๔. ทฬิททสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถํ ทฬิทฺทสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทฬิททสูตรที่ ๔
เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน เขตพระนครราชคฤห์ ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคว่าพระพุทธเจ้าข้า ฯ
ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อญฺญตโร ปุริโส อิมสฺมึเยว ราชคเห มนุสฺสทฬิทฺโท อโหสิ มนุสฺสกปโณ มนุสฺสวราโก ฯ โส ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ สมาทิยิ สีลํ สมาทิยิ สุตํ สมาทิยิ จาคํ สมาทิยิ ปญฺญํ สมาทิยิ ฯ โส ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ สมาทิยิตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา สุตํ สมาทิยิตฺวา จาคํ สมาทิยิตฺวา ปญฺญํ สมาทิยิตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิ เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ ฯ โส อญฺเญ เทเว อติโรจติ วณฺเณน เจว ยสสา จ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเรื่องเคยมีมาแล้ว ในพระนครราชคฤห์นี้แล ได้มีบุรุษคนหนึ่งเป็นมนุษย์ขัดสนเป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ยากไร้ เขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ครั้นเขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะจาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เมื่อแตกกายตายไป ได้อุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทพบุตรนั้นรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ฯ
ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ อจฺฉริยํ วต โภ อพฺภูตํ วต โภ อยํ หิ เทวปุตฺโต ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน มนุสฺสทฬิทฺโท อโหสิ มนุสฺสกปโณ มนุสฺสวราโก โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺโน เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ โส อญฺเญ เทเว อติโรจติ วณฺเณน เจว ยสสา จาติ ฯ อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อามนฺเตสิ มา โข ตุเมฺห มาริสา เอตสฺส เทวปุตฺตสฺส อุชฺฌายิตฺถ เอโส โข มาริสา เทวปุตฺโต ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ สมาทิยิ สีลํ สมาทิยิ สุตํ สมาทิยิ จาคํ สมาทิยิ ปญฺญํ สมาทิยิ โส ตถาคตปฺปเวทิเต ธมฺมวินเย สทฺธํ สมาทิยิตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา สุตํ สมาทิยิตฺวา จาคํ สมาทิยิตฺวา ปญฺญํ สมาทิยิตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺโน เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ โส อญฺเญ เทเว อติโรจติ วณฺเณน เจว ยสสา จาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในกาลครั้งนั้น พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์นักดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยังไม่เคยมีมาเลย เทพบุตรผู้นี้เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ยากไร้ เมื่อแตกกายตายแล้ว เขาอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลท้าวสักกะจอมเทพตรัสกะเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ายกโทษต่อเทพบุตรนี้เลย ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เทพบุตรนี้แลเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรงประกาศแล้ว ครั้นยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะจาคะ ปัญญา ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว เมื่อแตกกายตายลงจึงอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ฯ
อถ โข ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อนุนยมาโน ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ ยสฺส สทฺธา ตถาคเต อจลา สุปติฏฺฐิตา สีลญฺจ ยสฺส กลฺยาณํ อริยกนฺตํ ปสํสิตํ สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ อทฬิทฺโทติ ตํ อาหุ อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ ตสฺมา สทฺธญฺจ สีลญฺจ ปสาทํ ธมฺมทสฺสนํ อนุยุญฺเชถ เมธาวี สรํ พุทฺธานสาสนนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อจะทรง พลอยยินดีกะพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า บุคคลใด มีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีล งามที่พระอริยะเจ้าพอใจสรรเสริญ มีความเลื่อมใสใน พระสงฆ์และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น ว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของบุคคลนั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบเนืองๆ ซึ่งศรัทธา ศีล ความ เลื่อมใส และความเห็นธรรมเถิด ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๔. ทฬิททสูตร ๔. ทฬิททสูตร ว่าด้วยผู้ขัดสน
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ในกรุงราชคฤห์นี้เอง ได้มีบุรุษคนหนึ่งเป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า เป็นคนยากไร้ แต่เขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะและปัญญา ในธรรมวินัยที่เราประกาศแล้ว หลังจากตายแล้วจึงเข้าถึงสุคติโลก-สวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์ เทพบุตรองค์นั้นรุ่งเรืองกว่าเทพเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ได้ยินว่า ในกาลครั้งนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์พากันกล่าวโทษ ติเตียนว่า ‘ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏเทพบุตรองค์นี้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้าเป็นคนยากไร้ หลังจากตายแล้วจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์ ย่อมรุ่งเรืองกว่าเทพเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ” ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพรับสั่งกับเทพชั้นดาวดึงส์ว่า ‘ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านทั้งหลายอย่ากล่าวโทษต่อเทพบุตรนี้เลย เทพบุตรนี้ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ในกาลก่อน ยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว หลังจากตายแล้วจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คือ ความเป็นสหายของเทพชั้นดาวดึงส์ ย่อมรุ่งเรืองกว่าเทพเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๘๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๑๑. สักกสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๕. รามเณยยกสูตร ภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อทรงยินดีกับพวกเทพชั้น ดาวดึงส์ จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ผู้ใดมีศรัทธาในพระตถาคตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีศีลงาม เป็นศีลที่พระอริยะชอบใจ และสรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของเขาก็ไม่สูญเปล่า เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ควรหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม” ทฬิททสูตรที่ ๔ จบ ๕. รามเณยยกสูตร ว่าด้วยสถานที่น่ารื่นรมย์
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่สมควรได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคดังนี้ว่า “สถานที่เช่นไรหนอเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์” @เชิงอรรถ : @ ศีลที่พระอริยะชอบใจ หมายถึงศีลที่ประกอบด้วยมรรคและผล (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๒/๓๔๙)@ มีความเห็นตรง หมายถึงเห็นว่าพระขีณาสพไม่มีความคดทางกายเป็นต้น (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๒/๓๔๙)@ ความเลื่อมใส หมายถึงเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๒/๓๔๙)@ การเห็นธรรม หมายถึงเห็นสัจธรรม ๔ ประการ (คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค) (องฺ.จตุกฺก.อ. ๒/๕๒/๓๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๓๘๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทฬิททสูตรที่ ๔
พึงทราบวินิจฉัยในทฬิททสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :-
บทว่า มนุสฺสทฬิทฺโท คือ คนขัดสน.
บทว่า มนุสฺสกปโณ คือ ถึงความเป็นมนุษย์ควรกรุณา.
บทว่า มนุสฺสวราโก คือ เป็นคนเลว.
บทว่า ตตฺร แปลว่า ในที่นั้น หรือในความรุ่งเรืองนั้น.
บทว่า อุชฺฌายนฺติ แปลว่า เพ่งโทษ ได้แก่คิดแต่ความลามก.
บทว่า ขิยฺยนฺติ คือ ประกาศ.
บทว่า วิปาเจนฺติ คือ พูดเปิดเผยในที่นั้นๆ.
ในบทนี้ว่า เอโส โข มาริส มีอนุปุพพีกถาดังต่อไปนี้
ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ ได้เป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี ในแคว้นกาสีทรงกระทำประทักษิณพระนครซึ่งยกธงชัยและธงแผ่นผ้าขึ้น ประดับด้วยเครื่องประดับพระนครอย่างดี ด้วยสิริสมบัติของพระองค์อันฝูงชนจ้องมองเป็นตาเดียวกัน.
ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ถึงพร้อมด้วยการฝึกตนอย่างดี มาจากเขาคันธมาทน์ เที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองนั้น.
ฝ่ายมหาชนละความยำเกรงพระราชา มองดูพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างเดียว.
พระราชาทรงดำริว่า เดี๋ยวนี้ ในหมู่ชนนี้แม้คนหนึ่งก็ไม่มองดูเรา นี่เรื่องอะไรกัน.
เมื่อมองดูก็เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.
พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้นั้นก็ชราอายุมาก แม้จีวรของท่านก็คร่ำคร่า เส้นด้ายห้อยย้อยจากที่นั้นๆ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้บำเพ็ญบารมีมาตลอดสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป เพียงจิตเลื่อมใสหรือเพียงยกมือไหว้ ก็ไม่มี.
พระราชานั้นทรงโกรธว่า ผู้นี้เห็นจะเป็นนักบวชไม่มองดูเราด้วยความริษยา ทรงดำริว่า นี่ใครห่มผ้าขี้เรื้อนแล้ว ทรงถ่มเขฬะเสด็จหลีกไป.
ด้วยวิบากของกรรมนั้น พระราชาจึงไปเกิดในมหานรก ด้วยวิบากที่เหลือมาสู่มนุษย์โลก ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงที่ยากจนค้นแค้น ในกรุงราชคฤห์. ตั้งแต่เวลาที่ถือปฏิสนธิ หญิงนั้นไม่ได้อาหารเต็มท้องเพียงน้ำข้าว. เมื่อทารกนั้นอยู่ในห้อง หูและจมูกแหว่งวิ่น. เมื่อเด็กออกจากท้องมารดา เป็นโรคเรื้อน มีผมหงอกขาวโพลน. ชื่อว่ามารดาบิดาเป็นผู้ตกระกำลำบาก. ด้วยเหตุนั้น มารดาของทารกนั้นได้นำน้ำข้าวบ้าง น้ำบ้างให้แก่ทารกตลอดเวลาที่ไม่สามารถจะถือกระเบื้องเที่ยวไปได้
ก็เมื่อถึงคราวที่ทารกนั้นสามารถเที่ยวขอทานได้ มารดาจึงมอบกระเบื้องให้ในมือ กล่าวว่าเจ้าจักรับผิดชอบตามกรรมของตนแล้วหลีกไป. ตั้งแต่นั้นมา เนื้อของทารกนั้นขาดไปจากตัวทั่วทั้งร่างกาย. น้ำเหลืองก็ไหล.ได้รับเวทนาหนัก. อาศัยตรอกนอนร้องโหยหวนตลอดคืน. ด้วยเสียงปริเทวนาน่าสงสารของเด็กนั้น พวกมนุษย์ในทุกถนนไม่ได้นอนตลอดคืน. ตั้งแต่นั้นมา เขาจึงมีชื่อว่า สุปปพุทธะ เพราะอรรถว่า ทำคนนอนสบายให้ตื่น.
ครั้นสมัยต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ชาวเมืองนิมนต์พระศาสดา สร้างมหามณฑปท่ามกลางพระนคร ได้พากันถวายทาน. แม้นายสุปปพุทธะเป็นโรคเรื้อนก็ได้ไปนั่ง ณ ที่ใกล้โรงทาน ชาวเมืองอังคาสพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีตได้ให้ข้าวยาคูและภัตรแก่สุปปพุทธะบ้าง. เมื่อสุปปพุทธะบริโภคโภชนะอันประณีตแล้ว ก็มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. ในที่สุดภัตกิจ พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ทรงแสดงสัจธรรม. นายสุปปพุทธะนั่งในที่ที่ตนนั่งนั้น เมื่อจบเทศนาส่งญาณไปตามกระแสของเทศนา ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงลุกขึ้นเสด็จไปสู่พระวิหาร. แม้นายสุปปพุทธะนั้นก็สวมรองเท้ามีเชิงถือกระเบื้อง ยันไม้เท้าไปที่อยู่ของตน ถูกแม่โคขวิดตาย ไปบังเกิดในเทวโลกในวาระจิตที่สอง ดุจทำลายหม้อดินแล้วได้หม้อทองคำอาศัยบุญของตน จึงรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่น. ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อจะแสดงถึงเหตุนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอโส มาริส ดังนี้.
บทว่า สทฺธา ได้แก่ ศรัทธาอันมาแล้วโดยมรรค.
บทว่า สีลญฺจ ยสฺส กลฺยาณํ ได้แก่ กัลยาณศีลที่ท่านกล่าวว่า อริยกันตศีลของพระอริยสาวก.
ในลำดับนั้น ศีลแม้ข้อหนึ่งของพระอริยสาวก ชื่อว่าไม่น่าใคร่ ย่อมไม่มี ก็จริง ถึงดังนั้น ในความนี้ ท่านประสงค์เอาเบญจศีลที่ไม่ละแม้ในภพต่างๆ.
จบอรรถกถาทฬิททสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------