พระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๒46 มาตรา6 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 17 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 de9a187e… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ นโยบายและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจมาตรา ๕ · 1 มาตรา
  2. หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมาตรา ๖–๒๑ · 16 มาตรา
  3. หมวด ๓ แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจมาตรา ๒๒–๒๘ · 7 มาตรา
  4. หมวด ๔ การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมาตรา ๒๙–๓๒ · 4 มาตรา
  5. หมวด ๕ การกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจมาตรา ๓๓–๔๐ · 8 มาตรา
  6. บทเฉพาะกาลมาตรา ๔๑–๔๖ · 6 มาตรา

ปรารภ

เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๗๙ พระราชบัญญัติ การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหาร รัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๖๒”

  2. พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

  3. ในพระราชบัญญัตินี้ “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า

    (๑) องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล กิจการของรัฐ ตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น หรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๐

    (๒) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่กระทรวงการคลังมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละ ห้าสิบ “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  4. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. หมวด ๑ นโยบายและการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ

    1 มาตรา
  6. พระราชบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

    (๑) ให้มีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย นโยบาย และทิศทาง ในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวมทั้งระบบให้เป็นไปโดยสอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ

    (๒) ส่งเสริมให้รัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส สอดคล้องกับหลักการ กำกับดูแลกิจการที่ดี และมีการประเมินผลการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง

    (๓) ให้มีกลไกสนับสนุนให้การคัดเลือกและการปฏิบัติงานของกรรมการรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ

    (๔) ให้มีการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงทิศทางของเศรษฐกิจ ของประเทศ แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติที่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจนั้น

  7. หมวด ๒ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

    16 มาตรา
  8. ให้มีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรียกโดยย่อว่า “คนร.” ประกอบด้วย

    (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

    (๒) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นรองประธานกรรมการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๑

    (๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งจำนวนสองคน ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

    (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนห้าคน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในสำนักงานซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้ง เป็นผู้ช่วยเลขานุการจำนวนไม่เกินสองคน

  9. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะ ต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ก. คุณสมบัติ

    (๑) มีสัญชาติไทย

    (๒) มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลและบริหาร รัฐวิสาหกิจ ข. ลักษณะต้องห้าม

    (๑) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ

    (๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

    (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

    (๔) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

    (๕) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน เพราะร่ารวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

    (๖) เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น

    (๗) เป็นข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำของราชการ ส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

    (๘) เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจ

    (๙) เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละ ยี่สิบห้าขึ้นไป เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๒

  10. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและยังมิได้แต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ถือว่า คนร. ประกอบด้วยกรรมการ ทั้งหมดเท่าที่เหลืออยู่ และให้ คนร. ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ว่างลงก่อนครบวาระ ให้แต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ภายในเก้าสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เหลืออยู่ ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) แทนก็ได้ และให้ผู้ได้รับ แต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ขึ้นใหม่ภายในเก้าสิบวัน หากยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมาตรา ๖

    (๔) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

  11. นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกตามข้อเสนอแนะของ คนร. เนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่ หรือมีความประพฤติ เสื่อมเสีย หรือบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง โดยต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง

    (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗

  12. ๑๐

    ให้ คนร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) จัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

    (๒) เสนอแนะและให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางการกำกับดูแล และบริหารรัฐวิสาหกิจ และเสนอความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๓

    (๓) เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ

    (๔) กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือ บริษัทมหาชนจำกัด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

    (๕) กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่รัฐวิสาหกิจ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

    (๖) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่ รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘

    (๗) กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๙

    (๘) กำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๓

    (๙) แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๔

    (๑๐) กำกับดูแลกระทรวงเจ้าสังกัดให้ติดตามรัฐวิสาหกิจในกำกับดำเนินการตามแผนพัฒนา รัฐวิสาหกิจ

    (๑๑) เสนอแนะให้มีการตราหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับ รัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี

    (๑๒) ออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้

    (๑๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ คนร. หรือตามที่ คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

  13. ๑๑

    การประชุม คนร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุม คนร. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธาน กรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้เลื่อนการประชุม ในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่ คนร. พิจารณา ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้น สมควรจะอยู่ในที่ประชุมหรือมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๔ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

  14. ๑๒

    คนร. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใด อย่างหนึ่งตามที่ คนร. มอบหมาย การประชุมคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะอนุกรรมการ ถ้าประธานอนุกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อนุกรรมการที่มาประชุมเลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

  15. ๑๓

    ในกรณีที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ให้รัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ประกอบด้วย

    (๑) บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวง พลังงาน เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวนห้าคน

    (๒) บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย หรือประธานสมาคมธนาคารไทย จำนวนสองคน บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง

    (๑) ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย กรรมการคัดเลือกตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ในขณะที่ได้รับการแต่งตั้ง และในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการคัดเลือกตามวรรคหนึ่งพิจารณาเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการ คัดเลือก เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๕ ให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการของสำนักงานคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือก ให้กรรมการคัดเลือกได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด และให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายใน การดำเนินงานของสำนักงาน

  16. ๑๔

    ให้คณะกรรมการคัดเลือกออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกแสดงข้อมูล เกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ระเบียบตามวรรคหนึ่ง ให้เปิดเผยต่อสาธารณชน และให้มีผลใช้บังคับต่อไป แม้คณะกรรมการ คัดเลือกที่กำหนดระเบียบดังกล่าวจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิก หรือปรับปรุงระเบียบตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ก็แต่โดยคณะกรรมการ คัดเลือกมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด

  17. ๑๕

    การประชุมคณะกรรมการคัดเลือกต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสาม ของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือก ถ้าประธานกรรมการคัดเลือกไม่มาประชุมหรือไม่อาจ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

  18. ๑๖

    เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) แล้ว ให้เสนอรายชื่อต่อรัฐมนตรีพร้อมเหตุผลการคัดเลือก เพื่อเสนอ คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้เสนอเหตุผลการคัดเลือกของกรรมการคัดเลือกแต่ละคนเพื่อประกอบ การพิจารณาแต่งตั้งด้วย

  19. ๑๗

    เมื่อแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ที่เสนอตามมาตรา ๑๖ แล้ว ให้คณะกรรมการคัดเลือกทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ

  20. ๑๘

    ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและรับผิดชอบเกี่ยวกับ กิจการทั่วไปของ คนร. และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๖

    (๑) ศึกษา ตรวจสอบ และวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน สถานะทางการเงินและภารกิจของ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนติดตามและจัดทำผลการดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจของรัฐวิสาหกิจ

    (๒) ศึกษา วิเคราะห์ และเสนอแนะการกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่ รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘

    (๓) ประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๐

    (๔) เสนอแนะแนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่รัฐวิสาหกิจต่อ คนร. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ

    (๕) กำหนดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะหลักของกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามมาตรา ๓๖ (๒)

    (๖) ให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนา องค์กรแก่รัฐวิสาหกิจ

    (๗) ส่งเสริมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

    (๘) เสนอแนะต่อ คนร. ให้มีการตรา แก้ไข เพิ่มเติม ยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจให้เหมาะสมและสอดคล้องต่อการพัฒนาประเทศ

    (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน หรือตามที่ คณะรัฐมนตรี หรือ คนร. มอบหมาย

  21. ๑๙

    เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ให้มีที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารรัฐวิสาหกิจหรือ การบริหารธุรกิจ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่ คนร. หรือสำนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ ตามพระราชบัญญัตินี้ ในการปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษาต้องกำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และ ระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ให้ชัดเจน หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม องค์ประกอบและวิธีการปฏิบัติ หน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา ให้เป็นไป ตามระเบียบที่ คนร. กำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๗

  22. ๒๐

    ให้กรรมการใน คนร. อนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๒ และ ที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๙ ได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  23. ๒๑

    ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งคำชี้แจง เอกสาร และข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

  24. หมวด ๓ แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ

    7 มาตรา
  25. ๒๒

    ให้มีแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจซึ่งมีระยะเวลาครั้งละห้าปี เพื่อกำหนดเป้าหมาย นโยบาย และทิศทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนพัฒนาประเทศ ในด้านต่าง ๆ โดยอย่างน้อยให้คำนึงถึงหลักวินัยการเงินการคลังของประเทศ ภารกิจของรัฐวิสาหกิจใน บริบทที่เปลี่ยนแปลง และบทบาทหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจที่มีต่อการพัฒนาประเทศ

  26. ๒๓

    ในการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๒ ให้ คนร. กำหนดแนวทาง ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของรัฐวิสาหกิจเสนอกรอบนโยบายการพัฒนาและทิศทางการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ในกำกับ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ คนร. กำหนด

  27. ๒๔

    ให้ คนร. เสนอแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจที่จัดทำต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ ความเห็นชอบ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ในกรณีที่สภาพการณ์เปลี่ยนแปลงหรือมีความจำเป็นอย่างยิ่ง คนร. อาจพิจารณาปรับปรุง แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจก็ได้ ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้วให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อได้มีการประกาศแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐและ รัฐวิสาหกิจดำเนินการให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจนั้น

  28. ๒๕

    ให้รัฐวิสาหกิจจัดทำแผนวิสาหกิจที่มีกรอบระยะเวลาห้าปี และแผนปฏิบัติการ ประจำปี โดยต้องสอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ เสนอต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงาน กำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๘ ให้สำนักงานรายงานผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการประจำปีของรัฐวิสาหกิจตามวรรคหนึ่ง เสนอต่อ คนร.

  29. ๒๖

    ให้สำนักงานจัดทำผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ เสนอต่อ คนร. ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่ คนร. กำหนด เมื่อครบกำหนดสามปีนับแต่วันประกาศใช้แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ ให้ คนร. จัดทำรายงานผล การดำเนินงานตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และเปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย

  30. ๒๗

    การกำหนดนโยบายต่อรัฐวิสาหกิจเป็นรายกรณีที่ไม่สอดคล้องกับแผนพัฒนา รัฐวิสาหกิจ รัฐวิสาหกิจนั้นจะดำเนินการมิได้ เว้นแต่จะได้มีการแก้ไขหรือปรับปรุงแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจแล้ว

  31. ๒๘

    ภายใต้บังคับมาตรา ๒๗ เมื่อรัฐวิสาหกิจได้ดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และมีภาระทางการเงินที่รัฐบาลต้องชดเชย ให้รัฐวิสาหกิจนั้นคำนวณวงเงินที่จะขอชดเชย กลไกวิธีการ ชดเชย ตลอดจนจัดทำบัญชีรองรับไว้เฉพาะการดำเนินการดังกล่าวแยกจากบัญชีปกติ การจัดทำบัญชีและวิธีการคำนวณเงินชดเชย และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานกำหนด การกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจ ให้เสนอคณะรัฐมนตรีให้ ความเห็นชอบ

  32. หมวด ๔ การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

    4 มาตรา
  33. ๒๙

    ให้ คนร. กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ หลักเกณฑ์การประเมินผลรัฐวิสาหกิจตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องคำนึงถึงการดำเนินการ ตามพันธกิจ แผนวิสาหกิจและแผนปฏิบัติการประจำปี หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลกรรมการ รัฐวิสาหกิจ สถานะและเสถียรภาพทางการเงินขององค์กร ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินงาน การปฏิบัติตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารความเสี่ยง แนวทางการพัฒนาองค์กรให้มี ความยั่งยืนในระยะยาว ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน ตลอดจน สภาวะทางเศรษฐกิจ ปัญหาและสภาพการแข่งขันในรายสาขาธุรกิจ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๘๙

  34. ๓๐

    ให้สำนักงานมีหน้าที่ประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับ หลักเกณฑ์ที่ คนร. กำหนดตามมาตรา ๒๙ ทั้งนี้ สำนักงานจะต้องกำหนดวิธีการและขั้นตอน โดยอาจแต่งตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายหน่วยงานอื่นใดเพื่อดำเนินการก็ได้ คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้ ให้กรรมการและอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรานี้ได้รับค่าตอบแทนตามที่กระทรวงการคลัง กำหนด

  35. ๓๑

    เมื่อได้มีการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจในแต่ละปี ให้สำนักงาน รายงานผลการประเมินต่อ คนร. พร้อมทั้งข้อเสนอแนะหรือมาตรการให้รัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติหรือ ดำเนินการแก้ไข รวมทั้งการจัดทำแผนวิสาหกิจและแผนปฏิบัติการประจำปีตามมาตรา ๒๕ แล้วแต่กรณี

  36. ๓๒

    ให้สำนักงานรวบรวมสภาพปัญหาและอุปสรรคในการประเมินผลการดำเนินงาน ของรัฐวิสาหกิจ และให้สำนักงานเสนอแนะวิธีการแก้ไขต่อ คนร. เพื่อประกอบการพิจารณาปรับปรุง หลักเกณฑ์ วิธีการ และขั้นตอนการประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจต่อไป

  37. หมวด ๕ การกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ

    8 มาตรา
  38. ๓๓

    ให้ คนร. ประกาศกำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ ตาม

    (๑) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจดำเนินงานด้วยความรับผิดชอบ โปร่งใส และบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วยเรื่อง ดังต่อไปนี้

    (๑) แผนการบริหารและพัฒนากิจการ และการปฏิบัติตามแผนดังกล่าว รวมทั้งกำหนด เป้าหมายของกิจการ และการประเมินผลการดำเนินงานของกิจการ เพื่อให้สามารถสร้างมูลค่าแก่กิจการ ได้อย่างยั่งยืน

    (๒) การบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในอย่างเพียงพอและเหมาะสม

    (๓) การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส

    (๔) การสรรหาและแต่งตั้งกรรมการ โดยอย่างน้อยต้องคำนึงถึงทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสมรรถนะหลักของกรรมการ กระบวนการสรรหากรรมการที่โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๐

    (๕) การกำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ

    (๖) การกำหนดนโยบายการกำกับดูแลบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้น

    (๗) การดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจและภารกิจของรัฐวิสาหกิจ แนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามวรรคหนึ่งต้องกำหนดให้รัฐวิสาหกิจ กรรมการ ผู้บริหาร และ บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง ความซื่อสัตย์สุจริต และมีจริยธรรม โดยปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และแนวปฏิบัติที่ใช้บังคับกับ รัฐวิสาหกิจนั้น ให้สำนักงานดำเนินการแทนกระทรวงการคลังในการใช้สิทธิผู้ถือหุ้นเพื่อกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจ ตาม

    (๒) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ มีแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง และให้รัฐวิสาหกิจที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคำนึงถึง มาตรฐานที่ใช้กับบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

  39. ๓๔

    เพื่อประโยชน์ในการคัดเลือกบุคคลเป็นกรรมการที่มิใช่กรรมการโดยตำแหน่งใน รัฐวิสาหกิจตาม

    (๑) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ ให้ คนร. แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ” ประกอบด้วย

    (๑) บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือบุคคล ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ จำนวนห้าคน เป็นกรรมการ ทั้งนี้ ให้แต่งตั้งตำแหน่งละไม่เกินสองคน

    (๒) บุคคลที่มาจากภาคเอกชน ซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นที่ประจักษ์ในด้านการบริหาร จัดการ ด้านธรรมาภิบาล หรือด้านการวางแผนกลยุทธ์ จำนวนสามคน เป็นกรรมการ บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง

    (๑) ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ ให้ คนร. แต่งตั้งกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๑

  40. ๓๕

    กรรมการตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗ การดำรงตำแหน่ง การแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๘ และมาตรา ๙ การปฏิบัติหน้าที่กรรมการตามมาตรา ๑๑ วรรคสาม และการประชุมของคณะอนุกรรมการ ตามมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับกับคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจโดยอนุโลม กรรมการตามมาตรา ๓๔ วรรคหนึ่ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

  41. ๓๖

    ให้คณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจตาม

    (๑) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ และให้เปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย

    (๒) ดำเนินการคัดเลือกบุคคลจากรายชื่อตามมาตรา ๓๗ ที่มีจริยธรรม และมีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับสมรรถนะหลักของกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งตาม

    (๑) ของบทนิยาม คำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ ตามที่สำนักงานกำหนดโดยความเห็นชอบของ คนร. พร้อมเหตุผล การคัดเลือกเสนอต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้เสนอเหตุผลการคัดเลือกของกรรมการกลั่นกรองกรรมการ รัฐวิสาหกิจแต่ละคนเพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งด้วย

  42. ๓๗

    ในกรณีที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการที่มิใช่กรรมการโดยตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ ตาม

    (๑) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจดำเนินการสรรหา บุคคลที่มีจริยธรรม และมีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับสมรรถนะหลักของกรรมการ รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๖

    (๒) เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองเท่าของจำนวนตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องแต่งตั้ง เสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ กรณีมีกรรมการไม่เพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ ให้กระทรวงเจ้าสังกัด และสำนักงานดำเนินการสรรหาบุคคลที่มีจริยธรรม และมีทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ สอดคล้องกับ สมรรถนะหลักของกรรมการรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๖

    (๒) เสนอต่อคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการ รัฐวิสาหกิจเพื่อดำเนินการคัดเลือกต่อไป โดยให้แต่ละหน่วยงานดำเนินการเสนอชื่อบุคคลไม่น้อยกว่า จำนวนตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่จะต้องแต่งตั้ง เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๒ การสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจตามวรรคสองต้องดำเนินการโดยเร็ว ซึ่งอย่างน้อยต้องจัดให้มีการประกาศรับสมัครเป็นช่องทางหนึ่งในการสรรหา โดยให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาที่สำนักงานกำหนดโดยความเห็นชอบของ คนร.

  43. ๓๘

    ให้คณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณาเสนอรายชื่อบุคคลที่ สมควรจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจตาม

    (๑) ของบทนิยามคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ในมาตรา ๓ ไม่เกินจำนวนตำแหน่งกรรมการที่จะต้องแต่งตั้งต่อผู้มีอำนาจแต่งตั้งเพื่อดำเนินการต่อไป เมื่อได้รับรายชื่อบุคคลที่สมควรจะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งพิจารณาแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจให้แล้วเสร็จ ภายในหกสิบวัน ในกรณีที่คณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่อาจเสนอรายชื่อบุคคลที่สมควร จะได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจได้ครบตามจำนวนกรรมการที่จะต้องแต่งตั้งหรือ ผู้มีอำนาจแต่งตั้งดำเนินการแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจไม่ครบตามจำนวน ที่จะต้องแต่งตั้ง ให้ดำเนินการตามมาตรา ๓๗ ต่อไป

  44. ๓๙

    ให้กรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจได้รับค่าตอบแทนตามที่ คนร. กำหนด

  45. ๔๐

    ให้รัฐวิสาหกิจจัดทำรายงานการดำเนินงานประจำปีตามหลักเกณฑ์ที่ คนร. กำหนด และนำส่งให้แก่สำนักงาน พร้อมกับงบการเงินประจำปีและรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบ บัญชีภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ในการรายงานการดำเนินงานประจำปีตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐวิสาหกิจเปิดเผยสาระสำคัญของรายงาน ต่อสาธารณชนด้วย

  46. บทเฉพาะกาล

    6 มาตรา
  47. ๔๑

    ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๕๗ ปฏิบัติหน้าที่ เป็น คนร. ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมี คนร. ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการสรรหา และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖

    (๔) ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๓

  48. ๔๒

    ให้คณะอนุกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจที่แต่งตั้งขึ้นโดยคำสั่งของ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแล รัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๕๗ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัตินี้ จะเข้ารับหน้าที่ โดยให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจตามแนวทางที่มีอยู่ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้มติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับแนวทางการแต่งตั้งกรรมการรัฐวิสาหกิจที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปจนกว่าจะมีการกำหนดสมรรถนะหลักของกรรมการ รัฐวิสาหกิจตามพระราชบัญญัตินี้ขึ้นใช้บังคับ

  49. ๔๓

    การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่อยู่ระหว่างดำเนินการในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปได้จนกว่าจะแล้วเสร็จ

  50. ๔๔

    บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อกำหนด คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ แล้วแต่กรณี ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศในเรื่องนั้นๆตามพระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ การดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจ ดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ในกรณีที่ไม่อาจนำบรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และข้อกำหนดใดๆรวมทั้งคำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจ แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับในเรื่องใดได้ตามวรรคหนึ่ง การดำเนินการ ของหน่วยงานของรัฐในเรื่องนั้นให้เป็นไปตามที่ คนร.กำหนด

  51. ๔๕

    บรรดากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องใดที่มีอยู่ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ที่อ้างถึงคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๕๗ ให้ถือว่ากฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้น อ้างถึง คนร. ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๔

  52. ๔๖

    ให้กระทรวงการคลัง สำนักงาน สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ. สำนัก งบประมาณ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำโครงสร้างสำนักงาน กรอบอัตรากำลังข้าราชการและ พนักงานราชการ และกำหนดงบประมาณ รวมทั้งการดำเนินการอื่นใดอันจำเป็น เพื่อรองรับการดำเนินการ ตามหน้าที่และอำนาจของสำนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๙๕ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกของรัฐใน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ของรัฐวิสาหกิจให้เหมาะสมกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป และสอดคล้องกับมาตรการ ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลซึ่งครอบคลุมถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้กำหนด นโยบาย ผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจให้ชัดเจน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจเพื่อกำหนดเป้าหมาย นโยบายและทิศทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจในภาพรวมทั้งระบบ ตลอดจนให้มีการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจและแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีเพื่อเป็นช่องทางใน การส่งผ่านนโยบายของภาครัฐไปยังรัฐวิสาหกิจให้มีความชัดเจนและโปร่งใส รวมทั้งให้มีการเปิดเผยข้อมูล การประเมินผลการดำเนินงาน และการกลั่นกรองผู้มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจ ที่มุ่งเน้นประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ อันนำไปสู่สภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการจัดทำบริการสาธารณะที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/441ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiNWFmZTRmZjAtYWFmOS00NTA0LTk3N2MtNmNlYTM5NjdhYWU3IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguIEwMTg1IOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYyLTY34LiBLTc5LlBERiJ9.pfVYPJmleRgvpHaCkHuuA-3eBUsCNQhM-5W8zflRzes17 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:de9a187ef00d9877baf8c42b9e347986774c9079e66c7386fb37ffab037c54cbดึงเมื่อ 2026-08-23T15:15:53.544Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR