พระราชบัญญัติสถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. ๒๕๖๒
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 68957048… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า
ฉบับนี้คืออะไร
ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน
สารบัญของฉบับนี้
- หมวด ๑ บททั่วไปมาตรา ๗–๑๖ · 10 มาตรา
- หมวด ๒ การดำเนินการมาตรา ๑๗–๓๙ · 23 มาตรา
- หมวด ๓ การประกันคุณภาพและการประเมินมาตรา ๔๐–๔๔ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ การบริหารงานบุคคลและตำแหน่งทางวิชาการมาตรา ๔๕–๕๐ · 6 มาตรา
- หมวด ๕ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะมาตรา ๕๑–๕๘ · 8 มาตรา
- หมวด ๖ บทกำหนดโทษมาตรา ๕๙–๖๐ · 2 มาตรา
- บทเฉพาะกาลมาตรา ๖๑–๗๐ · 10 มาตรา
ปรารภ
เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๐ พระราชบัญญัติ สถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. ๒๕๖๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยสถาบันพระบรมราชชนก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้
ทุกมาตรา
ดูเป็นรายการ- ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. ๒๕๖๒”
- ๒
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
- ๓
ในพระราชบัญญัตินี้ “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันพระบรมราชชนก “สภาสถาบัน” หมายความว่า สภาสถาบันพระบรมราชชนก “สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการสถาบันพระบรมราชชนก “คณะ” หมายความว่า ส่วนราชการที่มีหน้าที่หลักในการผลิตบัณฑิต การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๑ “สำนัก” หมายความว่า ส่วนราชการที่มีหน้าที่หลักในการสนับสนุนวิชาการของหน่วยงาน ในสถาบัน การบริหารจัดการ และการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพแก่หน่วยงานภายในสถาบัน หน่วยงานภายนอก และร่วมมือกับหน่วยงานอื่น “วิทยาลัย” หมายความว่า ส่วนราชการในสังกัดคณะ มีหน้าที่จัดการเรียนการสอน การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม “ผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน” หมายความว่า ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานสถาบัน และลูกจ้างของสถาบัน “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
- ๔
ให้สถาบันพระบรมราชชนกเป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์ สุขภาพที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ มีฐานะเป็นนิติบุคคลและ เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ อยู่ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข
- ๕
ให้สถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามกฎกระทรวง แบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นสถาบันพระบรมราชชนก ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้วิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขตามบัญชีรายชื่อ วิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ มีฐานะเป็นวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
- ๖
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และ มีอำนาจออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑ บททั่วไป
10 มาตรา- ๗
สถาบันมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของ กระทรวงสาธารณสุข ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการ ทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๒
- ๘
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ สถาบันมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ผลิตบัณฑิตและพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถทางวิชาการและทักษะในวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสำนึกต่อสังคม และ เพื่อให้มีศักยภาพในการเรียนรู้ด้วยตนเอง
(๒) จัดการศึกษา วิจัย ส่งเสริม สนับสนุนการวิจัย เพื่อสร้างหรือพัฒนาองค์ความรู้และ นำความรู้นั้นไปใช้เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
(๓) พัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพให้มีมาตรฐานและคุณภาพทางวิชาการ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ
(๔) ส่งเสริมให้เกิดโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตามความต้องการของชุมชน
(๕) ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมโดยเน้นความร่วมมือกับชุมชน
(๖) ให้บริการด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
(๗) ส่งเสริมและทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
- ๙
สถาบันจะยุติหรือชะลอการศึกษาในระดับไม่สูงกว่าปริญญาตรีของนักศึกษาผู้ใด ด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้นขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริงเพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่าง ๆ แก่สถาบันมิได้ การส่งเสริมให้มีทุนการศึกษาแก่นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ และหลักเกณฑ์การพิจารณาว่า นักศึกษาผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาสถาบันกำหนด
- ๑๐
สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังต่อไปนี้
(๑) สำนักงานอธิการบดี
(๒) คณะ
(๓) สำนัก สถาบันอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ เป็นส่วนราชการของสถาบันอีกได้ สำนักงานอธิการบดี อาจแบ่งส่วนราชการเป็นกอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่ากอง เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๓ คณะ อาจแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี วิทยาลัย ภาควิชา หรือส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา สำนักหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจแบ่งส่วนราชการ เป็นสำนักงานผู้อำนวยการ กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง สำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ วิทยาลัย ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน
- ๑๑
การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ให้ทำเป็นกฎกระทรวง การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี สำนักงานผู้อำนวยการ วิทยาลัย ภาควิชา กอง หรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข และประกาศในราชกิจจานุเบกษา การแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน ให้ทำเป็น ประกาศของสถาบัน
- ๑๒
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ สถาบันอาจรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น เข้าสมทบในสถาบันได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันที่สมทบได้ การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของสถาบัน
- ๑๓
ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗ สถาบันอาจจัดการศึกษาหรือดำเนินการวิจัย ร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นในประเทศหรือต่างประเทศหรือขององค์การระหว่างประเทศได้ โดยในการจัดการศึกษา สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาอนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด ร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นนั้นแก่ผู้สำเร็จการศึกษาได้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๔ การจัดการศึกษาหรือการดำเนินการวิจัย หรือการยกเลิกการจัดการศึกษาหรือการดำเนินการวิจัย ตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นประกาศของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การควบคุมการจัดการศึกษาหรือการดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๑๔
นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้
(๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน เบี้ยปรับ ค่าปรับ และ ค่าบริการต่าง ๆ ของสถาบัน
(๒) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุหรือจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ที่สถาบันปกครอง ดูแล ใช้ หรือจัดหาประโยชน์
(๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน
(๔) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการลงทุนและจากทรัพย์สินของสถาบัน
(๕) เงินอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันได้รับเพื่อใช้ใน การดำเนินกิจการของสถาบัน
(๖) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ของสถาบันทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น บรรดารายได้และผลประโยชน์ของสถาบัน รวมทั้งผลประโยชน์ที่เกิดจากที่ราชพัสดุ เบี้ยปรับ ที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษา และเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาการซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้าง ทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดินตามกฎหมาย ว่าด้วยเงินคงคลัง กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หรือกฎหมายอื่น
- ๑๕
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาจากการให้ หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของ สถาบัน หรือแลกเปลี่ยนกับทรัพย์สินของสถาบัน ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน
- ๑๖
บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันต้องจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๗ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๕ เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศกำหนดไว้และต้องเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขดังกล่าว สถาบันต้องได้รับ ความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้อุทิศหรือทายาท หากไม่มีทายาทหรือทายาทไม่ปรากฏ จะต้องได้รับอนุมัติ จากสภาสถาบัน
หมวด ๒ การดำเนินการ
23 มาตรา- ๑๗
ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
(๒) อุปนายกสภาสถาบัน ได้แก่ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
(๓) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อธิการบดี และประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน
(๔) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีจำนวนหนึ่งคน จากผู้ดำรงตำแหน่งคณบดีจำนวนหนึ่งคน และจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักหรือผู้ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจำนวนหนึ่งคน
(๕) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย
(๖) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน ซึ่งมิใช่ ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๔) และ (๕)
(๗) กรรมการสภาสถาบันจำนวนหนึ่งคน ซึ่งเลือกจากผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ซึ่งมิใช่ ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๔) (๕) และ (๖)
(๘) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสิบสี่คน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน ให้สภาสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดีแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่ง ซึ่งมิใช่กรรมการ สภาสถาบันเป็นเลขานุการสภาสถาบัน และให้ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้อุปนายกสภาสถาบันทำหน้าที่แทนนายกสภาสถาบันเมื่อนายกสภาสถาบันไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือเมื่อไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๖ คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันและกรรมการ สภาสถาบันตาม (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๑๘
นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๗ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือ อาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งในประเภทเดียวกันเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภาสถาบันและกรรมการ สภาสถาบันตามมาตรา ๑๗ (๔) (๕) (๖) (๗) และ
(๘) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของการเป็นนายกสภาสถาบันหรือกรรมการ สภาสถาบันในประเภทนั้น
(๔) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๕) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๖) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๗) สภาสถาบันมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่ตำแหน่งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใดและยังมิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการ สภาสถาบันแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้สภาสถาบันประกอบด้วยกรรมการสภาสถาบันเท่าที่มีอยู่ ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งหรือได้มีการดำเนินการให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้นั้น อยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน แต่ถ้าวาระการดำรงตำแหน่งเหลืออยู่น้อยกว่า เก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการให้มีผู้ดำรงตำแหน่งแทนก็ได้ ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๗ ยังมิได้ดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน ผู้ทรงคุณวุฒิ หรือกรรมการสภาสถาบันอื่นซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปพลางก่อนจนกว่าจะได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือ ได้มีการดำเนินการให้ได้มาซึ่งกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่แล้ว
- ๑๙
สภาสถาบันมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบัน หน้าที่และ อำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึง
(๑) วางนโยบายและแนวทางในการพัฒนาของสถาบัน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๗
(๒) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของสถาบันเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานของ สถาบัน และอาจมอบหมายให้ส่วนราชการใดในสถาบันเป็นผู้ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ สำหรับส่วนราชการนั้นเป็นเรื่อง ๆ ไปก็ได้
(๓) พิจารณาอนุมัติหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่ คณะกรรมการการอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการกำหนด
(๔) กำกับมาตรฐานการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา
(๕) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันและอธิการบดี
(๖) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าว
(๗) อนุมัติให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด รวมทั้งการอนุมัติ ให้ปริญญากิตติมศักดิ์
(๘) อนุมัติการรับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นเข้าสมทบและการยกเลิกการสมทบ ตามมาตรา ๑๒
(๙) อนุมัติการจัดการศึกษาหรือการดำเนินการวิจัยและยกเลิกการจัดการศึกษาหรือ การดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่นตามมาตรา ๑๓
(๑๐) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและพิจารณาถอดถอน นายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ หรือพิจารณาให้อธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๘
(๑๑) แต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๑๒) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ
(๑๓) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายจากเงินรายได้ของสถาบัน
(๑๔) ออกระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงาน การเงินและทรัพย์สินของสถาบัน และการจัดหารายได้และผลประโยชน์ของสถาบัน
(๑๕) พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของสถาบันตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๑๖) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อพิจารณาและ เสนอความเห็นในเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือมอบหมายให้ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจ ของสภาสถาบัน
(๑๗) พิจารณาและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของสถาบันตามที่อธิการบดีเสนอ และอาจมอบหมายให้อธิการบดีปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาสถาบันได้
(๑๘) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการ เพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของสถาบัน
(๑๙) ปฏิบัติหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
- ๒๐
การประชุมสภาสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๒๑
ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย อธิการบดี เป็นประธานสภาวิชาการ รองอธิการบดี ซึ่งรับผิดชอบงานด้านวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกสถาบันซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการสภาวิชาการ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และ การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนการประชุมสภาวิชาการ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๒๒
สภาวิชาการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาทางวิชาการของสถาบันต่อสภาสถาบัน
(๒) เสนอแนะการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการต่อสภาสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๔๙
(๓) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับหลักสูตรการศึกษา การเปิดสอน รวมทั้งการปรับปรุง การยุบรวม และการยกเลิกหลักสูตรการศึกษาในระดับอุดมศึกษาต่อสภาสถาบัน
(๔) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการรับเข้าสมทบหรือยกเลิกการสมทบของสถานศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันอื่นตามมาตรา ๑๒ และการจัดการศึกษาหรือการดำเนินการวิจัยร่วมกับสถานศึกษาชั้นสูง หรือสถาบันอื่นตามมาตรา ๑๓ ต่อสภาสถาบัน
(๕) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการตามมาตรา ๑๐ วรรคหนึ่งและวรรคสอง รวมทั้งการแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าวต่อสภาสถาบัน
(๖) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของสภาวิชาการ
(๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
- ๒๓
ให้มีสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) ประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ซึ่งเป็นคณาจารย์ประจำของสถาบัน และต้องไม่เป็นผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบัน
(๒) รองประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน คนที่หนึ่ง ซึ่งเป็นคณาจารย์ ประจำของสถาบัน และต้องไม่เป็นผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบัน
(๓) รองประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน คนที่สอง ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงาน ในสถาบัน และต้องไม่เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันหรือผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารในสถาบัน
(๔) กรรมการสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ซึ่งเลือกจากผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของประธานสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน รองประธานสภาคณาจารย์ และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน และกรรมการสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ตลอดจนการประชุม ของสภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๒๔
สภาคณาจารย์และผู้ปฏิบัติงานในสถาบันมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะในกิจการของสถาบันและการพัฒนาสถาบันต่อสภาสถาบัน หรืออธิการบดี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๐
(๒) จัดทำจรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันเพื่อเสนอสภาสถาบัน และดูแลให้มี การปฏิบัติตามจรรยาบรรณดังกล่าว
(๓) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานในสถาบันในการปฏิบัติหน้าที่
(๔) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันหรืออธิการบดีมอบหมาย
- ๒๕
ให้มีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดและรับผิดชอบการบริหารงานของ สถาบัน และให้มีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือจะมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี ตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
- ๒๖
อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของ สภาสถาบันจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๗ หลักเกณฑ์และวิธีการได้มาซึ่งอธิการบดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่ อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๗
(๔) สภาสถาบันมีมติให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ ตามหลักเกณฑ์ที่สภาสถาบันกำหนด
(๕) สภาสถาบันมีมติให้ถอดถอนด้วยคะแนนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด เท่าที่มีอยู่
(๖) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ เพราะเหตุมีมลทินหรือ มัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
(๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
(๘) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๙) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๑ รองอธิการบดีนั้น ให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากผู้มีคุณสมบัติและ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๗ ผู้ช่วยอธิการบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้ปฏิบัติงานในสถาบันซึ่งมีคุณสมบัติและ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๘ เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
- ๒๗
อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบัน รับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันไม่น้อยกว่าสามปี หรือ มีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
(๒) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบัน อุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบัน รับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง อธิการบดีและรองอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
- ๒๘
ผู้ช่วยอธิการบดี ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่า จากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารใน สถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ ด้านการบริหารอื่นตามหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่ง ผู้ช่วยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติอื่นและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๒
- ๒๙
อธิการบดีเป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั้งปวง และโดยเฉพาะให้มีหน้าที่ และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของ ทางราชการและของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(๒) บริหารงานบุคคล การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไป ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน
(๓) จัดทำแผนพัฒนาสถาบัน ดูแลให้มีการปฏิบัติตามนโยบายและแผนงาน รวมทั้งติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของสถาบัน
(๔) แต่งตั้งและถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี รองคณบดี รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ผู้อำนวยการวิทยาลัย หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา และอาจารย์พิเศษ
(๕) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินการและกิจการของสถาบันเพื่อเสนอต่อ สภาสถาบัน
(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศของสถาบัน และตามที่สภาสถาบัน มอบหมาย
- ๓๐
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดี ซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดี ซึ่งมีอาวุโสสูงสุดตามหลักเกณฑ์ที่สภาสถาบันกำหนดเป็นผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๒๗ เป็นผู้รักษาราชการแทน แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ๓๑
ในคณะให้มีคณบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงาน ของคณะ และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ คณบดีมอบหมายก็ได้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๓ คณบดีนั้น ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของสถาบัน รองคณบดีนั้น ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒ วรรคสองและวรรคสาม โดยคำแนะนำของคณบดี คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่ง เกินสองวาระติดต่อกันมิได้ และให้นำความในมาตรา ๒๖ วรรคสี่ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระของคณบดีโดยอนุโลม เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
- ๓๒
คณบดีต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบัน หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปี รองคณบดีต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาชั้นหนึ่งชั้นใดหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี หรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี นอกจากคุณสมบัติตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง คณบดีและรองคณบดีต้องมีคุณสมบัติอื่น และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
- ๓๓
ในคณะให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วย คณบดี เป็นประธาน กรรมการ และกรรมการอื่นอีกจำนวนหนึ่ง จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการอื่นตามวรรคหนึ่ง ตลอดจนการประชุมของคณะกรรมการประจำคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๓๔
คณะกรรมการประจำคณะมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑) จัดทำแผนพัฒนาของคณะ ให้สอดคล้องกับนโยบายของสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๔
(๒) ออกระเบียบและข้อบังคับของคณะเฉพาะในกิจการที่เกี่ยวข้องกับคณะทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อ ระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน รวมทั้งออกระเบียบและข้อบังคับอื่นตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
(๓) พิจารณากำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรสำหรับคณะเสนอต่อ สภาวิชาการเพื่อเสนอสภาสถาบัน
(๔) จัดการวัดผล ประเมินผล และควบคุมมาตรฐานการศึกษาของคณะ
(๕) ส่งเสริมงานวิจัย งานบริการวิชาการแก่สังคม และงานทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม
(๖) ให้คำปรึกษาและข้อแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของคณะ
(๗) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอยู่ในหน้าที่และอำนาจของ คณะกรรมการประจำคณะ
(๘) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบัน สภาวิชาการ หรืออธิการบดีมอบหมาย
- ๓๕
ในกรณีที่มีการแบ่งเป็นวิทยาลัย ภาควิชา หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาในคณะ ให้มีผู้อำนวยการวิทยาลัย หัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาลัย ภาควิชา หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ผู้อำนวยการวิทยาลัย หัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าภาควิชา ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของสถาบัน และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนผู้อำนวยการวิทยาลัย หัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาโดยคำแนะนำของคณบดี คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการ วิทยาลัย หัวหน้าภาควิชา และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๓๖
ในสำนักหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มี ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เป็นผู้บังคับบัญชาและ รับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น และจะให้มีรองหัวหน้าส่วนราชการตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่มอบหมายก็ได้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๕ ผู้อำนวยการหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภาสถาบัน แต่งตั้งจากผู้ซึ่งได้รับการสรรหาตามข้อบังคับของสถาบัน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการ และรองหัวหน้าส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๓๗
ในสำนักหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะอาจมี คณะกรรมการประจำส่วนราชการนั้นคณะหนึ่ง องค์ประกอบ จำนวน คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม หลักเกณฑ์และวิธีการได้มา หน้าที่และ อำนาจ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนการประชุมของ คณะกรรมการประจำส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๓๘
ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี รองคณบดี หัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะดำรงตำแหน่ง ดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้อง ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
- ๓๙
ให้ผู้รักษาราชการแทนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้มีหน้าที่และอำนาจ เช่นเดียวกับผู้ซึ่งตนแทน นอกจากที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ การรักษาราชการแทน การมอบอำนาจให้ปฏิบัติ ราชการแทน ตลอดจนการมอบอำนาจช่วงให้ปฏิบัติการแทนของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน ในกรณีที่กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ ผู้ดำรงตำแหน่งใดเป็นกรรมการหรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนทำหน้าที่กรรมการ หรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย
หมวด ๓ การประกันคุณภาพและการประเมิน
5 มาตรา- ๔๐
ให้สถาบันจัดให้มีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐาน การศึกษาของสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๖ ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๑
ให้สถาบันจัดให้มีการประเมินส่วนราชการของสถาบันตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๒
ให้สภาวิชาการจัดให้มีการประเมินหลักสูตรการศึกษา การเรียนการสอน และ การวัดผลตามหลักสูตรนั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่สภาสถาบันกำหนด แล้วรายงาน สภาสถาบันเพื่อพิจารณา
- ๔๓
ให้สภาสถาบันจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ของอธิการบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๔
ให้อธิการบดีจัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าส่วนราชการและ ผู้ปฏิบัติงานในสถาบันตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่กำหนดในข้อบังคับของสถาบัน
หมวด ๔ การบริหารงานบุคคลและตำแหน่งทางวิชาการ
6 มาตรา- ๔๕
เพื่อประโยชน์และความสอดคล้องในการบริหารงานบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ในสถาบันซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการสอน การวิจัย บริหารการศึกษา ให้บริการหรือปฏิบัติงาน เกี่ยวเนื่องกับการทำหน้าที่ดังกล่าว ให้สภาสถาบันมีหน้าที่และอำนาจในการบริหารงานบุคคลของสถาบัน ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้มีหน้าที่และอำนาจ เช่นเดียวกับคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้ เป็นอย่างอื่น คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ปฏิบัติงานในสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๖
คณาจารย์ประจำของสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังต่อไปนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๗ ศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบัน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไป ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
- ๔๗
ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำ ของสภาสถาบันจากผู้ซึ่งมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๘
ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษและพ้นจาก ตำแหน่งคณาจารย์ประจำไปโดยไม่มีความผิด สภาสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณ ในสาขาที่ศาสตราจารย์ผู้นั้นมีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นเกียรติยศได้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๔๙
สภาสถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นผู้ปฏิบัติงาน ในสถาบันเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษและผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของอธิการบดี อธิการบดีอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันเป็น อาจารย์พิเศษได้โดยคำแนะนำของคณบดี คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้งและถอดถอนรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๕๐
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ ตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ แล้วแต่กรณี เป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ ตลอดไป การใช้คำนำหน้านามตามวรรคหนึ่งให้ใช้อักษรย่อ ดังต่อไปนี้ ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ. ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ) เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ หนา้ ๕๘ ใช้อักษรย่อ ใช้อักษรย่อ ใช้อักษรย่อ ใช้อักษรย่อ ใช้อักษรย่อ ๕ เมษายน ๒๕๖๒ ศ. (เกียรติคุณ) รศ. รศ. (พิเศษ) ผศ. ผศ.(พิเศษ)
หมวด ๕ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
8 มาตรา- ๕๑
ปริญญามีสามชั้น คือ ปริญญาเอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ด. ปริญญาโท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อ ม. ปริญญาตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อ บ.
- ๕๒
สถาบันมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรในสาขาวิชาที่มี การสอนในสถาบัน สาขาวิชาที่มีการจัดการศึกษาร่วมหรือสมทบกับสถานศึกษาชั้นสูงหรือสถาบันอื่น การกำหนดให้สาขาวิชาใดมีปริญญาชั้นใด และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
- ๕๓
สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญา เกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาเกียรตินิยมอันดับสองได้
- ๕๔
สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่างๆและอนุปริญญาได้ ดังต่อไปนี้
(๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่ง ภายหลังที่ได้รับปริญญาโทแล้ว
(๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลัง ที่ได้รับปริญญาตรีแล้ว
(๓) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับ ปริญญาตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๕๙
(๔) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาหรือวิจัยเฉพาะวิชา หรือผู้สำเร็จการฝึกอบรม
- ๕๕
สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิ สมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบัน นายกสภาสถาบัน หรือกรรมการสภาสถาบัน ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญา และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ ของสถาบัน
- ๕๖
สถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมาย แสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใด และอาจกำหนด ให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบัน ครุยประจำตำแหน่งกรรมการสภาสถาบัน ครุยประจำ ตำแหน่งผู้บริหาร หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
- ๕๗
สถาบันอาจกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือ ส่วนราชการของสถาบันได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา การใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า หรือเพื่อการใด ๆ ที่มิใช่ เพื่อประโยชน์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบัน ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสถาบัน
- ๕๘
สถาบันอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของ นักศึกษาได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด ๖ บทกำหนดโทษ
2 มาตรา- ๕๙
ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ หรือครุยประจำตำแหน่ง หรือตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบัน หรือเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาของสถาบัน หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๐ แสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือมีตำแหน่งใดในสถาบัน หรือเป็นนักศึกษาของสถาบันโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือ มีวิทยฐานะหรือมีตำแหน่งเช่นนั้น หรือเป็นนักศึกษาของสถาบัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
- ๖๐
ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการ ของสถาบันไม่ว่าจะทำเป็นสีใดหรือทำด้วยวิธีใด ๆ
(๒) ใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบันปลอม หรือ ซึ่งทำเลียนแบบ
(๓) ใช้ หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการ ของสถาบันที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบัน ถ้าผู้กระทำความผิดตาม
(๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม
(๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม
(๒) แต่กระทงเดียว ความผิดตาม
(๓) เป็นความผิดอันยอมความได้
บทเฉพาะกาล
10 มาตรา- ๖๑
ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของส่วนราชการ ลูกจ้าง อัตรากำลัง งบประมาณ และรายได้ ในส่วนของสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๐ และวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ มาเป็นของสถาบัน พระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามรายการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
- ๖๒
ให้ข้าราชการที่โอนมาตามมาตรา ๖๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๑ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทาง การศึกษา โดยในระยะเริ่มแรก ให้ข้าราชการดังกล่าวยังคงดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือน ตลอดจน ได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดิมต่อไป จนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
- ๖๓
ให้พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างที่โอนมา ตามมาตรา ๖๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข ยังคงดำรงตำแหน่งด้านการสอน และรับเงินเดือน ตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์ เช่นเดิมต่อไป จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือลาออก เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการและระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข มาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี และในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว ให้ดำเนินการ ตามมติของสภาสถาบัน
- ๖๔
ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของ ส่วนราชการ และลูกจ้าง ซึ่งโอนมาตามมาตรา ๖๑ แต่มิได้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๖๒ ยังคงเป็น ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของส่วนราชการ หรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี และให้บรรดาหน้าที่และอำนาจของ ก.พ. อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาสถาบัน และให้บรรดาหน้าที่และอำนาจของผู้มีอำนาจ สั่งบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบดังกล่าว เป็นหน้าที่และอำนาจของอธิการบดี ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามวรรคสอง ให้ดำเนินการ ตามมติของสภาสถาบัน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๒
- ๖๕
ในระยะเริ่มแรก เพื่อให้การปฏิบัติงานของสถาบันพระบรมราชชนกดำเนินการ ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาสถาบันอาจขอให้รัฐมนตรีอนุมัติให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวง สาธารณสุขมาช่วยปฏิบัติงานในสถาบันพระบรมราชชนกเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี โดยให้ได้รับเงินเดือนตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังกัดเดิม และให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงสาธารณสุข
- ๖๖
ในระยะเริ่มแรก ให้สภาสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นนายกสภาสถาบัน
(๒) รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนหนึ่งซึ่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย เป็นอุปนายก สภาสถาบัน
(๓) ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทน สำนักงาน ก.พ.ร. ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ เป็นกรรมการ
(๔) ผู้อำนวยการวิทยาลัยตามมาตรา ๕ จำนวนสิบคน ซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการ
(๕) ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกสถาบัน จำนวนห้าคน ซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ แต่งตั้งข้าราชการของสถาบัน พระบรมราชชนกคนหนึ่ง เป็นกรรมการและเลขานุการ และแต่งตั้งข้าราชการของสถาบันพระบรมราชชนก จำนวนสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้สภาสถาบันตามมาตรานี้ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายกสภาสถาบัน อธิการบดี และกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และได้มีการเลือกกรรมการ สภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
- ๖๗
ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาวิชาการตามมาตรา ๒๑ ให้สภาวิชาการประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ เป็นประธานสภาวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภายในและภายนอกสถาบันจำนวนไม่เกินแปดคน ซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้งเป็นกรรมการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๓
- ๖๘
ให้สภาสถาบันมีหน้าที่และอำนาจกำหนดระดับตำแหน่งทางวิชาการ และ การให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ รวมทั้งการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการหรือ พนักงานราชการที่ดำรงตำแหน่งด้านการสอนในวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ ใช้บังคับ ให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้นำ กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงานในด้านการเรียนการสอนของข้าราชการหรือพนักงานราชการ ที่ดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในวันก่อน วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับต่อเนื่องเป็นระยะเวลาการปฏิบัติงาน เพื่อประโยชน์ในการขอแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเปลี่ยนตำแหน่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภาสถาบัน กำหนด
- ๖๙
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุข อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี จนกว่าจะได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยของวิทยาลัยตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
- ๗๐
ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ และ ประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกากฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่มีปัญหาในการดำเนินการตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาลนี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจ ตีความและวินิจฉัยชี้ขาด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๔ ในกรณีที่การดำเนินการในเรื่องใดตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ถ้ายังมิได้มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศในเรื่องนั้นและไม่อาจนำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับได้ ให้สภาสถาบัน มีมติกำหนดการดำเนินการในเรื่องนั้นเพื่อใช้บังคับเป็นการชั่วคราวได้ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๔๓ ก หนา้ ๖๕ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งสถาบัน พัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ให้มีหน้าที่หลักด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากร ด้านสาธารณสุข ประกอบด้วยวิทยาลัยการสาธารณสุข วิทยาลัยพยาบาล และโรงเรียนต่าง ๆ ในกระทรวง สาธารณสุข ต่อมาวิทยาลัยการสาธารณสุขได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย มาเป็นชื่อของวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร” และวิทยาลัยพยาบาลได้รับพระราชทานชื่อว่า “วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี” ส่วนวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รับพระราชทานชื่อว่า “วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก” และพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อสถาบันพัฒนากำลังคน ด้านสาธารณสุขเป็น “สถาบันพระบรมราชชนก” ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล ๐๐๐๓/๑๒๘๑๙ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗ โดยมีฐานะเป็นส่วนราชการของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากสถาบันพระบรมราชชนกประสงค์จะมีความเป็นอิสระในการจัดการศึกษาและการบริหารกิจการ ด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อให้สถาบันพระบรมราชชนกสามารถพัฒนาระบบบริหารและ การจัดการศึกษาเฉพาะทางที่มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สภาสถาบันพระบรมราชชนกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ สมควรกำหนดสถานภาพของสถาบันพระบรมราชชนกให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทาง ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากร ตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องตรา พระราชบัญญัตินี้
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- หน้ารายการของกฤษฎีกา
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/1032ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZjIxMTdlNTMtOGNiMS00MTJiLTg3Y2UtODJhMTU1NmE0YjhkIiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKowMDk2IOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYyIDQz4LiBIDQwLlBERiJ9.-WNBWmrcDK-wFC6Bt_bIX6SsOxgwMvw_OKolgf84CUc28 หน้า
- ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
- sha256:689570486919d64ff5411eca1c9d231ba1d2c8b3cee2d58b89000c00ad62742aดึงเมื่อ 2026-08-23T15:36:08.421Z
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR