พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)

ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรก๒๔๘๔110 มาตรา16 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 39 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 27d4e6ed… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ การทำไม้และเก็บหาของป่ามาตรา ๖–๓๓ · 35 มาตรา
  2. ส่วนที่ ๑ การกำหนดไม้หวงห้ามค่าภาคหลวงและขนาดจำกัดมาตรา ๖–๑๐ · 6 มาตรา
  3. ส่วนที่ ๒ การทำไม้หวงห้ามมาตรา ๑๑–๑๘/๓ · 13 มาตรา
  4. ส่วนที่ ๓ การยกเว้นค่าภาคหลวงมาตรา ๑๙–๒๔ · 6 มาตรา
  5. ส่วนที่ ๔ ไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้ามมาตรา ๒๕–๒๖ · 2 มาตรา
  6. ส่วนที่ ๕ ของป่าหวงห้ามมาตรา ๒๗–๓๓ · 8 มาตรา
  7. หมวด ๒ ตราประทับไม้มาตรา ๓๔–๓๗ · 4 มาตรา
  8. หมวด ๓ ไม้และของป่าระหว่างเคลื่อนที่มาตรา ๓๘–๔๖ · 11 มาตรา
  9. ส่วนที่ ๑ การนำเคลื่อนที่มาตรา ๓๘–๔๒ · 7 มาตรา
  10. ส่วนที่ ๒ การควบคุมไม้ในลำน้ำมาตรา ๔๓–๔๖ · 4 มาตรา
  11. หมวด ๔ การควบคุมการแปรรูปไม้มาตรา ๔๗–๕๓ จัตวา · 11 มาตรา
  12. หมวด ๕ การแผ้วถางป่ามาตรา ๕๔–๕๕ · 2 มาตรา
  13. หมวด ๖ เบ็ดเตล็ดมาตรา ๕๖–๖๘ ทศ · 26 มาตรา
  14. หมวด ๗ บทกำหนดโทษมาตรา ๖๙–๗๔ จัตวา · 13 มาตรา
  15. หมวด ๘มาตรา ๗๕ · 1 มาตรา
  16. บทเฉพาะกาลมาตรา ๗๖–๗๗ · 2 มาตรา

ปรารภ

พระราชบัญญัติ ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔สิงหาคมพุทธศักราช ๒๔๘๐) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ.พิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณวันที่ ๑๔ตุลาคมพุทธศักราช ๒๔๘๔ เป็นปีที่ ๘ในรัชกาลปัจจุบัน โดยที่ สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่ สมควรปรับปรุงกฎหมายว่ ด้วยการป่ ไม้ ให้ เหมาะสมแก่กาลสมัยยิ่งขึ้น จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภาผู้แทนราษฎรดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔”

  2. ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันที่ ๑มกราคมพุทธศักราช ๒๔๘๕ เป็นต้นไป

  3. ให้ยกเลิก

    (๑) ประกาศพระบรมราชโองการว่าด้วยภาษีไม้ขอนสักและไม้กระยาเลย ลงวัน อาทิตย์ เดือนสี่ แรมแปดค่ำปีจอ ฉศกจุลศักราช ๑๒๓๖

    (๒) ประกาศพระบรมราชโองการเรื่องซื้อขายไม้ขอนสัก ลงวันพุธ เดือนเก้า ขึ้นค่ำ หนึ่ง ปีวอก ฉศกจุลศักราช ๑๒๔๖

    (๓) ประกาศพระบรมราชโองการเรื่องไม้ขอนสัลงวันอาทิตย์ เดือนเจ็ดขึ้นค่ำหนึ่ง ปีกุน นพศกจุลศักราช ๑๒๔๙

    (๔) ประกาศพระบรมราชโองการเพิ่มเติมเรื่องไม้ขอนสัก ลงวันจันทร์ เดือนสิบเอ็ด แรมค่ำหนึ่ง ปีกุน นพศกจุลศักราช ๑๒๔๙

    (๕) พระราชบัญญัติไม้ซุงและไม้ท่อนที่ดวงตราลบเลือน ร.ศ. ๑๑๕

    (๖) พระราชบัญญัติประกาศการรักษาป่าไม้ ร.ศ. ๑๑๖ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๕๘/-/หน้า๑๔๑๗/๑๕ตุลาคม๒๔๘๔ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

    (๗) พระราชบัญญัติรักษาต้นไม้สัก ร.ศ. ๑๑๖

    (๘) พระราชบัญญัติป้องกัการลักลอบตีตราไม้ ร.ศ. ๑๑๗

    (๙) พระราชบัญญัติป้องกันการลักลอบชักลากไม้สักที่ยังมิได้เสียค่าตอ และภาษีร. ศ. ๑๑๘ (๑๐)กฎกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยไม้ไหลลอย ร.ศ. ๑๑๙

    (๑๑) กฎข้อบังคับอนุญาตไม้สักใช้ในการปลูกสร้างที่ทำราชการและการ สาธารณประโยชน์ร.ศ. ๑๑๙ (๑๒)พระราชบัญญัติรักษาป่า พุทธศักราช ๒๔๕๖ (๑๓)กฎข้อบังคับวางระเบียบวิธีจัดการรักษาป่า พุทธศักราช ๒๔๕๖

    (๑๔) กฎข้อบังคับวางระเบียบการหาของป่า ว่าด้วยการเก็บรวงผึ้ง พุทธศักราช ๒๔๖๔

    (๑๕) กฎข้อบังคับวางระเบียบการหาของป่า ว่าด้วยการเจาะเผาต้นตะเคียนทำชัน ในมณฑลปัตตานี พุทธศัราช๒๔๖๕

    (๑๖) กฎข้อบังคับวางระเบียบการหาของป่า ว่าด้วยการเจาะเผาทำน้ำมันยาง พุทธศักราช ๒๔๖๕

    (๑๗) พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติพิกัดภาษีภายใน พุทธศักราช ๒๔๗๐ เฉพาะมาตรา ๔(ก) และ(ข) (๑๘)พระราชบัญญัติรักษาป่า (ฉบับที่ ๒)พุทธศักราช๒๔๗๙ (๑๙)พระราชบัญญัติควบคุมการทำยางสน พุทธศักราช ๒๔๘๐

    (๒๐) บรรดาบทกฎหมายกฎและข้อบังคับอื่ ๆในส่วนที่มีบญญัติไว้แล้วใน พระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

  4. ในพระราชบัญญัตินี้

    (๑) “ป่า”หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้าตามกฎหมายที่ดิน

    (๒) “ไม้”หมายความว่า ไม้สักและไม้อื่นทุกชนิดที่เป็นต้น เป็นกอ เป็นเถา รวม ตลอดถึงไม้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ไม้ไผ่ทุกชนิด ปาล์ม หวายตลอดจนรากปุ่ม ตอเศษปลาย และกิ่งของสิ่งนั้น ๆไม่ว่าจะถูกตัด ทอนเลื่อยผ่า ถากขุด หรือกระทำโดยประการอื่นใด

    (๓) “แปรรูป”หมายความว่าการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่ไม้ดังนี้ คือ ก. เลื่อย ผ่า ถากขุด หรือกระทำด้วยประการอื่นใดแก่ไม้ให้เปลี่ยนรูปหรือ ขนาดไปจากเดิม นอกจากการลอกเปลือกหรือตบแต่งอันจำเป็นแก่การชักลาก ข. เผา อบบดหรือกระทำด้วยประการอื่ นใดแก่ไม้ให้เปลี่ยนแปรสภาพไป จากเดิม เพื่อถือเอาวัตถุธาตุหรือผลพลอยได้จากไม้นั้น

    (๔) “ไม้แปรรูป”หมายความว่า ไม้ที่ได้แปรรูปแล้ว และหมายความรวมถึงไม้ที่อยู่ ในสภาพพรางว่าเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรืออยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างอันไม่ชอบด้วยลักษณะสิ่งปลูก เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สร้างทั่ว ๆไปหรือที่ผิดปกติวิสัย หรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ที่ไม่ชอบด้วยลักษณะของเครื่องใช้ที่ใช้ เป็นปกติในท้องที่นั้น หรือที่ผิดปกติวิสัย ไม้ที่อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรืออยู่ในสภาพเป็นเครื่องใช้ ทั้งนี้ ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาพเช่นนั้น รวมทั้งไม้ที่เคยอยู่ในสภาพดังกล่าว และผู้ครอบครองพิูจน์ได้ว่าได้ เคยมีสภาพเช่นนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้สัก และไม่น้อยกว่าสิบปีสำหรับไม้สัก มิให้ถือว่าเป็นไม้แปรรูป

    (๕) “ทำไม้” หมายความว่า ตัด ฟัน กานโค่นลิด เลื่อย ผ่า ถากทอนขุด ชักลาก ไม้ในป่า หรือนำไม้ออกจากป่าด้วยประการใด ๆ (๖)“ไม้ไหลลอย”หมายความว่าไม้ต้น ไม้ซุง ไม้ท่อนไม้เสา ไม้เข็มไม้หลักไม้เหลี่ยม ไม้กระดาน ซึ่งเป็นไม้หวงห้าม ที่ได้ไหลลอยโดยปราศจากการควบคุม

    (๗) “ของป่า”หมายความว่า บรรดาของที่เกิดหรือมีขึ้นในป่าตามธรรมชาติ คือ ก. ไม้ รวมทั้งส่วนต่าง ๆของไม้ ถ่านไม้ น้ำมันไม้ ยางไม้ ตลอดจนสิ่งอื่น ๆที่ เกิดจากไม้ ข. พืชต่าง ๆตลอดจนสิ่งอื่น ๆที่เกิดจากพืชนั้น ค. รังนก ครั่ง รวงผึ้ง น้ำผึ้ง ขี้ผึ้ง และมูลค้างคาว ง. หินที่ไม่ใช่แร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ และหมายความรวมถึงถ่านไม้ที่บุคคลทำขึ้นด้วย

    (๘) “ไม้ฟืน”หมายความว่าบรรดาไม้ที่มีลักษณะและคุณภาพเหมาะสมที่จะใช้เป็น เชื้อเพลิงยิ่งกว่าจะใช้ประโยชน์อย่างอื่น

    (๙) “ชักลาก”หมายความว่า การนำไม้หรือของป่าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งด้วย กำลังแรงงาน (๑๐)“นำเคลื่อนที่”หมายความว่าชักลากหรือทำให้ไม้หรือของป่าเคลื่อนจากที่ไป ด้วยประการใดๆ

    (๑๑) “ขนาดจำกัด”หมายความว่า ขนาดของต้ ไม้ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

    (๑๒) “ค่าภาคหลวง”หมายความว่าเงินค่าธรรมเนียมซึ่งผู้ทำไม้หรือเก็บหาของป่า จะต้องเสียตามความในพระราชบัญญัตินี้ (๑๓)“โรงงานแปรรูปไม้”หมายความว่าโรงงานหรือสถานที่ใดซึ่งจัดขึ้นไว้เป็นที่ทำ การแปรรูปไม้ รวมถึงบริเวณโรงงานหรือสถานที่นั้น ๆด้วย (๑๔)“โรงค้าไม้แปรรูป”หมายความว่าสถานที่ที่ค้าไม้แปรรูป หรือที่มีไม้แปรรูปไว้ เพื่อการค้า รวมถึงบริเวณสถานที่นั้น ๆด้วย (๑๕)“ตราประทับไม้”หมายความว่า วัตถุใดอันประดิษฐ์ขึ้นเพื่อให้เกิดเป็นรูปรอย หรือเครื่องหมายใด ๆ นอกจากรูปรอยที่เป็นตัวเลข ไว้ที่ไม้ซึ่งอยู่ภายใต้ความควบคุมแห่ง พระราชบัญญัตินี้

    (๑๖) “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนักงานป่าไม้ พนักงานป่าไม้ หรือผู้ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้มีหน้าที่ดำเนิ การตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๗)“รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. พระราชกฤษฎีกาหรือประกาศรัฐมนตรีซึ่งกำหนดขึ้นตามบทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้ัดสำเนาประกาศไว้ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการกำนัน หรือที่สาธารณสถาน ในท้องที่ซึ่งเกี่ยวข้อง

  6. หมวด ๑ การทำไม้และเก็บหาของป่า

  7. ส่วนที่ ๑ การกำหนดไม้หวงห้ามค่าภาคหลวงและขนาดจำกัด

    6 มาตรา
  8. ไม้หวงห้ามมีสองประเภท คือ ประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา ได้แก่ไม้ซึ่งการทำไม้จะต้องได้รับอนุญาตจาก พนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับสัมปทานตามความในพระราชบัญญัตินี้ ประเภทข. ไม้หวงห้ามพิเศษ ได้แก่ไม้หายากหรือไม้ที่ควรสงวนซึ่งไม่อนุญาตให้ทำ ไม้ เว้นแต่รัฐมนตรีจะได้อนุญาตในกรณีพิเศษ

  9. ไม้ชนิดใดที่ขึ้นในป่าจะให้เป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา สำหรับไม้ทุกชนิดที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวล กฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตาม ประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็ชอบของคณะรัฐมนตรี ให้ถือว่า ไม่เป็นไม้หวงห้าม การเพิ่มเติมหรือเพิกถอนชนิดไม้ หรือเปลี่ยนแปลงประเภทไม้หวงห้ามที่ได้มีพระ ราชกฤษฎีกากำหนดไว้แล้วก็ดี หรือจะกำหนดไม้ชนิดใดเป็นไม้หวงห้ามประเภทใดขึ้นในท้องที่ใด นอกจากท้องที่ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดตามความในมาตราก่อนแล้วนั้นก็ดี ให้กำหนดโดยพระ ราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ใช้บังคับได้เมื่อ พ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  10. (ยกเลิก)

  11. รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดอัตราค่าภาคหลวงโดยประกาศในราชกิจจา นุเบกษา ดังต่อไปนี้

    (๑) สำหรับไม้หวงห้ามประเภท ก. เฉพาะไม้สัก หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. ให้ กำหนดตามชนิดขนาดและปริมาตรของไม้ ไม่เกินลูกบาศก์เมตรละสองร้อยบาท

    (๒) สำหรับไม้หวงห้ามอื่น ให้กำหนดตามชนิดและปริมาตรของไม้ ไม่เกินลูกบาศก์ เมตรละแปดสิบบาท

    (๓) สำหรับไม้หวงห้ามที่ทำเป็นไม้ฟืนหรือไม้เผาถ่าน ให้กำหนดได้ไม่เกินลูกบาศก์ เมตรละห้าบาทถ้าได้เผาเป็นถ่านแล้ว อัตราค่าภาคหลวงให้เป็นสองเท่าของอัตราค่าภาคหลวงของไม้ หวงห้ามที่ทำเป็นไม้ฟืนหรือไม้เผาถ่าน

    (๔) สำหรับไม้หวงห้ามหรือถ่านที่เผาจากไม้หวงห้ามที่นิยมซื้อขายกันตามมาตรฐาน อื่นนอกจากเป็นลูกบาศก์เมตรจะกำหนดอัตราค่าภาคหลวงแตกต่างจากที่บัญญัติ ไว้ใน(๑) (๒) หรือ

    (๓) ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของราคาตลาดในราชอาณาจักร โดยเฉลี่ยจากราคาของไม้หวงห้าม หรือของถ่านที่เผาจากไม้หวงห้าม แล้วแต่กรณี

  12. ๙ ทวิ

    ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็สมควร รัฐมนตรีจะลดหรือยกเว้ ค่าภาคหลวงให้บุคคลซึ่งประสบภัยพิบัติสาธารณะตามความจำเป็นเฉพาะรายก็ได้

  13. ๑๐

    ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดขนาดจำกัดไม้หวงห้ามโดยประกาศในราช กิจจานุเบกษา

  14. ส่วนที่ ๒ การทำไม้หวงห้าม

    13 มาตรา
  15. ๑๑

    ผู้ใดทำไม้ หรือเจาะ หรือสับ หรือเผา หรือทำอันตรายด้วยประการใด ๆ แก่ไม้หวงห้า ต้องได้รับอนุญาตจากพนังานเจ้าหน้าที่ หรือได้รับสัปทานตามความใน พระราชบัญญัตินี้ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาต การอนุญาตนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว จะอนุญาตให้ ผูกขาดโดยให้ผู้ได้รับอนุญาตเสียเงินค่าผูกขาดให้แก่รัฐบาลตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดก็ได้ การอนุญาตโดยวิธีผูกขาดหรือให้สัมปทานสำหรับการทำไม้ฟืนหรือไม้เผาถ่านไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมให้กระทำได้เฉพาะในเขตป่าที่ห่างไกลและกันดารหรือเฉพาะการทำไม้ชนิด ที่มีค่าหรือหายาก การพิจารณาคำขออนุญาตผูกขาดหรือสัมปทานตามความในวรรคก่อนให้กระทำ โดยคณะกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

  16. ๑๑ ทวิ

    ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตตามมาตรา ๑๑หรือผู้รับสัมปทานประสงค์ จะนำเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใดๆที่ตนมิได้เป็นเจ้าของเข้า ไปในเขตป่าที่ได้รับอนุญาตหรือในเขตสัมปทาน ผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทานดังกล่าวต้องแจ้งให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ตามแบบที่รัฐมนตรีำหนด บรรดาทรัพย์สินดังกล่าวในวรรคหนึ่งที่ผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทาน นำเข้าไปใน เขตป่าที่ได้รับอนุญาต หรือในเขตสัมปทาน โดยมิได้แจ้งให้พ งานเจ้าหน้าที่ทราบตามวรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ทรัพย์สินนั้นเป็นทรัพย์สินของผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทาน

  17. ๑๒

    ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตทำไม้ที่ ไม่มีรอยตราอนุญาตของพนักงาน เจ้าหน้าที่ประทับไว้ เว้นแต่จะได้มีข้อความระบุอนุญาตไว้ในใบอนุญาต

  18. ๑๓

    ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตทำไม้ที่มีขนาดต่ำกว่าขนาดจำกัด แต่ถ้ามีเหตุ ภัยพิบัติสาธารณะ หรือมีเหตุจำเป็นที่เห็นสมควรช่วยเหลือราษฎรเป็นกรณีพิเศษ รัฐมนตรีจะอนุญาต ให้ผู้รับอนุญาตเฉพาะราย ทำไม้ที่มีขนาดต่ำกว่าขนาดจำกัดเป็นการชั่วคราวก็ได้ การทำไม้ที่มีขนาดต่ กว่าขนาดจำกัดตามที่รัฐมนตรีอนุญาตให้ทำได้ ตามความใน วรรคหนึ่ง ผู้รับอนุญาตจะทำไม้ได้ก็ต่อเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับตราอนุญาตไว้ที่ไม้นั้น ๆแล้ว ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถประทับตราได้ และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ระบุไว้ในใบอนุญาตให้ทำได้ โดยไม่ต้องประทับตรา

  19. ๑๔

    ผู้รับอนุญาตทำไม้ต้องเสียค่าภาคหลวงตามที่กำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

    (๑) ต้องชำระค่าภาคหลวงล่วงหน้า ต้นหรือท่อนละสองบาทเมื่อรับใบอนุญาตจาก พนักงานเจ้าหน้าที่ เว้นแต่ในท้องที่ใดที่คณะกรมการจังหวัดได้ประกาศโดยรับอนุมัติจากรัฐมนตรีให้ งดเว้นไม่ต้องเรียกเก็บเงินค่าภาคหลวงล่วงหน้าหรือให้ลดอัตราค่าภาคหลวงล่วงหน้าลงจากอัตราที่ กำหนดนี้ ก็ให้เป็นไปตามประกาศของคณะกรมการจังหวัดนั้น ๆ การทำไม้สัก ผู้รับอนุญาตจะต้องชำระค่าภาคหลวงล่วงหน้า ตามอัตราที่คณะ กรมการจังหวัดได้ประกาศโดยรับอนุมัติจากรัฐมนตรี หรือตามอัตราที่รัฐมนตรีกำหนดเป็นรายๆไป การทำไม้ฟืน หรือทำไม้เผาถ่าน ไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงล่วงหน้า

    (๒) ต้องชำระค่าภาคหลวงให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดสามสิบวัน นับแต่วันที่พนักงาน เจ้าหน้าที่ได้แจ้งจำนวนค่าภาคหลวงให้ทราบ ถ้าผู้รับอนุญาตไม่ชำระค่าภาคหลวงให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวใน วรรคก่อนให้ไม้ ไม้ฟืนไม้เผาถ่านหรือถ่านนั้นตกเป็นของแผ่นดินเว้นแต่ผู้รับอนุญาตจะได้รับอนุญาต ให้ผัดผ่อนการชำระค่าภาคหลวงต่อไปตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงในกรณีที่ได้ชำระเงิน ค่าภาคหลวงล่วงหน้าไว้ และได้ทำไม้ออกมาแล้วภายในกำหนดอายุใบอนุญาตก็ให้ไม้ส่วนที่เกิน จำนวนจากที่ชำระค่าภาคหลวงล่วงหน้าไว้แล้วตกเป็นของแผ่นดิน

  20. ๑๔ ทวิ

    (ยกเลิก)

  21. ๑๕

    การชำระค่าภาคหลวงสำหรับไม้หวงห้ามชนิดใด ถ้าผู้รับอนุญาตขอ ชำระในเมื่อไม้นั้นได้แปรรูปแล้ว ต้องชำระตามปริมาตรของไม้แปรรูป ในอัตราสองเท่าค่าภาคหลวงที่ กำหนดไว้สำหรับไม้ชนิดนั้น ๆ

  22. ๑๖

    ค่าภาคหลวงล่วงหน้าทั้งสิ้นที่ชำระไว้แล้วตามความในมาตรา ๑๔(๑) นั้น ให้นำมาหักกลบลบกันกับค่าภาคหลวงไม้ที่ทำออกยังขาดเท่าใดให้เรียกเก็บจนครบ ถ้าผู้รับ อนุญาตทำไม้ออกมาไม่ครบจำนวนตามใบอนุญาตโดยมิใช่เพราะเหตุสุดวิสัย ซึ่งคำนวณค่าภาคหลวง แล้วยังไม่ถึงจำนวนเงินค่าภาคหลวงล่วงหน้าที่ได้ชำระไว้แล้ว ค่าภาคหลวงล่วงหน้าส่วนที่เกินให้ตก เป็นของรัฐบาล ถ้าผู้รับอนุญาตไม่ได้ทำไม้ออกมาเลยตามใบอนุญาตโดยมิใช่เพราะเหตุดวิสัย หรือ กระทำผิดจนถูกเพิกถอนใบอนุญาต ค่าภาคหลวงล่วงหน้าทั้งสิ้น ให้ตกเป็นของรัฐบาล

  23. ๑๗

    บทบัญญัติในส่วนนี้ มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้

    (๑) พนักงานเจ้าหน้าที่จัดกระทำไปเพื่อประโยชน์ในการบำรุงป่า การค้นคว้าหรือ การทดลองในทางวิชาการ

    (๒) ผู้เก็บหาเศษไม้ปลายไม้ตายแห้งที่ล้มขอนนอนไพร อันมีลักษณะเป็นไม้ฟืนซึ่ง มิใช่ไม้สักหรือไม้หวงห้ามประเภทข. ไปสำหรับใช้สอยในบ้านเรือนแห่งตนหรือประกอบกิจของตน

  24. ๑๘

    เมื่อมีเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือมีเหตุจำเป็นที่เห็สมควรช่วยเหลือ ราษฎรเป็นกรณีพิเศษ รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ผู้ใดเฉพาะรายทำไม้หวงห้ามแตกต่างจากข้อกำหนดใน กฎกระทรวงหรือข้อกำหนดในการอนุญาตเป็การชั่วคราวก็ได้ ส่วนที่ ๒/๑ การรับรองไม้

  25. ๑๘/๑

    เพื่อประโยชน์ในการจำแนกแหล่งที่มาของไม้ เจ้าของไม้ที่ขึ้นใน ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือเจ้าของไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอหนังสือรับรองไม้ก็ได้ การแจ้งและการออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดี กรมป่าไม้กำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี หมวด ๑การทำไม้และเก็บหาของป่าส่วนที่ ๒/๑การรับรองไม้ มาตรา ๑๘/๑ถึงมาตรา ๑๘/๓ เพิ่มโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๕๖๒

  26. ๑๘/๒

    ผู้ใดประสงค์จะขอหนังสือรับรองไม้ ผลิตภัฑ์ไม้ และถ่านไม้ เพื่อการค้าหรือการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และเสียค่าใช้จ่าย ในการออกหนังสือรับรองตามที่กรมป่าไม้กำหนด การขอและการออกหนังสือรับรองและอัตราค่าใช้จ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตาม ระเบียบที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนดโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

  27. ๑๘/๓

    การออกหนังสือรับรองตามมาตรา ๑๘/๑หรือมาตรา ๑๘/๒ กรมป่าไม้จะกำหนดให้สถาบันหรือองค์กรอื่นดำเนินการแทนก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขในระเบียบที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด ในการนี้ ให้ถือว่าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของสถาบันหรือ องค์กรอื่นที่ดำเนิ การแทนพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามความในส่วนนี้

  28. ส่วนที่ ๓ การยกเว้นค่าภาคหลวง

    6 มาตรา
  29. ๑๙

    (ยกเลิก)

  30. ๒๐

    (ยกเลิก)

  31. ๒๑

    (ยกเลิก)

  32. ๒๒

    (ยกเลิก)

  33. ๒๓

    (ยกเลิก)

  34. ๒๔

    (ยกเลิก)

  35. ส่วนที่ ๔ ไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้าม

    2 มาตรา
  36. ๒๕

    ผู้ใดนำไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้ามเข้าเขตด่านป่าไม้ ต้องเสียค่าธรรมเนียมตาม อัตราที่รัฐมนตรีกำหนด เว้นแต่เป็นการนำไปเพื่อใช้สอยส่วนตัวภายในเขตท้องที่จังหวัดที่ทำไม้นั้น หรือเป็นการนำไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีตามมาตรา ๗วรรคหนึ่ง เข้าเขตด่านป่าไม้ ไปใช้สอยส่วนตัวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม การนำไม้เข้าเขตด่านป่าไม้หลายด่านให้เสียค่าธรรมเนียมเพียงด่านแรกด่านเดียว

  37. ๒๖

    รัฐมนตรีมี อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดอัตรา ค่าธรรมเนียมตามมาตรา ๒๕ไม่เกินลูกบาศก์เมตรละสี่สิบบาท แต่ถ้าเป็นไม้ที่นิยมซื้อขายกันตาม มาตรฐานอื่นนอกจากเป็นลูกบาศก์เมตรจะกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับไม้นั้นแตกต่างจากที่ บัญญัติไว้นี้ก็ได้ แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของราคาตลาดในท้องที่ โดยเฉลี่ยจากราคาของไม้นั้น

  38. ส่วนที่ ๕ ของป่าหวงห้าม

    8 มาตรา
  39. ๒๗

    ของป่าอย่างใดในท้องที่ใดจะให้เป็นของป่าหวงห้าม ให้กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกา

  40. ๒๘

    การเพิ่มเติมหรือเพิกถอนของป่าหวงห้ามที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา กำหนดไว้แล้วก็ด หรือจะกำหนดของป่าอย่างใดให้เป็นของป่าหวงห้ามขึ้นในท้องที่ใด นอกจากท้องที่ ที่ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดตามความในมาตราก่อนแล้วนั้นก็ดี ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามความในมาตรานี้ให้ใช้บังคับได้เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  41. ๒๙

    ผู้ใดเก็บหาของป่าหวงห้ามหรือทำอันตรายด้วยประการใดๆแก่ของ ป่าหวงห้ามในป่า ต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และต้องเสียค่าภาคหลวง กับทั้งต้อง ปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือในการอนุญาต การอนุญาตนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อได้รับอนุมัติจากรัฐมนตรีแล้ว จะอนุญาตให้ ผูกขาดโดยให้ผู้รับอนุญาตเสียเงินค่าผูกขาดให้แก่รัฐบาลตามจำนวนที่รัฐมนตรีกำหนดก็ได้ การอนุญาตโดยวิธีผูกขาด ให้กระทำได้เฉพาะในกรณีที่ของป่าหวงห้ามเป็นของมีค่า หรือหายากหรือเฉพาะในเขตป่าที่ห่างไกลและกันดารหรือมี วามจำเป็นในวิธีการเก็บหาอันจำต้องให้ อนุญาตโดยวิธีผูกขาด

  42. ๒๙ ทวิ

    ห้ามมิให้ผู้ใดค้าหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งของป่าหวงห้ามเกิน ปริมาณที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา เว้นแต่ได้ับอนุญาตจากพนังานเจ้าหน้าที่ และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต ความในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับแก่การนำของป่าหวงห้ามเคลื่อนที่โดยมีใบเบิกทางของ พนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไปด้วย

  43. ๓๐

    รัฐมนตรีมี อำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดอัตรา ค่าภาคหลวงไม่เกินร้อยละสิบของราคาตลาดในราชอาณาจักร โดยเฉลี่ยจากราคาของของป่าหวงห้ามนั้น

  44. ๓๑

    ในท้องที่ใดที่ได้กำหนดรวงผึ้งเป็นของป่าหวงห้าม ห้ามมิให้ผู้ใดแม้จะ เป็นผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทานเก็บหาของป่าก็ตามตัดหรือโค่นต้นยวนผึ้งหรือต้นไม้ท่ผึ้งจับทำรังอยู่ หรือทำอันตรายด้วยประการใดแก่ต้นไม้ที่กล่าวแล้วโดยไม่จำเป็นแก่การเก็บหารวงผึ้ง

  45. ๓๒

    บทบัญญัติในส่วนนี้มิให้ใช้บังคับในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จัดกระทำ ไปเพื่อประโยชน์ในการบำรุงป่า การค้นคว้า หรือการทดลองในทางวิชาการ

  46. ๓๓

    เมื่อมีเหตุภัยพิบัติสาธารณะหรือมีเหตุจำเป็นที่เห็นสมควรช่วยเหลือ ราษฎรเป็นกรณีพิเศษ รัฐมนตรีจะอนุญาตให้ผู้ใดเฉพาะรายเก็บหาของป่าหวงห้ามแตกต่างจาก ข้อกำหนดในกฎกระทรวงหรือข้อกำหนดในการอนุญาตเป็นการชั่วคราวก็ได้

  47. หมวด ๒ ตราประทับไม้

    4 มาตรา
  48. ๓๔

    ตราประทับไม้ของรัฐบาลที่ใช้ประทับเพื่อความหมายใด จะให้มี ลักษณะอย่างใด ให้รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

  49. ๓๕

    ตราประทับไม้ของเอกชน จะใช้ประทับไม้ได้ต่อเมื่อเจ้าของตราได้นำ จดทะเบียนและได้รับอนุญาตแล้ว เมื่อใบอนุญาตสิ้นสุดลงด้วยประการใด ๆเจ้าของตราหรือผู้ครอบครองต้องนำตรา นั้นไปทำลายต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในกำหนดเก้าสิบวัน บแต่วันใบอนุญาตสิ้นสุด เว้นแต่ กรณีที่ผู้รับอนุญาตตาย และทายาทหรือผู้จัดการมรดกประสงค์จะใช้ตรานั้นต่อไปอีกก็ให้ยื่นคำขอ อนุญาตใช้ตรานั้น และขอแก้ทะเบียนก่อนกำหนดเวลาที่กล่าวแล้วได้สิ้นสุดลง การจดทะเบียนการรับอนุญาตพร้อมทั้งเงื่อนไขในการใช้ตราและค่าธรรมเนียมใน การนั้น ๆให้เป็นไปตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง

  50. ๓๖

    ตราประทับไม้ของเอกชนถ้าหากสูญหายไปโดยเหตุใด เจ้าของตรา ประทับไม้นั้นต้องแจ้งความต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหนังสือภายในกำหนดเวลาไม่เกินหกสิบวันนับ แต่วันรู้ถึงการสูญหายนั้น

  51. ๓๗

    ในกรณีฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติในหมวดนี้ ถ้าไม้ใดมีรอยตราประทับไม้ของ เอกชนปรากฏอยู่ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เจ้าของตรานั้นเป็นผู้กระทำการฝ่าฝืน

  52. หมวด ๓ ไม้และของป่าระหว่างเคลื่อนที่

  53. ส่วนที่ ๑ การนำเคลื่อนที่

    7 มาตรา
  54. ๓๘

    บทบัญญัติในส่วนนี้ให้ใช้บังคับแก่กรณีการนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ต่อไปภายหลังที่

    (๑) นำไม้หรือของป่าที่ได้รับใบอนุญาตให้ทำหรือเก็บออกจากสถานที่ที่ระบุไว้ใน ใบอนุญาตไปถึงสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาตแล้ว

    (๒) นำไม้ที่ทำโดยไม่ต้องรับอนุญาตออกไปถึงด่านป่าไม้ด่านแรกแล้ว

    (๓) นำไม้หรือของป่าเข้ามาในราชอาณาจัก ไปถึงด่านศุลกากรหรือด่านตรวจ ศุลกากรที่นำเข้ามาแล้ว

    (๔) นำไม้หรือของป่าที่รับซื้อจากทางราชการป่าไม้ ไปจากที่ที่ไม้หรือของป่านั้นอยู่

  55. ๓๙

    ผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ ต้องมีใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ กำกับไปด้วยตามข้อกำหนดในกฎกระทรวง

  56. ๓๙ ทวิ

    ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ หรือผู้รับอนุญาตตั้งโรงค้าไม้ แปรรูป อาจออกหนังสือกำกับไม้แปรรูปเพื่อให้บุคคลใดนำไม้แปรรูปเคลื่อนที่จากสถานที่ที่ได้รับ อนุญาตของตนไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่งได้ เมื่ออธิบดีกรมป่าไม้ได้สั่งอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นได้ตาม เงื่อนไขที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด หนังสือกำกับไม้แปรรูปให้ใช้แบบที่อธิบดีกรมป่าไม้กำหนด และให้ ถือเสมือนหนึ่งเป็นใบเบิ ทางของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๓๙

  57. ๓๙ ตรี

    ผู้ใดนำไม้หวงห้ามหรือไม้ที่มีชื่อหรือชนิดตรงกับไม้หวงห้ามที่เคย อยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้าแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีสำหรับไม้อื่นที่มิใช่ไม้ และไม่น้อย กว่าสิบปีสำหรับไม้สัก และพ้นจากสภาพการเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้แล้ว เคลื่อนย้ายออกนอก เขตจังหวัดซึ่งเป็ที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นที่ประกอบเครื่องใช้นั้น ต้องได้รับอนุญาตจาก พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองและดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้ เป็นการเฉพาะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดจังหวัดใดที่ห้ามมิให้มีการ เคลื่อนย้ายไม้ตามวรรคหนึ่ง ออกนอกเขตจังหวัดซึ่งเป็นที่ตั้งของสิ่งปลูกสร้างหรือที่ประกอบของ เครื่องใช้นั้น เว้นแต่ไม้นั้นเป็นไม้ที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า ยี่สิบปี และต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วย กฎหมายและได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมป่าไม้ แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนีย การอนุญาตตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกรมป่าไม้ กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับอนุญาตปฏิบัติตามด้วยก็ได้ ในกรณีที่เหตุจำเป็นตามวรรคสองในจังหวัดใดสิ้นสุดลง ให้รัฐมนตรีประกาศใน ราชกิจจานุเบกษายกเลิกการกำหนดให้จังหวัดนั้นเป็นจังหวัดที่ห้ามมิให้มีการเคลื่อนย้ายไม้ออกนอก เขตจังหวัด

  58. ๔๐

    ผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่เข้าเขตด่านป่าไม้ ต้องแจ้งต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ประจำด่านป่าไม้นั้นโดยแสดงใบเบิกทางกำกับไม้หรือของป่า หรือหนังสือกำกับไม้แปรรูปที่ นำมานั้ แล้วแต่ รณี ภายในกำหนดห้าวับแต่วัที่เข้าเขตด่า เมื่อพนังานเจ้าหน้าที่ ได้ ตรวจสอบและอนุญาตเป็นหนังสือให้ผ่านด่านได้แล้ว จึงให้นำไม้หรือของป่านั้นไปได้ การอนุญาตนั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติโดยมิชักช้า

  59. ๔๑

    ห้ามมิให้ผู้ใดนำไม้หรือของป่าเคลื่อนที่ผ่านด่านป่าไม้ในระหว่างเวลา ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหนังสือ

  60. ๔๒

    บทบัญญัติแห่งสองมาตราก่อน มิให้ใช้บังคับในกรณีต่อไปนี้

    (๑) เมื่อมีข้อกำหนดอย่างอื่นในสัมปทาน ใบอนุญาตหรือใบเบิกทาง

    (๒) เมื่อทบวงการเมืองใด ได้ตกลงกับกรมป่าไม้ไว้เป็นอย่างอื่น

    (๓) เมื่อเป็นการกระทำของผู้ได้รับอนุญาตทำการเก็บไม้ไหลลอยได้เก็บไว้เพื่อส่งไป ยังพนักงานเจ้าหน้าที่ประจำสถานีตรวจรับและรักษาไม้ไหลลอยตามความในพระราชบัญญัตินี้

  61. ส่วนที่ ๒ การควบคุมไม้ในลำน้ำ

    4 มาตรา
  62. ๔๓

    ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเขตควบคุ ไม้ในลำน้ โดยประกาศใน ภายในเขตที่รัฐมนตรีกำหนดตามความในวรรคก่อนห้ามมิให้ผู้ที่มิใช่เจ้าของไม้หรือ ได้รับอำนาจจากเจ้าของไม้เก็บไม้ไหลลอย เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

  63. ๔๔

    ผู้รับอนุญาตเก็บไม้ไหลลอยต้องทำการเก็บและรักษาไม้ตามข้อกำหนด ในกฎกระทรวง เมื่อผู้รับอนุญาตเก็บไม้ไหลลอยได้แล้ว ให้มอบแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยมิชักช้า

  64. ๔๕

    ทุกปีในเดือนกุ ภาพันธ์ และเดือนสิงหาคม เมื่อมีไม้ไหลลอยมาตกอยู่ ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศโฆษณาให้เจ้าของเรียกเอา ภายในเวลากำหนดแต่มิให้กำหนดน้อยกว่าเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งให้คืนไม้ไหลลอยให้แก่ผู้ที่อ้างสิทธิในไม้นั้นเมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่พอใจในหลักฐานที่ผู้นั้นนำมาแสดง ถ้าพนังานเจ้าหน้าที่สั่งเป็นอย่างอื่นและผู้อ้าง สิทธิไม่พอใจในคำสั่ง ผู้นั้นต้องไปร้องต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวัน นับแต่วันทราบคำสั่งของ พนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าไม่ร้องภายในกำหนดผู้นั้นหมดสิทธิว่ากล่าวต่อไป ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือศาลมิได้สั่งแสดงว่าผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ในไม้นั้นให้ไม้ตก เป็นของแผ่นดิน

  65. ๔๖

    ผู้มีสิทธิได้รับไม้คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องชำระค่ารางวัลแก่ผู้รับ อนุญาตเก็บไม้ไหลลอยและค่าธรรมเนียมแก่พ กงานเจ้าหน้าที่ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิได้รับไม้คืนจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จ่าย รางวัลให้แก่ผู้รับอนุญาตเก็บไม้ไหลลอยโดยอัตราเดียวกัน

  66. หมวด ๔ การควบคุมการแปรรูปไม้

    11 มาตรา
  67. ๔๗

    ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดท้องที่ใดให้เป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาประกาศนั้ ให้ใช้บังคับได้เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน บแต่วัประกาศ

  68. ๔๘

    ภายในเขตควบคุมการแปรรูปไม้ ห้ามมิให้ผู้ใดแปรรูปไม้ ตั้งโรงงาน แปรรูปไม้ ตั้งโรงค้าไม้แปรรูปมีไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุ แกลบไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุงไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูงไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย แปรรูปไม่ว่าจำนวนเท่าใดไว้ในครอบครอง หรือมีไม้แปรรูปชนิดอื่นเป็น สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวนเกิน ๐.๒๐ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครอง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และ ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในกฎกระทรวงและในการอนุญาต เพื่อประโยชน์แห่งความในวรรคหนึ่ง ไม้ซุงหรือไม้ท่อนที่จมอยู่ในแม่น้ำลำคลอง ในรัศมีห้าสิบเมตรของบริเวณที่ทำการแปรรูปไม้ และไม่มีผู้ใดเป็เจ้าของ ให้สันนิษฐานว่าเป็นไม้ที่อยู่ ในความครอบครองของผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ที่มีโรงงานอยู่ในบริเวณนั้น ความในวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการกระทำแก่ไม้ที่นำเข้ามาใน ราชอาณาจักรด้วย

  69. ๔๙

    ผู้ขอรับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรกลต้อง

    (๑) เป็นเจ้าของ และ

    (๒) ไม่เคยต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่เป็น ลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท หรือ

    (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ

    (๔) ไม่อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งออก ตามความในหมวดนี้ หรือใบอนุญาตทำไม้ ใบอนุญาตผูกขาดทำไม้ หรือสัมปทานทำไม้ ซึ่งออกตาม ความในพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีผู้ขอรับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้เป็นนิติบุคคลหุ้นส่วนผู้จัดการหรือ กรรมการผู้จัดการของนิติบุคคลนั้นต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม (๒) (๓) หรือ (๔)

  70. ๔๙ ทวิ

    ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ต้องรับผิดชอบในการดำเนิ กิจการเกี่ยวกับแปรรูปไม้ตามที่ตนได้รับอนุญาต

  71. ๕๐

    บทบัญญัติแห่งมาตรา ๔๘มิให้ใช้บังคับในกรณีดังต่อไปนี้

    (๑) การกระทำเพียงเลื่อย ตัด ลิด ขุด หรือถากซ้อมไม้ เพื่อทำเป็ซุงท่อนไม้เหลี่ยม โกลนมาดเรือโกลน เสาถากหรือหมอนรถหรือเพื่อทำไม้ฟืน หรือทำไม้เผาถ่าน หรือเลื่อยผ่าเพียง เพื่อความจำเป็นในการชักลาก ในเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ระบุไว้ในใบอนุญาตทำไม้ให้กระทำการนั้น ๆ ได้ และผู้รับอนุญาตได้กระทำการนั้น ๆก่อนนำไม้เคลื่อนที่จากบริเวณตอไม้

    (๒) การแปรรูปไม้ที่แปรรูปมาแล้วจากไม้ซุงหรือไม้ท่อน ที่มิใช่เพื่อการค้า

    (๓) การมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองที่มิใช่เพื่อการค้า โดยมีหลัฐานแสดงว่าได้ไม้ นั้นมาโดยชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้

    (๔) การแปรรูปไม้หรือมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองที่มิใช่ไม้หวงห้าม ๑๐๖/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ ๒๑กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗

    (๕) การแปรรูปไม้โดยใช้แรงคนที่มิใช่เพื่อการค้า จากไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูป โดยมีหลักฐานแสดงว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยพระราชบัญญัตินี้

  72. ๕๑

    ผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ จะมีไม้ไว้ในครอบครองในสถานที่ที่ ได้รับอนุญาตของตนได้แต่เฉพาะไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    (๑) ไม้ที่ได้ชำระค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่าเสร็จสิ้นแล้ว หรือถ้าเป็นไม้ที่ได้รับ อนุญาตให้ทำการแปรรูปได้ก่อนชำระค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า โดยมีหนังสืออนุญาตของอธิบดี กรมป่าไม้ และมีรอยตราอนุญาตประทับไว้แล้ว

    (๒) ไม้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำโดยไม่ต้องเสียค่าภาคหลวง และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ประทับตราแสดงว่าเป็นไม้ที่ทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าภาคหลวงไว้แล้ว

    (๓) ไม้ที่ได้รับซื้อจากทางราชการป่าไม้ ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประทับตรารัฐบาล ขายไว้แล้ว

    (๔) ไม้แปรรูปของผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ และมีหนังสือกำกับไม้แปรรูป ของผู้รับอนุญาต หรือใบเบิกทางของพนักงานเจ้าหน้าที่กำกับไว้เป็นหลักฐาน

    (๕) ไม้ที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร และมีใบเบิกทางตามมาตรา ๓๘(๓) กำกับ

    (๖) ไม้ที่มีหนังสือรับรองตามมาตรา ๑๘/๑และมาตรา ๑๘/๒หรือไม้ที่มีหลักฐาน แสดงว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย

  73. ๕๒

    ห้ามมิให้ผู้รับอนุญาตทำการแปรรูปไม้ในระหว่างเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้น เว้ แต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหนังสือ

  74. ๕๓

    เพื่อที่จะดูว่าผู้รับอนุญาตตามความในหมวดนี้ได้ปฏิบัติถูกต้องตาม พระราชบัญญัตินี้หรือไม่ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจตรวจการแปรรูปไม้ และกิจการของผู้รับอนุญาต ได้ ผู้รับอนุญาตต้องอำนวยความสะดวกและตอบคำถามแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการนี้

  75. ๕๓ ทวิ

    ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดท้องที่เป็นเขตควบคุมสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีกำหนดชนิดไม้ ขนาดหรือปริมาณของ สิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ ทำด้วยไม้หวงห้ามซึ่งผู้ค้าหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อ การค้าที่จะต้องขออนุญาตตามมาตรา ๕๓ตรี หรือมาตรา ๕๓จัตวา

  76. ๕๓ ตรี

    ภายในเขตควบคุม ห้ามมิให้ผู้ใดค้า หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อ การค้าซึ่งสิ่งประดิ ฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่มีชนิดไม้ ขนาดหรือปริมาณ เกินกว่าที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา ๕๓ทวิ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

  77. ๕๓ จัตวา

    ในกรณีที่มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดเขตท้องที่ใดเป็นเขต ควบคุมตามมาตรา ๕๓ทวิ ให้ผู้ค้าหรือผู้มีไว้ในครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่ง อื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้าม ที่มีชนิดไม้ ขนาดหรือปริมาณเกินกว่าชนิดไม้ ขนาดหรือปริมาณที่ ควบคุมอยู่แล้วก่อนวันที่ประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าวใช้บังคับ ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ประกาศของรัฐมนตรีดังกล่าวใช้บังคับ เมื่ อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้บุคคลดังกล่าวค้าหรือมีไว้ใน ครอบครองเพื่อการค้าซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามได้ต่อไป จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตตามคำขอ

  78. หมวด ๕ การแผ้วถางป่า

    2 มาตรา
  79. ๕๔

    ห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการ ใด ๆอันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำ ภายในเขตที่ได้จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรม และรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือ โดยได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การขออนุญาตและการอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดใน กฎกระทรวง

  80. ๕๕

    ผู้ใดครอบครองป่าที่ได้ถูกแผ้วถางโดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งมาตรา ก่อน ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลนั้นเป็นผู้แผ้วถางป่านั้น

  81. หมวด ๖ เบ็ดเตล็ด

    26 มาตรา
  82. ๕๖

    ใบอนุญาตที่ได้ออกให้ตามความในพระราชบัญญัตินี้ จะโอนได้ต่อเมื่อ ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ถ้าผู้รับอนุญาตตายทายาทหรือผู้จัดการมรดกจะทำการแทนตามใบอนุญาตนั้น ต่อไปก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันผู้รับอนุญาตตาย และถ้าทายาทหรือผู้จัดการมรดก ประสงค์จะทำการแทนต่อไปอีก ต้องยื่นคำขออนุญาตก่อนกำหนดเวลาที่กล่าวแล้วได้สิ้นสุดลง

  83. ๕๗

    ผู้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องจัดให้คนงานหรือผู้รับจ้างซึ่งทำ การตามที่ได้รับอนุญาตมีใบคู่มือแสดงฐานะเช่นนั้น ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง

  84. ๕๘

    การขออนุญาตและการอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงและในกรณีเฉพาะเรื่อง ถ้ารัฐมนตรี เห็นสมควรจะกำหนดให้ผู้รับอนุญาตปฏิบัติเพิ่มเติมประการใดอี ก็ได้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งต่ออายุใบอนุญาตที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ ได้เมื่อเห็นสมควร

  85. ๕๘ ทวิ

    ในกรณีการทำไม้หวงห้าม หรือเก็บหาของป่าหวงห้ามโดยการให้ สัมปทานการอนุญาตให้ผูกขาด หรือการอนุญาตทำไม้หวงห้ามเพื่อการค้าในเขตป่าสงวนแห่งชาติ หรือป่าที่ได้เตรียมการกำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ หรือที่ได้กำหนดโครงการทำไม้หรือเก็บหาของป่า ไว้แล้ว หรือการอนุญาตตามมาตรา ๑๓มาตรา ๑๘หรือมาตรา ๕๔รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนด

    (๑) ให้ผู้รับสัมปทานหรือผู้รับอนุญาต ทำการบำรุงป่า หรือปลูกสร้างสวนป่าตาม คำสั่งและวิธีการที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด หรือ

    (๒) ให้ผู้รับสัมปทานหรือผู้รับอนุญาตออกค่าใช้จ่ายเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการ บำรุงป่า หรือปลูกสร้างสวนป่าให้แทน ในกรณีตาม(๒) ให้คิ ดค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินหกเท่าของค่าภาคหลวง หรือตามอัตรา พื้นที่ป่าที่ได้รับสัมปทานหรือรับอนุญาต ไม่เกินไร่ละหนึ่งพันสองร้อยบาท ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรี เห็นสมควร

  86. ๕๙

    ให้พ งานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่ พัใช้ใบอนุญาตที่ออกตาม พระราชบัญญัตินี้ได้ดังต่อไปนี้

    (๑) เมื่อปรากฏว่าผู้รับอนุญาตฝ่าฝื หรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการอนุญาต หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่ง สั่งตามพระราชบัญญัตินี้ จะสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวัน

    (๒) เมื่อมีการฟ้องผู้รับอนุญาตต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ จะ สั่งพักใช้ใบอนุญาตไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดก็ได้

  87. ๖๐

    เมื่อได้มีคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้พักใช้ใบอนุญาตแล้ว ผู้รับ อนุญาตหมดสิทธิตามใบอนุญาตนั้นนับแต่วันทราบคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่จนกว่าจะครบ กำหนดเวลาการพักใช้ใบอนุญาต หรือจนกว่ารัฐมนตรีจะได้สั่งให้เพิกถอนคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต

  88. ๖๑

    ในกรณีที่เหตุแห่งการสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙ปรากฏแก่ รัฐมนตรีหรือเมื่อพนังานเจ้าหน้าที่ได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตตามมาตรา ๕๙แล้ว ถ้ารัฐมนตรีเห็นสมควร จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้เสียก็ได้ ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรกล หรือผู้กระทำการ แทนนิติบุคคลผู้รับอนุญาตไม่มีลักษณะตามมาตรา ๔๙(๑) หรือเป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๙(๒) (๓) หรือ

    (๔) แล้วแต่กรณี ให้รัฐมนตรีสั่งเพิกถอนใบอนุญาต

  89. ๖๑ ทวิ

    คำสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต ให้ทำเป็น หนังสือแจ้งให้ผู้ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตรับทราบ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจให้ผู้ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตรับทราบ คำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้ปิดคำสั่งในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณสถานที่ทำการตามใบอนุญาตหรือที่อยู่ของ ผู้ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีนี้แล้ว ให้ถือว่าผู้ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอน ใบอนุญาตรับทราบคำสั่งนั้นตั้งแต่วันปิดคำสั่ง

  90. ๖๒

    ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งไม่อนุญาตตามคำขอของบุคคลใดตาม ความในพระราชบัญญัติ นี้ หรือสั่งพักใช้ใบอนุญาตตามความในมาตรา ๕๙บุคคลนั้นมีสิทธิอุทธรณ์ คำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ต่อรัฐมนตรีได้ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำวินิจฉัย ของรัฐมนตรีให้ถือเป็นที่สุด

  91. ๖๓

    ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ รัฐบาลมีอำนาจให้ สัมปทานในการทำไม้ชนิดใดหรือเก็บหาของป่าอย่างใดในป่าใดโดยมีขอบเขตเพียงใดและในสัมปทาน นั้นจะให้มีข้อกำหนดและเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ รัฐบาลมีอำนาจให้ผู้รับสัมปทานเสียเงินค่าภาคหลวงตามอัตราที่รัฐบาลเห็นสมควร แต่ไม่เกินอัตราอย่างสูงที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ และจะให้ผู้รับสัมปทานเสียเงินแก่รัฐบาลตาม จำนวนที่รัฐบาลจะกำหนดอีกก็ได้

  92. ๖๔

    ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ ที่เกี่ยวกับความผิดอาญาให้ถือว่า พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

  93. ๖๔ ทวิ

    ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์ พาหนะยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆที่บุคคลได้ใช้ หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้ในการ กระทำความผิด หรือเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑มาตรา ๔๘ มาตรา ๕๔หรือมาตรา ๖๙ไว้เพื่อเป็นหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ จนกว่าพนักงานอัยการสั่ง เด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นของผู้กระทำความผิดหรือของผู้มีเหตุ อันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดหรือไม่ ทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง ถ้าพนักงานอัยการสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดีหรือศาลไม่ พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองมิได้ร้องขอรับคืนภายในกำหนดหกเดือนนับแต่วัน ทราบหรือถือว่าได้ทราบคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ให้ตกเป็น ของกรมป่าไม้ ถ้าทรัพย์สินที่ยึดไว้จะเป็นการเสี่ยงความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาจะ เกินค่าของทรัพย์สิน รัฐมนตรีหรือผู้ที่รัฐมนตรีมอบหมายจะจัดการขายทอดตลาดทรัพย์สินนั้น ก่อน ถึงกำหนดตามวรรคสองก็ได้ ได้เงินเป็นจำนวนสุทธิเท่าใดให้ยึดไว้แทนทรัพย์สินนั้น

  94. ๖๔ ตรี

    ในกรณีทรัพย์สินที่ยึดไว้ตามมาตรา ๖๔ทวิ มิใช่เป็นของผู้กระทำ ความผิดหรือของผู้มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นผู้กระทำความผิดให้พนักงานเจ้าหน้าที่โดยอนุมัติ รัฐมนตรีคืนทรัพย์สินหรือเงิน แล้วแต่กรณี ให้แก่เจ้าของ ก่อนถึงกำหนดตามมาตรา ๖๔ทวิ ได้ ใน กรณีดังต่อไปนี้

    (๑) เมื่อทรัพย์สินนั้นไม่จำเป็นต้องใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีที่เป็น เหตุให้ทรัพย์สินนั้นถูกยึด และ

    (๒) เมื่ อผู้กระทำความผิดหรือผู้มีเหตุอัควรสงสัยว่า เป็ผู้ ระทำความผิดได้ ทรัพย์สินนั้นมาจากผู้เป็นเจ้าของโดยการกระทำความผิดทางอาญา

  95. ๖๕

    เพื่อบำบัดปัดป้องภยันตรายซึ่งมีมาเป็นสาธารณะโดยฉุกเฉินแก่ไม้หรือ ของป่าในป่าใด พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทานในป่านั้นหรือป่าที่ ใกล้เคียง รวมทั้งคนงานหรือผู้รับจ้างของผู้รับอนุญาตหรือผู้ รับสัมปทานให้ให้ความช่วยเหลือด้วย แรงงานหรือสิ่งของตามที่จำเป็นแก่การนั้นได้

  96. ๖๖

    การโอนไม้หรือของป่าที่ผู้รับอนุญาตหรือผู้รับสัมปทาน กระทำก่อนที่ ได้ชำระค่าภาคหลวง หรือก่อนที่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นหนังสือ จะยกขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อใช้แก่เจ้าพนักงานหาได้ไม่

  97. ๖๗

    ให้รัฐมนตรีตั้งด่านป่าไม้และกำหนดเขตแห่งด่านนั้น ๆโดยประกาศใน

  98. ๖๘

    บรรดาหนี้ค่าภาคหลวงสำหรับไม้หรือของป่าที่ค้างชำระอยู่ให้ถือว่าเป็น หนี้ค่าภาษีอากรที่ค้างชำระแก่รัฐบาลและให้รัฐบาลทรงไว้ซึ่งสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้โดยมีบุริมสิทธิ สามัญอย่างเดียวกับค่าภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมวด ๖ทวิ การสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัปทานและการสิ้นสุดของสัมปทาน หมวด ๖ทวิ การสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัมปทานและการสิ้นสุดของสัมปทาน มาตรา ๖๘ทวิ ถึงมาตรา ๖๘เอกาทศเพิ่มโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔พ.ศ. ๒๕๓๒ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

  99. ๖๘ ทวิ

    ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้พื้นที่ใดในเขตสัมปทานเพื่อประโยชน์ ในการสร้างเขื่อนชลประทานหรือเขื่อนพลังน้ำ หรือเพื่อการป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือความ มั่นคงของชาติ หรือเพื่อรักษาความสมดุลของสภาพแวดล้อมหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น ให้ รัฐมนตรีโดยความเห็ชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการดังต่อไปนี้

    (๑) ให้สัมปทานที่มีพื้นที่สัมปทานทับพื้นที่ดังกล่าวสิ้นสุดลงทั้งแปลง

    (๒) ให้ผู้รับสัมปทานหยุดการทำกิจการที่ได้รับสัมปทานเป็นการชั่วคราวในพื้นที่ ดังกล่าวตามระยะเวลาที่เห็นสมควร

    (๓) ตัดเขตพื้นที่ดังกล่าวออกจากพื้นที่ในสัมปทาน การสั่งการของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ออก คำสั่ง

  100. ๖๘ ตรี

    นอกจากการสิ้นสุดลงตามอายุของสัมปทาน หรือตามข้อกำหนด หรือเงื่อนไขที่ำหนดไว้ในสัมปทานหรือตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น สิทธิการทำกิจการที่ได้รับ สัมปทานในเขตพื้นที่สัมปทานทั้งแปลงหรือบางส่วนย่อมสิ้นสุดลงเมื่อพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่ กำหนดให้เป็น

    (๑) อุทยานแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติ หรือ

    (๒) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

  101. ๖๘ จัตวา

    ในกรณีที่รัฐมนตรีมีคำสั่งตามมาตรา ๖๘ทวิ หรือในกรณีที่สิทธิ การทำกิจการที่ได้รับสัมปทานสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี หรือในกรณีที่สัมปทานสิ้นสุดลงเนื่องจาก ทางราชการได้ใช้สิทธิเพิกถอนสัมปทานเพราะเหตุที่ผู้รับสัมปทานไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไข ที่กำหนดในสัมปทาน บรรดาไม้และของป่าที่อยู่ในพื้นที่สัมปทานที่สิทธิการทำกิจการที่ได้รับสัมปทาน สิ้นสุดลง และบรรดาไม้ที่ยังมิได้เสียค่าภาคหลวงไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่สัมปทานนั้นหรือไม่ ย่อมเป็นของ แผ่นดิน และผู้รับสัมปทานจะได้สิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในไม้หรือของป่าได้ต่อเมื่อผู้รับสัมปทานสามารถ พิสูจน์ได้ว่า ตนได้ทำไม้หรือเก็บหาของป่านั้นโดยถูกต้องตามกฎหมาย ข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ กำหนดในสัมปทานก่อนสิทธิตามสัมปทานสิ้นสุดลง ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานประสงค์จะพิสูจน์ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับสัมปทานยื่นคำขอ พิสูจน์ต่อรัฐมนตรีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับสัมปทานได้รับหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แจ้ง คำสั่งรัฐมนตรีหรือแจ้งการสิ้นสุดของสัมปทานตามมาตรา ๖๘อัฏฐวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี วิธีการยื่น คำขอพิสูจน์ การพิสูจน์ การพิจารณาและการสั่งการของรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่พอใจคำสั่งรัฐมนตรี ผู้รับสัมปทานมีสิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อ พิสูจน์ว่าตนได้ทำไม้หรือเก็บหาของป่าโดยถู ต้องตามกฎหมายข้อกำหนดและเงื่อนไขที่กำหนดใน สัมปทานก่อนสิทธิตามสัมปทานสิ้นสุดลง แต่ทั้งนี้ ต้องยื่นฟ้องภายในกำหนดหกสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับคำสั่งของรัฐมนตรี

  102. ๖๘ เบญจ

    ในกรณีที่เป็นสัมปทานทำไม้ ที่รัฐมนตรีได้มีคำสั่งตามมาตรา ๖๘ ทวิ หรือสิทธิการทำไม้ในเขตพื้นที่สัมปทานสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี ให้ผู้รับสัมปทานหยุดการทำ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ไม้ในเขตพื้นที่สัมปทานที่สิทธิการทำไม้สิ้นสุดลงและหยุดการนำไม้เคลื่อนที่ออกจากสถานที่รวม หมอนไม้สำหรับการตรวจวัดคำนวณค่าภาคหลวงโดยสิ้นเชิง และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการสำรวจ สภาพการทำไม้และสำรวจไม้ที่รวมอยู่ ณสถานที่รวมหมอนไม้ของผู้รับสัมปทาน และทำบันทึก รายงานเสนอต่ออธิบดีกรมป่าไม้โดยเร็ว บันทึกรายงานดังกล่าวให้เจ้าหน้าที่ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ วิธีการทำไม้ จำนวนและขนาดของไม้และให้ความเห็นด้วยว่า ผู้รับสัมปทานได้ทำไม้โดยถูกต้องตาม กฎหมายข้อกำหนดและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในสัมปทานหรือไม่ ในกรณีที่ผลการสำรวจตามวรรคหนึ่งปรากฏว่า ผู้รับสัมปทานได้ทำไม้โดยฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัมปทานและการกระทำดังกล่าว เป็นเหตุให้ทางราชการมีสิทธิเพิกถอนสัมปทานการสิ้นสุดของสิทธิการทำไม้ตามมาตรา ๖๘ทวิ หรือ มาตรา ๖๘ตรี ย่อมไม่เป็นการตัดสิทธิทางราชการที่จะเพิกถอนสัมปทานโดยให้มีผลตั้งแต่วันก่อน วันที่สิทธิการทำไม้ิ้นสุดลง เมื่อผู้รับสัมปทานพิสูจน์ต่อรัฐมนตรีตามมาตรา ๖๘จัตวา ได้ว่าตนได้ทำไม้โดย ถูกต้องตามกฎหมายข้อกำหนดและเงื่อนไขที่กำหนดในสัมปทานก่อนวันที่สิทธิตามสัปทานสิ้นสุดลง หรือเมื่อศาลได้พิพากษาเช่นนั้น ให้อธิบดีกรมป่าไม้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทำการชักลากและ นำไม้ดังกล่าวเคลื่อนที่ได้ พร้อมทั้งกำหนดหลัเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาที่ผู้ รับสัมปทาน ต้องปฏิบัติไว้ด้วย ผู้รับสัมปทานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขและระยะเวลาตามที่ อธิบดีกรมป่าไม้กำหนดดังกล่าว ให้หมดสิทธิในไม้นั้น และให้ไม้นั้นตกเป็นของแผ่นดิน

  103. ๖๘ ฉ

    ให้ผู้รับสัมปทานที่ได้รับคำสั่งตามมาตรา ๖๘ทวิ หรือผู้รับสัมปทาน ที่สัมปทานสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี ดัต่อไปนี้ มีสิทธิได้รับเงินชดเชยความเสียหายตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๖๘สัตต มาตรา ๖๘อัฏฐ มาตรา ๖๘นวมาตรา ๖๘ทศและ มาตรา ๖๘เอกาทศ

    (๑) ผู้รับสัมปทานที่พื้นที่สัมปทานทั้งแปลงต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ทวิ

    (๑) หรือมาตรา ๖๘ตรี และ

    (๒) ผู้รับสัมปทานที่ได้รับคำสั่งตามมาตรา ๖๘ทวิ (๒) หรือ

    (๓) หรือผู้รับสัมปทานที่ พื้นที่สัมปทานบางส่วนต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้รับสัมปทานดังกล่าว ได้ขอเวนคืนสัมปทานที่เหลือทั้งหมดของตนต่อทางราชการ ในกรณีที่มีการสั่งตามมาตรา ๖๘ทวิ หรือสัมปทานสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี การเรียกร้องหรือการให้ค่าสินไหมทดแทนหรือเงินชดเชยเพื่อความเสียหายอย่างอื่นนอกจากที่บัญญัติ ไว้ในมาตรานี้ จะกระทำมิได้

  104. ๖๘ สัตต

    เงินชดเชยความเสียหายที่ผู้รับสัมปทานมีสิทธิได้รับให้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    (๑) ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงแก่ผู้รับสัมปทาน และเฉพาะในเรื่อง ดังต่อไปนี้

    (ก) เงินลงทุนที่ผู้รับสัมปทานได้ใช้จ่ายไปเพื่อการทำกิจการที่ได้รับสัมปทาน เช่น ค่าเครื่องจักรกล ค่ายานพาหนะค่าเครื่องมือ เครื่องใช้และอุปกรณ์ต่าง ๆซึ่งผู้รับสัมปทานยังใช้ ประโยชน์ไม่คุ้มค่า ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงค่าเสื่อมราคาที่ได้หักไว้แล้ว ระยะเวลาของสัมปทานที่ผู้รับ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สัมปทานได้ใช้สิทธิการทำกิจการที่ได้รับสัมปทานไปแล้ว จำนวนไม้หรือของป่าที่ผู้รับสัมปทานได้ทำ ออกไปแล้ว รวมทั้งประโยชน์อย่างอื่นที่ ผู้ รับสัมปทานได้รับไปอัเนื่องจากการทำกิจการที่ได้รับ สัมปทานในระหว่างอายุสัมปทาน และมูลค่าของทรัพย์สินหรือสิ่งของที่เหลืออยู่และยังเป็นประโยชน์ ต่อผู้รับสัมปทาน

    (ข) ค่าใช้จ่ายที่ผู้รับสัมปทานได้จ่ายไปเพื่อการทำกิจการที่ได้รับสัมปทานและ ยังมิได้รับผลประโยชน์กลับคืน ทั้งนี้ โดยให้คำนึงถึงเงื่อนไขต่าง ๆตามที่กำหนดไว้ใน (ก) และ

    (ค) ความผูกพันตามกฎหมายที่ผู้รับสัมปทานมีอยู่ตามกฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรงงาน ในส่วนที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ลูกจ้างในกรณีที่มีการเลิกจ้าง เงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายที่นำมาพิจารณาเพื่อรับเงินชดเชยตาม

    (ก) และ(ข) จะต้องไม่เกินกว่าที่เป็นเงินลงทุนหรือค่าใช้จ่ายตามที่ผู้ประกอบธุรกิจจะลงทุนหรือใช้จ่ายในกิจการ เช่นนั้นโดยทั่วไปตามปกติ

    (๒) ความรับผิดที่ผู้รับสัมปทานมีต่อบุคคลภายนอกตามสัญญาระหว่างผู้รับ สัมปทานกับบุคคลภายนอกที่เกี่ยวเนื่องกับการทำกิจการที่ได้รับสัปทานหากมีข้อสัญญาที่คู่สัญญา ตกลงให้ผู้รับสัมปทานต้องรับผิดในกรณีเหตุสุดวิสัยให้แตกต่างไปจากประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ หรือมีข้อสัญญาที่คู่สัญญาตกลงให้ผู้รับสัมปทานต้องรับผิดเพราะรัฐสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือ ยกเลิกสัมปทานข้อสัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลใช้บังคับเพื่อการให้เงินชดเชยความเสียหายตามมาตรา นี้

    (๓) ห้ามมิให้มีการจ่ายเงินชดเชยเพื่อผลกำไรหรือผลประโยชน์ใดๆที่ผู้รับสัมปทาน คาดว่าจะได้รับจากการทำกิจการที่ได้รับสัมปทาน

    (๔) ในกรณีที่การเลิ สัปทานเป็เหตุให้ผู้รับสัมปทานได้รับเงิ ทรัพย์สิ หรือ ผลประโยชน์อย่างอื่นตอบแทน จากการประกันหรือการอื่นใดเพื่อทดแทนความเสียหายให้ถือว่าเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นนั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินชดเชยความเสียหายตามมาตรา นี้ ในกรณีที่ผู้รับสัปทานยื่นคำขอเวนคืนสัมปทานตามมาตรา ๖๘ฉ

    (๒) ให้ผู้รับ สัมปทานได้รับเงินชดเชยความเสียหายเฉพาะตามอัตราส่วนของพื้นที่หรือของจำนวนไม้หรือของป่าที่ จะทำออกได้จากพื้นที่ในส่วนที่สัมปทานนั้นสิ้นสุดลง แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ทั้งนี้ เว้นแต่ใน กรณีที่มีเหตุผลฟังได้ว่า พื้นที่ในส่วนที่สัมปทานสิ้นสุดลงนั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้รับสัมปทานไม่ สามารถดำเนินกิจการในสัมปทานที่ขอเวนคืนนั้นต่อไปได้ ก็ให้ได้รับเงินชดเชยเช่นเดียวกับกรณีพื้นที่ สัมปทานทั้งแปลงสิ้ สุดลง

  105. ๖๘ อัฏฐ

    เมื่อรัฐมนตรีมีคำสั่งตามมาตรา ๖๘ทวิ ให้พนังานเจ้าหน้าที่แจ้ง คำสั่งของรัฐมนตรีให้ผู้รับสัมปทานทราบเป็นหนังสือ หรือเมื่อสิทธิการทำกิจการที่ได้รับสัมปทานใน เขตพื้นที่สัมปทานทั้งแปลงหรือบางส่วนต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มี หนังสือแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงการสิ้นสุดดังกล่าว ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานประสงค์จะเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายผู้รับสัมปทาน จะต้องยื่นคำขอเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายต่ออธิบดีกรมป่าไม้ ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับ สัมปทานได้รับหนังสือของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่แจ้งคำสั่งของรัฐมนตรี หรือแจ้งการสิ้นสุดของ สัมปทานตามวรรคหนึ่งแล้วแต่กรณี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำขอตามวรรคสองให้ทำเป็นหนังสือ พร้อมทั้งจัดทำบัญชีแสดงจำนวนเงินชดเชย ความเสียหายที่ตนเห็ว่าสมควรจะได้ บตามหลัเกณฑ์ที่ำหนดไว้ในมาตรา ๖๘สัตต โดยมี หลักฐานที่สนับสนุนข้อเรียกร้องของตนตามความจำเป็น ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานที่ขอเรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายเป็ผู้ ใช้สิทธิตาม มาตรา ๖๘ฉ(๒) ผู้รับสัมปทานต้องขอเวนคืนสัมปทานที่เหลือทั้งหมดของตนก่อนหรือในวันที่ขอ เรียกร้องเงินชดเชยความเสียหายตามมาตรานี้

  106. ๖๘ นว

    ในการพิจารณากำหนดเงินชดเชยความเสียหายให้อธิบดีกรมป่าไม้ แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนกรมสรรพากรหนึ่งคน ผู้แทนสำนักงานตรวจ เงินแผ่นดินหนึ่งคน ผู้มีความรู้ความสามารถในการตีราคาทรัพย์สินหนึ่งคน และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ หนึ่งคน เพื่อทำหน้าที่พิจารณากำหนดเงิ ชดเชยความเสียหาย ให้คณะกรรมการมีอำนาจเรียกให้ผู้รับสัมปทานมาชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสาร หลักฐานเพิ่มเติม ตลอดจนเรียกให้ผู้รับสัมปทานมาเจรจาเพื่อกำหนดเงินชดเชยดังกล่าวได้ และใน กรณีที่ผู้รับสัมปทานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการ ดำเนินการกำหนดเงินชดเชยความเสียหายตามที่เห็นสมควรต่อไปโดยมิชักช้า เมื่อคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งได้กำหนดเงินชดเชยความเสียหายเสร็จสิ้นแล้ว ให้ ทำบันทึกรายงานเสนอต่ออธิบดีกรมป่าไม้โดยบันทึกรายงานดังกล่าวจะต้องแสดงรายละเอียดและ เหตุผลของการพิจารณาว่า การกำหนดเงินชดเชยดังกล่าวมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร มี เหตุผลสนับสนุนเพียงใด พร้อมทั้งระบุเอกสารหลักฐานที่ใช้ในการพิจารณา และในกรณีที่อธิบดีกรม ป่าไม้ไม่เห็นชอบด้วยให้อธิบดีกรมป่าไม้มีอำนาจแก้ไขตามที่เห็นสมควรพร้อมทั้งแสดงเหตุผลกำกับ ในบันทึกไว้ด้วย ให้อธิบดีกรมป่าไม้มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงจำนวนเงินชดเชยความ เสียหายที่ผู้รับสัมปทานจะได้รับพร้อมด้วยเหตุผลตามสมควรและให้กำหนดระยะเวลาที่ผู้รับ สัมปทานจะมาขอรับเงินชดเชยดังกล่าวไว้ด้วย

  107. ๖๘ ทศ

    ผู้รับสัมปทานผู้ใดไม่พอใจในเงินชดเชยความเสียหายที่อธิบดีกรม ป่าไม้แจ้งให้ทราบตามมาตรา ๖๘นวให้มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ แจ้งเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมป่าไม้ดังกล่าว ในการพิจารณาอุทธรณ์ตามวรรคหนึ่ง ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิทางกฎหมาย และผู้มีความรู้ความสามารถในการตีราคาทรัพย์สิน มีจำนวน ทั้ หมดไม่้ อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเก้าคนเป็นผู้พิจารณาเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรี ทั้งนี้ ให้ รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ มาตรา ๖๘เอกาทศ ในกรณีที่ผู้รับสัมปทานยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรี ตามมาตรา ๖๘ทศหรือในกรณีที่รัฐมนตรีมิได้วินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตาม มาตรา ๖๘ทศวรรคสองให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ภายในหนึ่งปี นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของ รัฐมนตรีหรือนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว แล้วแต่กรณี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาลและศาลพิพากษาให้ผู้รับสัมปทานได้รับเงินชดเชย ความเสียหายเพิ่มขึ้น ผู้รับสัมปทานมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยของเงินชดเชยความเสียหายเฉพาะในส่วนที่ เพิ่มขึ้น ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี

  108. หมวด ๗ บทกำหนดโทษ

    13 มาตรา
  109. ๖๙

    ผู้ใดมีไว้ในครอบครองซึ่งไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปโดยไม่มีรอย ตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าไม้ที่มีไว้ในครอบครองเป็น

    (๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้ ระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า ไม้เก็ดเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือ

    (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบ ต้นหรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่น บาทถึงสองล้านบาท

  110. ๗๐

    ผู้ใดรับไว้ด้วยประการใด ซ่อนเร้น จำหน่ายหรือช่วยพาเอาไปเสียให้พ้น ซึ่งไม้หรือของป่าที่ตนรู้อยู่แล้วว่าเป็ไม้หรือของป่าที่ ผู้ได้าโดยการกระทำผิดต่อบทแห่ง พระราชบัญญัตินี้ มีความผิดฐานเป็นตัวการในการกระทำผิดนั้น

  111. ๗๑

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๓๕มาตรา ๓๖มาตรา ๔๔ วรรคสองหรือมาตรา ๕๗ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

  112. ๗๑ ทวิ

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๙มาตรา ๒๙ทวิ มาตรา ๓๙มาตรา ๓๙ตรี มาตรา ๔๐วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๓วรรคสองหรือมาตรา ๕๓ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  113. ๗๒

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๔๑หรือมาตรา ๕๒ต้องระวาง โทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๑๐๖/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ ๒๑กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗

  114. ๗๒ ทวิ

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๑ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าไม้ที่มีไว้ในครอบครองเป็

    (๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า ไม้เก็ดเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภทข. หรือ

    (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินห้าต้น หรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้ที่ครอบครองเกินหนึ่งลูกบาศก์เมตรหรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตร ไม้เกินหนึ่งลูกบาศก์เมตร ผู้ ระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ องปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่ง แสนบาทถึงหนึ่งล้านห้าแสนบาท

  115. ๗๒ ตรี

    ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๔ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินยี่สิบห้าไร่ ผู้กระทำความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ในกรณีที่มีคำพิพากษาชี้ขาดว่าบุคคลใดกระทำความผิดตามมาตรานี้ ถ้าปรากฏว่า บุคคลนั้นได้ยึดถือครอบครองป่าที่ตนได้กระทำความผิด ศาลมีอำนาจที่สั่งให้ผู้กระทำผิด คนงานผู้รับ จ้าง ผู้แทน และบริวารของผู้กระทำผิด ออกไปจากป่านั้นได้ด้วย

  116. ๗๓

    ผู้ใดฝ่าฝื หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๑มาตรา ๑๒มาตรา ๑๓ มาตรา ๓๑หรือมาตรา ๔๘ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าการกระทำผิดนั้นเกี่ยวกับ

    (๑) ไม้สัก ไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุง ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูงไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำไม้อีเฒ่า ไม้เก็ดเขาควาย หรือไม้หวงห้ามประเภท ข. หรือ

    (๒) ไม้อื่นเป็นต้นหรือเป็นท่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันเกินยี่สิบ ต้นหรือท่อนหรือรวมปริมาตรไม้เกินสี่ลูกบาศก์เมตร หรือไม้ที่ได้แปรรูปแล้วรวมปริมาตรไม้เกินสอง ลูกบาศก์เมตร ๑๐๖/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ ๒๑กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗ ผู้กระทำความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่ห้าหมื่น บาทถึงสองล้านบาท

  117. ๗๓ ทวิ

    ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๓ตรี หรือผู้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติ นี้ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในใบอนุญาตหรือข้อกำหนดที่รัฐมนตรีกำหนดให้ปฏิบัติ เพิ่มเติมตามมาตรา ๕๘ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปี และปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงห้า หมื่นบาท

  118. ๗๔

    บรรดาไม้และของป่าอันได้มาหรือมีไว้เนื่องจากการกระทำความผิด ต่อพระราชบัญญัตินี้และสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ และสิ่งอื่นใด บรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้ามที่มีไว้ เนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา ๕๓ตรี ให้ริบเสียทั้งสิ้น

  119. ๗๔ ทวิ

    บรรดาเครื่ องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะยานพาหนะหรือ เครื่องจักรกลใด ๆซึ่งบุคคลได้ใช้ในการกระทำความผิดหรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการ กระทำความผิดตามมาตรา ๑๑มาตรา ๔๘มาตรา ๕๔หรือมาตรา ๖๙ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่

  120. ๗๔ ตรี

    บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวให้ อธิบดีกรมป่าไม้หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ในระดับไม่ต่ำกว่าป่าไม้จังหวัดหรือหัวหน้าด่านป่าไม้มีอำนาจ เปรียบเทียบได้

  121. ๗๔ จัตวา

    ในกรณีที่มีผู้นำจับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ พนักงานอัยการร้องขอต่อศาล และให้ศาลมีอำนาจพิพากษาให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับเป็น จำนวนเงินไม่เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนเงิ ค่าปรับตามคำพิพากษาโดยจ่ายจากเงินค่าปรับที่ชำระต่อศาล ถ้าผู้กระทำความผิดไม่ชำระเงินค่าปรับ หรือชำระไม่ถึงจำนวนที่จะต้องจ่ายค่าสินบนนำจับได้ครบถ้วน ก็ให้จ่ายเงินสินบนนำจับที่ยังจะต้องจ่ายจากเงินค่าขายของกลางที่ศาลสั่งให้ริบ ถ้ายังขาดอยู่อีกก็ให้ เป็นพับไป ในกรณีที่มีผู้นำจับหลายคน ให้แบ่งเงินสินบนนำจับให้คนละเท่า ๆกัน การจ่ายเงินสินบนนำจับนั้น จะจ่ายได้เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว

  122. หมวด ๘

    1 มาตรา
  123. ๗๕

    ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ งแวดล้อม* รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ กับให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และกำหนดอัตรา ค่าธรรมเนียมไม่เกินจำนวนอย่างสูงที่กำหนดไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้ และออก กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  124. บทเฉพาะกาล

    2 มาตรา
  125. ๗๖

    สัมปทานและใบอนุญาตที่ได้ออกให้แก่บุคคลใดเพื่อทำไม้หรือเก็บหา ของป่าไว้แล้วในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้คงใช้ได้ต่อไปเสมือนหนึ่งเป็นสัมปทานและใบอนุญาตที่ ออกให้ตามความในพระราชบัญญัตินี้เพียงเท่ากำหนดอายุของสัมปทานและใบอนุญาตนั้น

  126. ๗๗

    บรรดาตราประทับไม้ของเอกชนที่ได้จดทะเบียนและเสียค่าธรรมเนียม ไว้แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้คงใช้ได้ต่อไปมีกำหนดร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ถ้าเจ้าของตราประทับไม้ของเอกชนประสงค์จะใช้ตรานั้นต่อจากนั้นไป ต้องนำไปขอจดทะเบียนใหม่ ตามความในพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนอีก ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา บัญชีอัตราค่าธรรมเนียม

    (๑) แบบพิมพ์คำขอ ฉบับละ ๒๕ สตางค์

    (๒) การอนุญาตเจาะต้นตะเคียน ตาแมวทำชันเจาะต้นสน เอายาง สับหรือกรีด ต้นเยลูตองเอายาง ต้นละ ๒ บาท

    (๓) การอนุญาตเจาะเผาต้นยาง ทำน้ำมันยาง ต้นละ ๕๐ สตางค์

    (๔) การอนุญาตเจาะ สับ หรือ กรีดไม้ชนิดอื่น ๆเอาน้ำมัน ชัหรือยาง ต้นละ ๑๐ บาท

    (๕) ใบอนุญาตทำไม้เพื่อการค้า ฉบับละ ๒๐ บาท

    (๖) ใบอนุญาตเก็บหาของป่า หวงห้าม ฉบับละ ๑๐ บาท

    (๗) ใบอนุญาตค้าของป่าหวงห้าม หรือใบอนุญาตมีไว้ ในครอบครองซึ่งของป่า หวงห้าม ฉบับละ ๒๐ บาท

    (๘) ใบอนุญาตเก็บไม้ไหลลอย ฉบับละ ๑๐ บาท

    (๙) ใบอนุญาตตั้งโรงงาน แปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักร คิดตามจำนวนแรงม้า แรงม้าละ ๕๐บาท (๑๐)ใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูป ไม้โดยใช้แรงคน คิดตาม จำนวนคนงาน คนละ ๑๐ บาท (๑๑)ใบอนุญาตทำการแปรรูปไม้ เพื่อการค้า คิดตามปริมาตร ไม้ที่ยังมิได้แปรรูป ลูกบาศก์เมตรละ ๑๐ บาท (๑๒)ใบอนุญาตค้าหรือมีไว้ ในครอบครองเพื่อการค้า ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดที่ทำด้วย ไม้หวงห้าม ฉบับละ ๒,๐๐๐ บาท (๑๓)ใบอนุญาตมีไม้แปรรูป อัตราค่าธรรมเนียมแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๑๘ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชนิดอื่นเป็นจำนวนเกิน ๐.๒๐ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครองครอง ฉบับละ ๒๐บาท (๑๔)ใบอนุญาตตั้งโรงค้าไม้ แปรรูป ฉบับละ ๑,๐๐๐บาท (๑๕)ใบอนุญาตอื่น ๆ ฉบับละ ๕บาท (๑๖)ใบแทนใบอนุญาตเท่ากับ อัตราค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตนั้น แต่ไม่เกิน ฉบับละ ๑๐บาท (๑๗)ใบอนุญาตผูกขาด ทำไม้สัก ฉบับละ๑๕,๐๐๐บาท (๑๘)ใบอนุญาตผูกขาดทำไม้ หวงห้ามธรรมดา นอกจากไม้สัก ฉบับละ ๗,๕๐๐บาท (๑๙)ใบอนุญาตผูกขาดเก็บหา ของป่าหวงห้าม ฉบับละ ๑,๐๐๐บาท (๒๐)ใบแทนใบอนุญาต ผูกขาด ฉบับละ ๒๕บาท (๒๑)สัมปทานทำไม้สัก ฉบับละ๓๐,๐๐๐บาท (๒๒)สัมปทานทำไม้หวงห้าม ธรรมดานอกจากไม้สัก ฉบับละ๑๕,๐๐๐บาท (๒๓)สัมปทานเก็บหาของป่า หวงห้าม ฉบับละ ๓,๐๐๐บาท (๒๔)ใบแทนสัมปทาน ฉบับละ ๕๐๐บาท (๒๕)การโอนใบอนุญาตหรือ สัมปทานคิดครึ่งอัตรา ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต หรือสัมปทานนั้น ๆ (๒๖)ใบเบิกทาง

    (ก) ไม้สัก ฉบับละ ๕๐บาท

    (ข) ไม้ชนิดอื่น ๆ ฉบับละ ๒๐บาท

    (ค) ของป่า ฉบับละ ๕บาท (๒๗)การอุทธรณ์

    (ก) เรื่องเกี่ยวกับการ อนุญาตการผู ขาด หรือสัมปทาน ครั้งละ ๑๐๐บาท

    (ข) เรื่องการขอตั้งหรือ ต่ออายุใบอนุญาต สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โรงงานแปรรูปไม้ โดยใช้เครื่องจัครั้งละ ๑๐๐บาท

    (ค) เรื่องการขอตั้งหรือ ต่ออายุใบอนุญาต โรงงานแปรรูปไม้ โดยใช้แรงคน ครั้งละ ๕๐บาท

    (ง) เรื่องการขออนุญาต ตั้งโรงค้าไม้ แปรรูป ครั้งละ ๕๐บาท

    (จ) เรื่องอื่น ๆ ครั้งละ ๑๐บาท (๒๘)ใบคู่มือคนงานหรือ ผู้รับจ้าง หรือใบแทน ฉบับละ ๑บาท (๒๙)ค่าจดทะเบียนตรา ประทับไม้เอกชน ดวงละ ๒๐๐บาท (๓๐)ค่าธรรมเนียมขอตรวจ เอกสาร ฉบับละ ๕บาท (๓๑)ค่าธรรมเนียมคัดหรือ ถ่ายภาพเอกสารและ รับรองสำเนา หน้าละ ๑๐บาท (๓๒)ค่าธรรมเนียมขอตรวจ แผนที่ป่า ครั้งละ ๑๐๐บาท (๓๓)ค่าธรรมเนียมคัดหรือถ่าย ภาพแผนที่ป่าและรับรอง สำเนา ฉบับละ ๕๐๐บาท (๓๔)ค่าธรรมเนียมทำการ ล่วงเวลา คิดร้อยละสิบ ของเงินค่าภาคหลวง ที่คำนวณได้ในครั้งนั้น ๆ แต่อย่างสูงไม่เกิน ๔๐๐ บาท (๓๕)ค่าธรรมเนียมรับคืน ไม้ไหลลอย ท่อนละ ๒๐บาท สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๒)พ.ศ. ๒๔๙๑ มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๓)พ.ศ. ๒๔๙๔ มาตรา ๑๙ สัมปทานและใบอนุญาตผูกขาดที่ได้ออกให้แก่ผู้ใด เพื่อการทำไม้หรือ เก็บหาของป่าไว้แล้ว ในวันใช้พระราชบัญญัตินี้ อันขัดต่อบทบัญญัติมาตรา ๑๑หรือมาตรา ๒๙แห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๖และมาตรา ๑๑แห่ง พระราชบัญญัตินี้ ให้คงใช้ได้ต่อไปเพียงเท่ากำหนดอายุของสัมปทานหรือใบอนุญาตผูกขาดนั้น มาตรา ๒๐ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๔๑ลงวันที่ ๖มกราคมพ.ศ. ๒๕๐๒ หมายเหตุ:- โดยที่ไม้ในป่าเป็นทรัพยากรสำคัญของชาติและการทำไม้ซึ่งมิได้อยู่ในความควบคุมโดย ถูกต้องเป็นภัยอันร้ายแรง และโดยที่ปรากฏว่าขณะนี้ได้มีการทำไม้ด้วยวิธีการอันไม่สุจริตเช่นใช้วิธี แสดงเท็จ อ้างว่าที่ป่าที่ทำไม้เป็นที่ดินที่อยู่ในสิทธิครอบครองของเอกชนเป็นเหตุทำให้ไม้ในป่าซึ่งควร สงวนถูกทำลายไปเป็นจำนวนมากคณะปฏิวัติเห็นเป็นการจำเป็นต้องระงับความเสียหายนั้น และ เห็นสมควรให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายว่าด้วยป่าไม้เสียใหม่ให้รัดกุม แต่ก่อนที่จะได้มีการแก้ไข ควรที่จะมีข้อกำหนดบางประการเพื่อป้องกันและระงับความเสียหายดังที่ได้กล่าวแล้ว พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓ มาตรา ๑๙ บทบัญญัติมาตรา ๕และมาตรา ๗ไม่กระทบกระทั่งบรรดาใบอนุญาต การทำไม้ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ออกให้ตามความในมาตรา ๗และมาตรา ๑๙แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้ จนกว่าใบอนุญาตนั้น ๆจะสิ้นอายุ มาตรา ๒๐ ในระหว่างเวลาที่ยังมิได้มีประกาศของรัฐมนตรีกำหนดอัตรา ค่าภาคหลวงตามความในมาตรา ๙การเสียค่าภาคหลวงให้เป็นไปตามอัตราที่รัฐมนตรีได้กำหนดไว้ แล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๑ ในระหว่างเวลาที่ ยังมิได้มีพระราชกฤษฎีากำหนดไม้หวงห้ามอื่น นอกจากไม้สักและไม้ยางตามความในมาตรา ๗แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๕/ตอนที่๖๘/หน้า๗๖๘/๓๐พฤศจิกายน๒๔๙๑ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๖๘/ตอนที่๔๖/หน้า๑๐๒๖/๑๗กรกฎาคม๒๔๙๔ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๗๖/ตอนที่๓/หน้า๓/๖มกราคม๒๕๐๒ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๗๗/ตอนที่ ๖๒/ฉบับพิเศษหน้า๑๑/๒๕กรกฎาคม๒๕๐๓ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๕ไม้อื่นนอกจากไม้สักและไม้ยางจะเป็นไม้หวงห้ามประเภทใด ให้เป็นไป ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนวัที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔บางมาตรา มีข้อความไม่รัดกุมเหมาะสมกับกาลสมัย โดยเฉพาะบทกำหนดโทษกำหนดไว้ต่ำมากไม่ทำให้ผู้กระทำผิดเกรงกลัว หรือเข็ดหลาบ เป็นช่องทาง ให้มีการลักลอบตัดฟันไม้ทำลายป่ารวมทั้งลักลอบทำการแผ้วถางป่ามากขึ้น เพราะไม้หรือของป่าทุก ชนิดมีราคาสูงขึ้น จึงเป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมเสียใหม่ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อ เป็นการป้องกันการทำลายป่าไม้ อันเป็นทรัพยากรของชาติ ให้มีสภาพอันจะอำนวยประโยชน์แก่รัฐ และประชาชนด้วยดีสืบไป ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑๖ลงวันที่ ๑๐เมษายนพ.ศ. ๒๕๑๕ ข้อ ๑๑ ความในมาตรา ๓๙ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับแก่การนำไม้สักที่เคยอยู่ในสภาพเป็น สิ่งปลูกสร้างหรือเคยเป็นเครื่องใช้มาแล้วเคลื่อนที่โดยมีหนังสืออนุญาตของผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ก่อน วันใช้บังคับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ข้อ ๑๒ ผู้ใดมีไม้สักแปรรูปไว้ในครอบครองอยู่ก่อนหรือในวันที่ประกาศของคณะ ปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับไม่เกิน ๐.๒๐ลูกบาศก์เมตรถ้าประสงค์จะครอบครองไม้สักแปรรูปนั้นต่อไป ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกหนังสืออนุญาตให้ครอบครองได้โดยไม่ต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ข้อ ๑๓ ใบอนุญาตแปรรูปไม้ ใบอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้ ใบอนุญาตค้าไม้แปรรูป ใบอนุญาตมีไม้แปรรูปไว้ในครอบครองซึ่งได้ออกให้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ และในระหว่างที่ใบอนุญาตยังไม่สิ้นอายุดังกล่าวมิให้นำความใน มาตรา ๖๑วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศ ของคณะปฏิวัติฉบับนี้มาใช้บังคับแก่ผู้ได้รับอนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยใช้เครื่องจักรกลซึ่งเป็นผู้ไม่ มีลักษณะตามมาตรา ๔๙(๑) หรือมีลัษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๙(๒)

    (๓) หรือ(๔) อยู่ก่อนวันที่ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ข้อ ๑๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับนี้ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๘๙/ตอนที่ ๕๙/ฉบับพิเศษหน้า๑/๑๑เมษายน๒๕๑๕ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมายเหตุ:- โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า กฎหมายป่าไม้ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันยังมีข้อความไม่ รัดกุมเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็ช่องทางให้ผู้ทุจริตฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ใช้ อุบายต่าง ๆให้เกิดการลักลอบตัดฟันไม้หวงห้ามและเก็บหาของป่าหวงห้ามเพื่อนำออกมาจำหน่าย รวมทั้งเปิดช่องให้ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานไม้แปรรูปกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายจึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายป่าไม้เพื่อกำหนดปริมาณการครอบครองไม้สักและไม้แปรรูปเสียใหม่เพื่อสกัดกั้นมิให้ผู้รับ อนุญาตแปรรูปไม้กระทำฝ่าฝืนกฎหมายได้โดยง่าย และในขณะเดียวกันสมควรเพิ่มอำนาจการสั่งพัก ใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตที่ออกตามกฎหมายป่าไม้ได้มากยิ่งขึ้น พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๒๙ ให้ยกเลิ บัญชีอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๔และให้ใช้ บัญชีอัตราค่าธรรมเนียมท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน มาตรา ๓๐ ผู้ใดได้รับอนุญาตให้ทำไม้ หรือเป็ผู้รับสัปทานอยู่แล้วในวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับและได้นำหรือประสงค์จะนำเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆที่ตนมิได้เป็นเจ้าของ เข้าไปในเขตป่าที่ได้รับอนุญาต หรือในเขตสัมปทาน ต้องแจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับตามแบบที่ รัฐมนตรีกำหนด เมื่อพ้ กำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะหรือเครื่องจักรกลใด ๆที่ผู้รับอนุญาตทำไม้หรือผู้รับสัมปทานนำเข้าไปใน เขตป่าที่ได้รับอนุญาตหรือในเขตสัมปทานโดยมิได้แจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง เป็นของผู้รับ อนุญาตทำไม้ หรือผู้รับสัมปทาน แล้วแต่กรณี มาตรา ๓๑ ให้ถือว่าพระราชกฤษฎีกากำหนดไม้หวงห้ามที่ออกตามมาตรา ๗แห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓และมาตรา ๘แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศ พระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษา เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๗แห่งพระราชบัญญัติ ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติี้ มาตรา ๓๒ ให้ถือว่าขนาดจำกัดที่ำหนดขึ้ และใช้อยู่ ในวัประกาศ พระราชบัญญัตินี้ในราชกิจจานุเบกษาเป็นขนาดจำกัดที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา ๑๐แห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๓๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ษาการตาม พระราชบัญญัตินี้ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๙๒/ตอนที่ ๕/ฉบับพิเศษหน้า๑/๙มกราคม๒๕๑๘ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ บางมาตรามีข้อความไม่รัดกุม และไม่เหมาะสมกับกาลสมัย สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับ สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อคุ้มครองและบำรุ รักษาป่าไม้อันเป็ทรัพยากรธรรมชาติให้ได้ผลดี ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๒๒ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยป่าไม้ได้ใช้ บังคับมานานแล้ว บทบัญญัติในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดโทษไม่เหมาะสมแก่สภาวการณ์ปัจจุบัน เห็นสมควรแก้ไขเพิ่ เติมอัตราโทษให้สูงขึ้น จึ จำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๗)พ.ศ. ๒๕๒๕ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากว่าขณะนี้ เป็นที่ยอมรับกัน โดยทั่วไปว่า ยังมีประชาชนในชนบทอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่มีเงินจะไปซื้อไม้และอุปกรณ์ต่าง ๆมา สร้างบ้านอยู่อาศัย ก็เนื่องจากความยากจนเป็นเหตุ จึงได้กระทำผิดไปด้วยความจำเป็น โดยไปตัดไม้ ในป่ามาสร้างบ้านของตนเองบ้าง ซ่อมแซมบ้านของตนเองบ้าง มิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีบ้านอยู่อาศัย หรือมี ไม้ไว้ในความครอบครองเล็ก ๆน้อย ๆเพื่อซ่อมแซมบ้านก็ดี หรือมีไม้ไว้เพื่อทำเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ บ้างก็ด จึงเป็นกรณีที่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง แม้บางครั้งศาลสถิตย์ยุติธรรมจะให้ วามปราณี อย่างไร ก็ยังทำให้ประชาชนผู้ยากไร้ดังกล่าวได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสอยู่ดี เพราะติดขัด อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพื่อให้ศาลสถิตย์ยุติธรรมได้มีโอกาสพิ จพิเคราะห์ถึงความหนักเบาของ ข้อเท็จจริงแต่ละคดี ในการที่จะลงโทษผู้กระทำความผิดได้ดีและมากขึ้น จึงสมควรแก้ไขโทษขั้นต่ำ ของมาตรา ๖๙,๗๓บางกรณี เสียใหม่ให้ต่ำลงเล็กน้อย ส่วนโทษขั้ สูงก็เพิ่ ใหู้ ขึ้น บางกรณี เช่นเดียวกัน เพื่อลงโทษผู้ที่ทำลายป่าไม้ให้หนัก พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔พ.ศ. ๒๕๓๒ มาตรา ๔ บรรดาสัมปทานที่ได้ออกให้แก่บุคคลใดไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ มีผลใช้บังคับ และพื้นที่สัมปทานดังกล่าวทั้งแปลงหรือบางส่วนอยู่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติ ตามกฎหมายว่าด้วยอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามกฎหมายว่าด้วยการสงวนและ คุ้มครองสัตว์ป่า ให้สิทธิการทำกิจการที่ได้รับสัมปทานในเขตพื้นที่ดังกล่าวสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ พระราชกำหนดนี้มีผลใช้บังคับ และให้ผู้รับสัมปทานมีสิทธิได้รับเงินชดเชยความเสียหายตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา ๖๘ฉมาตรา ๖๘สัตต มาตรา ๖๘อัฏฐ มาตรา ๖๘นวมาตรา ๖๘ทศและมาตรา ๖๘ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๖/ตอนที่๖๔/ฉบับพิเศษหน้า ๙/๒๘เมษายน๒๕๒๒ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๙๙/ตอนที่๓๓/ฉบับพิเศษหน้า ๕/๕มีนาคม๒๕๒๕ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๑๐๖/ตอนที่ ๘/ฉบับพิเศษหน้า๙/๑๔มกราคม๒๕๓๒ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เอกาทศแห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ และให้ พนักงานเจ้าหน้าที่มีหนังสือแจ้งให้ผู้รับสัมปทานทราบถึงการสิ้นสุดของสัมปทานโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ในการบังคับตามมาตรา ๖๘จัตวา และมาตรา ๖๘เบญจแห่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ถือว่าสิทธิการทำ กิจการที่ได้รับสัมปทานซึ่งสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง เป็นการสิ้นสุดลงตามมาตรา ๖๘ตรี ตาม พระราชบัญญัติดังกล่าว มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราช กำหนดนี้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบัสภาพป่าไม้ของ ประเทศได้ถูกทำลายจนทำให้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติขาดความสมดุล อันจะยังผลให้ภัยพิบัติ สาธารณะดังเช่นที่เกิดขึ้นในจังหวัดภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๑อาจเกิดขึ้นอี ได้ จำเป็นต้อง ระงับยับยั้งมิให้มีการทำไม้ออกจากป่าและเร่งรัดฟื้นฟูสภาพป่าขึ้นโดยเร็ว แต่โดยที่พระราชบัญญัติ ป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔มิได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในอันที่จะยับยั้งการทำไม้ออกจากป่าที่ได้ เปิดการทำไม้โดยให้สัมปทานไปแล้วได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องให้อำนาจดังกล่าวแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งการกำหนดให้สัมปทานที่มีพื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสิ้นสุดลง ทั้งนี้ โดยให้ผู้รับสัมปทานที่ สัมปทานต้องสิ้ นสุดลงด้วยเหตุดังกล่าวมีสิทธิได้รับเงินชดเชยความ เสียหายภายในขอบเขตที่กำหนดไว้ โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมทั้งแก่ประโยชน์ของส่วนรวมและ ประโยชน์ของเอกชน และโดยที่เป็กรณีฉุ เฉิ ที่มี วามจำเป็รีบด่วนในอัที่จะรักษาความ ปลอดภัยสาธารณะและเพื่อป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ *พระราชกฤษฎีกาโอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปเป็นกรมป่าไม้ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทาง ทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๑๐ โดยผลของบทบัญญัติแห่งมาตรา ๒๓๐วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยพระราชกฤษฎีานี้มีผลเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกบทบัญญัติในกฎหมาย ดังนี้

    (๕) ในพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช๒๔๘๔ให้แก้ไขคำว่า “รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์”เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม” มาตรา ๑๑ ในวาระเริ่มแรก ให้กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม มีส่วนราชการตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๑๒๐/ตอนที่ ๙๓ก/หน้า ๖/๓๐กันยายน๒๕๔๖ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๔๕โดยอนุโลม จนกว่าจะมีกฎกระทรวงว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการกรมป่าไม้ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขึ้นใหม่ มาตรา ๑๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้ หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือเนื่องจากพระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวงทบวงกรมพ.ศ. ๒๕๔๕และพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของ ส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวงกรมพ.ศ. ๒๕๔๕พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้กำหนดให้กรมป่าไม้เป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และให้กรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดปัญหาการบริหาร ทั้งในด้านนโยบาย วิชาการ บุคลากร และการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้ง เป็เหตุให้ะบบการบริหารงานและการบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ ดัง้น เพื่อให้การ บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการบูรณาการตามกลุ่มภารกิจด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและนโยบายของรัฐบาลสมควรโอนกรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมทั้งบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณหนี้ สิทธิ ภาระผูกพัน ข้าราชการลูกจ้าง ตำแหน่งและอัตรากำลัง ไปเป็นกรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ สมควรที่จะได้ปรับปรุงอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และ พันธุ์พืช รวมทั้งโอนอำนาจหน้าที่และกิจการของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองไปเป็ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพัธุ์พืชเพื่อให้การ บริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีขอบเขตที่ รับผิดชอบอย่างชัดเจน นอกจากนี้ สมควรแก้ไขการใช้อำนาจของรัฐมนตรีและการใช้อำนาจหน้าที่ ตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกรมป่าไม้ และกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่า และพัธุ์พืช ให้สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าวด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราช กฤษฎีกานี้ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐๖/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๑/๒๕๕๙เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ข้อ ๔ ในระหว่างที่ยังไม่มีการออกกฎกระทรวงเกี่ยวกับการยื่นคำขออนุญาตและ การอนุญาตให้ทำไม้หวงห้ามประเภท ก. ชนิดไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุ ไม้ชิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบ ไม้พะยูงไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควาย ไม้เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่า ให้นำหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับการทำไม้สัก ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินที่มิใช่ป่าตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฉบับที่ ๒๔(พ.ศ. ๒๕๑๘)ออกตามความใน พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ว่าด้วยการทำไม้หวงห้ามและที่แก้ไขเพิ่มเติม มาใช้บังคับ ราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๓๑/ตอนพิเศษ๑๔๓ง/หน้า ๑๕/๓๐กรกฎาคม๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๑๓๓/ตอนพิเศษ๑๓๙ง/หน้า๑๒/๒๑มิถุนายน ๒๕๕๙ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กับการยื่นคำขออนุญาตและการอนุญาตให้ทำไม้หวงห้ามประเภทก. ดังกล่าวโดยอนุโลมไปพลางก่อน ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ข้อ ๕ ในระหว่างที่ยังไม่มารออกระเบียบเพื่ อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการ อนุญาตนำไม้หวงห้ามหรือไม้ที่มีชื่อหรือชนิดตรงกับไม้หวงห้ามที่เคยอยู่ในสภาพเป็นสิ่งปลูกสร้าง หรือเครื่องใช้ เคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดตามมาตรา ๓๙ตรี แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่ งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับการอนุญาตให้ เคลื่อนย้ายไม้ออกนอกเขตจังหวัดตามที่กำหนดไว้ในระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการนำไม้สักที่เคยอยู่ใน สภาพเป็นสิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้มาแล้วกว่า ๕ปี เคลื่อนย้ายออกนอกเขตจังหวัดพ.ศ. ๒๕๔๒ มาใช้บังคับกับการยื่นคำขออนุญาตและการอนุญาตให้นำไม้หวงห้ามหรือไม้ที่มีชื่อหรือชนิดตรงกับ ไม้หวงห้ามที่เคยอยู่ในสภาพเป็สิ่งปลูกสร้างหรือเครื่องใช้ดังกล่าว เคลื่อนย้ายออกนอกเขต จังหวัดโดยอนุโลมไปพลางก่อน ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ข้อ ๖ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๘)พ.ศ.๒๕๖๒ มาตรา ๒ พระราชบัญญัติ นี้ ให้ใช้บังคับตั้ งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา ๙ บรรดาไม้สักไม้ยาง ไม้ชิงชัน ไม้เก็ดแดง ไม้อีเม่ง ไม้พะยุงแกลบ ไม้ กระพี้ ไม้แดงจีน ไม้ขะยุ ไม้ซิก ไม้กระซิก ไม้กระซิบไม้พะยูง ไม้หมากพลูตั๊กแตน ไม้กระพี้เขาควายไม้ เก็ดดำ ไม้อีเฒ่า และไม้เก็ดเขาควาย ที่ขึ้นในป่า ให้เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.ตามพระราชบัญญัติป่า ไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔จนกว่าจะได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๗แห่ พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๑๐ การดำเนินการออกระเบียบตามมาตรา ๑๘/๑มาตรา ๑๘/๒และ ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับหากไม่สามารถ ดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ มาตรา ๑๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการกำหนดให้ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจที่ขึ้นใน ราชกิจจานุเบกษาเล่ ๑๓๖/ตอนที่ ๕๐ก/หน้า ๑๐๖/๑๖เมษายน๒๕๖๒ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ดินประเภทอื่นที่ไม่ใช่ป่าเป็นไม้หวงห้าม จึงทำให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้ในที่ดินดังกล่าว ต้องอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ดังนั้น เพื่อให้การทำไม้และการเคลื่อนย้ายไม้ นั้นเป็นไปได้โดยสะดวกไม่เกิดภาระแก่ประชาชนทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมอุตสาหกรรมไม้และ การบริหารจัดการด้านการป่าไม้ให้มีประสิทธิภาพสมควรแก้ไขเพิ่ มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้เพื่อ กำหนดให้ไม้ที่ขึ้นในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวง ห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือแสดงสิทธิที่รัฐมนตรี ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม รวมทั้งกำหนดเพิ่ม หลักเกณฑ์การออกหนังสือรับรองไม้เพื่อประโยชน์ในการจำแนกแหล่งที่มาของไม้ซึ่งเป็นมาตรการใน การป้องกันการนำไม้ที่ลักลอบทำออกจากป่ามาสวมสิทธิว่าเป็นไม้ที่ทำออกจากที่ดินดังกล่าวและเพื่อ การค้าหรือการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา นุสรา/ปรับปรุง ๒๕เมษายน๒๕๖๒

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

ส่วนที่ ๓การยกเว้นค่าภาคหลวงมาตรา ๑๙ถึงมาตรา ๒๔ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓ ส่วนที่ ๔ไม้ที่มิใช่ไม้หวงห้าม มาตรา ๒๕ถึงมาตรา ๒๖แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๑๘ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ มาตรา ๔๐แก้ไขเพิ่มเติ โดยพระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ ๔)พ.ศ. ๒๕๐๓ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

๑๐๖/๒๕๕๗เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ ลงวันที่ ๒๑กรกฎาคมพุทธศักราช ๒๕๕๗ การรักษาพระราชบัญญัติ

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
https://epa.onep.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://epa.onep.go.th/storage/upload/law/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%20%E0%B8%9E.%E0%B8%A8.%202484.pdf39 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:27d4e6ed32668412349716f08b580e8969d2e4109130c9054f937a54451580f9ดึงเมื่อ 2026-08-24T07:46:08.658Z
สภาพของตัวบทเทียบกับต้นฉบับ
ตรวจด้วยสามวิธี ไม่พบความเพี้ยน"ไม่พบ" ไม่เท่ากับ "ถูกต้อง" — ทั้งสามวิธีมีจุดบอดที่ประกาศไว้ที่หน้าวิธีทำงาน
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR