พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ (ยกเลิก)

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๕๑42 มาตรา5 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 14 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 d2be52ea… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ สภาพัฒนาการเมืองมาตรา ๕–๖ · 2 มาตรา
  2. หมวด ๒ สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองมาตรา ๗–๒๒ · 16 มาตรา
  3. หมวด ๓ สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองมาตรา ๒๓–๓๐ · 8 มาตรา
  4. หมวด ๔ กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองมาตรา ๓๑–๓๘ · 8 มาตรา
  5. บทเฉพาะกาลมาตรา ๓๙–๔๒ · 4 มาตรา

ปรารภ

พระราชบัญญัติ สภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ ๒๓มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นปีที่ ๖๓ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสภาพัฒนาการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๑”

  2. พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

  3. ในพระราชบัญญัตินี้ “องค์กรภาคประชาสังคม” หมายความว่า

    (๑) ชุมชน ชุมชนท้องถิ่นหรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมซึ่งรวมกันเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบล ตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชน

    (๒) องค์กรภาคประชาสังคมอื่นที่จดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก “ประธานสภา” หมายความว่า ประธานสภาพัฒนาการเมือง “สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง “กองทุน” หมายความว่า กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันพระปกเกล้าตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันพระปกเกล้า “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระในสถาบัน “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสถาบัน

  4. ให้ประธานรัฐสภารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. หมวด ๑ สภาพัฒนาการเมือง

    2 มาตรา
  6. ให้มีสภาพัฒนาการเมือง มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรม ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการส่งเสริมให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง ในทางการเมือง โดยมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

  7. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ให้สภาพัฒนาการเมืองมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) จัดทำแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งการดำเนินการต่อไปนี้

    (ก) จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีภายใต้แผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งงบประมาณ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามแผน

    (ข) ติดตามสอดส่องและประสานงานกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และองค์การต่างประเทศ หรือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนำแผนพัฒนาการเมืองไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเคร่งครัด

    (ค) ประสานการดำเนินงาน ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามแผนพัฒนา การเมือง

    (๒) เสริมสร้างวัฒนธรรมอันดีทางการเมือง วิถีชีวิตประชาธิปไตย และส่งเสริมการมีส่วนร่วม ของประชาชนในทางการเมืองและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

    (๓) ส่งเสริมและพัฒนาการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองและสถาบันทางการปกครอง รวมทั้งการดำเนินการต่อไปนี้

    (ก) ส่งเสริมการพัฒนาศีลธรรม คุณธรรมและจริยธรรม และประสานงานกับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน สถาบันการเมือง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ให้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม และประมวลจริยธรรมให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    (ข) ประสานให้สถาบันการเมือง ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ เห็นความสำคัญและร่วมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการต่างๆของหน่วยงานดังกล่าว

    (๔) ส่งเสริมและพัฒนาให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง รวมทั้งการดำเนินการ ต่อไปนี้

    (ก) สนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคมให้เกิดความเข้มแข็ง

    (ข) ส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และภาคพลเมือง ในการเผยแพร่และจัดกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

    (ค) เผยแพร่และส่งเสริมจิตสำนึกความเป็นพลเมือง สิทธิ และหน้าที่ของพลเมือง ตลอดจนการเรียนรู้ของประชาชน ชุมชนและเครือข่ายในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสมานฉันท์ในความหลากหลาย ทางชาติพันธุ์ ภูมินิเวศน์ และวัฒนธรรม รวมทั้งการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

    (ง) ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือประชาชน ชุมชน และองค์กรภาคประชาสังคม ให้สามารถใช้สิทธิตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ทั้งในการรับทราบและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย การวางแผนด้านต่างๆ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น การตัดสินใจทางการเมือง การจัดทำบริการสาธารณะและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

    (จ) ร่วมมือกับสภาองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชนเพื่อดำเนินการ ตามพระราชบัญญัตินี้

    (๕) กำกับดูแลการบริหารโดยทั่วไป รวมทั้งการดำเนินการต่อไปนี้

    (ก) วางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สิน และหลักเกณฑ์วิธีการในการใช้จ่าย เงินกองทุน

    (ข) กำหนดนโยบายและเป้าหมายในการดำเนินงานของสำนักงาน

    (ค) จัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และเผยแพร่ต่อสาธารณชน เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

    (๖) ดำเนินการอื่นใดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การดำเนินการของสภาพัฒนาการเมืองต้องมีความเป็นอิสระและเป็นกลางทางการเมือง และการจัดทำแผนพัฒนาการเมืองให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทุกภาคส่วนทางสังคม และจากภูมิภาคต่างๆ

  8. หมวด ๒ สมาชิกสภาพัฒนาการเมือง

    16 มาตรา
  9. ให้สภาพัฒนาการเมืองประกอบด้วยสมาชิก ดังต่อไปนี้

    (๑) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ตามคำนิยาม คำว่า องค์กรภาคประชาสังคม

    (๑) ในมาตรา ๓ซึ่งที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลเลือกกันให้เหลือจังหวัดละหนึ่งคน

    (๒) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ตามคำนิยาม คำว่า องค์กรภาคประชา สังคม

    (๒) ในมาตรา ๓จำนวนสิบหกคน

    (๓) สมาชิกซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้แทนหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิก ในสังกัดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรคการเมืองพรรคละหนึ่งคน

    (๔) สมาชิกซึ่งมาจากหัวหน้าพรรคการเมืองหรือผู้แทนหัวหน้าพรรคการเมืองซึ่งมิได้มีสมาชิก ในสังกัดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสองคน

    (๕) สมาชิกซึ่งมาจากประธานคณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการ สามัญประจำวุฒิสภาตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน

    (๖) สมาชิกโดยตำแหน่งได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เลขาธิการสำนักงาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

    (๗) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวนสิบคน ให้สมาชิกตามวรรคหนึ่งเลือกกันเองเป็นประธานสภาหนึ่งคน และรองประธานสภาสองคน ให้เลขาธิการเป็นสมาชิกและเลขานุการสภาพัฒนาการเมือง

  10. การสรรหาสมาชิกตามมาตรา ๗(๒) ให้ดำเนินการ ดังต่อไปนี้ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

    (๑) ให้สำนักงานเปิดรับการจดแจ้งการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคม ตามมาตรา ๗(๒) ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานกำหนด

    (๒) ให้องค์กรภาคประชาสังคมที่จดแจ้งการจัดตั้งไว้ตาม

    (๑) เสนอชื่อผู้แทนขององค์กร แต่ละองค์กรต่อสำนักงาน และให้สำนักงานส่งรายชื่อให้คณะกรรมการสรรหาเพื่อดำเนินการต่อไป

    (๓) ให้คณะกรรมการสรรหาพิจารณาสรรหาบุคคลจากรายชื่อตาม

    (๒) ให้ได้จำนวนสิบหกคน โดยให้คำนึงถึงสัดส่วนความเท่าเทียมกันของชายหญิงด้วย

  11. การสรรหาสมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๗

    (๗) ให้สรรหาจากบุคคล ดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้ซึ่งมีความรู้และมีประสบการณ์ด้านการพัฒนาประชาธิปไตยเพื่อประชาชนซึ่งคณะกรรมการ สรรหาเห็นสมควรคัดเลือกจำนวนสามคน

    (๒) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านความมั่นคงจำนวนหนึ่งคนซึ่งเสนอจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร

    (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนหกคนซึ่งสรรหาจากบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยสถาบันอุดมศึกษา วิธีการเสนอรายชื่อและสาขาวิชาตาม

    (๓) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการสรรหา กำหนด โดยคำนึงถึงความหลากหลายของสาขาวิชาที่เป็นประโยชน์ต่อการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง

  12. ๑๐

    สมาชิกตามมาตรา ๗(๒) และ

    (๗) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (๑) คุณสมบัติทั่วไปและลักษณะต้องห้าม

    (ก) มีสัญชาติไทย

    (ข) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันที่ได้รับการสรรหา

    (ค) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช

    (ง) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ

    (จ) ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือเป็นผู้ที่เคย ต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันที่ได้รับการสรรหา เว้นแต่ในความผิดอันได้ กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

    (ฉ) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

    (ช) ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารของพรรคการเมือง กรรมการพรรคการเมือง ประธานสาขาพรรคการเมือง ข้าราชการการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

    (ซ) ไม่เป็นกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

    (๒) คุณสมบัติเฉพาะ

    (ก) สมาชิกซึ่งมาจากผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมตามมาตรา ๗

    (๒) ต้องเป็นผู้ซึ่ง เป็นที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรู้และมีประสบการณ์ในกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ ร่วมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตย์สุจริต

    (ข) สมาชิกผู้ทรงคุณวุฒิอื่นตามมาตรา ๗(๗) ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนา ประชาธิปไตยเพื่อประชาชน ไม่ว่าจากด้านวิชาการหรือมีประสบการณ์ที่ปฏิบัติจริง เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคุณสมบัติของสมาชิกตามที่กำหนดใน

    (๒) ให้คณะกรรมการ สรรหาตามมาตรา ๑๑ กำหนดแนวทางพิจารณาและประกาศไว้ล่วงหน้าก่อนการสรรหาไม่น้อยกว่า สามสิบวัน

  13. ๑๑

    ให้มีคณะกรรมการสรรหาทำหน้าที่สรรหาสมาชิกตามมาตรา ๗(๒) และ

    (๗) ประกอบด้วย

    (๑) กรรมการการเลือกตั้งคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย กรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติคนหนึ่งซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมอบหมาย ผู้ตรวจการแผ่นดินคนหนึ่ง ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินร่วมกันมอบหมาย และตุลาการศาลปกครองสูงสุดคนหนึ่งซึ่งประธานศาลปกครอง สูงสุดมอบหมาย

    (๒) อาจารย์จากสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและของเอกชนที่มีการให้ปริญญาด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การพัฒนาสังคมหรือชุมชน และสื่อสารมวลชนจำนวน สามคน ที่ได้รับการเสนอจากที่ประชุมร่วมกันของอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐสองคน และ จากที่ประชุมร่วมกันของอธิการบดีสถาบันอุดมศึกษาเอกชนหนึ่งคน ห้ามมิให้กรรมการสรรหาตาม (๑) และ

    (๒) เสนอชื่อตนเองหรือรับการสรรหาเป็นสมาชิก ตามมาตรา ๗(๒) หรือ

    (๗) ในคราวนั้น เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก ให้คณะกรรมการสรรหาประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการสรรหา ให้เลขาธิการเป็นเลขานุการของคณะกรรมการสรรหา

  14. ๑๒

    การสรรหาสมาชิกตามมาตรา ๗ (๒) และ

    (๗) ต้องกระทำให้เสร็จสิ้น ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ให้เลขาธิการดำเนินการให้บุคคลตามมาตรา ๗ (๔) และ

    (๕) เลือกกันเอง ให้เสร็จสิ้น ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

  15. ๑๓

    ให้คณะกรรมการสรรหาจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่ได้รับการสรรหาเป็นสมาชิก ตามมาตรา ๗(๒) และ

    (๗) พร้อมกับบัญชีรายชื่อสำรองซึ่งจัดลำดับ ประเภทละเท่าจำนวนสมาชิก ตามมาตรา ๗(๒) หรือ

    (๗) แล้วแต่กรณี เสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อประกาศแต่งตั้ง และให้ประกาศ รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิก และบัญชีรายชื่อสำรองในราชกิจจานุเบกษาด้วย บุคคลที่ได้รับการสรรหาตามวรรคหนึ่ง จะต้องได้รับคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของ คณะกรรมการสรรหา บุคคลที่ได้รับการสรรหาต้องให้ความยินยอมในการเป็นสมาชิกตามมาตรา ๗(๒) และ

    (๗) ก่อนการประกาศแต่งตั้ง ให้คณะกรรมการสรรหามีอำนาจกำหนดวิธีปฏิบัติในการเสนอรายชื่อและการสรรหาเพื่อให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ตามที่เห็นสมควร

  16. ๑๔

    ให้สมาชิกตามมาตรา ๗(๑) (๒) และ

    (๗) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี นับแต่วันประกาศแต่งตั้ง สมาชิกจะได้รับการสรรหาและแต่งตั้งติดต่อกันสองวาระมิได้ สมาชิกตามมาตรา ๗ (๑) (๒) หรือ

    (๗) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระต้องปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปจนกว่าสมาชิกซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่

  17. ๑๕

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ สมาชิกพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐

    (๔) สภาพัฒนาการเมืองมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการ เท่าที่มีอยู่ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุมีความประพฤติในทางเสื่อมเสียต่อการปฏิบัติหน้าที่ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก เมื่อสมาชิกตามมาตรา ๗

    (๑) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระตามวรรคหนึ่ง ให้ที่ประชุม ตามมาตรา ๗(๑) ของจังหวัดนั้นดำเนินการเลือกบุคคลเป็นสมาชิกใหม่แทนสมาชิกที่พ้นตำแหน่งนั้น เว้นแต่วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกผู้นั้นจะเหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวัน เมื่อบุคคลซึ่งเป็นสมาชิกประเภทใดตามมาตรา ๗(๒) หรือ

    (๗) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ตามวรรคหนึ่ง ให้บุคคลในบัญชีรายชื่อสำรองของประเภทนั้นตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง ซึ่งได้รับ การเสนอชื่อในลำดับถัดไปขึ้นมาเป็นสมาชิกแทนตำแหน่งที่ว่าง สมาชิกที่เข้ามาแทนให้อยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของสมาชิกที่ตนแทน

  18. ๑๖

    ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และยังมิได้มีการสรรหา สมาชิกหรือเลือกกันเองขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาพัฒนาการเมืองประกอบด้วยสมาชิกเท่าที่มีอยู่

  19. ๑๗

    การเรียกประชุม การเปิดและปิดสมัยประชุม การประชุม องค์ประชุม การลงมติ การวินิจฉัยชี้ขาดและการตั้งคณะกรรมการต่างๆ ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาพัฒนาการเมืองกำหนด

  20. ๑๘

    สภาพัฒนาการเมืองมีสมัยประชุมปีละสองสมัย สมัยประชุมแรกให้เปิดประชุม ในหกเดือนแรกของปีงบประมาณ และสมัยประชุมที่สองให้เปิดประชุมในหกเดือนหลังของปีงบประมาณ สมัยประชุมหนึ่งให้มีระยะเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนแต่ไม่เกินสองเดือน ทั้งนี้ ตามที่สภาพัฒนา การเมืองกำหนด สมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอ ให้เรียกประชุมสภาพัฒนาการเมืองเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้โดยระบุเรื่องที่ขอให้ประชุมมาในคำร้อง ในกรณีนี้ให้ประธานสภาพัฒนาการเมืองเรียกประชุมสภาพัฒนาการเมืองเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ

  21. ๑๙

    ในการปฏิบัติหน้าที่และการลงมติ สมาชิกย่อมมีอิสระและไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ มอบหมายหรือการครอบงำใดๆ เมื่อสภาพัฒนาการเมืองมีมติใดอันต้องดำเนินการโดยสำนักงาน ให้สำนักงานดำเนินการ ให้เป็นไปตามมตินั้นโดยไม่ชักช้า

  22. ๒๐

    สภาพัฒนาการเมืองอาจแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อปฏิบัติหน้าที่ใดอันเป็นอำนาจ หน้าที่ของสภาพัฒนาการเมืองได้ตามที่เห็นสมควรแล้วให้รายงานต่อสภาพัฒนาการเมือง

  23. ๒๑

    สภาพัฒนาการเมืองและคณะกรรมการตามมาตรา ๒๐ อาจเชิญข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลหนึ่งบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นหรือให้จัดส่งเอกสาร หรือข้อมูล เพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก ให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลตาม วรรคหนึ่ง ให้ความร่วมมือแก่สภาพัฒนาการเมือง

  24. ๒๒

    ให้ประธานสภา รองประธานสภา สมาชิก กรรมการสรรหาและกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุม ค่าใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่นในการดำเนินงานตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา แต่มิให้ได้รับเงินเดือนหรือเงินประจำตำแหน่ง

  25. หมวด ๓ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง

    8 มาตรา
  26. ๒๓

    ให้มีสำนักงานสภาพัฒนาการเมือง เป็นหน่วยงานอิสระในสถาบันพระปกเกล้า เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของสภาพัฒนาการเมือง รวมทั้งเป็นหน่วยงานธุรการ และงานวิชาการ ภายใต้การควบคุมดูแลของประธานสภา

  27. ๒๔

    ให้สำนักงานมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

    (๑) รับผิดชอบงานธุรการของสภาพัฒนาการเมือง

    (๒) จัดทำบัญชีรายชื่อและรับจดแจ้งการจัดตั้งองค์กรภาคประชาสังคมตามมาตรา ๗

    (๒) เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้

    (๓) เป็นหน่วยงานทางวิชาการให้แก่สภาพัฒนาการเมือง และคณะกรรมการของสภาพัฒนา การเมือง

    (๔) ประสานงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิก ตามมาตรา ๗(๑) และมาตรา ๑๕ วรรคสอง

    (๕) เป็นหน่วยธุรการให้แก่คณะกรรมการสรรหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการสรรหาสมาชิก ตามที่คณะกรรมการสรรหามอบหมาย

    (๖) ปฏิบัติการอื่นตามที่ประธานสภาหรือคณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย

  28. ๒๕

    ให้มีคณะกรรมการบริหารสำนักงาน มีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานของ สำนักงานให้เป็นอิสระและเป็นกลางทางการเมือง ประกอบด้วยประธานสภาเป็นประธานกรรมการ รองประธานสภาเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการซึ่งสมาชิกตามมาตรา ๗ (๑) (๒) และ

    (๗) เลือกกันเองในแต่ละประเภทให้เหลือประเภทละหนึ่งคน และกรรมการซึ่งสมาชิกตามมาตรา ๗ (๓) (๔) และ

    (๕) ร่วมกันเลือกกันเองให้เหลือหนึ่งคน และให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

  29. ๒๖

    ให้เลขาธิการเป็นผู้รับผิดชอบการบริหารงานของสำนักงาน และอาจมีรองเลขาธิการ คนหนึ่งหรือหลายคนเพื่อทำหน้าที่ตามที่เลขาธิการมอบหมาย

  30. ๒๗

    เลขาธิการมีหน้าที่บริหารงานของสำนักงานให้เป็นไปตามนโยบายและระเบียบ ที่ออกโดยสภาพัฒนาการเมือง และเป็นผู้บังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน และให้มี อำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) ควบคุมดูแลและรับผิดชอบการดำเนินงานของสำนักงานต่อประธานสภา

    (๒) จัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีและกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับการปฏิบัติการตาม แผนปฏิบัติการของสำนักงานเสนอคณะกรรมการบริหารสำนักงานเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้เสนอต่อสภาพัฒนาการเมืองเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

    (๓) เป็นนายทะเบียนองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อดำเนินการตามมาตรา ๗(๒)

    (๔) ปฏิบัติการอื่นตามที่ประธานสภาหรือคณะกรรมการบริหารสำนักงานมอบหมาย ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และการดำเนินงานของสำนักงาน ให้คณะกรรมการ บริหารสำนักงานวินิจฉัยชี้ขาด และให้เลขาธิการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยนั้น

  31. ๒๘

    ให้คณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินอุดหนุนให้สถาบันเพื่อการปฏิบัติภารกิจของสภาพัฒนา การเมืองและสำนักงาน และเงินอุดหนุนดังกล่าวจะนำไปใช้เพื่อกิจการอื่นอันมิใช่กิจการของสภาพัฒนา การเมืองมิได้

  32. ๒๙

    ให้มีการจัดทำงบดุลและบัญชีรายได้รายจ่าย สินทรัพย์และหนี้สินของ สำนักงานแยกจากระบบบัญชีของสถาบันและให้ส่งผู้สอบบัญชีตรวจสอบ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันสิ้น ปีงบประมาณแผ่นดินทุกปี ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสำนักงานทุกรอบปี แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อ สภาพัฒนาการเมืองภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณแผ่นดินทุกปี

  33. ๓๐

    เพื่อประโยชน์ในการประเมินผลการดำเนินงานของสภาพัฒนาการเมือง เพื่อให้มีความคุ้มค่าต่องบประมาณและมีประสิทธิผลของการพัฒนาการเมือง ให้สภาพัฒนาการเมือง แต่งตั้งคณะกรรมการอิสระติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของสภาพัฒนาการเมือง ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นจำนวนไม่น้อยกว่าสองคนแต่ไม่เกินสี่คน ซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มิใช่สมาชิก เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก ให้คณะกรรมการอิสระติดตามและประเมินผลมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลงานของสภาพัฒนาการเมือง และของสำนักงานทุกปี

    (๒) จัดทำรายงานการประเมินผลงานเสนอต่อประธานสภาเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณชน

  34. หมวด ๔ กองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง

    8 มาตรา
  35. ๓๑

    ให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองขึ้นในสถาบันเพื่อช่วยเหลือ กิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะ เครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชนในพื้นที่ กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    (๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามมาตรา ๔๒

    (๒) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดิน

    (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้เพื่อสมทบกองทุน

    (๔) ดอกผลหรือรายได้อื่น

    (๕) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม

    (๓) ต้องไม่มีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่กำหนดทิศทางการดำเนินการ ของสภาพัฒนาการเมือง และต้องมิใช่เป็นการรับเงินหรือทรัพย์สินจากต่างประเทศหรือองค์การ ระหว่างประเทศ

  36. ๓๒

    ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุน มีหน้าที่บริหารกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ ตามมาตรา ๖ (๕)

    (ก) ประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสำนักงานตามมาตรา ๒๕ผู้อำนวยการ สำนักงบประมาณ และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้เชี่ยวชาญทางการเงินการบัญชีหนึ่งคน และ ผู้ทรงคุณวุฒิทางการพัฒนาสังคมหรือชุมชนหนึ่งคน และให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ การแต่งตั้ง วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาพัฒนาการเมืองกำหนด

  37. ๓๓

    การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมตามมาตรา ๓๑ ให้คำนึงถึงกิจกรรมที่มีลักษณะ ดังต่อไปนี้

    (๑) กิจกรรมที่มีลักษณะการดำเนินงานที่เป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาการเมือง ภาคพลเมือง การพัฒนาวัฒนธรรมประชาธิปไตย และสถาบันทางการเมือง รวมทั้งสถาบันอื่นที่เกี่ยวข้อง เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก

    (๒) กิจกรรมที่เป็นการสนับสนุนหรือส่งเสริมให้ประชาชนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญ ของการเมือง สิทธิ หน้าที่และความรับผิดชอบของประชาชนที่พึงมีภายใต้ระบอบการปกครองแบบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    (๓) กิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของประชาชน ชุมชนหรือองค์กร ภาคประชาสังคม โดยเฉพาะบทบาทของประชาชน ชุมชน หรือองค์กรภาคประชาสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นและภูมิปัญญาท้องถิ่น

    (๔) การศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ (๑) (๒) หรือ (๓)

    (๕) กิจกรรมอื่นตามวัตถุประสงค์ของกองทุนที่สภาพัฒนาการเมืองเห็นสมควร

  38. ๓๔

    เงินและทรัพย์สินตามมาตรา ๓๑ ให้ส่งเข้ากองทุน โดยไม่ต้องนำส่งคลัง เป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

  39. ๓๕

    บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนได้มาตามมาตรา ๓๑ โดยมีผู้มอบให้หรือ ได้มาโดยการซื้อด้วยเงินรายได้ของกองทุน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของกองทุน ให้เป็นกรรมสิทธิ์ ของสถาบัน และให้นำมาตรา ๒๘มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  40. ๓๖

    ทรัพย์สินของกองทุนไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และบุคคลใด จะยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับสถาบันในเรื่องทรัพย์สินของกองทุนมิได้

  41. ๓๗

    การจัดทำบัญชีเพื่อแสดงผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน การสอบบัญชี การจัดทำงบการเงินและการแสดงความเห็นต่องบการเงินของผู้สอบบัญชีสำหรับกองทุน ให้นำมาตรา ๒๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  42. ๓๘

    ให้จัดทำรายงานการรับและการใช้จ่ายเงินของกองทุนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อสิ้นปีงบประมาณทุกปี และให้คณะรัฐมนตรีทำรายงานเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่อไป

  43. บทเฉพาะกาล

    4 มาตรา
  44. ๓๙

    ในวาระเริ่มแรก ให้สภาพัฒนาการเมืองประกอบด้วยผู้ที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้ง เป็นประธานสภา ผู้แทนองค์กรชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยสภาองค์กรชุมชนจำนวนสามคน ผู้แทนองค์กร ภาคประชาสังคมอื่นจำนวนสามคน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจำนวนห้าคน ทั้งนี้ ตามที่ประธานรัฐสภาแต่งตั้ง ผู้ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๐

    (๑) เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก ให้สภาพัฒนาการเมืองตามวรรคหนึ่งดำเนินการออกระเบียบที่จำเป็นตามพระราชบัญญัตินี้ และดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗ให้แล้วเสร็จภายในสองร้อยสี่สิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและมิให้นำมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับ

  45. ๔๐

    ในวาระเริ่มแรกให้เลขาธิการดำเนินการดังต่อไปนี้

    (๑) ประสานงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิก ตามมาตรา ๗(๑) ภายในสองร้อยสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และ

    (๒) ประกาศให้องค์กรภาคประชาสังคมอื่นตามมาตรา ๗

    (๒) มาจดแจ้งการจัดตั้งภายใน หนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และเมื่อครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว ให้ดำเนินการตามมาตรา ๘มาตรา ๙ และมาตรา ๑๑ โดยถือว่าองค์กรภาคประชาสังคมที่จดแจ้งการ จัดตั้งภายในกำหนดเวลาดังกล่าวเป็นองค์กรภาคประชาสังคมตามพระราชบัญญัตินี้

  46. ๔๑

    เมื่อครบกำหนดสามปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้สภาพัฒนา การเมือง พิจารณาทบทวนว่าสมควรยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้มีการจัดตั้ง สำนักงานสภาพัฒนาการเมืองเป็นการเฉพาะหรือสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัตินี้ในประเด็นอื่น หรือไม่

  47. ๔๒

    ให้โอนเงินงบประมาณของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวกับ คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองและยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมืองตามคำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรี ที่ ๒๕๖/๒๕๔๙ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมืองและ ยกร่างแผนแม่บทพัฒนาการเมือง ลงวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๔๙ มาเป็นของกองทุนตาม พระราชบัญญัตินี้ โดยให้ถือว่าเป็นเงินกองทุนตามมาตรา ๓๑

    (๑) และให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้กองทุน ตามความจำเป็นตามที่สภาพัฒนาการเมืองร้องขอ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๒๔ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๗๘

    (๗) ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้มีการจัดทำแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมือง ที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ประกอบกับมาตรา ๘๗(๔) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้มีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง เพื่อช่วยเหลือการดำเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการของกลุ่มประชาชน ที่รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายทุกรูปแบบให้สามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความต้องการของชุมชน ในพื้นที่ ในการนี้ จึงสมควรกำหนดให้มีสภาพัฒนาการเมืองโดยมีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาการเมือง ส่งเสริมการพัฒนาคุณธรรมและจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งดำเนินการ ให้ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางการเมือง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/5351ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiYTIxZWI3NGEtNDNjZC00Y2E3LWE3MjYtY2MzMGVlYzBhNjgxIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguJ7guKPguLDguKPguLLguIrguJrguLHguI3guI3guLHguJXguLTguKrguKDguLLguJ7guLHguJLguJnguLLguIHguLLguKPguYDguKHguLfguK3guIcgMjU1MS5wZGYifQ.bf8rV2CikhmySozt7jAxljm11yQv9GDUGRxHTukSngY14 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:d2be52eaa0cfeaee4b328fd826f4076258fc32c4c15c0fe82382be20080d929cดึงเมื่อ 2026-08-23T15:54:55.491Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR