๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ว่าด้วยเทพบุตรผู้เป็นสาวกของเดียรถีย์ต่างๆ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อ กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกของ เดียรถีย์ต่างๆ เป็นจำนวนมาก คือ อสมเทพบุตร สหลีเทพบุตร นิกเทพบุตร อาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตร มีวรรณะงดงามยิ่งนักเปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเวฬุวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร อสมเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มี พระภาค ปรารภปูรณะ กัสสปะว่า ท่านปูรณะ กัสสปะมองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะการตัด การฆ่า การโบย การเสื่อมทรัพย์ ท่านจึงบอกให้เบาใจเสีย สมควรที่จะยกย่องท่านว่าเป็นศาสดาในโลกนี้ ลำดับนั้น สหลีเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภ มักขลิ โคศาลต่อไปว่า ท่านมักขลิ โคศาล สำรวมตนดีแล้ว ด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน เป็นผู้สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง เป็นผู้คงที่ ไม่ทำบาปแน่นอน ลำดับนั้น นิกเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภ นิครนถ์ นาฏบุตรต่อไปว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้กีดกันบาป มีปัญญาเครื่องบริหาร เห็นภัยในสังสารวัฏ เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว เป็นผู้ไม่หยาบช้าแน่นอน ลำดับนั้น อาโกฏกเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภพวกเดียรถีย์ต่างๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ท่านมักขลิ โคศาล และท่านปูรณะ กัสสปะเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นครูของหมู่คณะ บรรลุความเป็นสมณะ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ไกลจากสัตบุรุษแน่นอน ลำดับนั้น เวฏัมพรีเทพบุตรได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า ในกาลไหนๆ สุนัขจิ้งจอกสัตว์เล็กๆ ชั้นเลว จะแสดงจริตกริยาให้เสมอราชสีห์ไม่ได้เลย ครูของหมู่คณะเป็นคนเปลือย มักพูดคำเท็จ มีพฤติกรรมน่าระแวงสงสัย จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้เลย ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์เหล่าใดประกอบด้วยการกีดกันบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัด ติดอยู่ในรูป เพลิดเพลินในเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าสั่งสอนโดยชอบเพื่อปรโลกโดยแท้ @เชิงอรรถ : @ ๔ ยาม หมายถึงส่วน ๔ เหล่านี้ คือ (๑) ห้ามน้ำเย็นทั้งปวง (๒) ประกอบด้วยการห้ามบาปทั้งปวง@(๓) กำจัดบาปทั้งปวง (๔) ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง (สํ.ส.อ. ๑/๑๑๑/๑๒๐, สํ.ฏีกา ๑/๑๑๑/๑๗๘, ดูเทียบ@ที.สี. (แปล) ๙/๑๗๗/๕๘-๕๙) @ บรรลุความเป็นสมณะ หมายถึงบรรลุจุดหมายสูงสุดแห่งสมณธรรม (สํ.ส.อ. ๑/๑๑๑/๑๒๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงได้ตรัสตอบ มารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และแม้จะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที นมุจิมาร รูปทั้งหมดนั้นท่านก็สรรเสริญแล้ววางดักไว้ เหมือนบุคคลใช้เหยื่อล่อฆ่าปลา ฉะนั้น ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตรได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภพระผู้มีพระภาคว่า คนพูดกันว่า บรรดาภูเขาในกรุงราชคฤห์ ภูเขาวิปุละเยี่ยมที่สุด บรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่าหิมพานต์ ภูเขาเสตบรรพตเยี่ยมที่สุด บรรดาสิ่งที่ลอยอยู่ในอากาศ ดวงอาทิตย์เยี่ยมที่สุด บรรดาห้วงน้ำทั้งหลาย สมุทรเยี่ยมที่สุด บรรดาดวงดาวทั้งหลาย ดวงจันทร์เยี่ยมที่สุด บัณฑิตกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเลิศกว่ามนุษย์และเทวดา นานาติตถิยสาวกสูตรที่ ๑๐ จบ นานาติตถิยวรรคที่ ๓ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. สิวสูตร ๒. เขมสูตร ๓. เสรีสูตร ๔. ฆฏิการสูตร ๕. ชันตุสูตร ๖. โรหิตัสสสูตร ๗. นันทสูตร ๘. นันทิวิสาลสูตร ๙. สุสิมสูตร ๑๐. นานาติตถิยสาวกสูตร เทวปุตตสังยุต จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๖}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทสมํ นานาติตฺถิยสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค นานาติตถิยสูตรที่ ๑๐
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข สมฺพหุลา นานาติตฺถิยสาวกา เทวปุตฺตา อสโม จ สหลี จ นิโก จ อาโกฏโก จ เวฏมฺพรี จ มาณวคามิโย จ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เวฬุวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อปฐมยามล่วงแล้วพวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์ต่างๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลี-*เทพบุตร นิกเทพบุตร อาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิยเทพบุตรมีวรรณงามยิ่ง ยังพระวิหารเวฬุวันทั้งสิ้นสว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ ฐิโต โข อสโม เทวปุตฺโต ปูรณํ กสฺสปํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ อิธ ฉินฺทิตมาริเต หตชานีสุ กสฺสโป น ปาปํ สมนุปสฺสติ ปุญฺญํ วา ปน อตฺตโน ส เว วิสฺสาสมาจิกฺขิ สตฺถา อรหติ มานนนฺติ ฯ
อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า ครูปูรณะกัสสป เพียงแต่มองไม่เห็นบาปหรือบุญของตน ในเพราะเหตุที่สัตว์ถูกฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย ถูกข่มเหง ใน โลกนี้เท่านั้น ท่านบอกให้วางใจเสีย ท่านย่อมควรที่จะยก ย่องว่าเป็นศาสดา ฯ
อถ โข สหลี เทวปุตฺโต มกฺขลึ โคสาลํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ตโปชิคุจฺฉาย สุสํวุตตฺโต วาจํ ปหาย กลหํ ชเนน สโม สวชฺชา วิรโต สจฺจวาที นหิ นูน ตาที ปกโรติ ปาปนฺติ ฯ
สหลีเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภ ถึงท่านมักขลิโคศาล ต่อไปว่า ครูมักขลิโคศาล สำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาล จัดว่าเป็นผู้ คงที่ ไม่กระทำบาปโดยแท้ ฯ
อถ โข นิโก เทวปุตฺโต นิคนฺถํ นาฏปุตฺตํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ เชคุจฺฉิ นิปโก ภิกฺขุ จาตุยามสุสํวุโต ทิฏฺฐํ สุตญฺจ อาจิกฺขํ นหิ นูน กิพฺพิสี สิยาติ ฯ
นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึง ท่านนิครนถ์ นาฏบุตรต่อไปว่า ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้เกลียดบาป มีปัญญารักษาตัวรอด เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม เปิดเผยสิ่งที่ ตนเห็นแล้วและฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้าโดยแท้ ฯ
อถ โข อาโกฏโก เทวปุตฺโต นานาติตฺถิเย อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ปกุธโก กาติยาโน นิคนฺโถ เย จาปิเม มกฺขลิปูรณาเส คณสฺส สตฺถาโร สมญฺญปตฺตา นหิ นูน เต สปฺปุริเสหิ ทูเรติ ฯ
อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงพวกเดียรถีย์ต่างๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะ กัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร และพวกท่าน มักขลิโคศาล ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นศาสดา ของหมู่ บรรลุถึงที่สุดในสมณธรรมแล้ว ท่านเหล่านั้นคง เป็นผู้ไม่ไกลไปจากสัตบุรุษแน่นอน ฯ
อถ โข เวฏมฺพรี เทวปุตฺโต อาโกฏกํ เทวปุตฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ สห รจิเตน ฉโว สิคาโล น โกฏฺฐุโก สีหสโม กทาจิ นคฺโค มุสาวาทิ คณสฺส สตฺถา สงฺกสฺสราจาโร น สตํ สริกฺโขติ ฯ
เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลวๆ ใคร่จะตีตนเสมอราชสีห์ แม้จะ ไม่ใช่สัตว์ขี้เรื้อน แต่ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ฯ ครูของหมู่บำเพ็ญตัวเป็นคนแนะหนทาง แต่พูดคำเท็จ มี มรรยาทน่ารังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษไม่ได้ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เวฏมฺพรึ เทวปุตฺตํ อนฺวาวิสิตฺวา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ตโปชิคุจฺฉาย อายุตฺตา ปาลยํ ปวิเวกิยํ รูเป จ เย นิวิฏฺฐาเส เทวโลกาภินนฺทิโน เต เจ สมฺมานุสาสนฺติ ปรโลกาย มาติยาติ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้ลามกเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า สัตว์เหล่าใด ประกอบแล้ว ในความเกลียดบาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัดอยู่ ติดอยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์ เหล่านั้น ย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้ ฯ
อถ โข ภควา มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาย ปจฺจภาสิ เยเกจิ รูปา อิธ วา หุรํ วา เย จนฺตลิกฺขสฺมิ ปภาสวณฺณา สพฺเพว เต เต นมุจิปฺปสตฺถา อามิสํว มจฺฉานํ วธาย ขิตฺตาติ ฯ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัวร้ายกาจ จึงได้ทรงภาษิตคาถาตอบมารผู้ลามกว่า รูปใดๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกหน้า และจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญ แล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาเอาเหยื่อล่อเพื่อฆ่าปลา ฉะนั้น ฯ
อถ โข มาณวคามิโย เทวปุตฺโต ภควนฺตํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ วิปุโล ราชคหิยานํ คิริ เสฏฺโฐ ปวุจฺจติ เสโต หิมวตํ เสฏฺโฐ อาทิจฺโจ อฆคามินํ สมุทฺโททธินํ เสฏฺโฐ นกฺขตฺตานญฺจ จนฺทิมา สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจตีติ ฯ นานาติตฺถิยวคฺโค ตติโย ฯ ตสฺสุทฺทานํ สิโว เขโม จ เสรี จ ฆฏิ ชนฺตุ จ โรหิโต นนฺโท นนฺทิวิสาโล จ สุสิโม นานาติตฺถิเยน เต ทสาติ ฯ เทวปุตฺตสํยุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาค ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคว่า ภูเขาวิปุละ เขากล่าวกันว่า เป็นสูงเยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ใน พระนครราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่า หิมวันต์ พระอาทิตย์เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไปในอากาศ มหาสมุทร เป็นเลิศกว่าห้วงน้ำทั้งหลาย พระจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาว ทั้งหลาย พระพุทธเจ้าโลกกล่าวว่าเป็นเลิศกว่าประชุมชน ทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก ฯ จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓ ----------------------------------------------------- รวมพระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้ มี ๑๐ สูตร คือ สิวสูตรที่ ๑เขมสูตรที่ ๒ เสรีสูตรที่ ๓ ฆฏิการสูตรที่ ๔ ชันตุสูตรที่ ๕ โรหิตัสสสูตรที่ ๖นันทสูตรที่ ๗ นันทิวิสาลสูตรที่ ๘ สุสิมสูตรที่ ๙ และนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ฯ จบ เทวปุตตสังยุตต์ -----------------------------------------------------