พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. ๒๕๖๐
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 d1bb20db… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า
ฉบับนี้คืออะไร
ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน
สารบัญของฉบับนี้
- หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาตรา ๕–๑๕ · 11 มาตรา
- หมวด ๒ การสรรหาและเจรจา และการให้การส่งเสริมมาตรา ๑๖–๒๒ · 7 มาตรา
- หมวด ๓ สิทธิและประโยชน์มาตรา ๒๓–๒๗ · 5 มาตรา
- หมวด ๔ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายมาตรา ๒๘–๓๗ · 10 มาตรา
- บทเฉพาะกาลมาตรา ๓๘ · 1 มาตรา
ปรารภ
พระราชบัญญัติ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. ๒๕๖๐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ ดังต่อไปนี้
ทุกมาตรา
ดูเป็นรายการ- ๑
พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย พ.ศ. ๒๕๖๐”
- ๒
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- ๓
ในพระราชบัญญัตินี้ “อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หมายความว่า อุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ สร้างประโยชน์อย่างสูงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ และสามารถเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน ซึ่งต้องเป็นอุตสาหกรรมประเภทใหม่ที่ไม่เคยมีการผลิตหรือการให้บริการ ในประเทศมาก่อน หรือเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่หรือใช้ความรู้ในการผลิตขั้นสูง เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาและส่งเสริมนวัตกรรม ทั้งนี้ ตามที่คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนด เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก “ผู้ขอรับการส่งเสริม” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ขอรับการส่งเสริม ตามพระราชบัญญัตินี้ “ผู้ได้รับการส่งเสริม” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับบัตรส่งเสริม ตามพระราชบัญญัตินี้ “กองทุน” หมายความว่า กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับ อุตสาหกรรมเป้าหมาย “คณะกรรมการนโยบาย” หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย “เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
- ๔
ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้ง พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
11 มาตรา- ๕
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กรรมการ รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการ พัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงาน จำนวนสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
- ๖
คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ รวมทั้งจัดทำแผนเกี่ยวกับการเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
(๒) ประกาศกำหนดประเภทอุตสาหกรรมเป้าหมาย และลักษณะของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก
(๓) กำหนดกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุน ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
(๔) ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ ตามพระราชบัญญัตินี้
(๕) อนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ รวมทั้งกำหนด เงื่อนไขให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแต่ละรายต้องปฏิบัติ
(๖) อนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน
(๗) เพิกถอนการให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๘) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน
(๙) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและ ประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมพร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี
(๑๐) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
- ๗
การประชุมคณะกรรมการนโยบายต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุม หรือไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม หากรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
- ๘
ให้มีคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาคณะหนึ่ง ประกอบด้วยรองประธาน กรรมการนโยบาย เป็นประธานอนุกรรมการ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการ ให้เลขาธิการเป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นอนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และให้เลขาธิการ แต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานจำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ
- ๙
คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ดำเนินการสรรหาและเจรจากับผู้ประกอบกิจการเพื่อให้มีการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ตามกรอบแนวทางในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก
(๒) เสนอบันทึกสรุปผลการเจรจาต่อคณะกรรมการนโยบาย เพื่อพิจารณาอนุมัติให้ผู้ขอรับการส่งเสริม ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้
(๓) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการตามที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจามอบหมาย
(๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
- ๑๐
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการนโยบายจะมอบอำนาจ ให้สำนักงานกระทำการใดๆ แทน หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อให้กระทำการใด ๆ ตามที่มอบหมาย หรือเรียกบุคคลใดซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำ หรือความเห็นก็ได้ เมื่อสำนักงานหรือคณะอนุกรรมการได้กระทำการไปแล้วตามวรรคหนึ่งต้องรายงานให้ คณะกรรมการนโยบายทราบด้วย
- ๑๑
การประชุมคณะอนุกรรมการ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ๑๒
ให้สำนักงานทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย โดยให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับงานของ คณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
(๒) ติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริม
(๓) รายงานผลการติดตามและตรวจสอบกิจการของผู้ได้รับการส่งเสริมเพื่อเสนอ คณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินสนับสนุนจากกองทุน
(๔) รายงานสภาพปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการของผู้ได้รับการส่งเสริมต่อ คณะกรรมการนโยบายเพื่อพิจารณาผ่อนผันเงื่อนไขตามบัตรส่งเสริม
(๕) ศึกษาและวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายกำหนด ประเภทอุตสาหกรรมที่สมควรให้เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามพระราชบัญญัตินี้
(๖) ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของ ต่างประเทศเพื่อเป็นข้อมูลในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ และคณะทำงาน
(๗) เก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำสถิติเกี่ยวกับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
(๘) ประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน รวมทั้งประเมินความคุ้มค่าในการให้สิทธิและ ประโยชน์แก่ผู้ได้รับการส่งเสริม พร้อมทั้งรายงานผลการประเมินดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบาย
(๙) ประสานงานและร่วมมือกับส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานเอกชน ในการดำเนินงานตามพระราชบัญญัตินี้
(๑๐) รับเงิน จ่ายเงิน และเก็บรักษาเงินของกองทุนตามระเบียบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
(๑๑) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบาย คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานมอบหมาย เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก
- ๑๓
ในกรณีที่จะต้องมีการตรวจสอบ และประเมินผลกิจการในอุตสาหกรรม เป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ สำนักงานอาจมอบหมายให้บุคคลใด เป็นผู้ดำเนินการแทนและจัดทำรายงานผลการดำเนินการเสนอต่อสำนักงานได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
- ๑๔
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของผู้ได้รับการส่งเสริม ในระหว่างเวลาทำการเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงหรือเพื่อตรวจสอบเอกสารหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการ ในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้จากบุคคลซึ่งอยู่ในสถานที่นั้นได้ ตามความจำเป็น ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าไปในสถานที่ตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่เป็นการเร่งด่วน ต้องแจ้ง เป็นหนังสือให้ผู้ได้รับการส่งเสริมทราบล่วงหน้าตามสมควร
- ๑๕
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา ๑๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แสดงบัตรประจำตัว ต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง บัตรประจำตัวตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามแบบที่เลขาธิการกำหนด
หมวด ๒ การสรรหาและเจรจา และการให้การส่งเสริม
7 มาตรา- ๑๖
ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศกำหนดประเภท และลักษณะของกิจการ ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการให้สิทธิและประโยชน์ ตามพระราชบัญญัตินี้
- ๑๗
เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและ เจรจาเห็นว่ามีผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายหนึ่งรายใดสมควรได้รับการพิจารณาให้สิทธิ และประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานแจ้งผู้ประกอบกิจการรายนั้นทราบว่าหากประสงค์ จะได้รับการพิจารณาให้เข้าสู่กระบวนการเจรจาเพื่อให้สิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่น ข้อเสนอโครงการลงทุนต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่กำหนด เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็นต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบใน การเริ่มดำเนินการเจรจา ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเห็นชอบให้เริ่มดำเนินการเจรจา ให้สำนักงาน แจ้งผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อจัดทำรายละเอียดโครงการลงทุนเสนอมาประกอบ การเจรจา ทั้งนี้ การเจรจากับผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายให้เป็นไปตามกรอบแนวทาง ในการสรรหาและเจรจาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนดตามมาตรา ๖
(๓) เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก เมื่อดำเนินการเจรจาตามวรรคสองแล้วเสร็จ ให้คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาจัดทำบันทึก สรุปผลการเจรจา พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายรายนั้นมายื่นคำขอรับ การส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่เป็นไปตามผลการเจรจาต่อสำนักงานภายในระยะเวลาที่ตกลงกัน เพื่อเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณาอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามโครงการดังกล่าวต่อไป
- ๑๘
เมื่อมีประกาศตามมาตรา ๑๖ แล้ว ในกรณีที่ผู้ประกอบกิจการในอุตสาหกรรม เป้าหมายรายใดประสงค์จะได้รับสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มายื่นข้อเสนอโครงการลงทุน ต่อสำนักงาน เมื่อสำนักงานได้รับข้อเสนอโครงการลงทุนแล้ว ให้ดำเนินการวิเคราะห์และเสนอความเห็น ต่อคณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจาเพื่อให้ความเห็นชอบในการเริ่มดำเนินการเจรจา และให้นำ บทบัญญัติมาตรา ๑๗ วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับ
- ๑๙
ผู้ได้รับการส่งเสริมต้องเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย การขอรับการส่งเสริมตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และแบบที่เลขาธิการกำหนด
- ๒๐
เมื่อคณะกรรมการนโยบายพิจารณาบันทึกสรุปผลการเจรจาของ คณะอนุกรรมการสรรหาและเจรจา และคำขอรับการส่งเสริมพร้อมรายละเอียดโครงการลงทุนที่ผู้ขอรับ การส่งเสริมได้ยื่นไว้ตามมาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ แล้ว เห็นสมควรให้การส่งเสริมแก่ผู้ขอรับการส่งเสริม รายนั้น ให้มีมติอนุมัติสิทธิและประโยชน์ตามพระราชบัญญัตินี้แก่ผู้ขอรับการส่งเสริม ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายจะกำหนดเงื่อนไขในเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือหลายเรื่องเกี่ยวกับทุน ขนาดของกิจการ การเริ่มดำเนินกิจการ การพัฒนาบุคลากร การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือเงื่อนไขอื่น ตามที่คณะกรรมการนโยบายเห็นสมควร เพื่อให้ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ เมื่อคณะกรรมการนโยบายมีมติตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้สำนักงานมีหนังสือแจ้งให้ผู้ขอรับ การส่งเสริมรายนั้นทราบมติของคณะกรรมการนโยบายภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีมติพร้อมด้วยเงื่อนไข ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมยอมรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไขตามวรรคหนึ่ง ต้องมีหนังสือ ตอบให้สำนักงานทราบภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่รับหนังสือนั้น ในกรณีที่มีเหตุอันสมควร ให้เลขาธิการมีอำนาจขยายเวลาตามวรรคสามออกไปได้ไม่เกินสามครั้ง ครั้งละไม่เกินหนึ่งเดือน
- ๒๑
ในกรณีที่ผู้ขอรับการส่งเสริมตอบรับสิทธิและประโยชน์ และเงื่อนไข ตามมาตรา ๒๐ แล้ว ให้ออกบัตรส่งเสริมแก่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้นโดยมิชักช้า โดยในบัตรส่งเสริม ให้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับเงื่อนไขในการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งสิทธิและ ประโยชน์ที่ผู้ได้รับการส่งเสริมมีสิทธิได้รับ เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก
- ๒๒
บัตรส่งเสริมให้เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ให้เลขาธิการเป็นผู้ลงลายมือชื่อในบัตรส่งเสริม การแก้ไขบัตรส่งเสริมให้กระทำโดยมติคณะกรรมการนโยบาย และให้เลขาธิการลงลายมือชื่อใน บัตรส่งเสริมที่แก้ไข มอบให้ผู้ได้รับการส่งเสริมโดยมิชักช้า
หมวด ๓ สิทธิและประโยชน์
5 มาตรา- ๒๓
ผู้ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับสิทธิและประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ดังต่อไปนี้
(๑) สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน แต่ไม่รวมถึงสิทธิและ ประโยชน์ในการได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล
(๒) สิทธิและประโยชน์ในการได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา ๒๔
(๓) สิทธิและประโยชน์ในการได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุน การอนุมัติให้สิทธิและประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบาย การให้สิทธิและประโยชน์ตามวรรคหนึ่งอาจกำหนดให้ผู้ได้รับการส่งเสริมแต่ละรายได้รับสิทธิและ ประโยชน์แตกต่างกันได้ โดยให้พิจารณาจากความจำเป็น ความคุ้มค่า และประโยชน์ในการส่งเสริมและ พัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๓ สิทธิและประโยชน์ และหมวด ๔ เครื่องจักร วัตถุดิบและวัสดุจำเป็น ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนมาใช้บังคับ แก่การอนุมัติให้สิทธิและประโยชน์ตาม
(๑) โดยอนุโลม และให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ส่งเสริมการลงทุนเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้
- ๒๔
ผู้ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิที่ได้ จากการประกอบกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายตามระยะเวลาที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ซึ่งต้อง ไม่เกินสิบห้าปีนับแต่วันที่เริ่มมีรายได้จากการประกอบกิจการนั้น ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายอาจพิจารณา กำหนดให้ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสัดส่วนของเงินลงทุนโดยไม่รวมค่าที่ดินและทุนหมุนเวียนด้วยก็ได้ รายได้ที่ต้องนำมาคำนวณกำไรสุทธิที่ได้จากการประกอบกิจการ ให้รวมถึงรายได้จากการจำหน่าย ผลพลอยได้และรายได้จากการจำหน่ายสินค้ากึ่งสำเร็จรูปตามที่คณะกรรมการนโยบายพิจารณาเห็นสมควร ในกรณีที่ประกอบกิจการขาดทุนในระหว่างเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการนโยบายอาจอนุญาตให้ผู้ได้รับการส่งเสริมนำผลขาดทุนประจำปีที่เกิดขึ้นในระหว่างเวลานั้น เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก ไปหักออกจากกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นภายหลังระยะเวลาได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกำหนดเวลาไม่เกินห้าปี นับแต่วันพ้นกำหนดเวลานั้น โดยจะเลือกหักจากกำไรสุทธิของปีใดปีหนึ่งหรือหลายปีก็ได้ การคำนวณเงินลงทุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบาย ประกาศกำหนด การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิของผู้ได้รับการส่งเสริมซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล ให้เป็นไปตามประมวลรัษฎากร
- ๒๕
เงินปันผลจากกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายซึ่งได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ นิติบุคคลตามมาตรา ๒๔ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตลอดระยะเวลาที่ผู้ได้รับ การส่งเสริมได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น เงินปันผลที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ถ้าได้จ่ายภายในหกเดือนนับแต่วันพ้น ระยะเวลาที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ก็ให้ได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง
- ๒๖
คณะกรรมการนโยบายอาจพิจารณาให้เงินสนับสนุนจากกองทุนแก่ผู้ได้รับ การส่งเสริมเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือ การพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็ได้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการพิจารณาให้เงินสนับสนุนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามที่ คณะกรรมการนโยบายกำหนด
- ๒๗
ในกรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข ที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด ให้คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ที่ได้ ให้แก่ผู้ได้รับการส่งเสริมรายนั้น เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๖ การเพิกถอน สิทธิและประโยชน์ ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน มาใช้บังคับแก่การเพิกถอนสิทธิและประโยชน์ ตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม และให้ถือว่าอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเป็นอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการนโยบายตามพระราชบัญญัตินี้
หมวด ๔ กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
10 มาตรา- ๒๘
ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงานเรียกว่า “กองทุนเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและพัฒนา อุตสาหกรรมเป้าหมาย อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
- ๒๙
กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้
(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก
(๒) เงินอุดหนุนที่ได้รับจากรัฐบาล
(๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน
(๔) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน
(๕) ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินของกองทุน เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่งไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
- ๓๐
เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการลงทุน การวิจัยและพัฒนา การส่งเสริมนวัตกรรม หรือ การพัฒนาบุคลากรเฉพาะด้านของกิจการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
(๒) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุนตามที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด การจ่ายเงินสนับสนุนตาม
(๑) ได้ต้องปรากฏว่าผู้ได้รับการส่งเสริมได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ คณะกรรมการนโยบายกำหนดไว้แล้ว
- ๓๑
เงินกองทุนให้นำฝากกระทรวงการคลังหรือธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามที่ คณะกรรมการนโยบายกำหนด
- ๓๒
ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำ รายงานการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชี ที่รับรองทั่วไป
- ๓๓
ให้สำนักงานจัดทำรายงานการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ เว้นแต่คณะกรรมการนโยบายจะประกาศกำหนด เป็นอย่างอื่น
- ๓๔
ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภท ของกองทุนทุกรอบปีบัญชี ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทำรายงานการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี ให้คณะกรรมการนโยบายนำส่งรายงานการเงินพร้อมด้วยรายงานการสอบบัญชีของผู้สอบบัญชี ต่อกระทรวงการคลังภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงานจากผู้สอบบัญชี
- ๓๕
ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่างๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด
- ๓๖
ในกรณีที่การดำเนินกิจการของกองทุนไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้มีการยุบเลิกกองทุน เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วย ให้กองทุนยุบเลิกเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ คณะรัฐมนตรีมีมติ
- ๓๗
เมื่อยุบเลิกกองทุนแล้ว ให้ทำการตรวจสอบทรัพย์สินและชำระบัญชี รวมทั้ง การโอนหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่ คณะกรรมการนโยบายกำหนด ในระหว่างการชำระบัญชี ให้ถือว่ากองทุนยังคงอยู่ตราบเท่าเวลาที่จำเป็นเพื่อการชำระบัญชี
บทเฉพาะกาล
1 มาตรา- ๓๘
ในวาระเริ่มแรกให้รัฐบาลจัดสรรเงินให้กองทุนตามมาตรา ๒๙
(๑) เป็นจำนวนหนึ่งหมื่นล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๑๙ ก หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หลายประเทศ ในภูมิภาคมีการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรการ และเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถดึงดูด การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้นซึ่งจะผลักดัน ให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นจากประเทศที่มีรายได้ระดับปานกลางได้ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
- หน้ารายการของกฤษฎีกา
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/262ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiZTZmZDEzOGUtNGIzNS00ZjY0LWI4MzQtMDA2YjI2MmQ3NDg0IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguIEwMTYzIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYwLTE54LiBLTEuUERGIn0.JwlHa9-Vx7DIJgILjZhdlbDKQJXP49wAMj82m40LBFs11 หน้า
- ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
- sha256:d1bb20dbf829b3fe04da4bce62c5e4967eba40b4da378255ec700fa0e26b023cดึงเมื่อ 2026-08-23T15:08:35.735Z
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layoutผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR