อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๓๐๓

๙. สุสิมสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๓–๓๑๒พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

นวมํ สุสิมสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สุสิมสูตรที่ ๙

ข้อ ๓๐๓

สาวตฺถีนิทานํ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ ภควา เอตทโวจ ตุยฺหํปิ โน อานนฺท สารีปุตฺโต รุจฺจตีติ ฯ {๓๐๓.๑} กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถ- จิตฺตสฺส อายสฺมา สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺย ปณฺฑิโต ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ปุถุปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต หาสปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ชวนปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ติกฺขปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต นิพฺเพธิกปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อปฺปิจฺโฉ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต สนฺตุฏฺโฐ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ปวิวิตฺโต ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อสํสฏฺโฐ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อารทฺธวิริโย ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต วตฺตา ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต วจนกฺขโม ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต โจทโก ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ปาปครหี ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส อายสฺมา สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺยาติ ฯ

สาวัตถีนิทาน ฯ ณ กาลครั้งหนึ่ง ท่านพระอานนท์เถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ @ คือ อิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน คือทั้ง ๙ ทวาร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอชอบสารีบุตรหรือไม่ ฯ อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เป็นเจ้าปัญญา มีปัญญาชวนให้ร่าเริง มีปัญญาแล่นมีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอด มีความปรารถนาน้อย สันโดษเป็นผู้สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เป็นผู้เข้าใจพูดอดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้โจทก์ท้วงคนผิด เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์-*ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่าน ฯ

ข้อ ๓๐๔

เอวเมตํ อานนฺท เอวเมตํ อานนฺท กสฺส หิ นาม อานนฺท อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺย ปณฺฑิโต อานนฺท สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต ปุถุปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต หาสปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต ชวนปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต ติกฺขปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต นิพฺเพธิกปญฺโญ อานนฺท สารีปุตฺโต อปฺปิจฺโฉ อานนฺท สารีปุตฺโต สนฺตุฏฺโฐ อานนฺท สารีปุตฺโต ปวิวิตฺโต อานนฺท สารีปุตฺโต อสํสฏฺโฐ อานนฺท สารีปุตฺโต อารทฺธวิริโย อานนฺท สารีปุตฺโต วตฺตา อานนฺท สารีปุตฺโต วจนกฺขโม อานนฺท สารีปุตฺโต โจทโก อานนฺท สารีปุตฺโต ปาปครหี อานนฺท สารีปุตฺโต กสฺส หิ นาม อานนฺท อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺยาติ ฯ

พ. อย่างนั้นๆ อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร เพราะสารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก เป็นเจ้าปัญญา มีปัญญาชวนให้ร่าเริง มีปัญญาแล่นมีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาแทงตลอด มีความปรารถนาน้อย สันโดษ เป็นผู้สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เป็นผู้เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้โจทก์ท้วงคนผิด เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร ฯ

ข้อ ๓๐๕

อถ โข สุสิโม เทวปุตฺโต อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส วณฺเณ ภญฺญมาเน มหติยา เทวปุตฺตปริสาย ปริวุโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข สุสิโม เทวปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคต กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส อายสฺมา สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺย ปณฺฑิโต ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต ฯเปฯ ปาปครหี ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส อายสฺมา สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺย อหมฺปิ หิ ภนฺเต ยญฺจ เทวปุตฺตปริสํ อุปสงฺกมึ เอตเทว พหุลํ สทฺทํ สุณามิ ปณฺฑิโต อายสฺมา สารีปุตฺโต มหาปญฺโญ อายสฺมา ปุถุปญฺโญ อายสฺมา หาสปญฺโญ อายสฺมา ชวนปญฺโญ อายสฺมา ติกฺขปญฺโญ อายสฺมา นิพฺเพธิกปญฺโญ อายสฺมา อปฺปิจฺโฉ อายสฺมา สนฺตุฏฺโฐ อายสฺมา ปวิวิตฺโต อายสฺมา อสํสฏฺโฐ อายสฺมา อารทฺธวิริโย อายสฺมา วตฺตา อายสฺมา วจนกฺขโม อายสฺมา โจทโก อายสฺมา ปาปครหี อายสฺมา สารีปุตฺโต กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส อทุฏฺฐสฺส อมูฬฺหสฺส อวิปลฺลตฺถจิตฺตสฺส อายสฺมา สารีปุตฺโต น รุจฺเจยฺยาติ ฯ

ณ กาลครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร แวดล้อมไปด้วยเทพบุตร บริษัทเป็นอันมาก ขณะที่พระผู้มีพระภาคและพระอานนท์เถระ กำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อยืนเรียบร้อยแล้วจึงได้กราบบังคมทูลพระผู้มีพระภาคว่า จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาค จริงอย่างนั้น พระสุคต อันใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงายไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะท่านเป็นบัณฑิต ฯลฯ เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะข้าพระองค์ได้เข้าร่วมประชุมเทพบุตรบริษัทใดๆ ก็ได้ยินเสียงอย่างหนาหูว่า ท่านพระสารีบุตรเป็นบัณฑิต ฯลฯ เป็นผู้ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่าน ฯ

ข้อ ๓๐๖

อถ โข สุสิมสฺส เทวปุตฺตสฺส เทวปุตฺตปริสา อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส วณฺเณ ภญฺญมาเน อตฺตมนา ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา อุจฺจาวจา วณฺณนิภา อุปทํเสติ ฯ

ครั้งนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๗

เสยฺยถาปิ นาม มณิเวฬุริโย สุโภ โชติมา อฏฺฐํโส สุปริกมฺมกโต ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตฺโต ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมวํ สุสิมสฺส เทวปุตฺตสฺส เทวปุตฺตปริสา อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส วณฺเณ ภญฺญมาเน อตฺตมนา ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา อุจฺจาวจา วณฺณนิภา อุปทํเสติ ฯ

แก้วมณีและแก้วไพฑูรย์ อันงาม โชติช่วง แปดเหลี่ยม อันบุคคลขัดสีเรียบร้อยแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมส่องแสงแพรวพราวรุ้งร่วง ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัสมีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๘

เสยฺยถาปิ นาม เนกฺขํ ชมฺโพนทํ ทกฺเขน กมฺมารปุตฺตํ อุกฺกามุเขสุ กุสลํ สมฺปหฏฺฐํ ปณฺฑุกมฺพเล นิกฺขิตฺตํ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมวํ สุสิมสฺส เทวปุตฺตสฺส เทวปุตฺตปริสา ฯเปฯ อุปทํเสติ ฯ

แท่งทองชมพูนุท เป็นของที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหมั่นใส่เบ้าหลอมไล่จนสิ้นราคีเสร็จแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมขึ้นสีผุดผ่องเปล่ง-*ปลั่ง ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๙

เสยฺยถาปิ นาม สรทสมเย วิทฺเธ วิคตวลาหเก เทเว โอสธิตารกา ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมวํ สุสิมสฺส เทวปุตฺตสฺส เทวปุตฺตปริสา อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส วณฺเณ ภญฺญมาเน อตฺตมนา ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา อุจฺจาวจา วณฺณนิภา อุปทํเสติ ฯ

ดาวประกายพฤกษ์ ขณะที่อากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสรทกาล ย่อมส่องแสงสุกสกาววาวระยับ ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ

ข้อ ๓๑๐

เสยฺยถาปิ นาม สรทสมเย วิทฺเธ วิคตวลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสุกฺกมาโน สพฺพํ อากาสคตํ ตมคตํ อภิวิหจฺจ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เอวเมวํ สุสิมสฺส เทวปุตฺตสฺส เทวปุตฺตปริสา อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส วณฺเณ ภญฺญมาเน อตฺตมนา ปมุทิตา ปีติโสมนสฺสชาตา อุจฺจาวจา วณฺณนิภา อุปทํเสติ ฯ

พระอาทิตย์ขณะที่อากาศปลอดโปร่ง ปราศจากหมู่เมฆในฤดูสรทกาล พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ขจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งปวง ย่อมแผดแสงแจ่มจ้าไพโรจน์ ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ-*โสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวปรากฏอยู่ ฯ

ข้อ ๓๑๑

อถ โข สุสิโม เทวปุตฺโต อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อารพฺภ ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ ปณฺฑิโตติ สมญฺญาโต สารีปุตฺโต อโกธโน อปฺปิจฺโฉ โสรโต ทนฺโต สตฺถุวณฺณภโต อิสีติ ฯ

ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค ปรารภถึงท่านพระสารีบุตรว่า ท่านพระสารีบุตร คนรู้จักท่านดีว่าเป็นบัณฑิตไม่ใช่คนมักโกรธ มีความปรารถนาน้อย สงบเสงี่ยม ฝึกฝนมาดี มีคุณงาม ความดีอันพระศาสดาทรงสรรเสริญ เป็นผู้แสวงคุณ ฯ

ข้อ ๓๑๒

อถ โข ภควา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ อารพฺภ สุสิมํ เทวปุตฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ ปณฺฑิโตติ สมญฺญาโต สารีปุตฺโต อโกธโน อปฺปิจฺโฉ โสรโต ทนฺโต กาลํ กงฺขติ ภาวิโต สุทนฺโตติ ฯ

พระผู้มีพระภาคได้ภาษิตคาถาตอบสุสิมเทพบุตรปรารภถึงท่าน- พระสารีบุตรว่า สารีบุตร ใครๆ ก็รู้จักว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความ ปรารถนาน้อย สงบเสงี่ยม อบรม ฝึกฝนมาดี จำนงอยู่ก็ แต่กาลเป็นที่ปรินิพพาน ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๙. สุสิมสูตร ว่าด้วยสุสิมเทพบุตร

ข้อ ๑๑๐

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านพระอานนท์ดังนี้ว่า “อานนท์เธอชอบสารีบุตรหรือไม่” ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาลไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตร เป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญา หนาแน่น มีปัญญาร่าเริง มีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำแรก กิเลส มักน้อย สันโดษ เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เข้าใจพูดอดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้ทักท้วง ตำหนิคนทำชั่ว ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบคาถาข้อ ๒๙ หน้า ๓๒ ในเล่มนี้ @ ดูเทียบคาถาข้อ ๒๙ หน้า ๓๓ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๑}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๙. สุสิมสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น อานนท์ ข้อนี้เป็น อย่างนั้น ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาสจะไม่ชอบสารีบุตร อานนท์ สารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่นมีปัญญาร่าเริง มีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำแรกกิเลส มักน้อยสันโดษ เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำเป็นผู้ทักท้วง ตำหนิคนทำชั่ว ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงายไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร” ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคและท่านพระอานนท์ กำลังกล่าวสรรเสริญคุณ ของท่านพระสารีบุตรอยู่ สุสิมเทพบุตรผู้มีเทพบุตรบริษัทจำนวนมากแวดล้อมแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้วได้กราบทูลดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคตเจ้าข้อนี้เป็นอย่างนั้น ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร ท่านพระสารีบุตรเป็นบัณฑิต ฯลฯ ตำหนิคนทำชั่ว ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาสจะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะว่าข้าพระองค์เข้าไปหาเทพบุตรบริษัทใดๆ ก็ได้ยินเสียง(พูด)อย่างหนาหูว่า “ท่านพระสารีบุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น มีปัญญาร่าเริงมีปัญญาแล่นไป มีปัญญาเฉียบแหลม มีปัญญาชำแรกกิเลส มักน้อย สันโดษ เป็นผู้สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำ เป็นผู้ทักท้วงตำหนิคนทำชั่ว ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร” ครั้งนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร เมื่อสุสิมเทพบุตรกำลังกล่าว สรรเสริญคุณของท่านพระสารีบุตรอยู่ ต่างปลื้มปีติเบิกบานใจ เกิดปีติโสมนัสมีรัศมีวรรณะเปล่งปลั่งปรากฏอยู่ ดุจแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์อันงดงามตามธรรมชาติถูกนายช่างเจียระไนดีแล้ว แปดเหลี่ยม วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ส่องแสงแพรวพราวสุกสกาวอยู่ ฉะนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๒}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๓. นานติตถิยวรรค ๙. สุสิมสูตร เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร เมื่อสุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณ ของท่านพระสารีบุตรอยู่ ต่างปลื้มปีติเบิกบานใจ เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีวรรณะเปล่งปลั่งปรากฏอยู่ ดุจทองแท่งชมพูนุท เป็นของที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันใส่เบ้าหลอมไล่มลทิน จนสิ้นราคีแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ส่องแสงแพรวพราวสุกสกาวอยู่ ฉะนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ฯลฯ มีรัศมีวรรณะเปล่งปลั่งปรากฏอยู่ ดุจดาวศุกร์ เมื่ออากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสารทกาล ส่องแสงแพรวพราวสุกสกาวอยู่ในเวลาใกล้รุ่ง ฉะนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร เมื่อสุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญคุณ ของท่านพระสารีบุตรอยู่ ต่างปลื้มปีติเบิกบานใจ เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีวรรณะเปล่งปลั่งปรากฏอยู่ ดุจดวงอาทิตย์ เมื่ออากาศปลอดโปร่งปราศจากหมู่เมฆในฤดูสารทกาล พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ขจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งปวง ส่องแสงแพรวพราวสุกสกาวอยู่ ฉะนั้น ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตรได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค ปรารภ ท่านพระสารีบุตรว่า ท่านพระสารีบุตร ใครๆ ก็รู้จักดีว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความมักน้อย สงบเสงี่ยม ฝึกแล้ว มีคุณงามความดี อันพระศาสดาทรงสรรเสริญ เป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสคาถาตอบสุสิมเทพบุตร ปรารภท่านพระสารีบุตรว่า สารีบุตร ใครๆ ก็รู้จักดีว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มีความมักน้อย สงบเสงี่ยม ฝึกฝนอบรมดีแล้ว รอเวลาอยู่ สุสิมสูตรที่ ๙ จบ @เชิงอรรถ : @ ทองแท่งชมพูนุท หมายถึงทองคำเนื้อบริสุทธิ์ (องฺ.ติก.อ. ๒/๖๔/๑๙๑) ที่เรียกว่า ชมพูนุท เพราะเป็น@ทองที่เกิดขึ้นในแควของแม่น้ำมหาชมพู (องฺ.ติก.ฏีกา ๒/๖๔/๑๙๙) @ รอเวลาอยู่ ในที่นี้หมายถึงรอเวลาที่จะปรินิพพาน (สํ.ส.อ. ๑/๑๑๐/๑๑๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๒๓}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัยในสุสิมสูตรที่ ๙ ต่อไป :-

บทว่า ตุยฺหํปิ โน อานนฺท สารีปุตฺโต รุจฺจติ ความว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระเถระ ก็ธรรมดาว่าคุณนี้ ไม่สมควรกล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกัน เพราะว่า คุณที่กล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกันนั้น จะกล่าวไม่ทันจบ.

จริงอยู่ บุคคลผู้ไม่ชอบกันนั้น เมื่อเขากล่าวคุณว่าภิกษุชื่อโน้นมีศีล ก็จะกล่าวคำว่า ศีลของภิกษุนั้นเป็นอย่างไรภิกษุนั้นมีศีลอย่างใดหรือ ภิกษุอื่นที่มีศีล ท่านไม่เคยเห็นหรือ เมื่อเขากล่าวคุณว่าภิกษุชื่อโน้นมีปัญญา ก็จะกล่าวคำเป็นต้นว่าปัญญาเป็นอย่างไร ภิกษุอื่นที่มีปัญญานั้น ท่านไม่เคยเห็นหรือดังนี้ ก็จะทำอันตรายแก่คาถาพรรณนาคุณ.

ส่วนพระอานนทเถระเป็นผู้ชอบพอของพระสารีบุตรเถระ ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีต ก็ถวายแก่พระเถระ ให้เด็กของอุปัฏฐากตนบรรพชา ให้ถืออุปัชฌาย์ในสำนักพระเถระ. แม้พระสารีบุตรก็กระทำแก่พระอานนทเถระอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร เพราะเลื่อมใสในคุณทั้งหลายของกันและกัน.

จริงอยู่ พระอานนทเถระดำริว่า พี่ชายของพวกเราบำเพ็ญบารมีมาถึงหนึ่งอสงไขยแสนกัป แทงตลอดปัญญา ๑๖ อย่าง ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี แม่ทัพธรรม เลื่อมใสในคุณทั้งหลายของพระเถระ จึงชอบใจรักใคร่พระเถระ.

ฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็ดำริว่า พระอานนท์ทำกิจทุกอย่างมีถวายน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้นที่เราพึงทำแด่พระสัมมาสัมพุทธะอาศัยอานนท์ เราจึงได้เข้าสมาบัติตามที่ปรารถนาๆ แล้ว เลื่อมใสในคุณทั้งหลายของท่าน จึงชอบใจรักใคร่พระอานนท์เถระเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระสารีบุตรเถระ จึงทรงเริ่มในสำนักของพระอานนทเถระ.

บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ตุยฺหํปิ ปิอักษรลงในอรรถว่าประมวลความ.

ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรมีอาจาระ โคจร วิหารธรรม การก้าวไป การถอยกลับ การแลเหลียว การคู้ การเหยียด ชอบใจเรา ชอบใจพระอสีติมหาสาวก ชอบใจมนุษย์โลกทั้งเทวโลก ชอบใจแม้แก่เธอ.

แต่นั้น พระเถระก็มีใจยินดี ประหนึ่งนักมวยปล้ำที่มีกำลัง ได้ช่องในช่องผ้า ดำริว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะให้กล่าวคุณของสหายเราเราจักได้กล่าวคุณของพระสารีบุตรเถระของพวกเรา เหมือนถอนต้นหว้าใหญ่อันเป็นธงแห่งชมพูทวีปเสียในวันนี้ เหมือนนำดวงจันทร์ออกจากช่องพลาหก [เมฆฝน] แสดงอยู่ฉะนั้นเมื่อจะนำคำสนทนาของบุคคลทั้งหลาย ด้วยบททั้ง ๔ ก่อนคำอื่นมาจึงทูลว่า กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส ดังนี้เป็นต้น

พาโล หิ พาลตาย ทุฏฺโฐ โทสตาย มุโฬฺห โมเหน

วิปลฺลตฺถจิตฺโต อุมฺมตฺตโก จิตฺตวิปลฺลาเสน

วณฺณํ วณฺโณติ วา อวณฺณํ อวณฺโณติ วา อยํ พุทฺโธ อยํ สาวโกติ วา น ชานาติ

อพาลาทโย นาม ชานนฺติ ตสฺมา อพาลสฺสาติอาทิมาห ฯ

จริงอยู่ คนพาล เพราะเขลา, ชื่อว่าคนโกรธ เพราะเป็นคนมีโทสะ, ชื่อว่าคนหลง เพราะโมหะ, ชื่อว่ามีจิตวิปลาส คือบ้า ย่อมไม่รู้คุณว่าคุณ โทษว่าโทษ หรือว่า ผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้นี้เป็นสาวก.

ธรรมดาว่า คนที่ไม่เขลาเป็นต้น ย่อมรู้. เพราะฉะนั้น พระอานนทเถระจึงทูลว่า อพาลสฺส เป็นต้น.

บทว่า น รุเจยฺย ความว่า ก็พระเถระนั้นไม่พึงชอบใจแก่เหล่าคนเขลาเป็นต้นเท่านั้น พระเถระไม่พึงชอบใจแก่ใครอื่น พระอานนทเถระ ครั้นนำถ้อยคำสนทนาของบุคคลมาฉะนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวคุณตามเป็นจริงด้วยบท ๑๖ บท จึงทูลว่า ปณฺฑิโต ภนฺเต เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นบัณฑิต คำนี้เป็นชื่อของท่านผู้ตั้งอยู่ในความฉลาด ๔ อย่าง.

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ โดยเหตุใดแล ภิกษุย่อมเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑ เป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑ เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑ เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ๑. ดูก่อนอานนท์ ด้วยเหตุเพียงนั้นแล ภิกษุนั้นควรเรียกว่า ภิกษุบัณฑิต ดังนี้.

ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้น ความว่า ประกอบด้วยมหาปัญญาเป็นต้น.

ความมีปัญญามากเป็นต้น ในบทว่า มหาปญฺโญ เป็นต้นนั้นต่างกันดังนี้.

มหาปัญญาเป็นไฉน ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือศีลขันธ์อย่างใหญ่. ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อย่างใหญ่. ชื่อว่ามหาปัญญา เพราะกำหนดถือฐานะและอฐานะอย่างใหญ่ วิหารสมาบัติอย่างใหญ่ อริยสัจอย่างใหญ่ สติปัฏฐาน สัมมัปปธานอิทธิบาทอย่างใหญ่ อินทรีย์และโพชฌงค์อย่างใหญ่ อริยมรรคอย่างใหญ่ สามัญญผลอย่างใหญ่ อภิญญาอย่างใหญ่ ปรมัตถนิพพานอย่างใหญ่.

ก็มหาปัญญานั้นปรากฏแก่พระเถระ เมื่อพระศาสดาเสด็จลงจากเทวโลก ประทับยืน ณ ประตูสังกัสสนคร ตรัสถามปัญหา ชื่อว่าปุถุชนปัญจกะ แล้วทูลถวายวิสัชนาปัญหานั้น.

ปุถุปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่าปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... เป็นไปในธาตุต่างๆ แน่นหนา... ในอรรถต่างๆ แน่นหนา... ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆ แน่นหนา... ในความหน่วงสุญญตาต่างๆ แน่นหนา... ในอรรถธรรมนิรุกติปฏิภาณแน่นหนา... ในสีลขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... ในสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่างๆ แน่นหนา... ในฐานะและอฐานะต่างๆ แน่นหนา... ในวิหารสมาบัติต่างๆ แน่นหนา... ในอริยสัจต่างๆ แน่นหนา... ในสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่างๆ แน่นหนา... ในอริยมรรค สามัญญผล อภิญญาต่างๆ แน่นหนา.. ญาณเป็นไปในปรมัตถนิพพาน ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ชนต่างๆ แน่นหนา.

ชื่อว่าหาสปัญญาเป็นไฉน

ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริง แช่มชื่น ยินดี ปราโมทย์ บำเพ็ญศีล บำเพ็ญอินทรียสังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตาชาคริยานุโยค สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ปราโมทย์ แทงตลอดฐานะและอฐานะ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง บำเพ็ญวิหารสมาบัติ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง แทงตลอดอริยสัจ. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอบรมสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำให้แจ้งสามัญญผล แทงตลอดอภิญญา. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความแช่มชื่น ยินดีปราโมทย์ กระทำให้แจ้งปรมัตถนิพพาน.

ชื่อว่าหาสปัญญา ก็เพราะพระเถระ ครั้งเป็นดาบสชื่อนารท กระทำความปรารถนาเป็นพระอัครสาวก แทบเบื้องพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีนับตั้งแต่ครั้งนั้นมา ก็เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำการบำเพ็ญศีลเป็นต้น.

ชวนปัญญาเป็นไฉน

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งไกล ทั้งใกล้ รูปทั้งหมดโดยเป็นของไม่เที่ยง แล่นไปเร็ว. ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นทุกข์ แล่นไปเร็ว โดยความเป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว. ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาเห็นเวทนา ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน วิญญาณทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาจักษุ ฯลฯ ชรามรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน. ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถสิ้นไป. ชื่อว่าทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว. ชื่อว่าอนัตตา เพราะหาแก่นสารมิได้ แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งรูป.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป ฯลฯ แล่นไปเร็วในพระนิพพาน เป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ.

ชื่อว่าชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีอันสิ้นไป เสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดา แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ.

ติกขปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะตัดกิเลสทั้งหลายได้เร็ว.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะไม่พักไว้ซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ไม่พักอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นอีก ไม่พัก ละ บรรเทา ทำให้สิ้น ทำให้ไม่มีซึ่งราคะโทสะโมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะอิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะที่เกิดขึ้นแล้ว กิเลสทุจริตทั้งหมด อภิสังขารทั้งหมด กรรมที่ให้ถึงสังสารภพทั้งหมด.

ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะปัญญาที่บรรลุ กระทำให้แจ้งสัมผัสมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ ที่นั่งแห่งเดียว.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก หลานชาย พระเถระยืนถวายงานพัด ก็ตัดกิเลสได้ทั้งหมด ชื่อว่ามีปัญญาแหลม ตั้งแต่แทงตลอดสาวกบารมีญาณ. ด้วยเหตุนั้น พระอานนทเถระจึงทูลว่า ติกฺขปญฺโญ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาแหลมดังนี้.

นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน.

ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะบางคนในโลกนี้มากด้วยความหวาดสะดุ้งเอือมระอาไม่ยินดีนัก เบือนหน้าหนีไม่ไยดีในสังขารทั้งปวง เจาะทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลาย ในสังขารทั้งปวง. ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะเจาะทำลายกองโทสะกองโมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ ที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายกรรมที่ให้ถึงภพทั้งหมด.

บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ปกปิดคุณที่มีอยู่ รู้จักประมาณในการรับ นี่เป็นลักษณะของผู้มีความมักน้อย.

บทว่า สนฺตุฏฺโฐ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔ คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ.

บทว่า ปวิวิตฺโต ได้แก่ ผู้ได้วิเวก ๓ เหล่านี้ คือ กายวิเวกของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ผู้ยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวกของผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผู้ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกของเหล่าบุคคลผู้ไร้อุปธิ ผู้ถึงวิสังขาร.

บทว่า อสํสฏฺโฐ ได้แก่ ผู้เว้นจากการคลุกคลี ๕ อย่างเหล่านี้ คือคลุกคลีด้วยการฟัง คลุกคลีด้วยการเห็น คลุกคลีด้วยการสนทนา คลุกคลีด้วยการบริโภค คลุกคลีด้วยกาย. การคลุกคลี ๕ อย่างนี้ย่อมเกิดกับบุคคล ๘ จำพวก คือ พระราชา อมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ความคลุกคลีแม้ทั้งหมดนั้นไม่มีแก่พระเถระ เหตุนั้น พระเถระจึงว่าผู้ไม่คลุกคลี.

บทว่า อารทฺธวิริโย ได้แก่ เป็นผู้ประคองความเพียร มีความเพียรบริบูรณ์ในข้อนั้น ภิกษุผู้ปรารถความเพียร ย่อมไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะเดินติดมาถึงขณะยืนไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะยืน ติดมาถึงขณะนั่ง ไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะนั่ง ติดมาถึงขณะนอน. กิเลสเกิดในที่นั้นๆ ก็ข่มไว้ได้ในที่นั้นๆ นั่นแหละ. ก็พระเถระมิได้เหยียดหลังบนเตียงมาถึง ๔๔ ปี. พระอานนทเถระหมายถึงข้อนั้นจึงทูลว่า อารทฺธวิริโย ผู้ปรารภความเพียร.

บทว่า วตฺตา ได้แก่ เป็นผู้กล่าวกำจัดโทษ. พระเถระเห็นความประพฤติทรามของเหล่าภิกษุ ก็ไม่ผัดเพี้ยนว่า ค่อยพูดกันวันนี้ พูดกันวันพรุ่งนี้. อธิบายว่า ท่านสั่งสอนพร่ำสอนในที่นั้นๆ เลย.

บทว่า วจนกฺขโม ได้แก่ ย่อมทนฟังคำของผู้อื่น.

จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งชอบสอนผู้อื่น แต่ตัวเองถูกผู้อื่นสอนเข้า ก็โกรธ. ส่วนพระเถระให้โอวาทแก่ผู้อื่นด้วย ตัวเองแม้ถูกโอวาท ก็ยอมรับด้วยเศียรเกล้า.

เล่ากันมาว่า วันหนึ่ง สามเณรอายุ ๗ ขวบเรียนพระสารีบุตรเถระว่า ท่านสารีบุตรขอรับ ชายผ้านุ่งของท่านห้อยลงมาแน่ะ. พระเถระไม่พูดอะไรเลย ไป ณ ที่เหมาะแห่งหนึ่ง นุ่งเรียบร้อยแล้วก็มา ยืนประนมมือพูดว่า เท่านี้เหมาะไหม อาจารย์. พระเถระกล่าวว่า ผู้บวชในวันนั้น เป็นคนดี อายุ ๗ ขวบโดยกำเนิด ถึงผู้นั้นพึงสั่งสอนเรา เราก็ยอมรับด้วยกระหม่อมดังนี้.

บทว่า โจทโก ได้แก่ สั่งสอนตามแบบธรรมเนียมว่า ธรรมดาว่าภิกษุ เห็นวิติกกมโทษ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม พึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ยืนอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ เคี้ยวอย่างนี้ ฉันอย่างนี้.

บทว่า ปาปครหี ได้แก่ ไม่เห็นแก่คนชั่ว ไม่ฟังคำคนชั่วเหล่านั้น ไม่ยอมอยู่ในจักรวาลเดียวกับคนชั่วเหล่านั้น.

พระอานนทเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรตำหนิบาปด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ตำหนิคนชั่วอย่างนี้บ้างว่า

มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ กุสีโต หีนวีริโย อปฺปสฺสุโต อนาทาโน สมนฺตา กตฺถจิ อหุ ในกาลไหนๆ ขอเพื่อนสพรหมจารีของเรา อย่าเป็นผู้

มีความปรารถนาลามก เกียจคร้าน หย่อนความเพียร

มีสุตะน้อย ไม่ยึดถือรอบด้านไม่มีในที่ไหนๆ เลย.

ตำหนิธรรมฝ่ายชั่วอย่างนี้บ้างว่า ธรรมดาว่าสมณะไม่พึงตกอยู่ในอำนาจราคะ ในอำนาจโทสะและโมหะ ราคะโทสะโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว พึงละเสีย ดังนี้.

เมื่อท่านพระอานนท์กระทำการประกาศคุณตามความเป็นจริงของพระเถระด้วยบท ๑๖ บทอย่างนี้แล้ว บุคคลชั่วไรๆ ก็อย่าได้กล่าวว่า ทำไมพระอานนท์ไม่ได้กล่าวคุณสหายที่รักของตน คำอะไรที่พระอานนท์นั้นกล่าวแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นนั่นแล. พระอานนท์นั้นเป็นสัพพัญญู หรือ.

พระศาสดา เมื่อทรงกระทำการกล่าวคุณนั้นที่ไม่กำเริบเป็นคำตรัสของพระสัพพัญญูพุทธะ ก็เท่ากับประทับแหวนตราชินลัญจกร [ตราพระชินเจ้า] จึงตรัสว่า เอวเมตํ ดังนี้เป็นต้น.

เมื่อพระตถาคตและพระอานนทเถระกำลังกล่าวคุณของพระมหาสาวกอยู่ เหล่าภุมมเทวดา เทวดาผู้อยู่ภาคพื้นดินก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่านั้นเหมือนกัน. แต่นั้นเหล่าอากาสัฏฐกเทวดา คือเทวดาผู้อยู่ในอากาศ เทวดาฝนเย็น เทวดาฝนร้อน เทวดาชั้นจาตุมมหาราชตลอดถึงอกนิฏฐพรหมโลก ก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่านั้นเหมือนกัน.

เทวดาในหมื่นจักรวาลตั้งต้นแต่จักรวาลหนึ่ง ก็ลุกขึ้นกล่าวโดยอุบายนั้น.

ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตรสัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตร ดำริว่า เทพบุตรเหล่านี้ละกีฬาในงานนักษัตรของตนๆ เสียแล้วดำรงอยู่ในที่นั้น กล่าวคุณอุปัชฌาย์ของเราเท่านั้น จำเราจะไปสำนักพระตถาคต กระทำการกล่าวคุณนั้นนั่นแหละ ซึ่งเป็นคำของเทวดา.

เทพบุตรนั้นก็ได้กระทำอย่างนั้น เพื่อจะแสดงความข้อนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข สุสิโม เทวปุตฺโต ดังนี้เป็นต้น.

ในบทว่า อุจฺจาวจา ในที่อื่นๆ ประณีตท่านเรียกว่าอุจจะ (สูง) เลวท่านเรียกว่า อวจะ (ต่ำ) แต่ในสูตรนี้ บทว่า อุจฺจาวจา ได้แก่ วรรณะและรัศมีของวรรณะต่างๆ อย่าง. เขาว่า รัศมีแห่งวรรณะของเทวบริษัทนั้นปรากฏชัดมี ๔ อย่าง คือที่เขียวก็เขียวจัด ที่เหลืองก็เหลืองจัด ที่แดงก็แดงจัด ที่ขาวก็ขาวจัด

ด้วยเหตุนั้นนั่นแล อุปมา ๔ ข้อจึงมาว่า เสยฺยถาปินาม เป็นต้น.

ในอุปมา ๔ ข้อนั้น บทว่า สุโภ แปลว่า ดี.

บทว่า ชาติมา แปลว่า ถึงพร้อมด้วยชาติ.

บทว่า สุปริกมฺมกโต ได้แก่ เจียระนัยดีแล้วด้วยบริกรรมมีล้างเป็นต้น วางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง.

บทว่า เอวเมวํ ความว่า มณีทั้งหมดเริ่มส่องประกายพร้อมกัน ดังมณีที่วางบนผ้ากัมพลแดง.

บทว่า เนกฺขํ ได้แก่ เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำเกินเนื้อห้า.

จริงอยู่ เครื่องประดับนั้นย่อมเหมาะแก่การย้ำและขัด.

บทว่า ชมฺโพนทํ ได้แก่ ทองที่เกิดในแม่น้ำที่ไหลไปทางกิ่งชมพู่ใหญ่ หรือเมื่อรสผลชมพู่ใหญ่จมดิน หน่อทองคำผุดขึ้น. อธิบายว่า เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำนั้น.

บทว่า กมฺมารปุตฺตํ อุกฺกามุเขสุ กุสลํ สมฺปหฏฺฐํ ได้แก่ ที่บุตรช่างทองผู้ฉลาด หลอมทางปากเบ้าสุกคว้างแล้ว. ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ท่านถือเอาทองชมพูนุทที่ยังไม่ทำรูปพรรณ. แต่ในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาทองที่ทำรูปพรรณแล้ว.

บทว่า วิทฺเธ แปลว่า อยู่ไกล.

บทว่า เทเว ได้แก่ อากาศ.

บทว่า นภํ อพฺภุสฺสุกฺกมาโน ได้แก่ โลดขึ้นสู่อากาศ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงภาพดวงอาทิตย์อ่อนๆ.

บทว่า โสรโต ได้แก่ ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม.

บทว่า ทนฺโต ได้แก่ หมดพยศ.

บทว่า สตฺถุวณฺณภโต แปลว่า มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว.

จริงอยู่ พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๘ ทรงนำคุณของพระเถระมา โดยนัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดังนี้เป็นต้น. พระเถระก็ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว.

บทว่า กาลํ กงฺขติ ได้แก่ ปรารถนากาลเป็นที่ปรินิพพาน.

จริงอยู่ พระขีณาสพย่อมไม่กระหยิ่มยินดีความตาย ไม่มุ่งหมายความเป็น แต่ปรารถนา (กาลเป็นที่ปรินิพพาน). อธิบายว่า ยืนคอยดูกาลเวลา เหมือนบุรุษยืนคอยค่าจ้างไปวันหนึ่งๆ.

ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า

นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ กาลํ จ ปาฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ กติโก ยถา เราไม่ยินดีความตาย เราไม่ยินดีความเป็นอยู่

แต่เรารอเวลา [ปรินิพพาน] เหมือนลูกจ้าง

รอค่าจ้างฉะนั้น.

จบอรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา