พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๐

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๕๐22 มาตราต้นฉบับ PDF · 15 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 f1f95068… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ปรารภ

พระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๐ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นปีที่ ๖๒ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ ระหว่างประเทศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภา นิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การ ดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๐” มาตรา ๒พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๖ ก “องค์การ” หมายความว่า องค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ว่าด้วยองค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๓กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ มาตรา ๔ เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานในประเทศไทยขององค์การให้บรรลุตามความ มุ่งประสงค์ (๑) ให้ยอมรับนับถือว่าองค์การเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย (๒) ในระหว่างที่ปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย หรือเข้ามาในประเทศไทยเพื่อปฏิบัติหน้าที่ หรือในการปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับองค์การ ให้องค์การ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และบรรณสารขององค์การ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ ผู้แทนของรัฐภาคี และผู้เชี่ยวชาญขององค์การ ตลอดจนสมาชิกของครอบครัว ซึ่งประกอบเป็นส่วนของครัวเรือนของบุคคลดังกล่าว ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ใน พิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยความตกลง ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๒๕กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ท้ายพระราชบัญญัตินี้ หรือที่รัฐบาลจะได้ทำความตกลงต่อไปกับองค์การ ทั้งนี้ ในกรณีที่บุคคลใน คณะเจ้าหน้าที่หรือผู้เชี่ยวชาญขององค์การเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยหรือผู้มีถิ่นที่อยู่เป็นการถาวรใน ประเทศไทย ให้ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในพิธีสารดังกล่าวเฉพาะที่เป็นการกระทำ ตามหน้าที่อย่างเป็นทางการและภายในขอบเขตแห่งหน้าที่ของบุคคลนั้น มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี พิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อแก้ไขความตกลง จัดทำ ณกรุงลอนดอนเมื่อวันที่ ๒๕กันยายน๒๕๔๑ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๒สิงหาคม๒๕๔๒ พิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ รัฐภาคีพิธีสารนี้ คำนึงถึงอนุสัญญาว่าด้วยองค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดให้ลงนาม ณ กรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๓กันยายน ค.ศ. ๑๙๗๖ดังที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว และโดยเฉพาะข้อ ๙ (๖) ของอนุสัญญาที่แก้ไขแล้วนี้ รับทราบว่า องค์การจะได้จัดทำความตกลงว่าด้วยสำนักงานใหญ่กับรัฐบาลแห่งสหราช อาณาจักรและไอร์แลนด์เหนือในวันที่ ๑๕เมษายนค.ศ.๑๙๙๙ พิจารณาว่า ความมุ่งหมายของพิธีสารนี้คือเพื่ออำนวยให้เกิดความสำเร็จตามความมุ่ง ประสงค์ขององค์การ และเพื่อประกันการปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพขององค์การ ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. การใช้ถ้อยคำ เพื่อความมุ่งประสงค์ของพิธีสาร

    (ก) “อนุสัญญา” หมายถึง อนุสัญญาว่าด้วยการดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ รวมทั้งภาคผนวกของอนุสัญญา ซึ่งเปิดให้ลงนาม ณกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ค.ศ. ๑๙๗๖ดังที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

    (ข) “ภาคีอนุสัญญา” หมายถึง รัฐซึ่งอนุสัญญาใช้บังคับ

    (ค) “องค์การ” หมายถึง องค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ

    (ง) “ภาคีที่ตั้งสำนักงานใหญ่”หมายถึง ภาคีอนุสัญญาที่องค์การได้ตั้งสำนักงานใหญ่ ขององค์การอยู่ในอาณาเขต

    (จ) “ภาคีพิธีสาร” หมายถึง รัฐซึ่งพิธีสารนี้ หรือซึ่งพิธีสารฉบับนี้ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว แล้วแต่กรณี ใช้บังคับ

    (ฉ) “บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่” หมายถึง ผู้อำนวยการและบุคคลใดก็ตามที่องค์การ ว่าจ้างให้ทำงานเต็มเวลา และอยู่ภายใต้กฎข้อบังคับบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของ องค์การ

    (ช) “ผู้แทน” ในกรณีภาคีพิธีสารและภาคีสำนักงานใหญ่ หมายถึง ผู้แทนขององค์การ และในแต่ละกรณี หมายถึง หัวหน้าคณะผู้แทน ผู้แทนสำรอง และที่ปรึกษา

    (ซ) “เอกสาร” รวมถึงต้นฉบับ จดหมายโต้ตอบ เอกสาร ภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกที่ ผลิตจากกระบวนการทางแสงและแม่เหล็กแถบบันทึกข้อมูล งานนำเสนอที่เป็น กราฟฟิคและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นของหรือยึดถือไว้โดยองค์การ ๒ (ฌ)“กิจกรรมเป็นทางการ” ขององค์การ หมายถึง กิจกรรมที่ดำเนินงานโดยองค์การ ตามวัตถุประสงค์ดังระบุไว้ในอนุสัญญา และรวมถึงกิจกรรมทางด้านบริหารของ องค์การ (ญ)“ผู้เชี่ยวชาญ” หมายถึง บุคคลอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกคณะเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ให้รับผิดชอบงานพิเศษของหรือในนามของและโดยค่าใช้จ่ายขององค์การ

    (ฎ) “ทรัพย์สิน”หมายถึงสิ่งใดๆ ที่สามารถจะถือกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของได้รวมทั้งสิทธิ ตามสัญญา

  2. ความคุ้มกันขององค์การจากเขตอำนาจศาลและการบังคับคดี

    (๑) เว้นแต่องค์การได้สละความคุ้มกันอย่างชัดแจ้งในกรณีหนึ่งใดโดยเฉพาะให้องค์การ ภายในขอบข่ายของกิจกรรมทางการขององค์การ ได้รับความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาล เว้นแต่ที่ เกี่ยวกับ

    (ก) กิจกรรมทางพาณิชย์ใดๆ

    (ข) การฟ้องคดีแพ่งโดยบุคคลที่สาม สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก อุบัติเหตุโดยสาเหตุจากยานยนต์ หรือยานพาหนะขนส่งอื่น ที่เป็นของหรือ ที่ใช้ในนามขององค์การ หรือในเรื่องของความผิดทางจราจรที่เกี่ยวกับ ยานพาหนะขนส่งเช่นว่านั้น (ค)การอายัดตามคำสั่งถึงที่สุดของศาล ซึ่งเงินเดือนและค่าจ้างรวมทั้งสิทธิใน การได้รับบำนาญซึ่งองค์การค้างจ่ายบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่หรืออดีตบุคคล ในคณะเจ้าหน้าที่

    (ง) การฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนพิจารณาของศาลที่องค์การเป็น ฝ่ายเริ่มคดี

    (๒) แม้จะเป็นกรณีตามวรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ภาคีของอนุสัญญาหรือบุคคลที่กระทำการ แทนหรือมีสิทธิเรียกร้องจากภาคีอนุสัญญาเหล่านั้นนำคดีฟ้องร้องต่อศาลของภาคีพิธีสารใน เรื่องที่เกี่ยวเนื่องสิทธิและพันธกรณีตามอนุสัญญา

    (๓) ทรัพย์สินและสินทรัพย์ขององค์การ ไม่ว่าจะอยู่ ณที่ใดและผู้ใดถือครองให้ได้รับ ความคุ้มกันจากการค้น การหน่วงเหนี่ยว การเรียกเกณฑ์ การยึด การริบ การเวนคืน การอายัด ทรัพย์ระหว่างคดี หรือการบังคับคดี ไม่ว่าจะโดยการกระทำทางบริหาร ทางปกครอง หรือทางศาล เว้นแต่ที่เกี่ยวกับ

    (ก) การอายัดหรือการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ถึงที่สุด ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ที่ดำเนินต่อองค์การ ตามกรณีในวรรคหนึ่ง ๓ (ข)การฟ้องคดีที่กระทำตามกฎหมายของรัฐที่เกี่ยวข้องอันจำเป็น เป็นการ ชั่วคราวที่เกี่ยวเนื่องกับการป้องกันและการสืบสวนในเรื่องอุบัติเหตุที่ เกี่ยวข้องกับยานยนต์หรือพาหนะขนส่งอื่นซึ่งเป็นของหรือใช้ในนามของ องค์การ (ค)การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะและที่มีการจ่ายเงินค่า ทดแทนที่เป็นธรรมโดยพลัน ทั้งนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าการเวนคืนนั้นจะต้องไม่ ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาระหน้าที่และการปฏิบัติงานขององค์การ

  3. การละเมิดมิได้ซึ่งบรรณสาร บรรณสารขององค์การจะละเมิดมิได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและไม่ว่าผู้ใดถือครอง

  4. การยกเว้นจากภาษีและอากร

    (๑) ภายในขอบข่ายแห่งกิจกรรมทางการขององค์การ ให้องค์การทรัพย์สินและรายได้ ขององค์การได้รับยกเว้นจากภาษีทางตรงในประเทศทั้งปวงและภาษีอื่นที่โดยปกติไม่รวมอยู่ใน ราคาของสินค้าและบริการ

    (๒) หากองค์การ ภายในขอบข่ายแห่งกิจกรรมทางการของตน ได้มาซึ่งสินค้าหรือใช้ บริการที่มีมูลค่าสูง และหากราคาสินค้าหรือบริการเหล่านี้ได้รวมภาษีและอากรไว้แล้ว ให้ภาคีพิธีสาร ดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพื่อส่งกลับหรือคืนจำนวนเงินภาษีหรืออากรนั้น ทั้งนี้ เท่าที่กระทำได้

    (๓) ให้สินค้าที่องค์การได้มาภายในขอบข่ายแห่งกิจกรรมเป็นทางการของตนได้รับการ ยกเว้นจากข้อห้ามและข้อจำกัดทั้งปวงเกี่ยวกับการนำเข้าหรือการส่งออก

    (๔) ไม่มีการยกเว้นให้สำหรับภาษีและอากรซึ่งเป็นเงินค่าภาระสำหรับการบริการพิเศษที่ องค์การได้รับ

    (๕) ไม่ให้มีการยกเว้นสำหรับสินค้าที่ได้มาหรือบริการที่จัดให้องค์การเพื่อประโยชน์ส่วน บุคคลของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่

    (๖) สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามข้อนี้ไม่อาจโอน ให้เช่า หรือให้ยืมไม่ว่าจะเป็นอย่างถาวร หรือชั่วคราว หรือขายไป เว้นแต่จะเป็นไปตามเงื่อนไขที่ภาคีพิธีสารที่ให้การยกเว้นกำหนดไว้ ๔

  5. เงิน เงินตรา และหลักทรัพย์ องค์การอาจรับและถือครองเงินประเภทใดๆ เงินตรา หรือหลักทรัพย์และจำหน่าย จ่ายโอนเงิน เงินตรา หรือหลักทรัพย์ เพื่อกิจกรรมทางการใดๆ ขององค์การโดยเสรี องค์การอาจมี บัญชีเงินตราสกุลใดๆ ในจำนวนเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามพันธกรณีขององค์การ

  6. การติดต่อสื่อสารและสิ่งพิมพ์ทางการ

    (๑) ในเรื่องการติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการและการรับส่งเอกสารทั้งปวงขององค์การ ให้องค์การได้รับการปฏิบัติที่ได้รับความอนุเคราะห์ในดินแดนของแต่ละภาคีแห่งพิธีสารไม่น้อย กว่าที่ให้เป็นการทั่วไปแก่องค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาลที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เกี่ยวกับ ลำดับก่อนหลัง อัตรา และภาษี สำหรับการไปรษณีย์และโทรคมนาคมทุกรูปแบบ ทั้งนี้ เท่าที่จะ สอดคล้องกับความตกลงระหว่างประเทศใดๆ ที่ภาคีพิธีสารนั้นเป็นภาคีอยู่

    (๒) ในเรื่องการติดต่อสื่อสารทางการขององค์การ องค์การอาจใช้วิธีการสื่อสารที่ เหมาะสมทั้งหลายได้ รวมทั้งการส่งข้อความโดยรหัสหรือใช้รหัส ภาคีพิธีสารนี้จะต้องไม่กำหนด ข้อกำกัดใดๆ เกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารทางการหรือการเผยแพร่สิ่งพิมพ์ทางการขององค์การ ไม่ให้มีการตรวจพิจารณาการติดต่อสื่อสารและสิ่งพิมพ์เช่นว่านั้น

    (๓) องค์การอาจติดตั้งและใช้เครื่องส่งวิทยุได้ต่อเมื่อได้รับความยินยอมจากภาคีพิธีสาร ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

  7. บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่

    (๑) ให้บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังนี้

    (ก) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาลแม้ภายหลังบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ได้พ้น จากหน้าที่ขององค์การแล้ว ในเรื่องการกระทำ รวมทั้งถ้อยคำด้วยวาจา หรือเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ได้กระทำในการ ปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการของตน อย่างไรก็ตาม ความคุ้มกันนี้จะไม่ใช้ต่อ กรณีที่บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่กระทำความผิดทางจราจร หรือในกรณี ความเสียหายอันเกิดจากยานยนต์หรือยานพาหนะขนส่งอื่น ซึ่งเป็นของ หรือขับขี่โดยบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่นั้น ๕

    (ข) ได้รับการยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของ ครัวเรือนของตน จากหน้าที่เกี่ยวกับการรับใช้ชาติ รวมถึงการรับราชการ ทหาร

    (ค) การละเมิดมิได้ซึ่งเอกสารทางการของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติภาระหน้าที่ของตนภายในขอบข่ายกิจกรรมทางการขององค์การ

    (ง) การยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกของครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของ ครัวเรือนของตน จากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมือง และการทะเบียนคน ต่างด้าว

    (จ) ได้รับการประติบัติเช่นเดียวกับที่ให้แก่บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของบรรดา องค์การระหว่างรัฐบาลในเรื่องเงินตรา และควบคุมการปริวรรตเงินตรา

    (ฉ) ได้รับ พร้อมทั้งสมาชิกของครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของครัวเรือน ของตนซึ่งการอำนวยความสะดวกในการส่งตัวกลับประเทศในเวลาที่มี วิกฤติการณ์ระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับที่ให้แก่บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ ของบรรดาองค์การระหว่างรัฐบาล

    (ช) สิทธิในการนำเข้าโดยปลอดอากรซึ่งเครื่องตกแต่งบ้านและของใช้ส่วน บุคคลรวมทั้งยานยนต์ ในเวลาที่แรกเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในรัฐที่ เกี่ยวข้องและสิทธิในการส่งของดังกล่าวออกโดยปลอดอากรเมื่อสิ้นสุด ภาระหน้าที่ของตนในรัฐนั้น โดยทั้งสองกรณีให้เป็นไปตามกฎหมายและ ข้อบังคับของรัฐที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม เว้นแต่จะเป็นไปตามกฎหมาย และข้อบังคับเช่นว่า สินค้าที่ได้รับการยกเว้นตามอนุวรรคนี้ไม่ให้โอน ให้เช่าหรือให้ยืมอย่างถาวรหรือชั่วคราว หรือขายไป

    (๒) ให้เงินเดือนและค่าจ้างที่องค์การจ่ายบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ได้รับการยกเว้นภาษี เงินได้ นับแต่วันที่บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่นั้นเริ่มมีภาระที่ต้องจ่ายเงินที่องค์การเรียกเก็บจาก เงินเดือนของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ขององค์การภาคีพิธีสารนี้อาจนำเงินเดือน และค่าจ้างเหล่านี้มารวมคำนวณในการประเมินจำนวนภาระภาษีที่จะเรียกเก็บจากแหล่งรายได้อื่น ภาคีพิธีสารนี้ไม่จำต้องยกเว้นภาษีเงินได้ในส่วนของเงินบำนาญและเบี้ยหวัดซึ่งจ่ายให้แก่อดีต บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่

    (๓) ในกรณีที่บุคคลใดคณะเจ้าหน้าที่อาจได้รับความคุ้มครองจากโครงการประกันสังคม ขององค์การแล้ว ให้องค์การและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การได้รับการยกเว้นจากการ จ่ายเงินสมทบภาคบังคับทั้งปวงแก่โครงการประกันสังคมแห่งชาติ การยกเว้นนี้ไม่ห้ามการเข้าร่วม โดยสมัครใจในโครงการประกันสังคมแห่งชาติ ตามกฎหมายของภาคีพิธีสารที่เกี่ยวข้องทั้งไม่เป็น การบังคับให้ภาคีพิธีสารจ่ายผลประโยชน์ตามโครงการประกันสังคมให้บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ผู้ ได้รับการยกเว้นตามความวรรคนี้

    (๔) ภาคีพิธีสารไม่จำต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อ้างถึงในอนุวรรค (ข)(ง)

    (จ) (ฉ)และ(ช)ของวรรค(๑) แก่คนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของภาคีพิธีสารนั้น ๖

  8. ผู้อำนวยการ

    (๑) นอกจากเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ให้แก่สมาชิกคณะเจ้าหน้าที่ตามข้อ ๗แล้วให้ ผู้อำนวยการได้รับ

    (ก) ความคุ้มกันจากการจับกุมและคุมขัง

    (ข) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาลทั้งทางแพ่งและทางปกครอง และการบังคับ คดีที่ผู้แทนทางการทูตได้รับ ยกเว้นในกรณีความเสียหายที่เกิดจากยานยนต์ หรือพาหนะขนส่งอื่นซึ่งเป็นของหรือขับขี่โดยผู้อำนวยการ (ค)ความคุ้มกันอย่างบริบูรณ์จากเขตอำนาจศาลในทางอาญา ยกเว้นในกรณี ความผิดทางจราจรที่เกิดจากยานยนต์หรือพาหนะขนส่งอื่น ซึ่งเป็นของหรือ ขับขี่โดยผู้อำนวยการภายใต้อนุวรรค

    (ก) ข้างต้น

    (๒) ภาคีพิธีสารไม่จำต้องให้ความคุ้มกันตามข้อนี้แก่คนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของ ภาคีพิธีสารนั้น

  9. ผู้แทนของภาคี

    (๑) ในการปฏิบัติภาระหน้าที่อย่างเป็นทางการและระหว่างการเดินทางไปและกลับจาก สถานที่ประชุม ให้ผู้แทนภาคีพิธีสารและผู้แทนภาคีสำนักงานใหญ่ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังนี้

    (ก) ความคุ้มกันจากการจับกุมหรือคุมขังในรูปแบบใดๆ ระหว่างรอการ พิจารณาคดีในศาล

    (ข) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาล ซึ่งการกระทำรวมทั้งถ้อยคำด้วยวาจาหรือ ลายลักษณ์อักษร ซึ่งกระทำในระหว่างปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการ ทั้งนี้ แม้ภายหลังสิ้นสุดภารกิจของผู้แทนของภาคีแล้ว อย่างไรก็ตาม จะไม่ได้รับ ความคุ้มกันนี้ ในกรณีความผิดทางจราจร ซึ่งกระทำโดยผู้แทนของภาคี หรือในกรณีความเสียหายอันเกิดจากยานยนต์หรือพาหนะขนส่งอื่นซึ่งเป็น ของหรือขับขี่โดยผู้แทนของภาคีนั้น

    (ค) การละเมิดมิได้ซึ่งเอกสารทางการทั้งปวงของผู้แทนของภาคี

    (ง) การยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของครัวเรือน ของตนจากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการทะเบียนคนต่างด้าว

    (จ) ได้รับการประติบัติในเรื่องการควบคุมและการปริวรรตเงินตราเช่นเดียวกับ ผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศที่มาปฏิบัติภารกิจเป็นทางการเป็นการชั่วคราว ๗

    (ฉ) ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้แทนรัฐบาลต่างประเทศที่มาราชการชั่วคราว ในเรื่องพิธีการศุลกากรสำหรับเครื่องเดินทางส่วนตัวของผู้แทน

    (๒) บทบัญญัติในวรรค ๑ไม่ใช้บังคับในความเกี่ยวข้องระหว่างภาคีพิธีสารกับผู้แทน ของภาคีพิธีสาร นอกจากนี้ บทบัญญัติในอนุวรรค (ก)(ง) (จ)และ(ฉ)ของวรรค(๑)จะไม่ใช้ บังคับในความเกี่ยวข้องระหว่างภาคีพิธีสารกับคนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของภาคีพิธีสารนั้น

  10. ๑๐

    ผู้เชี่ยวชาญ

    (๑) ในการปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการที่เกี่ยวกับงานขององค์การและระหว่างการเดินทาง ไปและกลับจากสถานที่ปฏิบัติภาระหน้าที่ของตน ให้ผู้เชี่ยวชาญได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ดังนี้

    (ก) ความคุ้มกันจากเขตอำนาจศาลซึ่งการกระทำ รวมถึงถ้อยคำด้วยวาจาหรือ ลายลักษณ์อักษร ซึ่งได้กระทำในการปฏิบัติภาระหน้าที่ทางการ ทั้งนี้ แม้ ภายหลังจะสิ้นสุดภารกิจของผู้เชี่ยวชาญแล้ว อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญ ไม่ได้รับความคุ้มกันในกรณีความเสียหายอันเกิดจากยานยนต์หรือพาหนะ ขนส่งอื่นที่เป็นของหรือขับขี่โดยผู้เชี่ยวชาญ

    (ข) การละเมิดมิได้ซึ่งเอกสารทางการทั้งปวงของผู้เชี่ยวชาญ

    (ค) ได้รับการประติบัติเช่นเดียวกับที่ให้แก่พนักงานขององค์การระหว่างรัฐบาล ในเรื่องเงินตราและการควบคุมการปริวรรตเงินตรา

    (ง) การยกเว้น พร้อมทั้งสมาชิกของครอบครัวซึ่งประกอบเป็นส่วนของ ครัวเรือนของตน จากข้อกำกัดเกี่ยวกับการเข้าเมืองและการทะเบียนคนต่าง ด้าว

    (จ) การอำนวยความสะดวกในเรื่องเกี่ยวกับสัมภาระส่วนบุคคลของผู้เชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับที่ให้แก่ผู้เชี่ยวชาญขององค์การระหว่างรัฐบาลอื่น (๒)ภาคีพิธีสารไม่จำต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่อ้างถึงในอนุวรรค (ค)(ง) และ (จ)ของวรรค(๑)แก่คนชาติหรือผู้มีถิ่นพำนักถาวรของภาคีพิธีสารนั้น

  11. ๑๑

    การแจ้งชื่อบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ ให้ผู้อำนวยการองค์การแจ้งชื่อและสัญชาติของบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่ง บทบัญญัติของข้อ ๗ข้อ ๘และข้อ ๑๑จะใช้บังคับแก่ภาคีพิธีสารอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งทุกปี ๘

  12. ๑๒

    การสละเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน

    (๑) เอกสิทธิ์ การยกเว้น และความคุ้มกันใดๆ ที่ให้ตามพิธีสารนี้ ไม่ได้มอบให้เพื่อ ประโยชน์ส่วนบุคคลของปัจเจกชน แต่เพื่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพตามภาระหน้าที่ ทางการของบุคคลเหล่านั้น (๒)หากผู้มีอำนาจหน้าที่ตามรายการข้างท้ายข้อนี้มีความเห็นว่า เอกสิทธิ์และความคุ้ม กันจะขัดขวางต่อกระบวนการยุติธรรม และในทุกกรณีอาจสละสิทธิได้โดยไม่กระทบต่อความมุ่ง ประสงค์ของการได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เหล่านี้มีสิทธิและหน้าที่ในการ สละเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นว่านั้นได้

    (ก) ภาคีพิธีสาร ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้แทนของภาคีพิธีสาร

    (ข) สมัชชา ด้วยการเรียกประชุมสมัยวิสามัญหากจำเป็น ในส่วนที่เกี่ยวกับ องค์การหรือผู้อำนวยการขององค์การ (ค)ผู้อำนวยการองค์การ ในส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และ ผู้เชี่ยวชาญ

  13. ๑๓

    การให้ความช่วยเหลือปัจเจกชน ให้บรรดาภาคีพิธีสารดำเนินมาตรการที่เหมาะสม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าเมือง การพักอาศัย และการออกจากเมืองของผู้แทน บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญ

  14. ๑๔

    การปฏิบัติตามกฎหมายและกฎข้อบังคับ โดยไม่กระทบต่อบทบัญญัติอื่นของพิธีสารนี้ ให้องค์การและบุคคลทั้งปวงที่ได้รับเอกสิทธิ์ และความคุ้มกันตามพิธีสาร เคารพต่อกฎหมายและกฎข้อบังคับของภาคีพิธีสารที่เกี่ยวข้อง และ ให้ความร่วมมือตลอดเวลากับพนักงานเจ้าหน้าที่ของภาคีเหล่านั้น เพื่อประกันการเคารพต่อ กฎหมายและกฎบังคับของภาคีพิธีสารที่เกี่ยวข้อง

  15. ๑๕

    มาตรการระวังภัยล่วงหน้า แต่ละภาคีพิธีสารคงไว้ซึ่งสิทธิที่จะดำเนินมาตรการระวังภัยล่วงหน้าตามที่จำเป็นเพื่อ ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตน ๙

  16. ๑๖

    การระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทใดระหว่างภาคีพิธีสาร หรือระหว่างองค์การกับภาคีพิธีสารเกี่ยวกับการตีความ หรือการใช้บังคับพิธีการ ให้ตกลงกันด้วยการเจรจาหรือวิธีการอื่นตามที่ตกลงกัน หากข้อพิพาท นั้นไม่อาจตกลงกันได้ภายในสิบสองเดือน บรรดาภาคีที่เกี่ยวข้องโดยความตกลงร่วมกันอาจเสนอ ข้อพิพาทให้คณะอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมีองค์คณะสามคนเป็นผู้วินิจฉัย โดยภาคีแต่ละฝ่ายในข้อ พิพาทจะเลือกอนุญาโตตุลาการข้างละหนึ่งคน และอนุญาโตตุลาการคนที่สาม ซึ่งจะเป็นประธาน ของคณะจะได้รับเลือกจากอนุญาโตตุลาการสองคนข้างต้น ถ้าอนุญาโตตุลาการสองคนข้างต้นไม่ อาจตกลงกันได้เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการคนที่สามภายในสองเดือนนับแต่ที่ตนได้รับแต่งตั้ง ให้ ประธานศาลยุติธรรมระหว่างประเทศเป็นผู้เลือกอนุญาโตตุลาการคนที่สามให้คณะ อนุญาโตตุลาการกำหนดกระบวนวิธีพิจารณาของตนเองและให้คำวินิจฉัยของคณะ อนุญาโตตุลาการถือเป็นเสร็จเด็ดขาดและผูกพันภาคีในข้อพิพาท

  17. ๑๗

    ความตกลงเพิ่มเติม องค์การอาจทำความตกลงประกอบเพิ่มเติมกับภาคีพิธีสารใดได้ เพื่อให้ข้อบทแห่งพิธี สารนี้มีผลกับภาคีพิธีสารนั้น เพื่อประกันการดำเนินภาระหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพขององค์การ

  18. ๑๘

    การลงนามการให้สัตยาบัน และการภาคยานุวัติ

    (๑) พิธีสารฉบับนี้จะเปิดให้ลงนาม ณ กรุงลอนดอน ตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม ค.ศ. ๑๙๘๑ถึงวันที่ ๓๑พฤษภาคมค.ศ. ๑๙๘๒ (๒)ภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญา นอกเหนือไปจากภาคีสำนักงานใหญ่อาจเข้าเป็นภาคีพิธี สารนี้ได้โดย

    (ก) การลงนามที่ไม่ต้องมีการให้สัตยาบัน การยอมรับ หรือการให้ความ เห็นชอบ หรือ

    (ข) การลงนามที่ต้องมีการให้สัตยาบัน การยอมรับ หรือการให้ความเห็นชอบ ตามด้วยการสัตยาบันสาร สารยอมรับ หรือสารให้ความเห็นชอบ หรือ

    (ค) การภาคยานุวัติ (๓)การให้สัตยาบัน การให้การยอมรับ การให้ความเห็นชอบ หรือภาคยานุวัติจะมีผล เมื่อได้มีการมอบกรรมสารที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้เก็บรักษา

    (๔) ข้อสงวนต่อพิธีสารนี้อาจทำได้โดยเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ๑๐

  19. ๑๙

    การใช้บังคับและระยะเวลาของพิธีสาร

    (๑) พิธีสารนี้จะใช้บังคับในวันที่สามสิบหลังจากวันที่ภาคีอนุสัญญา ๑๐ ประเทศ ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดในวรรค ๒ของข้อ ๑๘ (๒)พิธีสารนี้จะสิ้นสุดการใช้บังคับเมื่ออนุสัญญาสิ้นสุดการใช้บังคับ

  20. ๒๐

    การใช้บังคับและระยะเวลาสำหรับรัฐ

    (๑) สำหรับรัฐที่ได้ปฏิบัติตามวรรค ๒ของข้อ ๑๘หลังจากพิธีสารนี้มีผลใช้บังคับ พิธี สารใช้บังคับในวันที่สามสิบหลังจากวันที่ลงนามหรือวันที่มอบสารเช่นว่าให้แก่ผู้เก็บรักษา ตามลำดับ (๒)ภาคีใดแห่งพิธีสารอาจบอกเลิกพิธีสารนี้ โดยการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังผู้ เก็บรักษา การบอกเลิกจะมีผลเมื่อครบสิบสองเดือนหลังจากวันที่ผู้เก็บรักษาได้รับการแจ้งเป็น ลายลักษณ์อักษรหรือในระยะเวลาที่นานกว่านั้นตามที่อาจระบุไว้ในหนังสือแจ้ง (๓)ภาคีพิธีสารจะสิ้นสุดการเป็นภาคีพิธีสารในวันที่สิ้นสุดการเป็นภาคีอนุสัญญา

  21. ๒๑

    ผู้เก็บรักษา (๑)ผู้อำนวยการองค์การจะเป็นผู้เก็บรักษาพิธีสารนี้ (๒)ผู้เก็บรักษาจะต้องแจ้งภาคีทั้งปวงแห่งอนุสัญญาโดยพลัน โดยเฉพาะเกี่ยวกับ

    (ก) การลงนามใดๆในพิธีสาร

    (ข) การมอบสัตยาบันสาร สารยอมรับ สารเห็นชอบ หรือภาคยานุวัติสารใดๆ (ค)วันที่พิธีสารนี้ใช้บังคับ

    (ง) วันที่รัฐใดสิ้นสุดการเป็นภาคีพิธีสาร

    (จ) การติดต่อสื่อสารอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับพิธีสารนี้ (๓)เมื่อพิธีสารนี้ใช้บังคับแล้ว ให้ผู้เก็บรักษาส่งสำเนาพิธีสารฉบับจริงที่รับรองแล้วไปยัง สำนักงานเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อการลงทะเบียนและการตีพิมพ์ตามข้อ ๑๐๒แห่งกฎบัตร สหประชาชาติ ๑๑

  22. ๒๒

    ตัวบทที่ถูกต้อง พิธีสารนี้จัดทำเป็นฉบับเดียว เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเชีย และสเปน โดยทุกภาษา ถูกต้องแท้จริงเท่าเทียมกัน และมอบไว้กับผู้อำนวยการองค์การซึ่งจะส่งสำเนาที่รับรองแล้วให้ภาคี อนุสัญญาแต่ละประเทศ เพื่อเป็นพยานในการนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจเพื่อความมุ่งประสงค์นั้น โดยถูกต้องจากรัฐบาลของตนได้ลงนามพิธีสารนี้ ทำขึ้น ณกรุงลอนดอน เมื่อวันที่หนึ่ง เดือนธันวาคม คริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยแปด สิบเอ็ด เล่ม ๑๒๔ ตอนที่ ๑๖ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญา ว่าด้วยองค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๓กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๙ และมีพันธกรณี ที่จะต้องเข้าเป็นภาคีพิธีสารว่าด้วยเอกสิทธิ์และความคุ้มกันขององค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ระหว่างประเทศ ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยความตกลง ซึ่งทำเมื่อวันที่ ๒๕กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๑ตามพิธีสารนี้ภาคีแต่ละประเทศต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันแก่องค์การดาวเทียมเคลื่อนที่ ระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ขององค์การ และผู้แทนภาคีขององค์การ ตามที่ระบุไว้ในพิธีสาร ดังนั้น เพื่อให้การคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการอนุวัติ การให้เป็นไปตามข้อผูกพันในพิธีสารดังกล่าว รวมทั้งเพื่อให้องค์การมีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/706ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiMDEwYTBlN2UtNGEyMi00NTc1LTlkYTItZjdlMjFjMTQ3NTNhIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguIQwMTAwIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTUwLTE24LiBLTE5LlBERiJ9.gK32mS26ecnhSDhFFvR6bvoMwY5yIUjhQ2G542R1U2A15 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:f1f95068c6876b5b780fb24fa614323ef54ef2c9b67fb711f68ab4665d35989eดึงเมื่อ 2026-08-23T15:28:36.045Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR