๔. กรรมวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กมฺมวคฺโค จตุตฺโถ
๒๓๒จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๓จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๓.๑} กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ เอกนฺตทุกฺขํ เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ {๒๓๓.๒} กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ อพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ อพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ผุสนฺติ โส อพฺยาปชฺเฌหิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน อพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ เอกนฺตสุขํ เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ {๒๓๓.๓} กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌาปิ อพฺยาปชฺฌาปิ ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิปิ อพฺยาปชฺเฌหิปิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ เวทนํ เวทิยติ โวกิณฺณสุขทุกฺขํ เสยฺยถาปิ มนุสฺสา เอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ {๒๓๓.๔} กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ตตฺร ภิกฺขเว ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา ยมฺปีทํ กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๔อถโข สิขาโมคฺคลฺลาโน พฺราหฺมโณ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สิขาโมคฺคลฺลาโน พฺราหฺมโณ ภควนฺตํ เอตทโวจ ปุริมานิ โภ โคตม ทิวสานิ ปุริมตรานิ โสณกายโน มาณโว เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ เอตทโวจ สมโณ โคตโม สพฺพกมฺมานํ อกิริยํ ปญฺญาเปติ สพฺพกมฺมานํ โข ปน อกิริยํ ปญฺญาเปนฺโต อุจฺเฉทํ อาห โลกสฺส กมฺมสจฺจายํ โภ โลโก กมฺมสมารมฺภฏฺฐายีติ ฯ {๒๓๔.๑} ทสฺสนํปิ โข อหํ พฺราหฺมณ โสณกายนสฺส มาณวสฺส นาภิชานามิ กุโต ปเนวรูโป กถาสลฺลาโป จตฺตารีมานิ พฺราหฺมณ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ พฺราหฺมณ กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ พฺราหฺมณ กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ {๒๓๔.๒} กตมญฺจ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ เอกนฺตทุกฺขํ เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ {๒๓๔.๓} กตมญฺจ พฺราหฺมณ กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ อพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา อพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ อพฺยาปชฺฌํ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ อพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ผุสนฺติ โส อพฺยาปชฺเฌหิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน อพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ เอกนฺตสุขํ เสยฺยถาปิ เทวา สุภกิณฺหา อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ {๒๓๔.๔} กตมญฺจ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ พฺราหฺมณ เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ โส สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ วจีสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ มโนสงฺขารํ อภิสงฺขริตฺวา สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ โลกํ อุปปชฺชติ ตเมนํ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ โลกํ อุปปนฺนํ สมานํ สพฺยาปชฺฌาปิ อพฺยาปชฺฌาปิ ผสฺสา ผุสนฺติ โส สพฺยาปชฺเฌหิปิ อพฺยาปชฺเฌหิปิ ผสฺเสหิ ผุฏฺโฐ สมาโน สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ เวทนํ เวทิยติ โวกิณฺณสุขทุกฺขํ เสยฺยถาปิ มนุสฺสเอกจฺเจ จ เทวา เอกจฺเจ จ วินิปาติกา อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ {๒๓๔.๕} กตมญฺจ พฺราหฺมณ กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ตตฺร พฺราหฺมณ ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา ยมฺปีทํ กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ตสฺส ปหานาย ยา เจตนา อิทํ วุจฺจติ พฺราหฺมณ กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข พฺราหฺมณ จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๕จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ อทินฺนาทายี โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ มุสาวาที โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐายี โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ตตฺร ภิกฺขเว ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๖จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺเจน มาตา ชีวิตา โวโรปิตา โหติ ปิตา ชีวิตา โวโรปิโต โหติ อรหํ ชีวิตา โวโรปิโต โหติ ตถาคตสฺส ทุฏฺเฐน จิตฺเตน โลหิตํ อุปฺปาทิตํ โหติ สงฺโฆ ภินฺโน โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ อนภิชฺฌาลู โหติ อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ตตฺร ภิกฺขเว ยมฺปีทํ กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๗จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺห- อสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๘จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานิ กตมานิ จตฺตาริ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อตฺถิ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ กณฺหวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ อพฺยาปชฺฌํ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ สพฺยาปชฺฌํปิ อพฺยาปชฺฌํปิ กายสงฺขารํ อภิสงฺขโรติ ฯเปฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ กณฺหํ สุกฺกํ กณฺหสุกฺกวิปากํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมํ อกณฺหํ อสุกฺกํ อกณฺหอสุกฺกวิปากํ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ กมฺมานิ มยา สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวทิตานีติ ฯ
๒๓๙จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ สาวชฺเชน กายกมฺเมน สาวชฺเชน วจีกมฺเมน สาวชฺเชน มโนกมฺเมน สาวชฺชาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ จตูหิ อนวชฺเชน กายกมฺเมน อนวชฺเชน วจีกมฺเมน อนวชฺเชน มโนกมฺเมน อนวชฺชาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
๒๔๐จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย กตเมหิ จตูหิ สพฺยาปชฺเฌน กายกมฺเมน สพฺยาปชฺเฌน วจีกมฺเมน สพฺยาปชฺเฌน มโนกมฺเมน สพฺยาปชฺฌาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเย ฯ จตูหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเค กตเมหิ จตูหิ อพฺยาปชฺเฌน กายกมฺเมน อพฺยาปชฺเฌน วจีกมฺเมน อพฺยาปชฺเฌน มโนกมฺเมน อพฺยาปชฺฌาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ สคฺเคติ ฯ
๒๔๑อิเธว ภิกฺขเว สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ อิธ ตติโย สมโณ อิธ จตุตฺโถ สมโณ สุญฺญา ปรปฺปวาทา สมเณหิ อญฺเญหิ เอวเมตํ ภิกฺขเว สมฺมา สีหนาทํ นทถ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว สมโณ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โสตาปนฺโน โหติ อวินิปาตธมฺโม นิยโต สมฺโพธิปรายโน อยํ ภิกฺขเว สมโณ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ทุติโย สมโณ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา ราคโทสโมหานํ ตนุตฺตา สกทาคามี โหติ สกิเทว อิมํ โลกํ อาคนฺตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กโรติ อยํ ภิกฺขเว ทุติโย สมโณ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว ตติโย สมโณ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา โอปปาติโก โหติ ตตฺถ ปรินิพฺพายี อนาวตฺติธมฺโม ตสฺมา โลกา อยํ ภิกฺขเว ตติโย สมโณ ฯ กตโม จ ภิกฺขเว จตุตฺโถ สมโณ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ สมโณ ฯ อิเธว ภิกฺขเว สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ อิธ ตติโย สมโณ อิธ จตุตฺโถ สมโณ สุญฺญา ปรปฺปวาทา สมเณหิ อญฺเญหิ เอวเมตํ ภิกฺขเว สมฺมา สีหนาทํ นทถาติ ฯ
๒๔๒สปฺปุริสํ ภิกฺขเว นิสฺสาย จตฺตาโร อานิสํสา ปาฏิกงฺขา กตเม จตฺตาโร อริเยน สีเลน วฑฺฒติ อริเยน สมาธินา วฑฺฒติ อริยาย ปญฺญาย วฑฺฒติ อริยาย วิมุตฺติยา วฑฺฒติ สปฺปุริสํ ภิกฺขเว นิสฺสาย อิเม จตฺตาโร อานิสํสา ปาฏิกงฺขาติ ฯ กมฺมวคฺโค จตุตฺโถ ฯ -------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๑. สังขิตตสูตร ๔. กัมมวรรค หมวดว่าด้วยกรรม ๑. สังขิตตสูตร ว่าด้วยกรรมและวิบากแห่งกรรมโดยย่อ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำ ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำ มีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม สังขิตตสูตรที่ ๑ จบ @เชิงอรรถ : @ ดู ที.ปา. ๑๑/๓๑๒/๒๐๕ @ กรรมดำในที่นี้หมายถึงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ที.ปา. ๑๑/๓๖๐/๒๘๔, องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๒/๔๔๐)@ วิบากดำ คือ มีผลนำสัตว์ให้เกิดในอบาย (ทางเสื่อม) มี ๔ ประการ คือ (๑) นิรยะ นรก, ภาวะ@เร่าร้อนกระวนกระวาย (๒) ติรัจฉานโยนิ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน (๓) ปิตติวิสัย แดนเปรต (๔) อสุรกาย@พวกอสูร (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๒/๔๔๐) @ กรรมขาว ในที่นี้หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ (ตรงข้ามกับอกุศลกรรมบถ) มีวิบากขาว หมายถึง@มีสุขเป็นผล นำสัตว์ให้เกิดในสวรรค์ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๒/๔๔๐) @ กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว ในที่นี้หมายถึงมรรคญาณ ญาณในอริยมรรค คือ ความหยั่งรู้ที่ให้สำเร็จภาวะ@อริยบุคคล ๔ ประการ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) ซึ่ง@เป็นเหตุทำให้ หมดกรรม มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาวในที่นี้หมายถึงไม่ให้วิบากทั้ง ๒ อย่าง@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๒/๔๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๒. วิตถารสูตร ๒. วิตถารสูตร ว่าด้วยกรรมและวิบากแห่งกรรมโดยพิสดาร
ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่ง กายสังขาร ที่มีความเบียดเบียน ปรุงแต่งวจีสังขาร ที่มีความเบียดเบียน และปรุงแต่งมโนสังขาร ที่มีความเบียดเบียน เขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน ผัสสะที่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนนั้น เขาถูกผัสสะที่มีความ เบียดเบียนกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนเป็นทุกข์โดยส่วนเดียวเหมือนพวกสัตว์นรก นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ @เชิงอรรถ : @ ปรุงแต่ง ในที่นี้หมายถึงการสั่งสมพอกพูน (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๐)@ กายสังขาร หมายถึงสภาพปรุงแต่งการกระทำทางกายหรือกายสัญเจตนา คือความจงใจทางกาย@(องฺ.ติก.อ. ๒/๒๓/๑๐๑) @ มีความเบียดเบียน หมายถึงมีทุกข์ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๐) @ วจีสังขาร หมายถึงสภาพปรุงแต่งการกระทำทางวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร หรือวจีสัญเจตนา@คือความจงใจทางวาจา (องฺ.ติก.อ. ๒/๒๓/๑๐๑) @ มโนสังขาร หมายถึงสภาพปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา หรือมโนสัญเจตนา@คือความจงใจทางใจ (องฺ.ติก.อ. ๒/๒๓/๑๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๒. วิตถารสูตร กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน ปรุงแต่งวจีสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียนและปรุงแต่งมโนสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน เขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน ผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียนนั้น เขาถูกผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่ไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียวเหมือนพวกเทวดา ชั้นสุภกิณหะ นี้เรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ปรุงแต่งวจีสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง และปรุงแต่งมโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาถูกผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ระคนกันเหมือนมนุษย์ เทวดาบางพวก และวินิปาติกะ บางพวก นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ เทวดา ในที่นี้หมายถึงสุภกิณหพรหม (องฺ.ติก.อ. ๒/๒๓/๑๐๑) @ เทวดาบางพวกในที่นี้หมายถึงกามาวจรเทวดา ๖ ชั้น คือ จาตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี@และปรนิมมิตวสวัตดี (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๐-๔๔๑) @ วินิปาติกะ หมายถึงเวมานิกเปรต ได้แก่ เปรตผู้อยู่ในวิมาน เสวยสุขและทุกข์สลับกันไป บางตนข้างแรม@เสวยทุกข์ ข้างขึ้นเสวยสุข บางตนกลางคืนเสวยสุข กลางวันเสวยทุกข์ เวลาเสวยสุขอยู่ในวิมานมีร่าง@กายเป็นทิพย์สวยงาม แต่เวลาจะเสวยทุกข์ก็ต้องออกจากวิมานไป และร่างกายก็กลายเป็นร่างกายที่น่า@เกลียดน่ากลัว (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๓. โสณกายนสูตร คือ บรรดากรรมเหล่านั้น เจตนา เพื่อละกรรมดำที่มีวิบากดำ เจตนาเพื่อ ละกรรมขาวที่มีวิบากขาว และเจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำและขาวที่มีวิบากทั้งดำและขาว นี้เรียกว่า กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม วิตถารสูตรที่ ๒ จบ ๓. โสณกายนสูตร ว่าด้วยมาณพชื่อโสณกายนะ
ครั้งนั้นแล พราหมณ์ชื่อสิขาโมคคัลลานะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ถึงที่ประทับ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว จึงนั่งณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ หลายวันมาแล้ว โสณกายนมาณพ ไปหาข้าพเจ้าถึงที่อยู่ได้กล่าวว่า ‘พระสมณโคดมทรงบัญญัติกรรมทั้งปวงว่าเป็นอกิริยะ ก็เมื่อบัญญัติกรรมทั้งปวงว่าเป็นอกิริยะ ชื่อว่ากล่าวความขาดสูญแห่งโลก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ โลกนี้มีกรรมเป็นสภาพ ดำรงอยู่ได้ด้วยการก่อกรรมมิใช่หรือ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “พราหมณ์ เราไม่รู้สึกว่าได้เห็นโสณกายนมาณพเลยที่ไหนจะได้กล่าวปราศรัยอย่างนี้เล่า กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม @เชิงอรรถ : @ เจตนาในที่นี้หมายถึงเจตนาในอริยมรรค ที่เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงวิวัฏฏะคือพระนิพพาน@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๓/๔๔๑) @ หมายถึงพราหมณ์ตระกูลโมคคัลลานโคตร ที่มีม้วยผมใหญ่อยู่กลางกระหม่อมศีรษะ จึงมีชื่อว่า สิขา@(องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๔/๔๔๑) @ หมายถึงมาณพผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์สิขาโมคคัลลานโคตร (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๓๔/๔๔๑)@ อกิริยะ หมายถึงการกระทำทุกอย่างไม่มีผล ทำดีก็ไม่ได้ดี ทำชั่วก็ไม่ได้ชั่ว เป็นความเห็นที่ปฏิเสธกฎ@แห่งกรรม (ที.สี.อ. ๑๖๖/๑๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๓. โสณกายนสูตร กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียน ปรุงแต่งวจีสังขารที่มีความเบียดเบียน และปรุงแต่งมโนสังขารที่มีความเบียดเบียน เขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียน ผัสสะที่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนนั้น เขาถูกผัสสะที่มีความเบียดเบียนกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียน เป็นทุกข์โดยส่วนเดียวเหมือนพวกสัตว์นรก นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน ปรุงแต่งวจีสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน และปรุงแต่งมโนสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียนเขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียน ผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงโลกที่ไม่มีความเบียดเบียนนั้น เขาถูกผัสสะที่ไม่มีความเบียดเบียนกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่ไม่มีความเบียดเบียน เป็นสุขโดยส่วนเดียวเหมือนพวกเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ปรุงแต่งวจีสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง และปรุงแต่งมโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างย่อมถูกต้องบุคคลผู้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๔๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๔. ปฐมสิกขาปทสูตร เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง เขาถูกผัสสะที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้างกระทบเข้าย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ระคนกันเหมือนมนุษย์เทวดาบางพวกและวินิปาติกะบางพวก นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร คือ บรรดาเจตนาเหล่านั้น เจตนาเพื่อละกรรมดำที่มีวิบากดำ เจตนาเพื่อละกรรมขาวที่มีวิบากขาว และเจตนาเพื่อละกรรมทั้งดำและขาวที่มีวิบากทั้งดำและขาวนี้เรียกว่า กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม พราหมณ์ กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม” โสณกายนสูตรที่ ๓ จบ ๔. ปฐมสิกขาปทสูตร ว่าด้วยสิกขาบท สูตรที่ ๑
ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๕. ทุติยสิกขาปทสูตร กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ เป็นผู้ลักทรัพย์ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้พูดเท็จ เป็นผู้เสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จเป็นผู้เว้นขาดจากเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทนี้เรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร คือ บรรดาเจตนาเหล่านั้น เจตนาเพื่อละกรรมดำ ที่มีวิบากดำ ฯลฯ นี้เรียกว่ากรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แล เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ปฐมสิกขาปทสูตรที่ ๔ จบ ๕. ทุติยสิกขาปทสูตร ว่าด้วยสิกขาบท สูตรที่ ๒
ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๓๓ (วิตถารสูตร) หน้า ๓๔๗-๓๔๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๕. ทุติยสิกขาปทสูตร กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่ามารดา เป็นผู้ฆ่าบิดา เป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์มีจิตประทุษร้ายต่อพระตถาคตยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน นี้เรียกว่ากรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เป็นผู้เว้นขาดจากการลักทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเท็จ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เป็นผู้เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา มีจิตไม่พยาบาท มีความเห็นชอบ นี้เรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร คือ บรรดากรรมเหล่านั้น เจตนาเพื่อละกรรมดำที่มีวิบากดำ ฯลฯ นี้เรียกว่ากรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม ทุติยสิกขาปทสูตรที่ ๕ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๓๓ (วิตถารสูตร) หน้า ๓๔๗-๓๔๘ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๖. อริยมัคคสูตร ๖. อริยมัคคสูตร ว่าด้วยอริยมรรค
ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้เรียกว่า กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม อริยมัคคสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๓๔ (โสณกายนสูตร) หน้า ๓๔๙-๓๕๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๗. โพชฌังคสูตร ๗. โพชฌังคสูตร ว่าด้วยโพชฌงค์
ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม กรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กรรมดำมีวิบากดำ ๒. กรรมขาวมีวิบากขาว ๓. กรรมทั้งดำและขาว มีวิบากทั้งดำและขาว ๔. กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อ ความสิ้นกรรม กรรมดำมีวิบากดำ เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมดำมีวิบากดำ กรรมขาวมีวิบากขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่ไม่มีความเบียดเบียน ฯลฯ นี้เรียกว่ากรรมขาวมีวิบากขาว กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว เป็นอย่างไร คือ บุคคลบางคนในโลกนี้ปรุงแต่งกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ฯลฯ นี้เรียกว่า กรรมทั้งดำและขาวมีวิบากทั้งดำและขาว กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความ สิ้นกรรม เป็นอย่างไร คือ สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความระลึกได้) ธัมมวิจย-สัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเฟ้นธรรม) วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรม@เชิงอรรถ : @ ดูข้อความเต็มในข้อ ๒๓๔ (โสณกายนสูตร) หน้า ๓๔๙-๓๕๐ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๘. สาวัชชสูตร เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร) ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความอิ่มใจ) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความสงบกายระงับใจ) สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น) อุเปกขา-สัมโพชฌงค์ (ธรรมเป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) นี้เรียกว่า กรรมทั้งไม่ดำและไม่ขาว มีวิบากทั้งไม่ดำและไม่ขาว เป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม ภิกษุทั้งหลาย กรรม ๔ ประการนี้แลเราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วจึงประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม โพชฌังคสูตรที่ ๗ จบ ๘. สาวัชชสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่มีโทษ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กายกรรมที่มีโทษ ๒. วจีกรรมที่มีโทษ ๓. มโนกรรมที่มีโทษ ๔. ทิฏฐิที่มีโทษ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน นรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กายกรรมที่ไม่มีโทษ ๒. วจีกรรมที่ไม่มีโทษ ๓. มโนกรรมที่ไม่มีโทษ ๔. ทิฏฐิที่ไม่มีโทษ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ใน สวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ สาวัชชสูตรที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๙. อัพยาปัชฌสูตร ๙. อัพยาปัชฌสูตร ว่าด้วยกรรมและทิฏฐิที่ไม่มีความเบียดเบียน
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กายกรรมที่มีความเบียดเบียน ๒. วจีกรรมที่มีความเบียดเบียน ๓. มโนกรรมที่มีความเบียดเบียน ๔. ทิฏฐิที่มีความเบียดเบียน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ ในนรกเหมือนถูกนำไปฝังไว้ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการย่อมดำรงอยู่ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ธรรม ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. กายกรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๒. วจีกรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๓. มโนกรรมที่ไม่มีความเบียดเบียน ๔. ทิฏฐิที่ไม่มีความเบียดเบียน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แลย่อมดำรงอยู่ ในสวรรค์เหมือนได้รับอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ อัพยาปัชฌสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๖}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค ๑๐. สมณสูตร ๑๐. สมณสูตร ว่าด้วยสมณะ
ภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ และสมณะที่ ๔ มีในธรรมวินัยนี้เท่านั้น ลัทธิอื่น ว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาท โดยชอบเถิด สมณะที่ ๑ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไปจึงเป็นพระโสดาบัน ไม่มีทางตกต่ำ มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิ ในวันข้างหน้า นี้เป็นสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสังโยชน์ ๓ ประการสิ้นไปและเพราะราคะ โทสะโมหะเบาบาง จึงเป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้ครั้งเดียวเท่านั้นก็จะทำที่สุดแห่ง ทุกข์ได้ นี้เป็นสมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ประการสิ้นไป จึงเป็น โอปปาติกะ ปรินิพพานในภพนั้น ไม่หวนกลับมาจากโลกนั้นอย่างแน่นอน นี้เป็น สมณะที่ ๓ @เชิงอรรถ : @ ลัทธิอื่นในที่นี้หมายถึงทิฏฐิ ๖๒ ที่มาในพรหมชาลสูตร คือ สัสสตวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง)@๔, เอกัจจสัสสติกวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าบางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง) ๔, อันตานันติกวาท (ลัทธิที่ถือว่า@โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด) ๔, อมราวิกเขปวาทะ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยง ไม่แน่นอนตายตัว) ๔, อธิจจ-@สมุปปันนวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง ไม่มีเหตุปัจจัย) ๒, สัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่า@หลังจากตายแล้วอัตตามีสัญญา) ๑๖, อสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาไม่มีสัญญา) ๘,@เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตามีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๘, อุจเฉท-@วาทะ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้ว อัตตาขาดสูญ) ๗, ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ (ลัทธิที่ถือว่ามีสภาวะ@บางอย่างเป็นนิพพานในปัจจุบัน) ๕, (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๒๔๑/๔๔๒) @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๘ (เวสารัชชสูตร) หน้า ๑๓ ในเล่มนี้ @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๗๖ (กุสินารสูตร) หน้า ๑๒๒ ในเล่มนี้ @ หมายถึงพระอนาคามีไปเกิดในชั้นสุทธาวาสภพใดภพหนึ่ง(องฺ.ติก.(แปล) ๒๐/๘๗/๓๑๔, ม.มู.อ. ๑/๑๓๙/๓๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๔. กัมมวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค สมณะที่ ๔ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติอันไม่มีอาสวะ เพราะ อาสวะสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่ในปัจจุบัน นี้เป็นสมณะที่ ๔ ภิกษุทั้งหลาย สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ และสมณะที่ ๔ มีใน ธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะทั้ง ๔ เธอทั้งหลายจงบันลือสีหนาทโดยชอบเถิด สมณสูตรที่ ๑๐ จบ ๑๑. สัปปุริสานิสังสสูตร ว่าด้วยอานิสงส์ที่พึงได้จากสัตบุรุษ
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลอาศัยสัตบุรุษแล้วพึงหวังได้ อานิสงส์ ๔ ประการ อานิสงส์ ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เจริญด้วยอริยศีล ๒. เจริญด้วยอริยสมาธิ ๓. เจริญด้วยอริยปัญญา ๔. เจริญด้วยอริยวิมุตติ ภิกษุทั้งหลาย บุคคลอาศัยสัตบุรุษแล้วพึงหวังได้อานิสงส์ ๔ ประการนี้ สัปปุริสานิสังสสูตรที่ ๑๑ จบ กัมมวรรคที่ ๔ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สังขิตตสูตร ๒. วิตถารสูตร ๓. โสณกายนสูตร ๔. ปฐมสิกขาปทสูตร ๕. ทุติยสิกขาปทสูตร ๖. อริยมัคคสูตร ๗. โพชฌังคสูตร ๘. สาวัชชสูตร ๙. อัพยาปัชฌสูตร ๑๐. สมณสูตร ๑๑. สัปปุริสานิสังสสูตร @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๒ ข้อ ๑๙๑ (โสตานุคตสูตร) หน้า ๒๗๖ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๑ หน้า : ๓๕๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๕. อาปัตติภยวรรค ๑. สังฆเภทกสูตร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
กรรมวรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๑
พึงทราบวินิจฉัยในสังขิตตสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๔ ดังต่อไปนี้
บทว่า กณฺหํ ได้แก่ กรรมดำ คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐.
บทว่า กณฺหวิปากํ ได้แก่ มีวิบากดำ เพราะให้เกิดในอบาย.
บทว่า สุกฺกํ ได้แก่ กรรมขาว คือ กุศลกรรมบถ ๑๐.
บทว่า สุกฺกวิปากํ ได้แก่ มีวิบากขาว เพราะให้เกิดในสวรรค์.
บทว่า กณฺหํ สุกฺกํ ได้แก่ กรรมคละกัน.
บทว่า กณฺหสุกฺกวิปากํ ได้แก่ มีวิบากทั้งสุขและทุกข์.
จริงอยู่ บุคคลทำกรรมคละกันแล้ว เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานด้วยอกุศลในฐานะเป็นมงคลหัตถีเป็นต้นเสวยสุขในปัจจุบันด้วยกุศล. บุคคลเกิดแม้ในราชตระกูลด้วยกุศล ย่อมเสวยทุกข์ในปัจจุบันด้วยอกุศล.
บทว่า อกณฺหํ อสุกฺกํ ท่านประสงค์เอามรรคญาณ ๔ อันทำกรรมให้สิ้นไป.
จริงอยู่ กรรมนั้นผิว่าเป็นกรรมดำ ก็พึงให้วิบากดำ ผิว่าเป็นกรรมขาว พึงให้วิบากขาว แต่ที่ไม่ดำ ไม่ขาว เพราะไม่ให้วิบากทั้งสอง ดังกล่าวมานี้เป็นใจความในข้อนี้. จบอรรถกถาสังขิตตสูตรที่ ๑
อรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในวิตถารสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ คือ มีโทษ.
บทว่า กายสงฺขารํ ได้แก่ เจตนาในกายทวาร.
บทว่า อภิสงฺขโรติ ได้แก่พอกพูน คือประมวลมา.
แม้ในสองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ โลกํ ได้แก่ โลกมีทุกข์.
บทว่า สพฺยาปชฺฌา ผสฺสา ได้แก่ ผัสสะเป็นวิบากมีทุกข์.
บทว่า สพฺยาปชฺฌํ เวทนํ เวทิยติ ได้แก่ เสวยเวทนามีวิบาก เป็นไปกับด้วยความเบียดเบียน.
บทว่า เอกนฺตทุกฺขํ ได้แก่ เป็นทุกข์โดยส่วนเดียวเท่านั้น คือไม่เจือด้วยสุข.
บทว่า เสยฺยถาปิ ในบทนี้ว่า เสยฺยถาปิ สตฺตา เนรยิกา พึงเห็นว่าเป็นนิบาตลงในอรรถว่าตัวอย่าง.
ด้วยบทนั้นทรงแสดงถึงสัตว์นรกอย่างเดียว ก็สัตว์อื่นชื่อว่าจะเห็นคล้ายกับสัตว์นรกนั้นไม่มี.
พึงทราบความในบททั้งปวงโดยวิธีอุบายนี้.
ก็ในบทมีอาทิว่า เสยฺยาปิ มนุสฺสา จะว่าถึงมนุษย์ก่อน สุขเวทนาย่อมเกิดตามเวลา ทุกขเวทนาก็เกิดตามเวลา.
ส่วนในบทนี้ว่า เอกจฺเจ จ เทวา พึงเห็นว่าเทวดาชั้นกามาวจร.
จริงอยู่ เทวดาเห็นเทวดาผู้มีศักดิ์ยิ่งกว่ากามาวจรเทพเหล่านั้น ย่อมถึงทุกข์ตามเวลาด้วยกิจ มีอาทิว่า ต้องลุกจากที่นั่ง ต้องลดผ้าห่มทำผ้าเฉวียงบ่า ต้องประคองอัญชลี. เมื่อเสวยทิพยสมบัติ ย่อมถึงสุขตามเวลา.
ในบทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา พึงเห็นความเวมานิกเปรตบางจำพวก. เวมานิกเปรตเหล่านั้นเสวยสุขในเวลาหนึ่ง ทุกข์ในเวลาหนึ่งชั่วนิรันดร ก็สัตว์ทั้งหลายมีนาค ครุฑ ช้างและม้าเป็นต้น ย่อมมีทั้งสุขและทุกข์เกลื่อนกล่นเหมือนมนุษย์.
ปหานาย ยา เจตนาติ เอตฺถ วิวฏฺฏคามินี มคฺคเจตนา
เวทิตพฺพา. สา หิ กมฺมกฺขยาย สํวตฺตติ.
ในบทว่า ปหานาย ยา เจตนา นี้ พึงทราบมรรคเจตนาอันให้ถึงวิวัฏฏะ.
จริงอยู่ มรรคเจตนานั้นย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม. จบอรรถกถาวิตถารสูตรที่ ๒
อรรถกถาโสณกายนสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในโสณกายนสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สิขาโมคฺคลฺลาโน ได้แก่ พราหมณ์โมคคัลลานโคตร มีแหยมใหญ่ตั้งอยู่กลางศีรษะ.
บทว่า ปุริมานิ ได้แก่ วันก่อน ตั้งแต่วันที่ล่วงไปแล้ว. พึงทราบวันยิ่งกว่าวันก่อน จำเดิมแต่วันที่สองเป็นต้น.
บทว่า โสณกายโน ได้แก่ อันเตวาสิกของพราหมณ์นั้นนั่นเอง.
บทว่า กมฺมสจฺจายํ โภ โลโก ได้แก่ โลกนี้มีกรรมเป็นสภาพ.
บทว่า กมฺมสมารมฺภฏฺฐายี ความว่า โลกนี้ดำรงอยู่ด้วยการก่อกรรม คือเพิ่มพูนกรรมตั้งอยู่ มิใช่ไม่เพิ่มพูน.
บทว่า อุจฺฉิชฺชติ คือแสดง.
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาโสณกายนสูตรที่ ๓
สิกขาปทสูตรที่ ๔ เป็นต้นมีความง่ายทั้งนั้น.
ก็ในองค์มรรคทั้งหลาย ท่านกล่าวว่า เพราะพระโยคาวจรเข้าไปตั้งสติไว้แล้วกำหนดด้วยปัญญา ฉะนั้น ทั้งสองนั่นแหละเป็นกรรม ที่เหลือเป็นองค์เท่านั้นไม่ใช่กรรม. แม้ในโพชฌงค์ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ส่วนในอภิธรรมท่านพรรณนากรรมทั้งหมดนั้นว่า เป็นกรรมอันสัมปยุตด้วยเจตนา โดยไม่แปลกกัน.
อรรถกถาสมณสูตรที่ ๑๐
พึงทราบวินิจฉัยในสมณสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า อิเธว คือ ในศาสนานี้เท่านั้น. ก็ความไม่แน่นอนนี้ พึงทราบแม้ในบทที่เหลือ.
จริงอยู่ แม้สมณะที่ ๒ เป็นต้นก็มีอยู่ในศาสนานี้เท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น.
บทว่า สุญฺญา แปลว่า ว่างเปล่า.
บทว่า ปรปฺปวาทา ได้แก่ ทิฏฐิ ๖๒ อันมาแล้วในพรหมชาลสูตร แม้ทั้งหมดเหล่านี้ คือสัสสตวาทะ ๔ เอกัจจสัสสติกะ ๔ อันตานันติกะ ๔ อมราวิกเขปิกะ ๔ อธิจจสมุปปันนิกะ ๒ สัญญีวาทะ ๑๖ อสัญญีวาทะ ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ ๘ อุจเฉทวาทะ ๗ ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ ๕. วาทะของผู้อื่นนอกจากธรรมวินัยนี้ ชื่อปรัปปวาทะ.
วาทะแม้ทั้งหมดเหล่านั้น ว่างเปล่าจากสมณะผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ เหล่านี้ ทั้งวาทะเหล่านั้นก็ไม่มีอยู่ในธรรมวินัยนี้.
อนึ่ง วาทะเหล่านั้นมิใช่ว่างเปล่าจากสมณะเหล่านี้อย่างเดียวเท่านั้นทั้งยังว่างจากสมณะ แม้ ๑๒ คือ สมณะผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ บ้าง สมณะผู้ปรารภวิปัสสนาเพื่อประโยชน์แก่มรรค ๔ บ้าง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายความนี้ จึงตรัสไว้ในมหาปรินิพพานสูตรว่า
ดูก่อนสุภัททะ เรามีวัย ๒๙ แสวงหาว่า อะไร
เป็นกุศล จึงออกบวช ตั้งแต่เราบวชแล้วนับได้
๕๑ ปี แม้สมณะเป็นไปในประเทศแห่งธรรม
เป็นเครื่องรู้ ไม่มีในภายนอกแต่ธรรมวินัยนี้.
แม้สมณะที่ ๒ ก็ไม่มี แม้สมณะที่ ๓ ก็ไม่มี แม้สมณะที่ ๔ ก็ไม่มี ลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะผู้รู้.
จริงอยู่ ผู้ปรารภวิปัสสนาท่านประสงค์เอาในบทว่า ปเทสวตฺติ นี้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสมณะแม้ ๓ จำพวก คือ สมณะผู้ปรารภวิปัสสนาเพื่อโสดาปัตติมรรค ๑ สมณะผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๑ สมณะผู้ตั้งอยู่ในผล ๑ รวมกันจึงตรัสว่า แม้สมณะก็ไม่มี ดังนี้.
ทรงกระทำสมณะแม้ ๓ จำพวก คือ สมณะผู้ปรารภวิปัสสนาเพื่อสกทาคามิมรรค ๑ สมณะผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๑ สมณะผู้ตั้งอยู่ในผล ๑ รวมกันจึงตรัสว่า แม้สมณะที่ ๒ ก็ไม่มีดังนี้.
แม้ในสมณะสองพวกนอกนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาสมณสูตรที่ ๑๐
อานิสังสสูตรที่ ๑๑ ง่ายทั้งนั้นแล.
จบกรรมวรรควรรณนาที่ ๔ -----------------------------------------------------