฺเณมิ ยถารูเป โข พฺราหฺมณ ยญฺเญ คาโว หญฺญนฺติ อเชฬกา หญฺญนฺติ กุกฺกุฏสูกรา หญฺญนฺติ วิวิธา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ เอวรูปํ โข อหํ พฺราหฺมณ สารมฺภํ ยญฺญํ น วณฺเณมิ ตํ กิสฺส เหตุ เอวรูปญฺหิ พฺราหฺมณ สารมฺภํ ยญฺญํ น อุปสงฺกมนฺติ อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนา ยถารูเป จ โข พฺราหฺมณ ยญฺเญ เนว คาโว หญฺญนฺติ น อเชฬกา หญฺญนฺติ น กุกฺกุฏสูกรา หญฺญนฺติ น วิวิธา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ เอวรูปํ โข อหํ พฺราหฺมณ นิรารมฺภํ ยญฺญํ วณฺเณมิ ยทิทํ นิจฺจทานํ อนุกุลยญฺญํ ตํ กิสฺส เหตุ เอวรูปญฺหิ พฺราหฺมณ นิรารมฺภํ ยญฺญํ อุปสงฺกมนฺติ อรหนฺโต วา อรหตฺตมคฺคํ วา สมาปนฺนาติ ฯ อสฺสเมธํ ปุริสเมธํ สมฺมาปาสํ วาชเปยฺยํ นิรคฺคฬํ มหายญฺญา มหารมฺภา น เต โหนฺติ มหปฺผลา ฯ อเชฬกา จ คาโว จ วิวิธา ยตฺถ หญฺญเร น ตํ สมฺมคฺคตา ยญฺญํ อุปยนฺติ มเหสิโน ฯ ยญฺจ ยญฺญํ นิรารมฺภํ ยชนฺตฺยนุกุลํ สทา นาเชฬกา จ คาโว จ วิวิธา ยตฺถ หญฺญเร ตญฺจ สมฺมคฺคตา ยญฺญํ อุปยนฺติ มเหสิโน ฯ เอวํ ยเชถ เมธาวี เอโส ยญฺโญ มหปฺผโล ฯ เอวํ หิ ยชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ยญฺโญ จ วิปุโล โหติ ปสีทนฺติ จ เทวตาติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อุชชยสูตร ว่าด้วยปัญหาของอุชชยพราหมณ์
สมัยนั้น อุชชยพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ได้ สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า “แม้ท่านพระโคดมเองก็ทรงสรรเสริญยัญของพวกข้าพเจ้าหรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ เราไม่ได้สรรเสริญยัญไปเสียทุกอย่าง และเราก็ไม่ได้ติเตียนยัญไปเสียทั้งหมด เราไม่สรรเสริญยัญที่มีกิริยา คือ ยัญที่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่างๆ @เชิงอรรถ : @ กิริยา ในที่นี้หมายถึงกิจที่จะต้องทำหรือต้องเตรียมการมาก เช่น ต้องฆ่าสัตว์มาก@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๙/๓๔๑, องฺ.ปญฺจก.ฏีกา ๓/๑๔๒-๑๔๓/๕๙ และดู สํ.ส. ๑๕/๑๒๐/๙๒ ประกอบ)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๖๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๙. อุชชยสูตร ได้รับความเดือดร้อน ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระอรหันต์หรือท่านผู้บรรลุอรหัตตมรรคย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยัญที่มีกิริยาอย่างนั้น พราหมณ์ แต่เราสรรเสริญยัญที่ไม่มีกิริยา คือ นิจทาน และอนุกูลยัญ คือ ยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพระอรหันต์หรือท่านผู้บรรลุอรหัตตมรรคย่อมเกี่ยวข้องกับยัญที่ไม่มีกิริยาอย่างนี้” มหายัญที่มีกิริยามากเหล่านั้น คือ อัสวเมธ บุรุษเมธ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ นิรัคคละ ไม่มีผลมาก พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบ แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับยัญ ที่มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ต่างๆ แต่พระอริยะผู้ปฏิบัติชอบ แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ ย่อมเกี่ยวข้องกับยัญที่ไม่มีกิริยา เอื้ออำนวยประโยชน์ ประชาชนบูชาทุกเมื่อ และไม่มีการฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ต่างๆ @เชิงอรรถ : @ นิจทาน หมายถึงสลากภัต (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๙/๓๔๐) (สลากภัต คือ อาหารที่ถวายตามสลาก หมายเอา@สังฆภัตอันทายกเข้ากันถวาย ต่างคนต่างจัดมา เป็นของต่างกัน มักทำกันในเทศกาลที่ผลไม้เผล็ดผล@แล้วถวายพระด้วยวิธีจับสลาก) @ อนุกูลยัญ หมายถึงทานที่พึงบูชา พึงให้ตามลำดับตระกูลโดยลำดับ เพราะเป็นทานที่พ่อ ปู่ของพวก@เราถวายมาแล้ว (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๓๙/๓๔๐) @ คำทั้ง ๕ คำหมายถึงมหายัญ ๕ ประการของพราหมณ์ ได้แก่ อัสวเมธ คือ การฆ่าม้าบูชายัญ,@บุรุษเมธ คือ การฆ่าคนบูชายัญ, สัมมาปาสะ คือ การทำบ่วงแล้วขว้างไม้ลอดบ่วง ไม้ตกที่ไหน@ทำพิธีบูชายัญที่นั้น, วาชเปยยะ คือ การดื่มเพื่อพลังหรือเพื่อชัยชนะ, นิรัคคละ คือ ยัญไม่มีลิ่มหรือ@กลอน, คือ ทั่วไปไม่มีขีดขั้นจำกัด การฆ่าครบทุกอย่างบูชายัญ อนึ่ง มหายัญ ๕ ประการนี้เดิมทีเดียว@เป็นหลักสงเคราะห์ที่ดีงาม แต่พราหมณ์สมัยหนึ่งดัดแปลงเป็นการบูชายัญเพื่อผลประโยชน์ในทางลาภ@สักการะแก่ตน (องฺ.จตุกฺก.ฏีกา ๒/๓๙/๓๗๑-๓๗๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๖๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๔. จักกวรรค ๑๐. อุทายิสูตร นักปราชญ์พึงบูชายัญนี้ที่มีผลมาก เพราะเมื่อบูชายัญอย่างนี้ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความชั่ว ยัญย่อมแพร่หลาย และเทวดาก็เลื่อมใส อุชชยสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุชชยสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในอุชชยสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สํฆาตํ อาปชฺชนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมถูกฆ่า คือตาย.
บทว่า นิจฺจทานํ ได้แก่ สลากภัต.
บทว่า อนุกุลยญฺญํ ความว่า ยัญคือทานอันบุคคลพึงบูชาคือพึงให้ ด้วยอำนาจสืบทอดกันมาตามตระกูลอย่างนี้ เพราะพ่อปู่บรรพบุรุษของเราทั้งหลายให้กันมาแล้ว.
ในบทว่า อสฺสเมธํ เป็นต้น พึงทราบวินิจฉัยดังนี้
ยัญชื่อว่าอัสสเมธ เพราะในยัญนี้เขาฆ่าม้า คำนั้นเป็นชื่อของยัญที่จะอำนวยให้สมบัติทุกอย่างไม่เหลือ ยกเว้นแผ่นดินและคนทั้งหลาย ซึ่งมีหลักบูชา ๒๑ หลักที่พึงบูชาด้วยปริยัญสอง.
ยัญชื่อว่าปุริสเมธ เพราะในยัญนี้เขาฆ่าคน คำนั้นเป็นชื่อของยัญที่จะอำนวยให้สมบัติที่กล่าวแล้ว ในอัสสเมธพร้อมด้วยแผ่นดินซึ่งพึงบูชาด้วยปริยัญสี่.
ชื่อว่าสัมมาปาสะ เพราะในยัญนี้เขาโยนบ่วงแอกไป คำนั้นเป็นชื่อของยัญทั้งหมดที่เขาทำแท่นบูชาโยนบ่วง ตรงโอกาสที่บ่วงแอกนั้นตก แล้วเดินถอยกลับตั้งแต่โอกาสที่ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี พึงบูชาด้วยหลักเป็นต้นที่ยกไปได้ทุกๆ วัน.
ชื่อว่าวาชเปยยะ เพราะในบัดนี้ เขาดื่มวาชะ คำนั้นเป็นชื่อของยัญที่อำนวยให้สมบัติ ๑๗ หมวด ซึ่งมีหลักบูชาทำด้วยไม้มะตูมที่พึงบูชาด้วยสัตว์เลี้ยง ๑๗ ชนิดด้วยปริยัญหนึ่ง.
ชื่อว่านิรัคคฬะ เพราะในยัญนี้ไม่มีลิ่มสลัก คำนั้นเป็นชื่อของยัญอันกำหนดไว้ในอัสสเมธ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าสรรพเมธ ซึ่งอำนวยให้สมบัติที่กล่าวแล้วในอัสสเมธพร้อมด้วยแผ่นดินและด้วยคนทั้งหลาย ที่พึงบูชาด้วยปริยัญเก้า.
บทว่า มหารมฺภา ได้แก่ มีกิจมาก มีกรณียะมาก.
อนึ่ง ชื่อว่ามีการริเริ่มใหญ่ ก็เพราะการริเริ่มด้วยปาณาติบาตมาก.
ในบทว่า น เต โหนฺติ มหปฺผลา นี้ ท่านสรุปผลของยัญที่มีส่วนเหลือไว้ในความหมายว่าไม่มีส่วนเหลือ เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ว่าด้วยผลที่น่าปรารถนาก็ไม่มีผลเลย. ก็ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายถึงการริเริ่มด้วยปาณาติบาตนั่นเอง. ส่วนทานใดที่เขาให้ในระหว่างในยัญนั้น ทานนั้นย่อมมีผลไม่มาก เพราะถูกการริเริ่มนี้ เข้าไปกำจัดเสียแล้ว. อธิบายว่า มีผลน้อย.
บทว่า หญฺญเร คือ ย่อมฆ่า.
บทว่า ยชนฺติ อนุกุลํ สทา ความว่า ชนเหล่าใดย่อมบูชายัญตามตระกูล แม้พวกคนเหล่านั้นเกิดในภายหลังก็ยังบูชาตาม เพราะบรรพบุรุษทั้งหลายได้บูชากันมาแล้ว.
บทว่า เสยฺโย โหติ แปลว่า ย่อมวิเศษแน่แท้.
บทว่า น ปาปิโย ได้แก่ ไม่เลวทรามอะไรเลย.
จบอรรถกถาอุชชยสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------