พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. ๒๕๕๐

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๐๔35 มาตราต้นฉบับ PDF · 21 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 692a969b… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

ปรารภ

พระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การความร่วมมือ ด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. ๒๕๕๐ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณวันที่ ๒๙ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นปีที่ ๖๒ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศ แห่งเอเชียแปซิฟิก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การ ความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก พ.ศ. ๒๕๕๐” มาตรา ๒พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๕ ก “อนุสัญญา” หมายความว่า อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชีย แปซิฟิกซึ่งรัฐบาลแห่งประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่ ๒๘ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ “องค์การ” หมายความว่า องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิกที่จัดตั้งขึ้นตาม อนุสัญญา “บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่” หมายความว่า คณะมนตรีขององค์การ เลขาธิการขององค์การ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการขององค์การ และผู้เชี่ยวชาญขององค์การ มาตรา ๔ เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานในประเทศไทยขององค์การให้บรรลุผลตามความมุ่ง ประสงค์ (๑) ให้ยอมรับนับถือว่าองค์การเป็นนิติบุคคล และให้ถือว่ามีภูมิลำเนาในประเทศไทย (๒) ให้องค์การ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ และผู้แทนรัฐสมาชิกแต่ละประเทศขององค์การ ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันเท่าที่จำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ขององค์การหรือการปฏิบัติภารกิจ เกี่ยวเนื่องกับหน้าที่ขององค์การเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การดังคำแปลอนุสัญญาท้าย พระราชบัญญัตินี้ หรือตามที่รัฐบาลแห่งประเทศไทยจะได้ทำความตกลงต่อไปกับองค์การในเรื่อง เอกสิทธิ์และความคุ้มกันเช่นเดียวกับที่รัฐบาลแห่งประเทศไทยได้ให้แก่ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การ สหประชาชาติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษ ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือ ด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก รัฐภาคีแห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ยอมรับ ความสำคัญของการแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศทางสันติเพื่อส่งเสริมการ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพื่อความรุ่งเรืองร่วมกันใน ภูมิภาคนี้ ปรารถนาที่จะกระชับความร่วมมือพหุภาคีระหว่างประเทศต่าง ๆในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ในสาขาอวกาศบนพื้นฐานแห่งการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ ตระหนักถึง ความเป็นจริงในความมหาศาลของทรัพยากรทางวิชาการ การเงิน และบุคคลที่ จำเป็นต่อการพัฒนาเพื่อประยุกต์ใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศ มีถึงขนาด ที่ควรจะรวมทรัพยากรต่างๆของประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าด้วยกันเพื่อดำเนิน กิจกรรมเหล่านั้น ยอมรับว่า อนุสัญญาฉบับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐสมาชิกแห่งภูมิภาคในความร่วมมือพหุภาคีใน ด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาศรวมทั้งการประยุกต์ใช้ประโยชน์อย่างสันติโดยให้มี การนำทรัพยากรด้านเทคโนโลยี การเงินและบุคคลมารวมกัน เพื่อที่จะทำให้รัฐสมาชิกสามารถ ร่วมกันพัฒนาในส่วนของโครงการ/ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับสาขาต่าง ๆเหล่านั้น เชื่อว่า การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ที่เป็นอิสระเพื่อความ ร่วมมือพหุภาคีของภูมิภาคในการประยุกต์ใช้ประโยชน์โดยสันติจากวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศซึ่งอยู่บนพื้นฐานแห่งการใช้ประโยชน์อวกาศโดยสันติ หลักแห่งผลประโยชน์ร่วมกันและ การเสริมซึ่งกันและกัน รวมทั้งการหารือและการพัฒนาด้วยความเทียมกัน จะปรับปรุงสมรรถนะ ของรัฐสมาชิกให้มีประสิทธิภาพในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ ประโยชน์โดยสันติ และจะก่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อรัฐสมาชิกแต่ละรัฐมาก ขึ้น ได้ตกลงกันดังต่อไปนี้ 2 บทที่ ๑ เรื่องทั่วไป

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. การจัดตั้งองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ๑.องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิกได้จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญานี้ (ต่อไปในที่นี้ เรียกว่า “องค์การ”) ๒.สำนักงานใหญ่ขององค์การจะตั้งอยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซึ่งต่อไปในที่นี้เรียกว่า “รัฐเจ้าภาพ”) ๓.ในการหารือกับรัฐบาลของรัฐเจ้าภาพ องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวยความ สะดวกที่เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐเจ้าภาพ ๔.ในการหารือกับรัฐสมาชิกอื่น องค์การอาจจัดให้มีสำนักงานสาขาและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ เกี่ยวข้องภายในดินแดนของรัฐสมาชิกอื่นได้

  2. คำนิยาม เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญาฉบับนี้ ก) “องค์การ” หมายถึง องค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (แอ๊ปสโค) ข) “รัฐบาลเจ้าภาพ” หมายถึงรัฐบาลของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งองค์การ ค) “รัฐสมาชิก”หมายถึง รัฐสมาชิกขององค์การ ง) “คณะมนตรี”หมายถึงหน่วยงานสูงสุดขององค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนที่ได้รับการมอบอำนาจอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิก จ) “ประธาน”หมายถึง ประธานของคณะมนตรี ฉ) “สำนักงานเลขาธิการ” หมายถึงองค์กรบริหารขององค์การซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ในสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ช) “เลขาธิการ” หมายถึง หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและเป็นตัวแทนทางกฎหมายขององค์การ

  3. สถานะทางกฎหมาย ให้องค์การเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับรัฐบาล องค์การเป็นหน่วยงานอิสระที่มิได้แสวงหา กำไรที่มีนิติฐานะระหว่างประเทศอย่างสมบูรณ์ 3

  4. วัตถุประสงค์ วัตถุประสงค์ขององค์การมีดังนี้ ๑. ส่งเสริม และสนับสนุนการพัฒนาโครงการความร่วมมือด้านอวกาศของรัฐสมาชิกโดยกำหนด พื้นฐานแห่งความร่วมมือเพื่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอวกาศอย่างสันติ ๒. ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพในอันที่จะช่วยเหลือรัฐสมาชิกในด้านการวิจัย การพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศ การประยุกต์ใช้ประโยชน์ และการฝึกอบรมโดยดำเนินการ และนำ นโยบายการพัฒนากิจการอวกาศไปปฏิบัติ ๓. ส่งเสริมความร่วมมือ การพัฒนาร่วมกับและการแบ่งปันความสำเร็จ ระหว่างรัฐสมาชิกใน ด้านเทคโนโลยีอวกาศ และการประยุกต์ใช้ประโยชน์ เช่นเดียวกับการวิจัยวิทยาศาสตร์ อวกาศโดยการใช้ประโยชน์จากการชักนำศักยภาพด้านความร่วมมือในภูมิภาค ๔. ขยายความร่วมมือระหว่างวิสาหกิจและสถาบันที่เกี่ยวข้องของรัฐสมาชิก และส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นในเชิงอุตสาหกรรม ๕. มีส่วนช่วยให้เกิดการใช้ประโยชน์จากอวกาศโดยสันติ ในกิจกรรมความร่วมมือระหว่าง ประเทศด้านเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์

  5. นโยบายด้านอุตสาหกรรม ๑. คณะมนตรีต้องจัดทำนโยบายด้านอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับการดำเนินโครงการและ กิจกรรมต่างๆรวมทั้งโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิกอย่างคุ้มค่า ๒. ภาคอุตสาหกรรมของรัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องได้รับบุริมสิทธิ์/โอกาสมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป ได้ที่จะเข้าร่วมในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการนำโครงการและกิจกรรมขององค์การไปปฏิบัติ ๓. ในระหว่างการนำโครงการและกิจกรรมต่างๆขององค์การไปปฏิบัติ รวมทั้งการพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและผลผลิตจากเทคโนโลยีอวกาศที่เกี่ยวข้อง องค์การต้องทำให้แน่ใจว่ารัฐ สมาชิกทั้งปวงจะมีส่วนร่วมอย่างเป็นธรรมตามสัดส่วนของเงินลงทุน ซึ่งอาจรวมถึงการลงทุน ด้านเทคโนโลยี ๔. แนวคิด “ผลตอบแทนที่ยุติธรรม” สำหรับรัฐสมาชิกต้องเป็นเสาหลักของนโยบายด้าน อุตสาหกรรมขององค์การองค์การต้องพยายามเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้าน อุตสาหกรรมของรัฐสมาชิก โดยการใช้ประโยชน์จากศักยภาพด้านอุตสาหกรรมที่มีอยู่ของ รัฐสมาชิกในเบื้องต้น โดยการพัฒนารวมทั้งการธำรงไว้ซึ่งเทคโนโลยีอวกาศและผลิตภัณฑ์ 4 ต่างๆ ดังกล่าว ตลอดจนการกระตุ้นให้มีการพัฒนาโครงสร้างทางอุตสาหกรรมตามความ ต้องการของตลาด ๕. นโยบายด้านอุตสาหกรรมต้องมีเป้าหมายหลักดังนี้ ก) การพัฒนาอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ให้แข่งขันได้โดยใช้การ ประกวดราคาแข่งขันอย่างเสรี ข) การกระจายเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องระหว่างรัฐสมาชิก เพื่อก่อให้เกิดความ เชี่ยวชาญเฉพาะที่จำเป็นสำหรับโครงการและกิจกรรมขององค์การ ๖. ในการนำนโยบายด้านอุตสาหกรรมไปปฏิบัติประธานคณะมนตรีจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของ คณะมนตรี บทที่ ๒ ขอบเขตของความร่วมมือและกิจกรรมด้านความร่วมมือ

  6. ขอบเขตของความร่วมมือ องค์การจะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามสาขาแห่งความร่วมมือดังนี้ ๑. เทคโนโลยีอวกาศและโครงการการประยุกต์ใช้ประโยชน์ ๒. การสำรวจโลก การจัดการภัยพิบัติ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม การสื่อสารผ่านดาวเทียม การนำทางและกำหนดพิกัดด้วยดาวเทียม ๓. การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อวกาศ ๔. การศึกษา การฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนนักวิทยาศาสตร์/ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ๕. การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง เพื่อการพัฒนาโครงการขององค์การ ตลอดจนการเผยแพร่ ข้อสนเทศทางวิชาการและข้อสนเทศอื่นที่เกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมขององค์การ ๖. โครงการความร่วมมืออื่นๆ ที่รัฐสมาชิกได้ตกลงกัน

  7. กิจกรรมพื้นฐาน ๑. กิจกรรมพื้นฐานขององค์การจะรวมถึง ก) การจัดทำแผนงานด้านกิจกรรมและพัฒนาอวกาศขององค์การ ข) การวิจัยขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีอวกาศและการประยุกต์ใช้ ค) การขยายการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศที่ได้มีการพัฒนาถึงขั้นใช้งานได้แล้ว ง) การจัดกิจกรรมการศึกษา และฝึกอบรมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อวกาศ ตลอดจนการประยุกต์ใช้ประโยชน์ 5 จ) การบริหารงานและดูแลสำนักงานสาขา และสิ่งอำนวยความสะดวก ตลอดจน ระบบเครือข่ายขององค์การ ฉ) ดำเนินกิจกรรมที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ ๒. รัฐสมาชิกทั้งปวงต้องร่วมในกิจกรรมพื้นฐานดังกล่าวในวรรค ๑ของข้อนี้

  8. กิจกรรมทางเลือก ๑. นอกเหนือจากกิจกรรมพื้นฐานที่ระบุในข้อ ๗แล้ว องค์การจะต้องให้คำแนะนำและจัดให้มี โครงการด้านเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์อวกาศและการประยุกต์ใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมแก่รัฐ สมาชิก สำหรับนำไปปฏิบัติร่วมกันโดยรัฐสมาชิกที่เลือกเข้าร่วมในโครงการดังกล่าว ๒. โครงการเช่นว่านั้นจะดำเนินการตามหลักของผลตอบแทนจากการลงทุน รัฐสมาชิกจะได้รับ ผลตอบแทนจากกิจกรรมที่เลือกไว้ ตามสัดส่วนของการลงทุนที่รัฐสมาชิกเข้าร่วม บทที่ ๓ สมาชิกภาพ

  9. สมาชิก ๑. องค์การจะเปิดรับสมาชิกทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ๒. รัฐสมาชิกจะมีสิทธิโดยสมบูรณ์ในการออกเสียงลงคะแนน ๓. รัฐสมาชิกทั้งปวงจะมีสิทธิเข้าร่วมโครงการความร่วมมือและกิจกรรมต่างๆ ที่ดำเนินการโดย องค์การ ๔. รัฐสมาชิกทั้งปวงจะต้องมีส่วนร่วมชำระค่าบำรุงสำหรับการดำเนินงานขององค์การ ๕. การเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ขององค์การจะไม่มีผลกระทบต่อความร่วมมือทวิภาคีและพหุ ภาคีของรัฐสมาชิกที่มีในปัจจุบันหรืออนาคต ๖. รัฐสมาชิกใดๆ ของสหประชาชาติหรือองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้าน อวกาศ อาจได้รับสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์โดยความเห็นชอบของคณะมนตรีอย่างเป็น เอกฉันท์ ผู้สังเกตการณ์จะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุมของคณะมนตรี ๗. รัฐที่มิได้อยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ สามารถสมัครเป็น สมาชิกสมทบได้คณะมนตรีอาจพิจารณาตัดสินโดยฉันทามติให้เข้าร่วมองค์การ คณะมนตรี อาจตัดสินโดยฉันทามติในเรื่องข้อกำหนดและเงื่อนไขในการเข้าเป็นสมาชิกร่วม (การชำระ ค่าบำรุง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมพื้นฐาน และกิจกรรมความร่วมมือต่างๆ ขององค์การ ฯลฯ)สมาชิกสมทบจะไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในการประชุมของคณะมนตรี 6 บทที่ ๔องค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่

  10. ๑๐

    องค์กรขององค์การ ๑. องค์กรขององค์การประกอบด้วย ก) คณะมนตรีที่จะมีประธานมนตรีเป็นหัวหน้า และ ข) สำนักงานเลขาธิการ ที่จะมีเลขาธิการเป็นหัวหน้าคณะ ๒. องค์การ สามารถจัดตั้งสถาบันย่อยขึ้นได้ตามที่เห็นว่าจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานและ การบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ บทที่ ๕คณะมนตรีขององค์การ

  11. ๑๑

    องค์ประกอบของคณะมนตรี ๑. คณะมนตรีจะเป็นหน่วยงานสูงสุดที่มีอำนาจตัดสินใจขององค์การ ๒. คณะมนตรีจะต้องประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวงของหน่วยงานด้านอวกาศ แห่งชาติของรัฐสมาชิก รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องแต่งตั้งรัฐมนตรีหรือผู้แทนระดับกระทรวง หนึ่งท่านเพื่อการเป็นตัวแทนในคณะมนตรี ๓. คณะมนตรีจะต้องเลือกประธานหนึ่งคนและรองประธานสองคน โดยให้มีวาระการดำรง ตำแหน่งสองปี

  12. ๑๒

    ความรับผิดชอบของคณะมนตรี คณะมนตรีจะต้อง ก) กำหนดและให้ความเห็นชอบต่อนโยบายตลอดจนกฎระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายที่องค์การ ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ ข) ให้ความเห็นชอบต่อการภาคยานุวัติ การตัดและการสิ้นสุดของสมาชิกภาพ และทำคำวินิจฉัย ในเรื่องการรับเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์และสมาชิกสมทบ ค) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อกฎข้อบังคับในการประชุมของตน ง) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อรายงานประจำปีและแผนการดำเนินงานขององค์การ จ) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่อโครงการความร่วมมือและงบประมาณของโครงการ 7 ฉ) รับเอาและให้ความเห็นชอบต่ออัตราค่าบำรุงของรัฐสมาชิก และงบประมาณประจำปีของ องค์การ ช) ให้ความเห็นชอบต่อแผนงบประมาณห้าปีตามระดับปัจจุบันของทรัพยากรทางการเงิน และ โดยกำหนดทรัพยากรทางการเงินที่จัดสรรให้องค์การ สำหรับช่วงเวลาห้าปีถัดไป ซ) ให้ความเห็นชอบต่อรายงานค่าใช้จ่ายประจำปีและงบการเงินขององค์การ ฌ) ให้ความเห็นชอบต่อบทบัญญัติในเรื่องการบริหารจัดการอื่นๆ ทั้งหมดขององค์การ ญ) ให้ความเห็นชอบและจัดพิมพ์รายงานดุลประจำปีขององค์การที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีแล้ว ฎ) แต่งตั้งเลขาธิการและให้ความเห็นชอบต่อการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆ โดยคณะมนตรี การแต่งตั้งเลขาธิการอาจถูกเลื่อนออกไปเมื่อไรก็ได้เป็นเวลาหกเดือน ในกรณีเช่นนั้น ให้คณะ มนตรีแต่งตั้งบุคคลที่เหมาะสมเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการสำหรับช่วงเวลานั้น ซึ่งจะ รับผิดชอบต่อการปฏิบัติภารกิจโดยให้มีอำนาจและความรับผิดชอบตามที่คณะมนตรีจะ กำหนดสำหรับบุคคลผู้นั้น ฏ) ตัดสินใจให้ก่อตั้งสถาบันและสำนักงานสาขาและให้ความเห็นชอบต่อโครงสร้างของหน่วยงาน เหล่านั้นตลอดจนของสำนักงานเลขาธิการและอัตรากำลังของพนักงานของหน่วยงานนั้นๆ ฐ) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่อื่น ๆที่จะทำให้การประกอบกิจกรรมต่างๆ ขององค์การดำเนินไปอย่างมี ประสิทธิผล ฑ) ตีความอนุสัญญาฉบับนี้ หากได้รับการร้องขอจากรัฐสมาชิกใดๆ

  13. ๑๓

    การประชุมของคณะมนตรี ๑. คณะมนตรีจะประชุมตามที่และเมื่อจำเป็น แต่อย่างน้อยที่สุดปีละหนึ่งครั้ง การประชุม จะจัดขึ้นที่สำนักงานใหญ่ขององค์การ เว้นแต่คณะมนตรีจะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ๒. จะต้องมีการเข้าร่วมประชุมของผู้แทนอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกส่วนใหญ่จำนวน สองในสามของทั้งหมดจึงจะครบองค์ประชุมสำหรับการประชุมของคณะมนตรี

  14. ๑๔

    การออกเสียง ๑. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐในคณะมนตรีจะมีคะแนนเสียงหนึ่งคะแนน ๒. เว้นแต่คณะมนตรีมีมติเป็นเอกฉันท์เป็นอย่างอื่น คณะมนตรีจะต้องใช้ความพยายามทุก วิถีทางที่จะทำให้การตัดสินชี้ขาดในเรื่องต่างๆ เป็นไปโดยฉันทามติ 8 บทที่ ๖ สำนักงานเลขาธิการ

  15. ๑๕

    องค์ประกอบของสำนักงานเลขาธิการ ๑. สำนักงานเลขาธิการจะเป็นองค์กรบริหารขององค์การ ๒. สำนักงานเลขาธิการจะต้องประกอบด้วยเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน เลขาธิการ

  16. ๑๖

    เลขาธิการ ๑. เลขาธิการจะเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การ และเป็นผู้แทนโดยนิตินัยขององค์การ เลขาธิการจะมีอำนาจหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการบริหารสำนักงานเลขาธิการขององค์การ ๒. ให้คณะมนตรีแต่งตั้งเลขาธิการหนึ่งคนสำหรับดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลาห้าปีและอาจขยาย วาระการดำรงตำแหน่งของเลขาธิการได้อีกวาระหนึ่งเป็นเวลาห้าปี คณะมนตรีโดยมติเสียง ข้างมากสามในสี่ของรัฐสมาชิกที่เข้าประชุมคณะมนตรี มีสิทธิถอดถอนเลขาธิการในระหว่าง ที่ดำรงตำแหน่ง ๓. เลขาธิการจะต้องเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี โดยไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

  17. ๑๗

    ความรับผิดชอบของเลขาธิการ ๑. เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งที่ออกโดยคณะมนตรี เลขาธิการจะต้องรายงานต่อคณะมนตรีและ จะต้องรับผิดชอบดังนี้ ก) การปฏิบัติตามและการอนุวัติการนโยบายทุกเรื่องขององค์การตามที่คณะมนตรี ปรารถนา ข) การทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์การ ค) การจัดการและการดำเนินงานขององค์การ ง) การร่างรายงานประจำปี แผนการดำเนินงาน และงบประมาณด้านการเงินของ องค์การ เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะมนตรี จ) จัดทำและอนุวัติการบทบัญญัติว่าด้วยการบริหารจัดการภายในของสำนักงาน เลขาธิการ 9 ฉ) เสนอข้อเสนอต่อคณะมนตรีเกี่ยวกับโครงการและกิจกรรมต่างๆตลอดจนมาตรการ ต่างๆที่จัดวางขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการและกิจกรรมต่าง ๆของ องค์การ ช) การบรรจุและการบริหารเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภายในจากรัฐสมาชิกตามกฎ ข้อบังคับว่าด้วยการปฏิบัติงานที่กำหนดโดยคณะมนตรี ซ) การแต่งตั้งนักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยีและผู้เชี่ยวชาญอื่น ๆซึ่งไม่ใช่บุคคลใน คณะเจ้าหน้าที่ประจำในรูปของสัญญา เพื่อปฏิบัติการตามงานที่ได้รับมอบหมาย จากองค์การ ฌ)เจรจาและลงนามทำความตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศโดยความเห็นชอบ ของคณะมนตรี ๒. ความรับผิดชอบของเลขาธิการและคณะบุคคลเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำหรือ เจ้าหน้าที่ตามสัญญาก็ตาม ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์การจะเป็นในระดับระหว่างประเทศเท่านั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน บุคคลเหล่านั้นจะต้องไม่ขอหรือรับคำสั่งจากรัฐบาลใด ๆหรือ จากองค์กรใด ๆนอกองค์การรัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องเคารพความเป็นสากลของความ รับผิดชอบของเลขาธิการและบุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ และจะต้องไม่ใช้อิทธิพลใดๆ ในลักษณะหรือรูปแบบใดๆต่อบุคคลเหล่านั้น ในการปฏิบัติหน้าที่ให้กับองค์การ บทที่ ๗ การเงิน

  18. ๑๘

    ข้อตกลงด้านการเงิน ๑. กองทุนสำหรับองค์การจะจัดหาจากเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิก เงินให้เปล่าตามความสมัครใจ ของรัฐเจ้าภาพและรัฐสมาชิกอื่นๆ เงินบริจาคและเงินอุดหนุนที่ได้รับจากองค์การอื่นๆ และบริการต่างๆที่ให้แก่ผู้อื่น ๒. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องมีส่วนร่วมในงบประมาณขององค์การ ตามข้อตกลงด้านการเงินที่ คณะมนตรีเป็นผู้กำหนด ๓. คณะมนตรีโดยฉันทามติจะต้องกำหนดอัตราเงินค่าบำรุงของรัฐสมาชิกแต่ละรัฐ อัตราดังกล่าว จะต้องมีการทบทวนทุกๆสามปี ๔. อัตราเงินค่าบำรุงจากรัฐสมาชิกนั้นจะคำนวณตามระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และค่าเฉลี่ย ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติของรัฐสมาชิกต่อจำนวนประชากร ๕. รัฐสมาชิกแต่ละรัฐจะต้องจ่ายเงินค่าบำรุงขั้นต่ำให้แก่องค์การ ที่เรียกว่า “ขั้นต่ำสุด” ซึ่งกำหนดโดยการออกเสียงของที่ประชุมคณะมนตรีด้วยคะแนนเสียงข้างมากสองในสาม 10 ๖. ไม่มีรัฐสมาชิกใดจะถูกเกณฑ์ให้จ่ายเงินค่าบำรุงเกินกว่าร้อยละ ๑๘ของงบประมาณของ องค์การที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ๗. ภายใต้บังคับแห่งข้อกำหนดของคณะมนตรี เลขาธิการอาจยอมรับเงินบริจาค ของกำนัล หรือมรดกที่ให้แก่องค์การ ทั้งนี้สิ่งเหล่านี้จะต้องไม่ก่อให้เกิดเงื่อนไขที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ ขององค์การ บทที่ ๘ข้อพิพาท

  19. ๑๙

    การระงับข้อพิพาท ข้อพิพาทใดๆระหว่างรัฐสมาชิกสองรัฐหรือมากกว่านั้น หรือระหว่างรัฐสมาชิกใด ๆกับองค์การ ในส่วนที่เกี่ยวกับการตีความหรือการใช้อนุสัญญาฉบับนี้จะมีข้อยุติโดยการปรึกษาหารือกันฉันท์มิตร ในคณะมนตรี ในกรณีที่ไม่สามารถระงับข้อพิพาทได้ให้ยุติข้อพิพาทนั้นโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎ ข้อบังคับเพิ่มเติมที่คณะมนตรีรับเอาโดยฉันทามติ บทที่ ๙บทบัญญัติอื่น ๆ

  20. ๒๐

    การแลกเปลี่ยนบุคลากร เมื่อได้รับการร้องขอจากองค์การ รัฐสมาชิกจะต้องอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนบุคลากรที่ เกี่ยวข้องกับงานที่มอบหมายให้องค์การ และที่อยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์การ การแลกเปลี่ยนบุคลากรนี้จะต้องสอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของรัฐสมาชิกที่ เกี่ยวกับการเข้า การพำนักอยู่และการออกจากดินแดนของรัฐสมาชิก

  21. ๒๑

    การแลกเปลี่ยนข้อสนเทศ ๑. องค์การ และรัฐสมาชิกจะต้องอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนข้อสนเทศทาง วิทยาศาสตร์และทางวิชาการที่เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์อวกาศ เทคโนโลยีอวกาศ และ การนำมาประยุกต์ใช้ รัฐสมาชิกมีสิทธิที่จะไม่มอบข้อสนเทศนั้นให้แก่องค์การได้ และในทาง กลับกันหากเห็นว่าข้อสนเทศนั้นจะละเมิดความตกลงของตนที่มีต่อฝ่ายที่สาม หรือไม่ สอดคล้องกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของตน 11 ๒. ในการดำเนินกิจกรรมขององค์การ องค์การจะต้องทำให้มั่นใจว่าผลงานทางวิทยาศาสตร์ อันเนื่องมาจากการวิจัยและ/หรือการศึกษาทางวิทยาศาสตร์และ/หรือทางเทคโนโลยีจะถูกนำ ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน/ตีพิมพ์ ก็ต่อเมื่อสิ่งเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้โดยนักวิทยาศาสตร์/ วิศวกรภายในรัฐสมาชิกที่รับผิดชอบในการค้นคว้าทดลองภายใต้การอุปถัมภ์ขององค์การ องค์การจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในผลงานและข้อมูลสรุปซึ่งถือเป็นทรัพย์สินขององค์การ

  22. ๒๒

    สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ๑. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการหรือเทคนิค ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหลาย อันเป็นผลจากแผนงานหรือกิจกรรมใดๆ ซึ่งดำเนินการโดยองค์การ หรือโดยการใช้ทรัพยากรขององค์การ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ องค์การ ๒. คณะมนตรีจะกำหนดแนวทาง และกระบวนการที่รัฐสมาชิกจะใช้ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการหรือเทคนิค ตลอดจนทรัพย์สินทางปัญญาอื่น ๆที่องค์การเป็น เจ้าของ ๓. คณะมนตรีจะกำหนดแนวทางและกระบวนการที่องค์การและรัฐสมาชิกจะสามารถใช้ ประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ ผลิตภัณฑ์ ข้อมูลทางวิชาการและเทคนิค ตลอดจนทรัพย์สินทาง ปัญญาอื่นๆที่รัฐสมาชิกเป็นเจ้าของ โดยอาศัยความตกลงและสัญญาที่เหมาะสม องค์การ จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

  23. ๒๓

    การปกป้องเทคโนโลยีและการควบคุมการส่งออก ๑. องค์การจะไม่ยอมให้มีการเข้าถึงโดยมิได้รับอนุญาตซึ่งข้อสนเทศที่ได้รับการคุ้มครอง สิ่งต่างๆ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง /มาตรการต่างๆ เพื่อที่จะทำให้บรรลุความสำเร็จในการ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้แทนและบุคลากรของรัฐสมาชิกผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการสิ่งต่างๆ / ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการคุ้มครองเหล่านั้น และรวมถึงการใช้มาตรการที่เหมาะสมโดยมี เป้าหมายที่จะคุ้มครองและดูแลการจัดการสิ่งเหล่านั้น ตลอดจนจัดทำและอนุวัติการแผน ด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง ๒. เพื่อที่จะนำเอากิจกรรมความร่วมมือ แผนงานและโครงการต่างๆ ขององค์การไปปฏิบัติ รัฐสมาชิกต้องทำความตกลงในเรื่องมาตรการปกป้องเทคโนโลยี และในกรณีที่เฉพาะเจาะจงก็ 12 ให้ส่งเสริมการทำความตกลงเช่นนั้นโดยองค์การที่มีอำนาจหน้าที่และองค์การอื่นๆที่กำหนดไว้ เพื่อที่จะจัดทำแผนด้านความมั่นคงทางเทคโนโลยีที่เฉพาะเจาะจง ๓. รัฐสมาชิก ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับของประเทศนั้นๆ และกฎหมายควบคุมการส่งออกที่ เกี่ยวกับสินค้าและบริการ ซึ่งรวมอยู่ในรายการควบคุมการส่งออก

  24. ๒๔

    ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ๑. องค์การจะต้องร่วมมือกับทบวงการต่างๆ ในระบบของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะกรรมการว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากอวกาศส่วนนอกในทางสันติ(คอปูโอส) ๒. องค์การมีสิทธิที่จะจัดตั้งหุ้นส่วนความร่วมมือกับรัฐต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่รัฐสมาชิกขององค์การและ องค์การระหว่างประเทศและสถาบันอื่นๆเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ขององค์การโดยความ เห็นชอบของคณะมนตรีที่เป็นเอกฉันท์ ซึ่งคณะมนตรีจะเป็นผู้กำหนดแนวทางและกระบวนการ ที่เหมาะสม

  25. ๒๕

    เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน ๑. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทั้งหลายที่องค์การ บุคคลของคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญของ องค์การ และผู้แทนของรัฐสมาชิกจะได้รับในดินแดนของรัฐสมาชิกอันเป็นที่ตั้งของสำนักงาน ใหญ่ขององค์การจะกำหนดขึ้นโดยความตกลงที่เฉพาะเจาะจงซึ่งจะทำระหว่างองค์การกับรัฐ อันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ ๒. องค์การบุคคลของคณะเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญขององค์การ และผู้แทนของรัฐสมาชิกจะ ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในดินแดนของรัฐสมาชิกแต่ละรัฐเท่าที่จำเป็นสำหรับการ ปฏิบัติหน้าที่ขององค์การ หรือที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ขององค์การ เว้นแต่จะได้ตกลง กันเป็นอย่างอื่น เอกสิทธิ์ความคุ้มกันเหล่านั้นจะเป็นเช่นเดียวกับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันที่ คล้ายคลึงกันที่รัฐสมาชิกแต่ละรัฐให้แก่องค์การระหว่างประเทศในระดับรัฐบาลและบุคลากร ที่เกี่ยวข้อง

  26. ๒๖

    การใช้สิ่งอำนวยความสะดวก ภายใต้บังคับของบทบัญญัติที่ว่าการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกที่จัดตั้งขึ้นและ/หรือเป็นของ องค์การ สำหรับโครงการและกิจกรรมต่างๆขององค์การจะไม่ถูกกระทบกระเทือน องค์การจะ 13 จัดสิ่งอำนวยความสะดวกของตนให้รัฐสมาชิกได้ใช้ตามที่ร้องขอ คณะมนตรีจะจัดทำแนวทางและ กระบวนการตลอดจนวิธีปฏิบัติซึ่งทำให้รัฐสมาชิกสามารถใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นได้ บทที่ ๑๐ ข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลง

  27. ๒๗

    การแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญา ๑. รัฐสมาชิกใดที่ประสงค์จะเสนอให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้ จะต้องแจ้งให้ เลขาธิการทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และเลขาธิการจะต้องแจ้งให้รัฐสมาชิกทราบถึงการขอแก้ไข เปลี่ยนแปลงนั้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลาสามเดือน ก่อนที่คณะมนตรีจะหารือกันในเรื่องข้อเสนอ แก้ไขเปลี่ยนแปลงคณะมนตรีอาจเสนอข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาให้รัฐสมาชิกก็ได้ ๒. การขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องได้รับการรับเอาโดยคณะมนตรีโดย ฉันทามติ ๓. หลังจากที่คณะมนตรีมีมติรับเอาข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาฉบับนี้แล้ว เลขาธิการจะต้อง แจ้งให้รัฐสมาชิกทุกรัฐทราบอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการรับเอาข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลง อนุสัญญานั้น โดยขอความเห็นชอบอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกตามขั้นตอนภายใน ของตน ๔. หลังจากที่ได้รับหนังสือแจ้งการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐสมาชิกทุกรัฐแล้ว เลขาธิการ จะต้องเสนอต่อคณะมนตรีเพื่อทราบและส่งต่อให้รัฐบาลเจ้าภาพ รัฐบาลเจ้าภาพจะต้องแจ้ง ให้รัฐสมาชิกทุกรัฐทราบถึงวันที่มีผลใช้บังคับของข้อแก้ไขเปลี่ยนแปลงอนุสัญญาภายใน สามสิบวันหลังจากวันที่ได้รับการแจ้งการยอมรับจากรัฐสมาชิกทุกรัฐ บทที่ ๑๑ การให้สัตยาบัน การมีผลใช้บังคับ ฯลฯ

  28. ๒๘

    การลงนามและการให้สัตยาบัน ๑. อนุสัญญาฉบับนี้จะเปิดให้มีการลงนามจนถึงวันที่ ๓๑กรกฎาคม๒๕๔๙ ๒. อนุสัญญาฉบับนี้จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของการให้สัตยาบันหรือการยอมรับโดยรัฐที่อ้างถึง ในวรรค ๑ข้อ ๙ของอนุสัญญานี้ ๓. สัตยาบันสารหรือสารยอมรับจะต้องมอบไว้กับรัฐบาลเจ้าภาพ 14

  29. ๒๙

    การมีผลใช้บังคับ ๑. อนุสัญญาฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อรัฐในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เป็นสมาชิกของ สหประชาชาติอย่างน้อยห้ารัฐได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้และได้มอบสัตยาบันสารหรือสาร ยอมรับไว้กับรัฐบาลเจ้าภาพแล้ว ๒. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว รัฐที่ลงนามและอยู่ในระหว่างรอการมอบ สัตยาบันสารหรือสารยอมรับ อาจเข้าร่วมในการประชุมที่มิใช่เป็นการประชุมลับในองค์การ ได้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกเสียงลงคะแนน ทั้งนี้ ภายใต้บังคับของแนวทางและกระบวนการที่ คณะมนตรีเห็นชอบ

  30. ๓๐

    การภาคยานุวัติ ๑. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับหรือเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาลงนามแล้ว สุดแล้วแต่ว่า ระยะเวลาใดเกิดขึ้นภายหลัง รัฐใดตามที่นิยามไว้ในวรรค ๑ ของข้อ ๙อาจภาคยานุวัติ อนุสัญญาฉบับนี้ได้โดยความเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของคณะมนตรี ๒. รัฐที่ประสงค์จะภาคยานุวัติอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องยื่นเรื่องอย่างเป็นทางการต่อเลขาธิการ ซึ่งจะทำหน้าที่แจ้งให้รัฐสมาชิกทุกรัฐทราบถึงการร้องขอนั้นอย่างน้อยเป็นระยะเวลาสามเดือน ก่อนที่จะเสนอต่อคณะมนตรีเพื่อให้วินิจฉัย ๓. ภาคยานุวัติสารจะต้องมอบไว้กับรัฐบาลเจ้าภาพ

  31. ๓๑

    การแจ้งให้ทราบ รัฐบาลเจ้าภาพ จะต้องแจ้งให้รัฐผู้ลงนามและรัฐที่ภาคยานุวัติทุกรัฐทราบถึง ก) วันที่ของการมอบสัตยาบันสาร สารยอมรับหรือภาคยานุวัติสารแต่ละฉบับ ข) วันที่ของการมีผลใช้บังคับของอนุสัญญาฉบับนี้และของการแก้ไขเปลี่ยนแปลงของอนุสัญญา ฉบับนี้ ค) วันที่ของการถอนตัวของรัฐสมาชิกออกจากอนุสัญญาฉบับนี้ 15

  32. ๓๒

    การตัดสิทธิ รัฐสมาชิกใดที่ไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาฉบับนี้จะถูกตัดสมาชิกภาพขององค์การ ตามการวินิจฉัยของคณะมนตรีโดยเสียงข้างมากสองในสาม

  33. ๓๓

    การถอนตัว ๑. หลังจากที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว รัฐสมาชิกใดที่มีความประสงค์ จะถอนตัวออกจากอนุสัญญาฉบับนี้จะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้เลขาธิการทราบ ล่วงหน้าอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งปี ๒. เลขาธิการจะต้องรีบแจ้งให้ประธานของคณะมนตรีและรัฐสมาชิกทั้งหมดทราบถึงคำขอถอนตัว ของรัฐสมาชิกนั้น และประธานจะต้องเรียกประชุมคณะมนตรีภายใน๙๐วันเพื่อพิจารณาว่าจะ เห็นชอบกับคำขอนั้นหรือไม่ ๓. หลังจากการให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการต่อการถอนตัวแล้ว รัฐสมาชิกที่เกี่ยวข้องจะ ยังคงผูกพันที่จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีทางการเงินส่วนที่ถึงกำหนดของตนในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับโครงการ/กิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบแล้ว และค่าบำรุงสำหรับปีที่การถอนตัว ได้รับความเห็นชอบอย่างเป็นทางการ ๔. การถอนตัวเช่นนี้จะไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามพันธกรณีตามสัญญาหรือตามความตกลง ที่รัฐสมาชิกนั้นและองค์การได้ยอมรับไว้ก่อนการถอนตัวของรัฐสมาชิกนั้น ๕. รัฐที่ถอนตัวจากอนุสัญญาฉบับนี้จะคงสิทธิที่ได้รับไปแล้วอันเนื่องจากการเป็นสมาชิกของ องค์การจนถึงวันที่การถอนตัวจากสมาชิกภาพมีผลใช้บังคับ

  34. ๓๔

    การยุบเลิกองค์การ ๑. องค์การจะถูกยุบเลิก ณเวลาใดก็ได้โดยความตกลงโดยฉันทามติระหว่างรัฐสมาชิกทั้งหมด ขององค์การ ๒. องค์การจะถูกยุบเลิกเช่นกัน หากสมาชิกภาพขององค์การมีจำนวนรัฐสมาชิกเหลือน้อยกว่า สี่รัฐ ๓. ในกรณีที่มีการยุบเลิกองค์การ คณะมนตรีจะต้องแต่งตั้งหน่วยงานชำระบัญชีอย่างเป็น ทางการหนึ่งหน่วยงานเพื่อเจรจากับรัฐสมาชิกซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และสำนักงาน 16 ต่างๆขององค์การ ณเวลาที่มีการชำระบัญชี ที่ปรึกษากฎหมายทั้งหลายขององค์การ จะยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าขั้นตอนการชำระบัญชีจะเสร็จสิ้น ๔. หลังจากการเสร็จสิ้นของขั้นตอนการยุบเลิกองค์การ ทรัพย์สินที่เหลือใด ๆก็ตามจะต้อง ได้รับการจัดสรรแบ่งปันให้กับบรรดารัฐสมาชิกตามสัดส่วนของค่าบำรุงที่รัฐเหล่านั้นได้ชำระ แล้ว ในกรณีที่มีการขาดดุล รัฐสมาชิกเหล่านี้จะต้องรับผิดชอบตามสัดส่วนค่าบำรุงที่มีการ ประเมินกันไว้ในปีงบประมาณการเงินที่มีการชำระบัญชี

  35. ๓๕

    การจดทะเบียน ทันทีที่อนุสัญญาฉบับนี้มีผลใช้บังคับ รัฐบาลเจ้าภาพจะต้องจดทะเบียนอนุสัญญานั้นไว้กับ สำนักเลขาธิการของสหประชาชาติตามข้อ ๑๐๒ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อเป็นพยานในการนี้ ผู้ลงนามข้างท้ายนี้ ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้อง ได้ลงนามอนุสัญญา ฉบับนี้ ทำขึ้น ณกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ยี่สิบแปด เดือนตุลาคม พุทธศักราชสองพัน ห้าร้อยสี่สิบแปด เป็นภาษาอังกฤษเป็นต้นฉบับฉบับเดียว ตัวบทของอนุสัญญาฉบับนี้ที่ได้ทำเป็นภาษาทางการภาษาอื่น ๆ ของรัฐสมาชิกขององค์การ จะต้องได้รับการรับรองความถูกต้องโดยฉันทามติจากรัฐสมาชิกทั้งหมดขององค์การ ตัวบท อนุสัญญาเหล่านั้นจะต้องเก็บรักษาไว้ที่บรรณสารของรัฐบาลเจ้าภาพ ซึ่งจะต้องส่งสำเนาที่ได้รับ การรับรองความถูกต้องให้กับรัฐที่ลงนามและรัฐที่ทำการภาคยานุวัติ ทุกรัฐ อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนบังคลาเทศ อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 17 อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศมองโกเลีย อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐอิสลามปากีสถาน อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐเปรู อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศไทย อนุสัญญาฉบับนี้เป็นไปเพื่อ และในนามของ รัฐบาลประเทศสาธารณรัฐตุรกี เล่ม ๑๒๕ ตอนที่ ๕ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาว่าด้วยองค์การความร่วมมือด้านอวกาศแห่งเอเชียแปซิฟิก (Convention of the Asia – Pacific Space CooperationOrganization(APSCO)) ที่รัฐบาลแห่งประเทศไทยได้ลงนามเมื่อวันที่ ๒๘ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ซึ่งตามอนุสัญญานี้ ภาคีอนุสัญญา แต่ละประเทศต้องให้เอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาแก่ องค์การ บุคคลในคณะเจ้าหน้าที่ขององค์การ และผู้แทนรัฐสมาชิกแต่ละประเทศขององค์การ ดังนั้น เพื่อให้ การคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การในประเทศไทยเป็นไปตามอนุสัญญาดังกล่าว และเพื่อให้องค์การเป็น นิติบุคคลตามกฎหมายไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/150ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiOTkxNzVhMDQtY2NlMy00NjdiLWIzZDMtZGIyMGVjZjkxMmY5IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguIQwMTAzIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTUxLTXguIEtMzUuUERGIn0.RE69yYco8fHrCVT7DEpScs424oOd1sRrzLE0lmD3n9Y21 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:692a969b909e7e8007f2fcea295607d00ddfdf8d190040220063a5d14a201a10ดึงเมื่อ 2026-08-23T15:03:46.847Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR