๕. อุบลวรรณาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปญฺจมํ อุปฺปลวณฺณาสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อุบลวรรณาสูตรที่ ๕
สาวตฺถีนิทานํ ฯ อถ โข อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ สุปุปฺผิตสาลรุกฺขมูเล อฏฺฐาสิ ฯ
สาวัตถีนิทาน ฯ ครั้งนั้น เวลาเช้า อุบลวรรณาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ ได้ยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ต้นหนึ่ง ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา อุปฺปลวณฺณาย ภิกฺขุนิยา ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม สมาธิมฺหา จาเวตุกาโม เยน อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อุปฺปลวณฺณํ ภิกฺขุนึ คาถาย อชฺฌภาสิ สุปุปฺผิตคฺคํ อุปคมฺม ภิกฺขุนิ เอกา ตุวํ ติฏฺฐสิ สาลมูเล น จตฺถิ เต ทุติยา วณฺณธาตุ อิธาคตา ตาทิสิกา ภเวยฺยุํ พาเลน ตฺวํ ภายสิ ธุตฺตกานนฺติ ฯ
ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุบลวรรณาภิกษุณีบังเกิดความ- *กลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิจึงเข้าไปหาอุบลวรรณาภิกษุณีถึงที่ที่ยืนอยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบลวรรณาภิกษุณีด้วยคาถาว่า ดูกรภิกษุณี ท่านคนเดียว เข้ามายังต้นสาลพฤกษ์ ซึ่งมีดอก บานสะพรั่งตลอดยอด แล้วยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ ก็ ฉวีวรรณของท่านไม่มีที่สอง คนทั้งหลายก็จะมาในที่นี้เช่นท่าน ท่านกลัวพวกนักเลงเพราะความเขลาหรือ ฯ
อถ โข อุปฺปลวณฺณาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ โก นุ ขฺวายํ มนุสฺโส วา อมนุสฺโส วา คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข อุปฺปลวณฺณาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ มาโร โข อยํ ปาปิมา มม ภยํ ฯเปฯ คาถํ ภาสตีติ ฯ อถ โข อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนี มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ สตํ สหสฺสานิปิ ธุตฺตกานํ อิธาคตา ตาทิสิกา ภเวยฺยุํ โลมํ น อิญฺชามิ น สนฺตสามิ มาร น ภายามิ ตเมกิกาปิ เอสา อนฺตรธายามิ กุจฺฉึ วา ปวิสามิ เต ปขุมนฺตริกายมฺปิ ติฏฺฐนฺติ มํ น ทกฺขสิ จิตฺตสฺมึ วสิภูตมฺหิ อิทฺธิปาทา สุภาวิตา สพฺพพนฺธนมุตฺโตมฺหิ น ตํ ภายามิ อาวุโสติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ อุปฺปลวณฺณา ภิกฺขุนีติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
ลำดับนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ฯ ทันใดนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา ฯ ครั้นอุบลวรรณาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้-*มีบาปด้วยคาถาว่า แม้นักเลงตั้งแสนมาในที่นี้ ก็ตามเถิด เราไม่สะเทือนขน ไม่สะดุ้ง ดูกรมาร ถึงเราคนเดียว ก็ไม่กลัวท่าน ฯ เรานี้จะหายตัวหรือเข้าท้องพวกท่าน แม้จะยืนอยู่ ณ ระหว่าง ดวงตาบนดั้งจมูก ท่านจักไม่เห็นเรา ฯ เราเป็นผู้ชำนาญในจิต อิทธิบาทเราเจริญดีแล้ว เราพ้นแล้ว จากเครื่องผูกทุกชนิด เราไม่กลัวท่านดอก ท่านผู้มีอายุ ฯ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุบลวรรณาภิกษุณีรู้จักเราดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๕. ภิกขุนีสังยุต] ๕. อุปปลวัณณาสูตร ๕. อุปปลวัณณาสูตร ว่าด้วยอุบลวรรณาภิกษุณี
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้นเวลาเช้า อุบลวรรณาภิกษุณีครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร ฯลฯ ได้ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละซึ่งมีดอกบานสะพรั่งต้นหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้อุบลวรรณาภิกษุณีเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้าและประสงค์จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาอุบลวรรณาภิกษุณีถึงที่ยืนอยู่ได้กล่าวกับอุบลวรรณาภิกษุณีด้วยคาถาว่า ภิกษุณี ท่านเข้าไปใกล้ต้นสาละ ซึ่งมีดอกบานสะพรั่งถึงยอดแล้ว ยืนอยู่แต่ผู้เดียวที่โคนต้นสาละนั้น อนึ่ง ผิวพรรณของท่านไม่เป็นสองรองใคร ท่านไม่กลัวความสามหาวของพวกนักเลงเจ้าชู้หรือ ลำดับนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้ว่า “นี่ใครหนอมากล่าวคาถาจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์กันแน่” ทันใดนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้อีกว่า “นี่คือมารผู้มีบาป ประสงค์จะให้เราเกิดความกลัว ฯลฯ จึงกล่าวคาถา” ครั้งนั้นแล อุบลวรรณาภิกษุณีทราบว่า “นี่คือมารผู้มีบาป” จึงได้กล่าวกับมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า แม้นักเลงตั้งแสนมาในที่นี้ เราก็ไม่สะดุ้ง แม้เพียงขนของเราก็ไม่หวั่นไหว ไม่สั่นสะเทือน มาร เราแม้ผู้เดียวก็ไม่กลัวท่าน เรานี้จะหายตัวไปหรือเข้าท้องท่าน แม้จะยืนอยู่ ณ ระหว่างดวงตา ท่านก็ไม่เห็นเรา @เชิงอรรถ : @ ดู ขุ.เถรี. (แปล) ๒๖/๒๓๐/๕๙๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๕. ภิกขุนีสังยุต] ๖. จาลาสูตร เราเป็นผู้ชำนาญในจิต เจริญอิทธิบาทดีแล้ว พ้นจากเครื่องผูกทุกชนิด เราไม่กลัวท่านหรอก ท่านผู้มีอายุ ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “อุบลวรรณาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง อุปปลวัณณาสูตรที่ ๕ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุบลวรรณาสูตรที่ ๕
ในอุบลวรรณาสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า สุปุปฺผิตคฺคํ ความว่า ต้นสาละดอกบานสะพรั่งตั้งแต่ยอด.
ด้วยคำว่า น จตฺถิ เต ทุติยา วณฺณธาตุ มารกล่าวว่า วรรณธาตุที่ ๒ อันเสมือนกับวรรณธาตุของท่าน ย่อมไม่มี คือไม่มีภิกษุณีอื่นเสมือนกับท่าน.
บทว่า อิธาคตา ตาทิสิกา ภเวยฺยุํ ความว่า ท่านมาในที่นี้ย่อมไม่ได้ความสนิทสนมหรือความรักอะไรฉันใด แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นเสมือนท่านฉันนั้นเหมือนกัน.
บทว่า ปขุมนฺตริกายํ ความว่า แม้เราจะยืนอยู่บนดั้งจมูก ระหว่างนัยน์ตาทั้งสอง ท่านก็ไม่เห็น.
บทว่า วสีภูตมฺหิ แปลว่า ย่อมเป็นผู้ชำนาญ.
จบอรรถกถาอุบลวรรณาสูตรที่ ๕ -----------------------------------------------------