๘. ปโรสหัสสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ ปโรสหสฺสสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ปโรสหัสสสูตรที่ ๘
เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ อฑฺฒเตรเสหิ ภิกฺขุสเตหิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ภิกฺขู นิพฺพานปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ สมุตฺเตเชติ สมฺปหํเสติ ฯ เต จ ภิกฺขู อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพเจตโส สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสตา ธมฺมํ สุณนฺติ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี กับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่๑,๒๕๐ รูป ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ฯ ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น ได้ทำธรรมนั้นให้สำเร็จประโยชน์ ใส่ใจกำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรม ฯ
อถ โข อายสฺมโต วงฺคีสสฺส เอตทโหสิ อยํ โข ภควา ภิกฺขู นิพฺพานปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ สมุตฺเตเชติ สมฺปหํเสติ เต จ ภิกฺขู อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพเจตโส สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสตา ธมฺมํ สุณนฺติ ยนฺนูนาหํ ภควนฺตํ สมฺมุขา สรูปาหิ คาถาหิ อภิตฺถเวยฺยนฺติ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ อุตฺตราสงฺคํ กริตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ปฏิภาติ มํ ภควา ปฏิภาติ มํ สุคตาติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ วงฺคีสาติ ภควา อโวจ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคนี้ ทรงแนะนำ ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น ก็ทำธรรมนั้นให้สำเร็จประโยชน์ ใส่ใจกำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรมนั้น อย่ากระนั้นเลย เราควรจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคในที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรเถิด ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีเฉพาะพระผู้มีพระภาคแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคตเนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า เนื้อความนั่นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ ฯ
อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส ภควนฺตํ สมฺมุขา สรูปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ ปโรสหสฺส ภิกฺขูนํ สุคตํ ปยิรุปาสติ เทเสนฺตํ วิรชํ ธมฺมํ นิพฺพานํ อกุโตภยํ สุณนฺติ ธมฺมํ วิมลํ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิตํ โสภติ วต สมฺพุทฺโธ ภิกฺขุสงฺฆปุรกฺขโต นาคนาโมสิ ภควา อิสีนํ อิสิสตฺตโม มหาเมโฆว หุตฺวาน สาวเก อภิวสฺสติ ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม สตฺถุทสฺสนกามตา สาวโก เต มหาวีร ปาเท วนฺทติ วงฺคีโสติ ฯ กึ นุ เต วงฺคีส อิมา คาถาโย ปุพฺเพ ปริวิตกฺกิตา อุทาหุ ฐานโสว ตํ ปฏิภนฺตีติ ฯ น โข เม ภนฺเต อิมา คาถาโย ปุพฺเพ ปริวิตกฺกิตา อถ โข ฐานโสว มํ ปฏิภนฺตีติ ฯ เตนหิ ตํ วงฺคีส ภิยฺโยโส มตฺตาย ปุพฺเพ อปริวิตกฺกิตา คาถาโย ปฏิภนฺตูติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้กราบทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ในที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า ภิกษุมากกว่าพัน ย่อมนั่งห้อมล้อมพระสุคตผู้ทรงแสดงธรรม อันปราศจากธุลีคือพระนิพพาน ธรรมอันหาภัยแต่ไหนมิได้ ภิกษุทั้งหลายย่อมฟังธรรมอันปราศจากมลทิน ซึ่งพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระสัมพุทธเจ้าผู้อันหมู่ภิกษุ ห้อมล้อมแล้ว ย่อมงามจริงหนอ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์เป็นผู้ทรงนามว่าพญาช้างอันประเสริฐ เป็นพระฤาษี ที่ ๗ แห่งพระฤาษีทั้งหลาย เป็นผู้ดุจมหาเมฆยังฝนให้ตกใน พระสาวก ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้าใหญ่ วังคีสะสาวก ของพระองค์ ออกจากที่พักกลางวันด้วยความใคร่เพื่อเฝ้าพระ- *ศาสดา ขอถวายบังคมพระบาท ดังนี้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า วังคีสะ คาถาเหล่านี้เธอตรึกตรองไว้ก่อนหรือๆ ว่าแจ่มแจ้งกะเธอโดยฉับพลัน ฯ ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คาถาเหล่านี้ข้าพระองค์มิได้ตรึกตรองไว้ก่อนเลย แต่ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์โดยทันทีเทียวแล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า วังคีสะ คาถาทั้งหลายที่เธอไม่ได้ตรึกตรองไว้ในกาลก่อน จงแจ่มแจ้งกะเธอยิ่งกว่าประมาณเถิด ฯ
เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา วงฺคีโส ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ภิยฺโยโส มตฺตาย ภควนฺตํ ปุพฺเพ อปริวิตกฺกิตาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ อุมฺมคฺคสตํ มารสฺส อภิภุยฺย จรสิ ปภิชฺช ขีลานิ ตํ ปสฺสถ พนฺธปมุญฺจกรํ อสิตํ ภาคโส ปวิภชฺชํ โอฆสฺส หิ นิตฺถรณตฺถํ อเนกวิหิตํ มคฺคํ อกฺขาสิ ตสฺมึ เจ อมเต อกฺขาเต ธมฺมทฺทสา ฐิตา อสํหิรา ปชฺโชตกโร อติวิชฺฌ ธมฺมํ สพฺพทิฏฺฐีนํ อติกฺกมมทฺทส ญตฺวา จ สจฺฉิกตฺวา จ อคฺคํ โส เทสยิ ทสฏฺฐานํ เอวํ สุเทสิเต ธมฺเม โก ปมาโท วิชานตํ ตสฺมา หิ ตสฺส ภควโต สาสเน อปฺปมตฺโต สทา นมสฺสมนุสิกฺเขติ ฯ
ท่านพระวังคีสะ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคว่า ได้ พระเจ้าข้า แล้วได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาทั้งหลายซึ่งตนไม่ได้ตรึกตรองไว้ในกาลก่อน โดยยิ่งกว่าประมาณว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงครอบงำหนทางผิดตั้ง ร้อยของมารเสียได้ ทรงทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจเพียงดังตะปู ทั้งหลายเสียได้เสด็จเที่ยวไป ท่านทั้งหลายจงดูพระสัมมา สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงทำการแก้เครื่องผูกเสียได้ ผู้- อันกิเลสอาศัยไม่ได้แล้ว ผู้ทรงจำแนกธรรมเป็นส่วนๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดได้ทรงบอกทางมีอย่างต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องข้ามโอฆะ เมื่อหนทางนั้น ซึ่งเป็นทางไม่ตาย อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นตรัสบอกแล้ว พระสาวกทั้งหลาย เป็นผู้เห็นธรรมไม่ง่อนแง่น ตั้งมั่นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใด ทรงทำความรุ่งเรืองแทงตลอดซึ่งธรรมแล้ว ได้ ทรงเห็นธรรมเป็นที่ก้าวล่วงทิฐิทั้งปวง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ครั้นทรงทราบแล้วและทรงกระทำให้แจ้ง (ธรรมนั้น) แล้ว ได้ทรงแสดงฐานะทั้ง ๑๐ อันเลิศ ความ ประมาทอะไร ในธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วด้วยดีอย่างนี้ จักมีแก่ผู้รู้ทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ประมาท น้อมใจศึกษาในพระศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทุกเมื่อ ดังนี้ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๘. ปโรสหัสสสูตร ว่าด้วยภิกษุกว่า ๑,๐๐๐ รูป
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑,๒๕๐ รูปสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ส่วนภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตสดับธรรมอยู่ @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๔๓-๑๒๔๕/๕๔๒
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๘. ปโรสหัสสสูตร ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้มีความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคนี้ทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้าปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ส่วนภิกษุเหล่านั้นต่างก็ใส่ใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตสดับธรรมอยู่ทางที่ดีเราควรจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์เถิด” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าเฉวียงบ่า ประนมมือไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “เนื้อความนั้นจงปรากฏแก่เธอเถิด วังคีสะ” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาค ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ว่า ภิกษุกว่า ๑,๐๐๐ รูป เข้าไปเฝ้าพระสุคต ผู้ทรงแสดงพระธรรมอันปราศจากธุลี คือนิพพานอันไม่มีภัยแต่ที่ไหน ภิกษุทั้งหลายฟังธรรมอันปราศจากมลทิน ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีหมู่ภิกษุแวดล้อมทรงงดงามจริง พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่านาคะ เป็นพระฤๅษีผู้สูงสุดกว่าฤๅษีทั้งหลาย ทรงโปรยฝนอมตธรรม ให้ตกรดพระสาวกทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาวีระเจ้า วังคีสะสาวกของพระองค์ ประสงค์จะเฝ้าพระศาสดาจึงออกจากที่พักกลางวัน มาถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๔๗-๑๒๕๐/๕๔๒-๕๔๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๘. ปโรสหัสสสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า “วังคีสะ คาถาเหล่านี้เธอตรึกตรองไว้ก่อนแล้วหรือปรากฏแก่เธอโดยฉับพลันทันที” ท่านพระวังคีสะทูลตอบว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คาถาเหล่านี้ข้าพระองค์มิได้ตรึกตรองไว้ก่อนเลย แต่ปรากฏแก่ข้าพระองค์โดยฉับพลันทันที” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “วังคีสะ ขอให้คาถาที่เธอไม่ได้ตรึกตรองไว้ก่อนเหล่านี้จงปรากฏแก่เธอยิ่งๆ ขึ้นไปเถิด” ท่านพระวังคีสะทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาทั้งหลาย ซึ่งตนไม่ได้ตรึกตรองไว้ก่อน ยิ่งขึ้นไปอีกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงครอบงำทางเป็นที่เกิดขึ้นแห่งมาร ทรงทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจดุจตะปู ท่านทั้งหลายจงดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงทำการปลดเปลื้องกิเลสเป็นเครื่องผูก ผู้อันตัณหา มานะและทิฏฐิอิงอาศัยไม่ได้ ผู้ทรงจำแนกธรรมเป็นส่วนๆ ได้นั้น ความจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสทางไว้หลายอย่างเพื่อถอนโอฆกิเลส หากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทางอมตะนั้นไว้แล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้เห็นธรรม ก็ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทำแสงสว่างให้เกิด ทรงรู้แจ่มแจ้ง ได้เห็นนิพพานเป็นเหตุล่วงพ้นวิญญาณฐิติได้ทั้งหมด
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๘. วังคีสสังยุต] ๙. โกณฑัญญสูตร ครั้นทรงรู้และทำให้แจ้งจึงได้แสดงธรรมอันเลิศ แก่ภิกษุผู้เดินทางไกล ๑๐ รูป เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมไว้ดีอย่างนี้ ท่านผู้รู้แจ้งธรรมทั้งหลายจะมีความประมาทได้อย่างไร เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้ไม่ประมาทในคำสอนของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น พึงตั้งใจศึกษาทุกเมื่อ ปโรสหัสสสูตรที่ ๘ จบ ๙. โกณฑัญญสูตร ว่าด้วยพระอัญญาโกณฑัญญะ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้ เหยื่อกระแต เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ซึ่งท่านไม่ได้เข้าเฝ้านานแล้ว ได้หมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า จุมพิตพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคแล้วนวดเฟ้นด้วยมือทั้งสองและประกาศชื่อว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ พระพุทธเจ้าข้า” ครั้งนั้น ท่านพระวังคีสะได้มีความคิดดังนี้ว่า “ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้นานๆ จึงจะได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ได้หมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า จุมพิตพระยุคลบาทแล้ว นวดเฟ้นด้วยมือทั้งสองและประกาศชื่อว่า ‘ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคตข้าพระองค์ชื่อว่าโกณฑัญญะ’ ทางที่ดีเราควรสรรเสริญท่านพระอัญญาโกณฑัญญะด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเถิด”@เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถร. (แปล) ๒๖/๑๒๕๑-๑๒๕๔/๕๔๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปโรสหัสสสูตรที่ ๘
ในปโรสหัสสสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ปโรสหสฺสํ ได้แก่ เกิน ๑,๐๐๐.
บทว่า อกุโตภยํ ความว่า ในพระนิพพานไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
จริงอยู่ ผู้บรรลุพระนิพพานก็ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ฉะนั้น พระนิพพานจึงชื่อว่า ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ.
บทว่า อิสีนํ อิสิสตฺตโม ความว่า เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ จำเดิมแต่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี.
คำว่า กึ นุ เต วงฺคีส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยที่เกิดเรื่องขึ้น.
ได้ยินว่า เรื่องเกิดขึ้นท่ามกลางสงฆ์ว่า พระวังคีสเถระสละกิจวัตร ไม่สนใจอุทเทสปริปุจฉาและโยนิโสมนสิการ เที่ยวแต่งคาถาทำจุณณียบทเรื่อยไป.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่รู้ปฏิภาณสมบัติของพระวังคีสะ เข้าใจว่าพระวังคีสะคิดแล้วคิดเล่าจึงกล่าว เราจักให้ภิกษุเหล่านี้รู้ปฏิภาณสมบัติของท่านครั้นทรงพระดำริแล้ว จึงตรัสคำมีอาทิว่า กึ นุ เต วงฺคีส ดังนี้.
บทว่า อุมฺมคฺคสตํ ได้แก่ กิเลสที่ผุดขึ้นหลายร้อย.
อนึ่ง ท่านกล่าวว่า สต เพราะเป็นทางดำเนินไป.
บทว่า ปภิชฺช ขีลานิ ความว่า เที่ยวทำลายกิเลส ๕ อย่างมีกิเลสเพียงดังตะปูคือราคะเป็นต้น.
บทว่า ตํ ปสฺสถ ความว่า จงดูพระพุทธเจ้านั้นผู้เที่ยวครอบงำทำลายอย่างนี้.
บทว่า พนฺธปมุญฺจกรํ ได้แก่ ผู้กระทำการปลดเปลื้องกิเลสเป็นเครื่องผูก.
บทว่า อสิตํ ได้แก่ ผู้อันกิเลสไม่อาศัยแล้ว.
บทว่า ภาคโส ปวิภชฺชํ ความว่า ผู้ทรงจำแนกธรรมเป็นส่วนๆ มีสติปัฏฐานเป็นต้น.
ปาฐะว่า ปวิภช ดังนี้ก็มี ความว่า จงแยกเป็นส่วนน้อยใหญ่ดู.
บทว่า โอฆสฺส ได้แก่ โอฆะ ๔.
บทว่า อเนกวิหิตํ ได้แก่ มีหลายอย่างมีสติปัฏฐานเป็นต้น.
บทว่า ตสฺมึ เจ อมเต อกฺขาเต ความว่า เมื่อพระองค์ตรัสบอกทางอันเป็นอมตะนั้น.
บทว่า ธมฺมทฺทสา ได้แก่ ผู้เห็นธรรม.
บทว่า ฐิตา อสํหิรา ความว่า ผู้ตั้งมั่นไม่ง่อนแง่น.
บทว่า อติวิชฺฌ ได้แก่ แทงตลอดแล้ว.
บทว่า สพฺพทิฏฺฐีนํ ได้แก่ ที่ตั้งทิฏฐิหรือวิญญาณฐิติทั้งปวง.
บทว่า อติกฺกมมทฺทส ได้แก่ ได้เห็นพระนิพพานอันเป็นธรรมก้าวล่วง.
บทว่า อคฺคํ ได้แก่ เป็นธรรมสูงสุด.
ปาฐะว่า อคฺเค ดังนี้ก็มี. ความว่า ก่อนกว่า.
บทว่า ทสฏฺฐานํ ความว่า ทรงแสดงธรรมอันเลิศแก่ภิกษุ ๕ รูป คือปัญจวัคคีย์ หรือทรงแสดงธรรมในฐานะอันเลิศแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์.
บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผู้รู้อยู่ว่า ธรรมนี้ทรงแสดงดีแล้ว ไม่พึงทำความประมาท ฉะนั้น.
บทว่า อนุสิกฺเข ได้แก่ พึงศึกษาสิกขา ๓.
จบอรรถกถาปโรสหัสสสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------