๓. สาธุสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ สาธุสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สาธุสูตรที่ ๓
อถ โข สมฺพหุลา สตุลฺลปกายิกา เทวตาโย อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ ฯ
ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี-*พระภาคถึงที่ประทับ ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงได้ยืนอยู่ ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ มจฺเฉรา จ ปมาทา จ เอวํ ทานํ น ทียติ ปุญฺญมากงฺขมาเนน เทยฺยํ โหติ วิชานตาติ ฯ
เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้เปล่ง อุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล เพราะความตระหนี่และความประมาทอย่างนี้ บุคคลจึงให้ทาน ไม่ได้ อันบุคคลผู้หวังบุญ รู้แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้ ฯ
อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ อปิจ อปฺปกสฺมึปิ สาหุ ทานํ อปฺปเสฺมเก ปเวจฺฉนฺติ พหุเนเก น ทิจฺฉเร อปฺปสฺมา ทกฺขิณา ทินฺนา สหสฺเสน สมํ มิตาติ ฯ
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล อนึ่ง แม้เมื่อของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ บุคคลพวกหนึ่ง เมื่อของมีน้อย ย่อมแบ่งให้ได้ บุคคลพวก หนึ่ง มีของมากก็ให้ไม่ได้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย ก็นับ เสมอด้วยพัน ฯ
อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ อปฺปกสฺมึปิ สาหุ ทานํ อปิจ สทฺธายปิ สาหุ ทานํ ทานญฺจ ยุทฺธญฺจ สมานมาหุ อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินนฺติ อปฺปมฺปิ เจ สทฺทหาโน ททาติ เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถาติ ฯ
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ ทั้งหลายกล่าวว่าทานและการรบเสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มี น้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มากได้ ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ย่อมให้ สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มี ความสุขในโลกหน้า ฯ
อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ อปฺปกสฺมึปิ สาหุ ทานํ สทฺธายปิ สาหุ ทานํ อปิจ ธมฺมลทฺธสฺสปิ สาหุ ทานํ โย ธมฺมลทฺธสฺส ททาติ ทานํ อุฏฺฐานวิริยาธิคตสฺส ชนฺตุ อติกฺกมฺม เวตรณึ ยมสฺส ทิพฺพานิ ฐานานิ อุเปติ มจฺโจติ ฯ
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี อนึ่ง ทานที่ ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้ แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดเกิดมาย่อม ให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้มีธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความ หมั่นและความเพียร บุคคลนั้นล่วงพ้นนรกแห่งยมราช ย่อม เข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์ ฯ
อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ อปฺปกสฺมึปิ สาหุ ทานํ สทฺธายปิ สาหุ ทานํ ธมฺมลทฺธสฺสปิ สาหุ ทานํ อปิจ วิเจยฺยทานํปิ สาธุ วิเจยฺยทานํ สุคตปฺปสตฺถํ เย ทกฺขิเณยฺยา อิธ ชีวโลเก เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ วีชานิ วุตฺตานิ ยถา สุเขตฺเตติ ฯ
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี- *พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้แม้ ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มี ธรรมอันได้แล้ว ยิ่งเป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง เป็นการดี ทานที่เลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่ทักษิณา ย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์ นี้ ทานทั้งหลาย อันบุคคลให้แล้วในบุคคลทั้งหลายนั้น ย่อม มีผลมาก เหมือนพืชทั้งหลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี ฯ
อถ โข อปรา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ อุทานํ อุทาเนสิ สาธุ โข มาริส ทานํ อปฺปกสฺมึปิ สาหุ ทานํ สทฺธายปิ สาหุ ทานํ ธมฺมลทฺธสฺสปิ สาหุ ทานํ วิเจยฺยทานํปิ สาธุ อปิจ ปาเณสุปิ สาธุ สํยโม โย ปาณภูตานิ อเหฐยํ จรํ ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ ภีรุํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ ภยา หิ สนฺโต น กโรนฺติ ปาปนฺติ ฯ อถ โข อปรา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ กสฺส นุ โข ภควา สุภาสิตนฺติ ฯ
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้แม้ ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มี ธรรมอันได้แล้วยิ่งเป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง เป็นการดี อนึ่ง ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายยิ่งเป็นการดี บุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่ ไม่ทำ บาป เพราะกลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลายย่อม สรรเสริญบุคคลซึ่งเป็นผู้กลัวบาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้ กล้าในการทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาป เพราะ ความกลัวบาปแท้จริง ฯ ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคำนี้กะพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ฯ
สพฺพาสํ โว สุภาสิตํ ปริยาเยน อปิจ มมาปิ สุณาถ สทฺธาหิ ทานํ พหุธา ปสตฺถํ ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต นิพฺพานเมวชฺฌคมุํ สปญฺญาติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิต โดยปริยาย แต่ว่าพวกท่านจงฟังซึ่งคำของเราบ้าง ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดยส่วนมากโดยแท้ ก็แต่ ธรรมบท (นิพพาน) แหละประเสริฐว่าทาน เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญา ในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนกว่า ก็ดี บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้จริง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๓. สาธุสูตร ๓. สาธุสูตร ว่าด้วยผลสำเร็จแห่งทาน
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป พวกเทวดาสตุลลปกายิกาจำนวนมากมีวรรณะงดงามยิ่งนักเปล่งรัศมีให้สว่างทั่วพระเชตวัน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ เพราะความตระหนี่และความประมาท บุคคลจึงให้ทานอย่างนี้ไม่ได้ บุคคลผู้หวังบุญรู้แจ้งอยู่จึงให้ทานได้ ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง อนึ่ง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ คนพวกหนึ่งเมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ได้ พวกหนึ่งมีของมากกลับแบ่งให้ไม่ได้ ทักษิณาที่ให้จากของน้อย นับว่าเท่ากับของเป็นพัน ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ทานกับการรบเสมอกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๔๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๓. สาธุสูตร พวกวีรบุรุษแม้มีน้อยก็เอาชนะคนขี้ขลาดที่มากกว่าได้ ถ้าบุคคลมีศรัทธา ย่อมให้สิ่งของแม้มีน้อยได้ เพราะเหตุนั้น ทายกนี้จึงเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แม้แก่บุคคลผู้ได้ธรรม แล้วก็ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดให้ทานแก่บุคคลผู้ได้ธรรมแล้ว ผู้มีความขยันหมั่นเพียรอันตนบรรลุแล้ว บุคคลนั้นข้ามพ้นนรกแห่งยมราชได้แล้วเข้าถึงฐานะอันเป็นทิพย์ ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้ได้ธรรมแล้วก็ยิ่งเป็นการดี อนึ่ง แม้ทานที่บุคคลเลือกให้ก็เป็นทานให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่บุคคลเลือกให้ พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่าใด ควรแก่ทักษิณามีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้ ทานทั้งหลายที่บุคคลเลือกให้แล้วในบุคคลเหล่านั้นย่อมมีผลมาก เหมือนพืชทั้งหลายที่บุคคลหว่านลงในนาชั้นดี ฉะนั้น @เชิงอรรถ : @ บุคคลผู้ได้ธรรม หมายถึงอริยบุคคลผู้บรรลุธรรม (สํ.ส.อ. ๑/๓๓/๖๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๔๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑. เทวดาสังยุต] ๔. สตุลลปกายิกวรรค ๓. สาธุสูตร ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ทานให้ประโยชน์สำเร็จได้จริง แม้เมื่อของมีน้อย ทานก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้ได้ธรรมแล้วก็ยิ่งเป็นการดี ทานที่บุคคลเลือกให้ก็ยิ่งเป็นการดี อนึ่ง ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายก็ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ไม่ทำบาปเพราะคำติเตียนจากผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ซึ่งเป็นคนกลัวบาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำบาป เพราะกลัวบาปอย่างแท้จริง ลำดับนั้น เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระ-ผู้มีพระภาค คำของใครหนอเป็นสุภาษิต” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “คำพูดของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยอ้อม แต่ขอพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง ความจริง ทานที่ให้ด้วยศรัทธาบัณฑิตสรรเสริญมาก แต่บทแห่งธรรม ประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายผู้มีปัญญา ในกาลก่อนก็ดี ในกาลก่อนโน้นก็ดี ได้บรรลุนิพพานนั่นเอง สาธุสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ บทแห่งธรรม หมายถึงนิพพาน (สํ.ส.อ. ๑/๓๓/๖๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๔๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสาธุสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในสาธุสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แก้เป็น อุทาหารํ อุทาหริ ได้แก่ เปล่งวาจายกตัวอย่างมาอ้าง. เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อจะถือเอาประมาณน้ำมันอันน้อยได้ เพราะซึมซาบไป ท่านเรียกน้ำมันนั้นว่า เป็นส่วนที่เหลือเศษบุคคลใดย่อมไม่อาจเพื่อถือเอาทะเลสาบที่มีน้ำมากอันใด เพราะไหลท่วมทับ ท่านเรียกน้ำนั้นว่าโอฆะฉันใดหทัยใดย่อมไม่อาจเพื่อจะยึดซึ่งถ้อยคำอันเกิดจากปีติไว้ได้ เพราะเป็นถ้อยคำอันมีกำลังยิ่ง อดกลั้นอยู่ภายในไม่ได้ย่อมออกมาภายนอก ท่านจึงเรียกถ้อยคำนั้นว่า อุทาน ฉันนั้นเหมือนกัน เทวดานั้นเปล่งอุทานถือถ้อยคำอันเกิดแต่ปีติเห็นปานนี้.
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยังประโยชน์
ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่น้อย ทานก็
ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้
อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา ก็ยังประโยชน์
ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
ทานและการรบเสมอกัน
พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มี
มากได้ ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้
น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็น
ผู้มีความสุขในโลกหน้า.
บทว่า สทฺธายปิ สาหุ ทานํ แปลว่า ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ได้แก่ทานที่บุคคลแม้เชื่อซึ่งกรรมและผลของกรรมแล้วให้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ คือเป็นกรรมอันเจริญที่ตนได้.
บทว่า อาหุ แก้เป็น กเถนฺติ แปลว่า ย่อมกล่าว.
ถามว่า อย่างไร ทานและการรบทั้งสองนั้น จึงชื่อว่าเสมอกัน.
ตอบว่า เพราะว่าบุคคลผู้ขลาดในชีวิต ย่อมไม่อาจเพื่อจะรบ บุคคลผู้กลัวความสิ้นเปลือง ก็ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ทาน.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักรักษาชีวิตด้วย จักรบด้วยดังนี้ ย่อมไม่รบ แต่บุคคลสละความอาลัยในชีวิตแล้วให้อุตสาหะเกิดขึ้นว่า เราถูกตัดอวัยวะหรือการตายก็ตาม เราจักต้องถึงความเป็นอิสระนั่น ดังนี้ทีเดียว ย่อมรบ.
บุคคลเมื่อกล่าวว่า เราจักรักษาโภคะทั้งหลาย และจักให้ทานดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่ให้ทาน แต่บุคคลสละความอาลัยในโภคะทั้งหลายและมีอุตสาหะว่าเราจักให้มหาทานดังนี้ ชื่อว่าย่อมให้ทาน.
ทานและการรบย่อมเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนี้.
คำอะไรๆ ที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งกว่านี้ย่อมไม่มี.
บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินํ แปลว่า พวกวีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้.
อธิบายว่า พวกวีรบุรุษถึงจะมีน้อยก็สามารถรบชนะผู้ขลาดที่มีมากได้ฉันใด บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาก็ฉันนั้น. เมื่อให้ทานน้อยย่อมย่ำยีความตระหนี่มาก ทั้งยังได้ผลของทานเป็นอันมาก. ทานและการรบจึงเสมอกันแม้ด้วยอาการอย่างนี้.
ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาจึงกล่าวว่า ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ ดังนี้. ก็เพื่อประกาศเนื้อความนี้ว่า เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้าดังนี้พึงยังเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกให้พิสดาร.
บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส แปลว่า ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ได้แก่บุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วด้วยธรรมอันสงบ และบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว. ในข้อนี้ บุคคลผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว ผู้เป็นพระอริยบุคคล ชื่อว่าผู้มีธรรมอันได้แล้ว. เพราะฉะนั้น ทานอันบุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วโดยธรรม ย่อมให้แก่พระอริยบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ท่านกล่าวว่า แม้ข้อนั้นก็เป็นการดี.
เนื้อความในบทคาถาว่า บุคคลใดย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว แม้นี้ก็นัยนี้แหละ.
บทว่า อุฏฺฐานวิริยาธิคตสฺส ได้แก่ ผู้มีโภคะอันบรรลุแล้ว ด้วยความบากบั่นและความเพียร.
บทว่า เวตรณี (ชื่อนรกขุมหนึ่งที่มีแม่น้ำ) นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น.
อธิบายว่า ก็บุคคลนั้นก้าวพ้นไปได้โดยประการทั้งปวง คือซึ่งนรกของพญายม ชื่อว่าเวตรณีบ้าง ซึ่งมหานรก ๓๑ มีสัญชีวนรกและกาฬสุตตนรกเป็นต้นบ้าง.
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ฯลฯ ทานที่ให้แก่
บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว เป็นการดี
อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็นการดี
ทานที่เลือกให้พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว.
บทว่า วิเจยฺย ทานํ แปลว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. ในข้อนี้ ได้แก่ทานที่บุคคลเลือกให้นั้นมี ๒ อย่าง คือเลือกทักขิณา (ของสำหรับทำบุญ) อย่างหนึ่ง เลือกพระทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ) อย่างหนึ่ง.
ในสองอย่างนั้น การนำปัจจัยทั้งหลายที่เลวออกไปแล้วคัดเลือกเอาของที่ประณีตๆ ถวายแก่พระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่าการเลือกทักขิณา.
การละเว้นบุคคลทั้งหลายนอกจากศาสนานี้ ผู้มีศีลวิบัติแล้วและบุคคลผู้นอกรีตนอกรอย ๙๖ ประเภท แล้วถวายทานแก่บรรพชิตในพระศาสนา ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลาทิคุณ ชื่อว่าการเลือกพระทักขิไณยบุคคล. ด้วยอาการทั้งสองอย่างอย่างนี้ ชื่อว่าทานที่บุคคลเลือกให้.
บทว่า สุคตปฺปสฏฺฐํ แปลว่า พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว.
ก็เทวดากล่าวถึงการเลือกทักษิณา (ของทำบุญ) ด้วยคำว่า พีชานิ วุตฺตานิ ยถา นี้ แปลว่า เหมือนพืชที่หว่านแล้ว.
อธิบายว่า ไทยธรรม คือของทำบุญอันประณีตๆ เช่นกับการเลือกพืชที่หว่านแล้ว.
บทว่า ปาเณสุปิ สาธุ สํยโม แปลว่า ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายเป็นการดี คือว่ามีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นกรรมอันเจริญ.
เทวดานี้ เมื่อจะก้าวล่วงอานิสงส์ของทานที่พวกเทวดาเหล่าอื่นกล่าวแล้ว เพื่อกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีล จึงเริ่มคำว่า
โย ปาณภูตานิ อเหฐยํ จรํ
ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ
ภีรุํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ
ภยา หิสนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ.
บุคคลใดประพฤติตนเป็นผู้ไม่เบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาป เพราะ
กลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้กลัวบาป แต่ไม่
สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการทำบาปนั้น
สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำบาป เพราะ
ความกลัวบาปแท้.
คำว่า อเหฐยํ จรํ แก้เป็น อวิหึสนฺโต จรมาโน แปลว่า เป็นผู้ไม่เบียดเบียน เที่ยวไปอยู่.
บทว่า ปรูปวาทา แปลว่า เพราะกลัวความติเตียนแห่งบุคคลอื่น.
บทว่า ภยา ได้แก่ อุปวาทภัย (ภัยคือความติเตียน).
บทว่า ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย แปลว่า บทแห่งธรรมเท่านั้นประเสริฐกว่าทาน คือว่าบทแห่งธรรม กล่าวคือพระนิพพานนั่นแหละ ประเสริฐกว่าทาน.
บทว่า ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต แปลว่า เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อนก็ดี กาลก่อนกว่าก็ดี.
อธิบายว่า ในกาลก่อน คือกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะเป็นต้น และในกาลก่อนกว่าคือในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าโกนาคมน์เป็นต้นก็ดี บัณฑิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่าเป็นสัตบุรุษในกาลก่อนหรือในกาลก่อนกว่านั้นแหละ ดังนี้แล.
จบอรรถกถาสาธุสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------