พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๒89 มาตรา11 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 25 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 f6bd0ff6… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ วิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๕–๑๔ · 10 มาตรา
  2. หมวด ๒ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๑๕–๒๒ · 8 มาตรา
  3. หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจมาตรา ๒๓–๕๘ · 36 มาตรา
  4. ส่วนที่ ๑ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๒๓–๔๕ · 23 มาตรา
  5. ส่วนที่ ๒ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๔๖–๕๘ · 13 มาตรา
  6. หมวด ๔ การส่งเสริมและสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๕๙–๖๕ · 7 มาตรา
  7. หมวด ๕ การกำกับดูแล และการเพิกถอนการจดทะเบียนมาตรา ๖๖–๗๒ · 7 มาตรา
  8. หมวด ๖ กลุ่มกิจการเพื่อสังคมมาตรา ๗๓–๗๔ · 2 มาตรา
  9. หมวด ๗ สมัชชาวิสาหกิจเพื่อสังคมมาตรา ๗๕–๗๗ · 3 มาตรา
  10. หมวด ๘ โทษทางปกครองมาตรา ๗๘–๘๒ · 5 มาตรา
  11. บทเฉพาะกาลมาตรา ๘๓–๘๙ · 7 มาตรา

ปรารภ

เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๓๒ พระราชบัญญัติ ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๗ และมาตรา ๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้ เพื่อให้ การกำกับดูแลการประกอบกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อันเป็นการจัดระเบียบ การประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นและเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับ เงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตราในหมวดนี้

ดูเป็นรายการ
  1. หมวด ๓ การบริหารและการดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจ

  2. ส่วนที่ ๑ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    23 มาตรา
  3. ๒๓

    ให้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมขึ้นเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็น ส่วนราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ให้สำนักงานมีฐานะเป็นนิติบุคคลและอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๑ กิจการของสำนักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่เจ้าหน้าที่และ ลูกจ้างของสำนักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยรวมไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน

  4. ๒๔

    ให้สำนักงานรับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการ และ มีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้ความช่วยเหลือ และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและกลุ่มกิจการเพื่อสังคม เพื่อให้มีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

    (๑) เสนอนโยบายและแผนการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมแห่งชาติให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ และสังคม และเสนอแนวทางในการส่งเสริมหรือสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือ บุคคลซึ่งให้การสนับสนุนกิจการของวิสาหกิจเพื่อสังคมต่อคณะกรรมการ

    (๒) จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อให้ความเห็นชอบ

    (๓) ให้คำแนะนำ ฝึกอบรม และส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้สามารถพัฒนาการบริหารจัดการ ในด้านการเงิน การบัญชี การตลาด เทคโนโลยี และด้านอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    (๔) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการของวิสาหกิจ เพื่อสังคม

    (๕) ให้คำปรึกษาหรือความช่วยเหลือในการขอจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล การขออนุมัติ อนุญาต และการจดทะเบียนสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า หรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่น

    (๖) จัดให้มีมาตรการในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มกิจการเพื่อสังคมเพื่อให้สามารถพัฒนา เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมได้ต่อไป

    (๗) วิเคราะห์สภาพปัญหาและสถานการณ์ อุปสรรค และความสำเร็จของวิสาหกิจเพื่อสังคม ในประเทศ และจัดทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี

    (๘) เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับวิสาหกิจ เพื่อสังคม ตลอดจนรายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ

    (๙) บริหารกองทุนตามนโยบายและมติของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารกองทุน

  5. ๒๕

    เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๒๔ ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ

    (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมทุกประเภทเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสำนักงาน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๒

    (๓) ทำความตกลงหรือร่วมมือกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือกับสถาบันการเงินในกิจการ ที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

    (๔) ถือหุ้นหรือร่วมทุนกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในกิจการที่เกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

    (๕) กู้ยืมเงินเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

    (๖) เรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน หรือค่าบริการในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

    (๗) ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสำนักงาน

    (๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจ ของสำนักงาน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย การถือหุ้นหรือการเข้าร่วมทุนตาม

    (๔) และการกู้ยืมเงินตาม

    (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  6. ๒๖

    ทุนและทรัพย์สินในการดำเนินกิจการของสำนักงาน ประกอบด้วย

    (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

    (๒) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้สำนักงาน

    (๓) ค่าธรรมเนียม ค่าตอบแทน และค่าบริการ

    (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสำนักงาน การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม

    (๒) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้สำนักงานขาดความเป็น อิสระหรือความเป็นกลาง

  7. ๒๗

    บรรดารายได้ของสำนักงานไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ในกรณีมีเหตุจำเป็นหรือสมควร สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ ของสำนักงานในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  8. ๒๘

    การใช้จ่ายเงินของสำนักงาน ให้ใช้จ่ายเพื่อกิจการของสำนักงานโดยเฉพาะ การเก็บรักษาและการเบิกจ่ายเงินของสำนักงาน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

  9. ๒๙

    ให้สำนักงานมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารงานของสำนักงานภายใต้ การกำกับดูแลของคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๓ การสรรหาและการจ้างผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

  10. ๓๐

    ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีก ไม่เกินหกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

  11. ๓๑

    ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (๑) เป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือการบริหาร จัดการองค์กร

    (๒) เป็นผู้สามารถปฏิบัติงานให้แก่สำนักงานได้เต็มเวลา

    (๓) มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีในวันที่ได้รับการแต่งตั้ง

    (๔) มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖ (๑) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)

  12. ๓๒

    ผู้อำนวยการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสำนักงาน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการหรือ กรรมการในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่สำนักงานเป็นผู้ถือหุ้น ให้นำความในวรรคหนึ่งไปใช้บังคับแก่รองผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสำนักงานด้วย

  13. ๓๓

    ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน

  14. ๓๔

    ผู้อำนวยการจะต้องได้รับการประเมินผลการปฏิบัติงานตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

  15. ๓๕

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ออกตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ

    (๔) คณะกรรมการมีมติให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติ เสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ

    (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๑ หรือกระทำการ อันมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๒

    (๖) ไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรา ๓๔ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๔ มติของคณะกรรมการให้ถอดถอนผู้อำนวยการออกจากตำแหน่งตาม

    (๔) ต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการเท่าที่มีอยู่ โดยไม่นับรวมตำแหน่งผู้อำนวยการ

  16. ๓๖

    ให้ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสำนักงานให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสำนักงาน ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ และ เป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง รวมทั้งให้มีหน้าที่ ดังต่อไปนี้

    (๑) เสนอเป้าหมาย แผนงาน และโครงการต่อคณะกรรมการเพื่อให้การดำเนินงานของสำนักงาน บรรลุวัตถุประสงค์

    (๒) เสนอแผนการเงินและงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการ

    (๓) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้านต่างๆของสำนักงาน รวมทั้งรายงาน ทางการเงินและการบัญชีต่อคณะกรรมการ

    (๔) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงกิจการและการดำเนินงานของสำนักงานให้มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานต่อคณะกรรมการ ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสำนักงาน

  17. ๓๗

    ผู้อำนวยการมีอำนาจ

    (๑) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของ ผู้อำนวยการตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

    (๒) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการ กำหนด

    (๓) วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงานโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย มติของ คณะรัฐมนตรี ตลอดจนระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ นโยบาย และมติของคณะกรรมการ

  18. ๓๘

    เมื่อผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งด้วย ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อำนวยการเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองผู้อำนวยการหลายคน ให้รองผู้อำนวยการที่ผู้อำนวยการมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าผู้อำนวยการมิได้มอบหมาย ให้รองผู้อำนวยการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือไม่มีผู้รักษาการแทนผู้อำนวยการ หรือมีแต่ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทน ให้ผู้รักษาการแทนมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๕ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการหรือ ให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนมีหน้าที่และอำนาจเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และ อำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการด้วย แล้วแต่กรณี

  19. ๓๙

    ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสำนักงาน เพื่อการนี้ ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไป ตามระเบียบหรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด นิติกรรมใดที่ผู้อำนวยการหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบหรือ ข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดย่อมไม่ผูกพันสำนักงาน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน

  20. ๔๐

    ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  21. ๔๑

    ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำ รายงานทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของสำนักงานได้อย่างถูกต้อง ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และให้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด และต้องจัดให้มี การตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสำนักงาน ตลอดจนรายงานผล การตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในโดยเฉพาะ และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และลงโทษทางวินัยของผู้ตรวจสอบ ภายใน ให้ผู้อำนวยการพิจารณาแล้วเสนอให้คณะกรรมการให้ความเห็นชอบก่อนจึงดำเนินการได้

  22. ๔๒

    ให้สำนักงานจัดทำรายงานทางการเงินส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของสำนักงานให้เป็นไปตามปีงบประมาณ

  23. ๔๓

    ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสำนักงาน การตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชีและประเมินผลการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินของสำนักงาน โดยให้ แสดงความคิดเห็นเป็นข้อวิเคราะห์ว่าการใช้จ่ายดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัด และได้ผล ตามเป้าหมายเพียงใด ให้ผู้สอบบัญชีของสำนักงานทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๖

  24. ๔๔

    ให้สำนักงานทำรายงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ รายงานนี้ ให้กล่าวถึงผลงานของสำนักงานในปีที่ล่วงมาแล้ว รายงานทางการเงิน พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งคำชี้แจงเกี่ยวกับนโยบายของคณะกรรมการ โครงการและแผนงานที่จะจัดทำในภายหน้า และ รายงานสถานการณ์วิสาหกิจเพื่อสังคมของประเทศ ตลอดจนผลสัมฤทธิ์ของการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตามพระราชบัญญัตินี้ รายงานตามวรรคหนึ่ง ให้เผยแพร่ต่อสาธารณชน

  25. ๔๕

    การประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานให้ดำเนินการทุกปีงบประมาณ โดยคณะกรรมการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงานซึ่งคณะกรรมการแต่งตั้ง การประเมินผลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง ให้มีการประเมินผลในด้านประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การพัฒนาองค์กร และความคุ้มค่าในการใช้จ่ายเงิน

  26. ส่วนที่ ๒ กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    13 มาตรา
  27. ๔๖

    ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสำนักงาน เรียกว่า “กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจ เพื่อสังคม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคม อันจะนำไปสู่ การแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาชุมชน สังคม หรือสิ่งแวดล้อม โดยประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

    (๑) เงินสมทบและเงินเพิ่มตามมาตรา ๑๓

    (๒) เงินค่าปรับทางปกครองตามพระราชบัญญัตินี้

    (๓) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน

    (๔) ดอกผลและผลประโยชน์ที่เกิดจากกองทุน

    (๕) เงินหรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับจากภาคเอกชนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รัฐบาล ต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ การรับเงินหรือทรัพย์สินตาม

    (๕) จะต้องไม่กระทำในลักษณะที่ทำให้กองทุนขาดความเป็นอิสระ หรือความเป็นกลาง

  28. ๔๗

    บรรดารายได้ของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  29. ๔๘

    เงินกองทุนให้ใช้จ่ายเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ดังต่อไปนี้

    (๑) ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมกู้ยืมสำหรับดำเนินการก่อตั้ง ปรับปรุง และพัฒนากิจการของวิสาหกิจ เพื่อสังคมนั้นให้มีประสิทธิภาพและขีดความสามารถเพิ่มขึ้น

    (๒) ให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนในการประกอบกิจการในระยะเริ่มแรก ทั้งนี้ ต้องมีกำหนดเวลา ไม่เกินสองปี โดยสามารถขยายกำหนดระยะเวลาได้รวมแล้วไม่เกินสี่ปี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๗

    (๓) ให้ความช่วยเหลือส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน เพื่อนำไปใช้ ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

    (๔) ให้ความช่วยเหลือหรืออุดหนุน ร่วมทุน หรือดำเนินการใดร่วมกับนิติบุคคลอื่น เกี่ยวกับ การก่อตั้ง การขยายกิจการ การวิจัย การพัฒนา และการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น

    (๕) ให้ความช่วยเหลืออื่นทางการเงินตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

    (๖) เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของกองทุนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด การดำเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ

    (๕) ต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุน กำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

  30. ๔๙

    ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุน ประกอบด้วย

    (๑) ประธานกรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากกรรมการ

    (๒) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้แทนกระทรวงการคลังคนหนึ่ง

    (๓) กรรมการบริหารกองทุนซึ่งแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินสี่คน โดยจะต้องเป็น ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิสาหกิจเพื่อสังคม การเงินการธนาคาร การบริหารธุรกิจ หรือการลงทุน

    (๔) ผู้อำนวยการเป็นกรรมการบริหารกองทุนและเลขานุการ หลักเกณฑ์และวิธีการในการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิตาม

    (๓) ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการ กำหนด

  31. ๕๐

    ให้นำความในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่ การดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๔๙

    (๓) ด้วยโดยอนุโลม เว้นแต่การพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๘

    (๓) ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ

  32. ๕๑

    คณะกรรมการบริหารกองทุนมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) กำหนดนโยบายและควบคุมดูแลการบริหารกองทุน

    (๒) พิจารณาจัดสรรเงินกองทุนเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามมาตรา ๔๘

    (๓) ออกระเบียบเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการปฏิบัติการให้เป็นไป ตามมาตรา ๔๘ (๑) (๒) (๓) (๔) และ

    (๕) ทั้งนี้ โดยมีการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม

    (๔) ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินกองทุน และการจัดหา ผลประโยชน์ของกองทุน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๘

    (๕) จัดทำรายงานการรับและการจ่ายเงินของกองทุนเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ

    (๖) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ บริหารกองทุน หรือตามที่คณะกรรมการมอบหมาย การจัดสรรเงินกองทุนตาม

    (๒) และการออกระเบียบตาม (๓) และ

    (๔) ต้องได้รับความเห็นชอบ จากคณะกรรมการ

  33. ๕๒

    ในการพิจารณาจัดสรรเงินกองทุน ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนพิจารณา ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบ

  34. ๕๓

    คณะกรรมการบริหารกองทุนจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือ ปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดหรือทำการแทนตามที่คณะกรรมการบริหารกองทุนมอบหมายก็ได้ ให้นำความในมาตรา ๒๐ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการบริหารกองทุนและ คณะอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม

  35. ๕๔

    ให้กรรมการบริหารกองทุนและอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ ตอบแทนอื่นตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  36. ๕๕

    ให้สำนักงานวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำรายงาน ทางการเงิน แสดงฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกองทุนได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชี ที่รับรองทั่วไป และให้จัดทำตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด

  37. ๕๖

    ให้สำนักงานจัดทำรายงานทางการเงินของกองทุนส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวัน นับแต่วันสิ้นปีบัญชี ปีบัญชีของกองทุนให้เป็นไปตามปีงบประมาณ

  38. ๕๗

    ให้บุคคลภายนอกซึ่งคณะกรรมการบริหารกองทุนแต่งตั้ง โดยความเห็นชอบ ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้สอบบัญชี และทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภท ของกองทุนทุกรอบปีบัญชี และประเมินผลการดำเนินงานของกองทุน โดยให้แสดงความคิดเห็นเป็น ข้อวิเคราะห์ว่าการดำเนินงานของกองทุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และได้ผลตามเป้าหมายเพียงใด ให้ผู้สอบบัญชีของกองทุนทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนภายใน หนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี

  39. ๕๘

    ให้สำนักงานจัดให้มีระบบการตรวจสอบภายในเพื่อตรวจสอบการดำเนินงานต่างๆ ของกองทุนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการบริหารกองทุนกำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๖๗ ก หนา้ ๔๙

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ

เพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

วิสาหกิจเพื่อสังคม

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/14423ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiNGMwZmQ5NDAtZDQ2Yy00ZDQyLTlmMjctOWYwYzQzOTE1Yzg3IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguKowMTAxIOC4nuC4o-C4sOC4o-C4suC4iuC4muC4seC4jeC4jeC4seC4leC4tCAyNTYyLTY34LiBLTMyLlBERiJ9.BGlZUCG9d_TxuQVsq5birgA9drptD1PraMp6fhwJ1-s25 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:f6bd0ff625823c871b03d651c7f1954b0b648d7269c99b8dc156faae32e41ffaดึงเมื่อ 2026-08-23T17:10:04.234Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR