พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๕43 มาตรา8 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 16 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 6e47c6c2… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ คณะกรรมการป้องกันการกระท้าความผิดซ้ามาตรา ๘–๑๕ · 8 มาตรา
  2. หมวด ๒ คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้ามาตรา ๑๖–๑๘ · 3 มาตรา
  3. หมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิดมาตรา ๑๙–๒๑ · 3 มาตรา
  4. หมวด ๔ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษมาตรา ๒๒–๒๗ · 6 มาตรา
  5. หมวด ๕ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษมาตรา ๒๘–๓๖ · 9 มาตรา
  6. หมวด ๖ การคุมขังฉุกเฉินมาตรา ๓๗–๔๑ · 5 มาตรา
  7. หมวด ๗ การอุทธรณ์มาตรา ๔๒ · 1 มาตรา
  8. บทเฉพาะกาลมาตรา ๔๓ · 1 มาตรา

ปรารภ

เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๖ พระราชบัญญัติ มาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า ในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าในความผิด เกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พระราชบัญญัตินีมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจ้ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๘ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระท้าได้โดยอาศัยอ้านาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจ้าเป็นในการจ้ากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี เพื่อใช้เป็นบทบัญญัติในการป้องกันและเฝ้าระวังการก่ออาชญากรรม สร้างความปลอดภัยให้สังคม แก้ไขปัญหาและลดอัตราการกระท้าความผิดซ้า ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินีสอดคล้องกับเงื่อนไข ที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๗ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึนไว้โดยค้าแนะน้าและยินยอม ของรัฐสภา ดังต่อไปนี

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชบัญญัตินีเรียกว่า “พระราชบัญญัติมาตรการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้าในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. ๒๕๖๕”

  2. พระราชบัญญัตินีให้ใช้บังคับเมื่อพ้นก้าหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

  3. พระราชบัญญัตินีให้ใช้บังคับแก่การกระท้าความผิดตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๗๖ มาตรา ๒๗๗ มาตรา ๒๗๘ มาตรา ๒๗๙ มาตรา ๒๘๓ ทวิ มาตรา ๒๘๔ มาตรา ๒๘๘ มาตรา ๒๘๙ มาตรา ๒๙๐ มาตรา ๒๙๗ มาตรา ๒๙๘ และมาตรา ๓๑๓ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีศาลมีค้าพิพากษาว่าจ้าเลยมีความผิดตามมาตราหนึ่งมาตราใดตามที่ระบุไว้ในวรรคหนึ่ง แม้ศาลจะพิพากษาให้ลงโทษในความผิดอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ในวรรคหนึ่งก็ตาม ก็ให้น้าพระราชบัญญัตินี ไปใช้บังคับด้วย

  4. พระราชบัญญัตินีมิให้ใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งกระท้าความผิดตามบทบัญญัติมาตราหนึ่ง มาตราใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ในขณะที่มีอายุต่้ากว่าสิบแปดปี

  5. ในพระราชบัญญัตินี “คุมขัง” หมายความว่า การควบคุมนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษหรือผู้ถูกเฝ้าระวังไว้ ในเขตก้าหนดเพื่อป้องกันการกระท้าความผิดซ้า “ศาล” หมายความว่า ศาลยุติธรรมที่มีอ้านาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมคุมประพฤติ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี

  6. บทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาใดซึ่งพระราชบัญญัตินีมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้น้าบทบัญญัติหรือวิธีพิจารณาแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับเท่าที่ไม่ขัด หรือแย้งกับบทบัญญัติตามพระราชบัญญัตินี

  7. ให้ประธานศาลฎีกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอัยการสูงสุด รักษาการตามพระราชบัญญัตินี ทังนี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอ้านาจของตน เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๘ ให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีอ้านาจออกข้อบังคับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมมีอ้านาจออกกฎกระทรวง และอัยการสูงสุดมีอ้านาจออกข้อบังคับ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี ทังนี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่และอ้านาจของตน ข้อบังคับและกฎกระทรวงนัน เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  8. หมวด ๑ คณะกรรมการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า

    8 มาตรา
  9. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้า” ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต ผู้บัญชาการต้ารวจแห่งชาติ เลขาธิการส้านักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตัง จากผู้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ด้านกฎหมาย ด้านอาชญาวิทยา ด้านทัณฑวิทยา ด้านการบริหารงานยุติธรรม ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยา ด้านจิตเวชศาสตร์ หรือด้านอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกัน การกระท้าความผิดซ้าจ้านวนไม่เกินห้าคน เป็นกรรมการ ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้อธิบดีแต่งตังข้าราชการในกรมคุมประพฤติ จ้านวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ และให้อธิบดีกรมราชทัณฑ์แต่งตังข้าราชการในกรมราชทัณฑ์ จ้านวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

  10. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี

    (๑) มีสัญชาติไทย

    (๒) มีอายุไม่ต่้ากว่าสามสิบห้าปี

    (๓) ไม่เป็นผู้ด้ารงต้าแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการหรือ ผู้ด้ารงต้าแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง

    (๔) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีต้าแหน่งหรือเงินเดือนประจ้า เว้นแต่เป็นผู้ด้ารงต้าแหน่งอาจารย์ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ

    (๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๙

    (๖) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

    (๗) ไม่เคยต้องค้าพิพากษาถึงที่สุดให้จ้าคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจ้าคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่เป็นโทษ ส้าหรับความผิดที่ได้กระท้าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

    (๘) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ เพราะกระท้าผิดวินัย

  11. ๑๐

    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการด้ารงต้าแหน่งคราวละสามปีและอาจได้รับ แต่งตังอีกได้ แต่จะด้ารงต้าแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

  12. ๑๑

    นอกจากการพ้นจากต้าแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากต้าแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๙

    (๔) รัฐมนตรีให้ออกจากต้าแหน่ง เพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ

  13. ๑๒

    คณะกรรมการมีหน้าที่และอ้านาจ ดังต่อไปนี

    (๑) ก้าหนดนโยบายและแผนการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าของผู้กระท้าความผิดตามที่ ระบุไว้ในมาตรา ๓ รวมทังพิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าตามที่ คณะรัฐมนตรีขอให้พิจารณา

    (๒) ให้ค้าแนะน้าหรือค้าปรึกษาแก่รัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัตินี รวมทังให้ค้าแนะน้าแก่คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า กรมคุมประพฤติ และกรมราชทัณฑ์ในการออกระเบียบหรือปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี

    (๓) ให้ค้าปรึกษา ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะแก่ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐและ องค์กรต่าง ๆ เกี่ยวกับการบริหารและการด้าเนินงานป้องกันการกระท้าความผิดซ้า

    (๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินีหรือกฎหมายอื่นก้าหนดให้เป็นหน้าที่และอ้านาจ ของคณะกรรมการหรือตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย

  14. ๑๓

    ให้น้าบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอ้านาจด้าเนินการพิจารณาทาง ปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การแต่งตังกรรมการ เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๐ ผู้ทรงคุณวุฒิ การพ้นจากต้าแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และการประชุมของคณะกรรมการ โดยอนุโลม

  15. ๑๔

    คณะกรรมการอาจแต่งตังคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่ง อย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายก็ได้ และให้น้ามาตรา ๑๓ มาใช้บังคับแก่การประชุม ของคณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

  16. ๑๕

    ให้ประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการได้รับเบียประชุมและ ประโยชน์ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีก้าหนด

  17. หมวด ๒ คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า

    3 มาตรา
  18. ๑๖

    ให้รัฐมนตรีมีอ้านาจแต่งตังคณะกรรมการคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า” ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงยุติธรรมซึ่งปลัดกระทรวงยุติธรรมมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนกรมคุมประพฤติ ผู้แทนกรมราชทัณฑ์ และผู้แทนส้านักงานต้ารวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ โดยให้อธิบดีแต่งตังข้าราชการในกรมคุมประพฤติ เป็นเลขานุการและผู้ช่วยเลขานุการจ้านวนไม่เกินสองคน

  19. ๑๗

    คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้ามีหน้าที่ และอ้านาจ ดังต่อไปนี

    (๑) พิจารณาก้าหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษตามมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๗

    (๒) พิจารณาก้าหนดมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษตามมาตรา ๒๙ และมาตรา ๓๔

    (๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินีหรือกฎหมายอื่นก้าหนดให้เป็นหน้าที่และอ้านาจ ของคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าหรือตามที่คณะกรรมการ หรือรัฐมนตรีมอบหมาย

  20. ๑๘

    ให้น้าบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอ้านาจด้าเนินการพิจารณา ทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุม ของคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าโดยอนุโลม เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๑

  21. หมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด

    3 มาตรา
  22. ๑๙

    ในคดีที่มีการฟ้องขอให้ลงโทษจ้าเลยในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ให้พนักงานอัยการมีอ้านาจยื่นค้าร้องขอให้ศาลมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด ในระหว่างรับโทษจ้าคุกเพื่อป้องกันมิให้กระท้าความผิดซ้า โดยจะขอรวมกันไปในการฟ้องคดีดังกล่าว หรือก่อนศาลมีค้าพิพากษาก็ได้ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิดตามวรรคหนึ่ง ได้แก่

    (๑) มาตรการทางการแพทย์

    (๒) มาตรการอื่นใดตามที่รัฐมนตรีก้าหนดในกฎกระทรวงโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ การมีค้าสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลค้านึงถึงพฤติการณ์แห่งความรุนแรงของคดี สาเหตุแห่ง การกระท้าความผิด ประวัติการกระท้าความผิด ภาวะแห่งจิต นิสัย และลักษณะส่วนตัวอื่นของผู้กระท้า ความผิด ความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคม โอกาสในการกระท้าความผิดซ้า และการแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระท้าความผิด ในการไต่สวนศาลอาจเรียกส้านวนการสอบสวนจากพนักงานอัยการเพื่อประกอบการพิจารณา รับฟังค้าคัดค้านของผู้กระท้าความผิด หรือมีค้าสั่งให้พนักงานคุมประพฤติด้าเนินการสืบเสาะและพินิจ ตามกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติก็ได้ ให้ศาลระบุเหตุผลในการออกค้าสั่งพร้อมทังค้าสั่งให้ใช้มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิดไว้ ในค้าพิพากษาและให้ระบุค้าสั่งไว้ในหมายจ้าคุกด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการออกค้าสั่งของศาล ให้เป็นไปตามข้อบังคับของประธาน ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

  23. ๒๐

    ให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการด้าเนินการตามค้าสั่งของศาล และ จัดท้ารายงานผลของการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิดพร้อมทังความเห็นเสนอต่อพนักงานอัยการ อย่างน้อยปีละหนึ่งครัง หากพนักงานอัยการเห็นสมควรอาจร้องขอให้ศาลมีค้าสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือ ยกเลิกมาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิดได้

  24. ๒๑

    มาตรการทางการแพทย์ที่ศาลมีค้าสั่งตามมาตรา ๑๙

    (๑) ให้ด้าเนินการ โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอย่างน้อยสองคนซึ่งมีความเห็นพ้องต้องกัน ทังนี ต้องเป็นแพทย์ เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๒ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาจิตเวชศาสตร์และสาขาอายุรศาสตร์อย่างน้อยสาขาละหนึ่งคน หากผู้ประกอบวิชาชีพ เวชกรรมเห็นว่าจ้าเป็นต้องมีการใช้ยาหรือด้วยวิธีการรูปแบบอื่น ให้กระท้าได้เฉพาะเมื่อผู้กระท้า ความผิดยินยอม เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ให้กรมราชทัณฑ์น้าผลของการใช้มาตรการทางการแพทย์ตามวรรคหนึ่ง มาใช้เป็นเงื่อนไข ประกอบการพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ หรือให้ประโยชน์อื่นใดอันเป็นผลให้ผู้กระท้าความผิดได้รับ การปล่อยตัวก่อนก้าหนดในค้าพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์ด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการใช้มาตรการทางการแพทย์ ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรี ก้าหนดในกฎกระทรวงโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ

  25. หมวด ๔ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ

    6 มาตรา
  26. ๒๒

    เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่านักโทษเด็ดขาดซึ่งศาลมีค้าพิพากษาว่าเป็นผู้กระท้า ความผิดในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ จะกระท้าความผิดซ้าภายหลังพ้นโทษ ศาลอาจมีค้าสั่ง ก้าหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษตามที่พนักงานอัยการร้องขอโดยก้าหนด มาตรการเดียวหรือหลายมาตรการตามควรแก่กรณีก็ได้ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ได้แก่

    (๑) ห้ามเข้าใกล้ผู้เสียหายจากการกระท้าความผิด

    (๒) ห้ามท้ากิจกรรมที่เสี่ยงต่อการกระท้าความผิด

    (๓) ห้ามเข้าเขตก้าหนด

    (๔) ห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล

    (๕) ห้ามก่อให้เกิดอันตรายต่อละแวกชุมชนที่ตนพักอาศัย

    (๖) ให้พักอาศัยในสถานที่ที่ก้าหนด

    (๗) ให้พักอาศัยในสถานบ้าบัดที่ก้าหนดหรือให้ไปอยู่ภายใต้การดูแลในสถานบ้าบัดภายใต้ การด้าเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งได้รับการรับรองโดยกระทรวงสาธารณสุขตามที่ศาลเห็นสมควร

    (๘) ให้ปฏิบัติตามค้าสั่งของเจ้าพนักงานหรือผู้ดูแลสถานที่พักอาศัยหรือสถานบ้าบัด

    (๙) ให้มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติหรือได้รับการเยี่ยมจากพนักงานคุมประพฤติหรือ อาสาสมัครคุมประพฤติหรือเจ้าหน้าที่อื่นตามระยะเวลาที่ก้าหนด เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๓

    (๑๐) ให้ใช้มาตรการทางการแพทย์ หรือมาพบหรือรับการตรวจรักษาจากแพทย์หรือบุคคลอื่นใด ตามที่ศาลหรือพนักงานคุมประพฤติก้าหนด

    (๑๑) ให้เข้ารับการบ้าบัดฟื้นฟูแก้ไขหรือเข้าร่วมกิจกรรมตามที่ศาลหรือพนักงานคุมประพฤติ ก้าหนด

    (๑๒) ให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบถึงการเปลี่ยนสถานที่ท้างานหรือการเปลี่ยนงาน

    (๑๓) ให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัวในการเฝ้าระวัง ศาลอาจก้าหนดระยะเวลาการเฝ้าระวังในแต่ละมาตรการตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสิบปีนับแต่ วันพ้นโทษ การมีค้าสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลค้านึงถึงพฤติการณ์แห่งความรุนแรงของคดี สาเหตุแห่ง การกระท้าความผิด ประวัติการกระท้าความผิด ภาวะแห่งจิต นิสัย และลักษณะส่วนตัวอื่นของผู้กระท้า ความผิด ความปลอดภัยของผู้เสียหายและสังคม โอกาสในการกระท้าความผิดซ้า การแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระท้าความผิด และความได้สัดส่วนของการใช้มาตรการที่ต้องกระทบสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องถูกบังคับด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการมีค้าสั่งของศาลตามมาตรานี ให้เป็นไปตามที่ก้าหนด ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

  27. ๒๓

    ก่อนปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งศาลมีค้าพิพากษาว่าเป็นผู้กระท้าความผิด ในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ให้กรมราชทัณฑ์จัดท้ารายงานจ้าแนกลักษณะของนักโทษเด็ดขาด ตามกฎหมายว่าด้วยราชทัณฑ์เป็นรายบุคคล พร้อมทังความเห็นว่านักโทษเด็ดขาดผู้ใดสมควรให้ใช้ มาตรการเฝ้าระวังตามมาตรา ๒๒ เสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้าเพื่อพิจารณาว่าสมควรก้าหนดให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังตามมาตรา ๒๒ แก่นักโทษเด็ดขาดผู้นัน รวมทังก้าหนดวิธีการและระยะเวลาที่เหมาะสมในการใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อป้องกันการกระท้า ความผิดซ้า เมื่อคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าพิจารณาว่าสมควร ก้าหนดให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังตามมาตรา ๒๒ กับนักโทษเด็ดขาดผู้ใดแล้ว ให้เสนอรายงานและ ความเห็นต่อพนักงานอัยการภายในเวลาอันสมควรก่อนปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดเพื่อพิจารณายื่นค้าร้อง ต่อศาลให้ก้าหนดมาตรการเฝ้าระวัง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาและจัดท้ารายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามที่ก้าหนดในกฎกระทรวง เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๔

  28. ๒๔

    เมื่อได้รับรายงานและความเห็นแล้ว หากพนักงานอัยการเห็นสมควรให้ใช้ มาตรการการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ ให้ยื่นค้าร้องต่อศาลที่มีเขตอ้านาจในท้องที่ เรือนจ้าหรือสถานที่คุมขังของนักโทษเด็ดขาดก่อนการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดเพื่อมีค้าสั่งก้าหนด มาตรการเฝ้าระวังดังกล่าว ค้าร้องตามวรรคหนึ่งประกอบด้วยค้าขอที่มีข้อเสนอและเงื่อนไข ตลอดจนระยะเวลาที่ศาล จะก้าหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ เพื่อประกอบการพิจารณาของศาล ในการมีค้าสั่งตามมาตรการหนึ่งมาตรการใดที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๒ วรรคสอง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณายื่นค้าร้องของพนักงานอัยการ ให้เป็นไปตามที่ ก้าหนดโดยข้อบังคับของอัยการสูงสุด

  29. ๒๕

    เมื่อศาลได้รับค้าร้องตามมาตรา ๒๔ ให้ศาลไต่สวนและมีค้าสั่งโดยให้ส่งส้าเนา ค้าร้องให้นักโทษเด็ดขาดเพื่อทราบวันไต่สวนและสิทธิในการให้ถ้อยค้าด้วยและเรียกนักโทษเด็ดขาด มาให้ถ้อยค้า ให้ศาลถามนักโทษเด็ดขาดว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตังทนายความให้ หากครบก้าหนดที่กรมราชทัณฑ์ต้องปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดแล้ว แต่ศาลยังไม่ได้ไต่สวนค้าร้อง หรือมีค้าสั่งตามที่พนักงานอัยการร้องขอ ให้กรมราชทัณฑ์ปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดไป ทังนี ในการไต่สวนให้ศาลมีอ้านาจเรียกนักโทษเด็ดขาดที่ได้รับการปล่อยตัวมาให้ถ้อยค้าประกอบการไต่สวนด้วย

  30. ๒๖

    ให้พนักงานคุมประพฤติตามกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติเป็นผู้รับผิดชอบ ในการด้าเนินการตามค้าสั่งของศาล โดยให้น้าบทบัญญัติเกี่ยวกับอ้านาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน การสืบเสาะและพินิจ และการคุมความประพฤติตามกฎหมายว่าด้วยการคุมประพฤติมาใช้บังคับ โดยอนุโลม หากผู้ถูกเฝ้าระวังไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขที่ก้าหนดโดยค้าสั่ งศาล ให้พนักงานคุมประพฤติตรวจสอบถึงเหตุดังกล่าวและแก้ไข เมื่อครบก้าหนดหกเดือนนับแต่วันที่ศาลมีค้าสั่งตามมาตรา ๒๒ และในทุกรอบหกเดือน ให้พนักงานคุมประพฤติจัดท้ารายงานการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเสนอศาล หากศาล เห็นสมควร ศาลอาจแก้ไขเพิ่มเติม ลดหรือขยายระยะเวลา หรือยกเลิกค้าสั่งมาตรการเฝ้าระวังนักโทษ เด็ดขาดภายหลังพ้นโทษก็ได้ เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๕ เพื่อประโยชน์ในการด้าเนินการตามมาตรานี ให้กรมคุมประพฤติจัดท้าฐานข้อมูลในระบบ สารสนเทศศูนย์เฝ้าระวังความปลอดภัยของประชาชน

  31. ๒๗

    ในกรณีที่พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับการใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลัง พ้นโทษของผู้ถูกเฝ้าระวังได้เปลี่ยนแปลงไป เมื่อพนักงานอัยการหรือผู้ถูกเฝ้าระวังร้องขอหรือศาลเห็นเอง ศาลอาจสั่งแก้ไขเพิ่มเติม ลดหรือขยายระยะเวลา หรือยกเลิกมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลัง พ้นโทษบางมาตรการหรือทุกมาตรการก็ได้ และเมื่อมีค้าสั่งอย่างใดแล้ว ให้ศาลแจ้งให้ผู้ถูกเฝ้าระวังและ ผู้เกี่ยวข้องทราบ การยื่นค้าร้องของพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง ให้ด้าเนินการโดยพนักงานคุมประพฤติจัดท้า รายงานพฤติการณ์ดังกล่าว และความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกัน การกระท้าความผิดซ้าเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการ

  32. หมวด ๕ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ

    9 มาตรา
  33. ๒๘

    ศาลอาจมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษแก่นักโทษเด็ดขาดซึ่งศาล มีค้าพิพากษาว่าเป็นผู้กระท้าความผิดในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ตังแต่วันพ้นโทษหรือภายหลัง พ้นโทษเพื่อป้องกันการกระท้าความผิดซ้าตามที่พนักงานอัยการร้องขอ หากศาลเห็นว่ามีเหตุอันควร เชื่อได้ว่าผู้นันจะไปกระท้าความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ และไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกัน มิให้ผู้นันไปกระท้าความผิดได้

  34. ๒๙

    ในการจัดท้ารายงานการก้าหนดมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลัง พ้นโทษตามมาตรา ๒๓ วรรคสอง หากคณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้าเห็นว่ามีความจ้าเป็นที่จะต้องขอให้ศาลมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษกับนักโทษ เด็ดขาดรายใดเพื่อไม่ให้ผู้นันไปกระท้าความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ให้คณะกรรมการดังกล่าวเสนอ รายงานพร้อมทังความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาด้าเนินการต่อไปโดยให้น้ามาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าเห็นว่า มีความจ้าเป็นที่จะต้องขอให้ศาลมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษตามวรรคหนึ่งร่วมกับการก้าหนด มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบก้าหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไป เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๖ ให้คณะกรรมการดังกล่าวเสนอรายงานพร้อมทังความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาด้าเนินการ ต่อไป โดยให้น้ามาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับโดยอนุโลม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการจัดท้ารายงานของคณะกรรมการพิจารณาก้าหนด มาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าและการพิจารณายื่นค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรานี ให้เป็นไปตามที่ก้าหนดในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของอัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี

  35. ๓๐

    ในระหว่างการด้าเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลัง พ้นโทษตามมาตรา ๒๒ หากมีเหตุที่จะขอให้ศาลมีค้าสั่งก้าหนดมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ตามมาตรา ๒๘ หรือผู้ถูกเฝ้าระวังฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลัง พ้นโทษ ให้พนักงานคุมประพฤติเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณายื่นค้าร้องต่อศาล ในท้องที่ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังมีที่อยู่หรือท้องที่ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังเพื่อขอให้ศาลมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการคุมขัง ภายหลังพ้นโทษแก่ผู้ถูกเฝ้าระวังเพื่อป้องกันการกระท้าความผิดซ้า พนักงานคุมประพฤติอาจเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาหรือพนักงานอัยการ เห็นสมควรอาจขอให้ศาลมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษร่วมกับการก้าหนดมาตรการ เฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบก้าหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไปก็ได้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการท้าความเห็นของพนักงานคุมประพฤติและการพิจารณา ยื่นค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรานี ให้เป็นไปตามที่ก้าหนดในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับ ของอัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี

  36. ๓๑

    เมื่อศาลได้รับค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ ให้ศาลไต่สวนค้าร้องโดยให้น้ามาตรา ๒๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในวันไต่สวนถ้าผู้ถูกเฝ้าระวังไม่มาศาลตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร จงใจไม่รับหมายเรียก ได้หลบหนีไปหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจะหลบหนี ให้ศาลมีอ้านาจออกหมายจับ เพื่อด้าเนินการต่อไป และให้น้ามาตรา ๓๘ วรรคสอง เรื่องการควบคุมตัวผู้ถูกจับมาใช้บังคับโดยอนุโลม

  37. ๓๒

    ในการพิจารณาค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง ศาลอาจสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษมีก้าหนดระยะเวลาเพียงเท่าที่จ้าเป็น เพื่อป้องกันมิให้ผู้นันกระท้าความผิดซ้าซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ผู้นันพ้นโทษ ในการพิจารณาค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๒๙ วรรคสอง ศาลอาจสั่งให้ใช้ มาตรการคุมขังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษมีก้าหนดระยะเวลาเท่าที่จ้าเป็นเพื่อป้องกันมิให้ผู้นัน เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๗ ไปกระท้าความผิดซ้าซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันพ้นโทษ หรือมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษ เด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบก้าหนดการคุมขังต่อเนื่องกันไปตามที่พนักงานอัยการร้องขอก็ได้ โดยให้ น้าหมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่เมื่อนับระยะเวลาทังหมด รวมกันแล้ว จะต้องมีระยะเวลาไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้นันพ้นโทษ

  38. ๓๓

    ในการพิจารณาค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง ศาลอาจสั่งให้ใช้มาตรการคุมขังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษแก่ผู้ถูกเฝ้าระวังโดยมีก้าหนดระยะเวลา เพียงเท่าที่จ้าเป็นเพื่อป้องกันมิให้ผู้นันกระท้าความผิดซ้า ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ผู้ถูกเฝ้าระวัง ถูกควบคุมตัว แต่เมื่อนับระยะเวลาที่ศาลเคยมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าและ ระยะเวลาในครังนีทังหมดรวมกันแล้ว จะต้องมีระยะเวลาไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ผู้นันพ้นโทษ ในกรณี เช่นว่านี ให้ถือว่าค้าสั่งการใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษของศาลสินสุดลง ในการพิจารณาค้าร้องของพนักงานอัยการตามมาตรา ๓๐ วรรคสอง ศาลอาจสั่งให้ใช้ มาตรการคุมขังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษแก่ผู้ถูกเฝ้าระวังโดยมีก้าหนดระยะเวลาเพียงเท่าที่จ้าเป็น เพื่อป้องกันมิให้ผู้นันกระท้าความผิดซ้า ซึ่งต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่ผู้ถูกเฝ้าระวังถูกควบคุมตัว หรือ มีค้าสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษเมื่อครบก้าหนดการคุมขังดังกล่าว ต่อเนื่องกันไปตามที่พนักงานอัยการร้องขอก็ได้ โดยให้น้าหมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้า ความผิด มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่เมื่อนับระยะเวลาที่ศาลเคยมีค้าสั่งให้ใช้มาตรการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้าและระยะเวลาในครังนีทังหมดรวมกันแล้ว จะต้องมีระยะเวลาไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ ผู้นันพ้นโทษ

  39. ๓๔

    ให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการด้าเนินการบังคับตามค้าสั่งคุมขัง ภายหลังพ้นโทษและให้น้ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผู้ใดถูกค้าสั่งให้คุมขังภายหลังพ้นโทษ ให้กรมราชทัณฑ์คุมขังไว้ในสถานที่คุมขังที่มิใช่เรือนจ้า และจะปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังเสมือนเป็นผู้กระท้าความผิดมิได้ ในกรณีที่พฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไป หรือเมื่อครบก้าหนดหกเดือนนับแต่วันที่เริ่มมีการคุมขัง ภายหลังพ้นโทษและในทุกรอบหกเดือน ให้คณะกรรมการพิจารณาก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้า ความผิดซ้าพิจารณาเสนอความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณายื่นค้าร้องต่อศาลให้มีค้าสั่งแก้ไข เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๘ เพิ่มเติม ลดหรือขยายระยะเวลา หรือยกเลิกค้าสั่งคุมขังภายหลังพ้นโทษหรือเปลี่ยนค้าสั่งคุมขังภายหลัง พ้นโทษเป็นค้าสั่งเฝ้าระวังแทนก็ได้

  40. ๓๕

    เมื่อศาลได้มีค้าสั่งคุมขังผู้ถูกเฝ้าระวัง ถ้าผู้นันยังมิได้รับการคุมขังก็ดีหรือได้รับ การคุมขังแต่ยังไม่ครบถ้วนโดยหลบหนีก็ดี ถ้าพ้นก้าหนดสามปีนับแต่วันที่ศาลมีค้าสั่งหรือนับแต่วันที่ ผู้นันหลบหนีระหว่างเวลาที่ต้องคุมขัง เป็นอันล่วงเลยการคุมขัง จะคุมขังผู้นันไม่ได้

  41. ๓๖

    ก่อนครบก้าหนดเวลาคุมขังภายหลังพ้นโทษ หากศาลไม่ได้มีค้าสั่งให้ใช้ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษต่อเนื่องจากการคุมขังตามมาตรา ๓๒ วรรคสอง หรือมาตรา ๓๓ วรรคสอง พนักงานอัยการอาจยื่นค้าร้องต่อศาลก่อนครบก้าหนดการคุมขังเพื่อให้ศาล มีค้าสั่งให้ใช้มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษแก่ผู้ถูกคุมขังเมื่อครบก้าหนดการคุมขังได้ แต่ศาลอาจมีค้าสั่งดังกล่าวภายหลังครบก้าหนดการคุมขังก็ได้ และให้น้าหมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระท้าความผิด มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  42. หมวด ๖ การคุมขังฉุกเฉิน

    5 มาตรา
  43. ๓๗

    กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกเฝ้าระวังจะกระท้าความผิดตามที่ระบุไว้ ในมาตรา ๓ และมีเหตุฉุกเฉิน หากไม่มีมาตรการอื่นใดที่อาจป้องกันมิให้ผู้ถูกเฝ้าระวังกระท้าความผิด ดังกล่าวได้ เมื่อพนักงานอัยการร้องขอ ศาลอาจสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ไม่เกินเจ็ดวันนับแต่วันที่ ศาลมีค้าสั่ง

  44. ๓๘

    ถ้าปรากฏเหตุตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๗ ให้พนักงานคุมประพฤติเสนอ ความเห็นต่อพนักงานอัยการเพื่อพิจารณายื่นค้าร้องต่อศาลในท้องที่ที่ผู้ถูกเฝ้าระวังมีที่อยู่หรือท้องที่ ที่พบตัวผู้ถูกเฝ้าระวังขอให้ศาลมีค้าสั่งคุมขังฉุกเฉิน ก่อนที่ศาลจะมีค้าสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานฝ่ายปกครองหรือต้ารวจจับผู้ถูกเฝ้าระวัง ตามมาตรา ๗๘ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่ห้ามควบคุมผู้ถูกจับเกินกว่า สี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับมาถึงที่ท้าการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือต้ารวจ และเมื่อศาล มีค้าสั่งให้คุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังแล้ว ให้กรมราชทัณฑ์น้าตัวผู้ถูกเฝ้าระวังไปคุมขังฉุกเฉินตามค้าสั่งศาล เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๑๙ ต่อไป กรณีเช่นว่านีไม่ท้าให้ค้าสั่งตามมาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษสินผลไป และ ให้ด้าเนินการตามมาตรการเฝ้าระวังดังกล่าวต่อไปภายหลังพ้นจากการคุมขังฉุกเฉิน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการท้าความเห็นของพนักงานคุมประพฤติและการพิจารณา ยื่นค้าร้องของพนักงานอัยการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่ก้าหนดในกฎกระทรวงหรือข้อบังคับของ อัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี

  45. ๓๙

    ให้ศาลพิจารณาค้าร้องของพนักงานอัยการโดยเร็ว ถ้าเป็นที่พอใจว่ากรณีมีเหตุ ตามที่บัญญัติในมาตรา ๓๗ ให้ศาลมีค้าสั่งคุมขังฉุกเฉินผู้ถูกเฝ้าระวังได้ ผู้ถูกเฝ้าระวังอาจยื่นค้าร้องขอฝ่ายเดียวเพื่อให้ศาลยกเลิกค้าสั่งนันเสีย ถ้าศาลมีค้าสั่งยกเลิก ค้าสั่งคุมขังฉุกเฉิน ค้าสั่งเช่นว่านีให้เป็นที่สุด หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการมีค้าสั่งของศาลตามมาตรานี ให้เป็นไปตามที่ก้าหนด ในข้อบังคับของประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

  46. ๔๐

    ให้กรมราชทัณฑ์เป็นผู้รับผิดชอบในการด้าเนินการบังคับตามค้าสั่งคุมขังฉุกเฉิน และให้น้ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการกักกันตามประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับโดยอนุโลม

  47. ๔๑

    เมื่อศาลมีค้าสั่งคุมขังฉุกเฉินแล้ว ให้พนักงานคุมประพฤติด้าเนินการให้มี การเสนอความเห็นไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาเสนอต่อศาลให้มีค้าสั่งแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการเฝ้าระวัง นักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษที่ศาลมีค้าสั่งตามหมวด ๔ หรือเพื่อเสนอต่อศาลให้มีค้าสั่งให้ใช้ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษตามหมวด ๕ เพื่อป้องกันผู้ถูกคุมขังฉุกเฉินกระท้าความผิดซ้า

  48. หมวด ๗ การอุทธรณ์

    1 มาตรา
  49. ๔๒

    ค้าสั่งศาลตามหมวด ๓ มาตรการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด หมวด ๔ มาตรการเฝ้าระวังนักโทษเด็ดขาดภายหลังพ้นโทษ และหมวด ๕ มาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ ในกรณีที่ศาลมีค้าสั่งยกค้าร้องของพนักงานอัยการ ให้เป็นที่สุด ส่วนค้าสั่งตามที่พนักงานอัยการร้องขอ ให้อุทธรณ์ได้ภายในก้าหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ศาลมีค้าสั่ง การยื่นอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการบังคับตามค้าสั่งของศาลชันต้น ค้าสั่งศาลชันอุทธรณ์ ให้เป็นที่สุด เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๒๐

  50. บทเฉพาะกาล

    1 มาตรา
  51. ๔๓

    ให้น้าพระราชบัญญัตินีไปใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษ ผู้กระท้าความผิดในความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓ ที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล และกรณีที่จะมี การปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาดซึ่งเป็นผู้กระท้าความผิดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๓อยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินีใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๙ ตอนที่ ๖๖ ก หนา้ ๒๑ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี คือ เนื่องจากผู้กระท้าความผิดอาญา บางประเภทที่เกี่ยวข้องกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง เช่น การข่มขืนกระท้าช้าเรา การกระท้าความผิด ทางเพศกับเด็ก การฆาตกรรม การท้าร้ายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย การท้าร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้รับอันตรายสาหัส รวมทังการน้าตัวบุคคลไปเรียกค่าไถ่ เมื่อถูกจ้าคุกจนพ้นโทษและได้รับ การปล่อยตัวสู่สังคมแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีการติดตามจากเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือต้ารวจบ้างแต่ไม่มี สภาพบังคับเป็นกฎหมายและไม่มีประสิทธิผลในการป้องกันการกระท้าความผิดซ้า ผู้กระท้าความผิดเหล่านีส่วนหนึ่ง ยังมีแนวโน้มที่จะกระท้าความผิดในรูปแบบเดียวกันหรือรูปแบบใกล้เคียงกันซ้าอีก สมควรมีกฎหมายเฉพาะ ที่ก้าหนดมาตรการป้องกันการกระท้าความผิดซ้าในความผิดดังกล่าว โดยการก้าหนดให้มีมาตรการแก้ไขฟื้นฟู ผู้กระท้าความผิด มาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษ และมาตรการคุมขังภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันสังคม และผู้เสียหายจากการกระท้าความผิดที่อาจเกิดขึนอีก และเพื่อส่งเสริมการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระท้าความผิด โดยค้านึงถึงสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องค้าสั่งดังกล่าวอย่างเหมาะสม จึงจ้าเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/2344ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiYTJmNzliZWYtOTRlZi00MGIwLThkZTItNzhlZjAxODViOGQwIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKEwMDQ5IOC4nuC4o-C4miAyNTY1LTY24LiBLTYuUERGIn0.80GgtylPI8R8PfVGSNxoZhF_aa34pv_4hlgiCueQfVI16 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:6e47c6c25204b5603954d8f4c860305fcfa8cd182c1c79c1981d00c934541264ดึงเมื่อ 2026-08-23T15:51:11.958Z
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจด้วยสามวิธี ไม่พบความเพี้ยน"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR