พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ฉบับประกาศ — ยังไม่รวมการแก้ไขภายหลัง๒๕๖๒55 มาตรา5 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 22 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 23b9da88… · ดึงข้อมูล 2026-08-23 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้คือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ ปีที่ระบุ ไม่ใช่ฉบับรวมการแก้ไข มาตราที่ถูกแก้ไข เพิ่ม หรือยกเลิกภายหลังจะไม่ปรากฏ — ระบบยังไม่ได้ตรวจสถานะบังคับใช้ปัจจุบัน

สารบัญของฉบับนี้

  1. หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมาตรา ๕–๑๓ · 9 มาตรา
  2. หมวด ๒ คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศมาตรา ๑๔–๒๐ · 7 มาตรา
  3. หมวด ๓ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศมาตรา ๒๑–๔๒ · 22 มาตรา
  4. หมวด ๔ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันมาตรา ๔๓–๔๗ · 5 มาตรา
  5. บทเฉพาะกาลมาตรา ๔๘–๕๕ · 8 มาตรา

ปรารภ

เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๑๗ พระราชบัญญัติ เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๒ เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่รัฐสภา ดังต่อไปนี้

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติเทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๒”

  2. พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

  3. ในพระราชบัญญัตินี้ “เทคโนโลยีป้องกันประเทศ” หมายความว่า วิทยาการในการนำองค์ความรู้ที่มีอยู่หลากหลายแขนง มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการป้องกันประเทศและด้านการทหารอื่น ๆ รวมถึงการประยุกต์ ใช้ประโยชน์แก่ประเทศเป็นส่วนรวม เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๑๘ “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” หมายความว่า การวิจัย การพัฒนา การออกแบบ การผลิต การประกอบรวม การปรับปรุง การซ่อมสร้าง การเปลี่ยนลักษณะการแปรสภาพ หรือการให้บริการ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการป้องกันประเทศ โดยอาจมีค่าตอบแทนหรือไม่ก็ได้ “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ “ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

  4. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มี อำนาจออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

  5. หมวด ๑ คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    9 มาตรา
  6. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ” ประกอบด้วย

    (๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานกรรมการ

    (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนสิบสองคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินหกคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในด้านการทหาร เทคโนโลยีป้องกันประเทศ อุตสาหกรรม ป้องกันประเทศ หรือการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ในกรณีที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๑๙ ให้ผู้อำนวยการเป็นเลขานุการ และให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันจำนวนไม่เกินสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

  7. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕

    (๓) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (๑) มีสัญชาติไทย

    (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เกินเจ็ดสิบปีบริบูรณ์

    (๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

    (๔) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

    (๕) ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะได้รับโทษจำคุกจริงหรือไม่ เว้นแต่ เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

    (๖) ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น กรรมการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งซึ่งรับผิดชอบการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ พรรคการเมือง

    (๗) ไม่เป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง หรือที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีสัญญาจ้างกับสถาบัน

    (๘) ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสถาบันหรือในกิจการที่เป็นการแข่งขัน กับกิจการของสถาบันหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสถาบัน ในการจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา ๒๓ (๗)

  8. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕

    (๓) ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับการแต่งตั้งได้อีกไม่เกินหนึ่งวาระ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่ ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและยังมิได้แต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้กรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๐ เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิว่างลงก่อนครบวาระ ให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิแทนตำแหน่งที่ว่าง หรือในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ให้ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่ง แทนตำแหน่งที่ว่างหรือให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทนหรือได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว เว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนหรือเพิ่มขึ้นก็ได้ และให้คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยี ป้องกันประเทศประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดที่มีอยู่ การดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ หรือที่ดำรงตำแหน่งแทน หรือที่แต่งตั้งเพิ่มขึ้น หากมีกำหนดเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ไม่ให้นับเป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง

  9. นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๕

    (๓) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออก

    (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๖

  10. คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) กำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของสถาบันในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบาย ของกระทรวงกลาโหม โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี

    (๒) กำหนดแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาครัฐและภาคเอกชนมีบทบาท ในการดำเนินกิจการเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    (๓) เสนอแนะหรือให้ความเห็นต่อกระทรวงกลาโหมเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ในเรื่องเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๑

    (๔) กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินงานของคณะกรรมการและสถาบัน ให้เป็นไปตามนโยบาย เป้าหมาย และแนวทางที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ กำหนด

    (๕) ออกระเบียบเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของยุทโธปกรณ์ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการผลิตและการขายยุทโธปกรณ์ดังกล่าวตามมาตรา ๒๔

    (๖) ออกข้อบังคับว่าด้วยการป้องกันการมีส่วนได้เสียและการรักษาความลับในการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายของกรรมการในคณะกรรมการ ที่ปรึกษาคณะกรรมการอนุกรรมการ ผู้อำนวยการ และผู้ปฏิบัติงานของสถาบัน

    (๗) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการนโยบาย เทคโนโลยีป้องกันประเทศหรือตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

  11. ๑๐

    การประชุมของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศต้องมีกรรมการ มาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยี ป้องกันประเทศโดยอนุโลมด้วย

  12. ๑๑

    คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยี ป้องกันประเทศมอบหมายได้ คณะอนุกรรมการและคณะทำงานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับสถาบัน หรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสถาบันหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม การประชุมของคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน ให้นำความในมาตรา ๑๐ มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

  13. ๑๒

    ให้ประธานกรรมการและกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และ อนุกรรมการที่คณะกรรมการดังกล่าวแต่งตั้ง ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่ คณะรัฐมนตรีกำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๒

  14. ๑๓

    ให้สถาบันทำหน้าที่เป็นสำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย เทคโนโลยีป้องกันประเทศและปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มอบหมาย

  15. หมวด ๒ คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    7 มาตรา
  16. ๑๔

    ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ” ประกอบด้วย

    (๑) ประธานกรรมการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและ ประสบการณ์สูงในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    (๒) กรรมการโดยตำแหน่ง จำนวนห้าคน ได้แก่ เสนาธิการทหาร เสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ เสนาธิการทหารอากาศ และผู้อำนวยการศูนย์การอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และพลังงานทหาร

    (๓) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนสี่คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือการวิจัย การพัฒนา และนวัตกรรม หรือด้านอื่นที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกิจการ ของสถาบัน แต่ต้องไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้าง ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เว้นแต่เป็นผู้สอน ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของสถาบัน เป็นผู้ช่วยเลขานุการได้ตามความจำเป็น หลักเกณฑ์ และวิธีการสรรหาประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งการสรรหา ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อดำรงตำแหน่งแทนผู้ซึ่งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๓

  17. ๑๕

    ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๔ (๑) และ

    (๓) ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้ ให้ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

  18. ๑๖

    ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง ก่อนครบวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งดำรงตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ ของประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งตนแทน เว้นแต่วาระเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้ ในกรณีที่ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานกรรมการ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง และในกรณีที่ประธานกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้กรรมการที่เหลือเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานชั่วคราว

  19. ๑๗

    คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๔ (๑) และ

    (๓) และการประชุม ของคณะกรรมการ ให้นำความในมาตรา ๖ มาตรา ๘ และมาตรา ๑๐มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  20. ๑๘

    คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของสถาบัน ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๒ รวมทั้งนโยบาย เป้าหมาย และแนวทาง ที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด โดยหน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

    (๑) กำหนดนโยบายการบริหารงาน การจัดหาทุน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงาน ของสถาบัน

    (๒) อนุมัติแผนการลงทุน แผนการเงิน และงบประมาณประจำปีของสถาบัน

    (๓) ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงานของสถาบันตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

    (๔) ควบคุมดูแลการดำเนินงานและการบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือประกาศเกี่ยวกับสถาบันในเรื่องดังต่อไปนี้ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๔

    (ก) การบริหารงานทั่วไปของสถาบัน โครงสร้างองค์กร การกำหนดตำแหน่ง และค่าตอบแทน และการบริหารงานบุคคล

    (ข) การบริหารและการจัดการการเงิน การพัสดุ และทรัพย์สินของสถาบัน รวมทั้ง การบัญชีและการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญ

    (ค) การสรรหา การแต่งตั้งและถอดถอนผู้อำนวยการ การปฏิบัติงานของผู้อำนวยการ และการมอบหมายให้ผู้อื่นปฏิบัติงานแทน

    (ง) กำหนดเครื่องแบบผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง รวมทั้งตราสัญลักษณ์ และเครื่องหมายของสถาบัน

    (จ) การจัดสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่นแก่ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันตามมาตรา ๔๓ (๑) และ (๓)

    (ฉ) การแต่งตั้งและกำหนดขอบเขตหน้าที่และอำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจสอบและผู้ตรวจสอบภายใน

    (ช) หลักเกณฑ์และวิธีการในการให้ทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยด้านเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ

    (ซ) หลักเกณฑ์การจัดเก็บและอัตราค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิ และค่าบริการในการดำเนินกิจการของสถาบัน

    (ฌ) กำหนดการอื่นที่เกี่ยวข้องและจำเป็นในการดำเนินงานของสถาบัน

    (๕) ให้ความเห็นชอบรายงานประจำปีและเสนอต่อรัฐมนตรีเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตาม พระราชบัญญัตินี้

    (๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน หรือตามที่ คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศมอบหมาย ระเบียบเกี่ยวกับการจำหน่ายทรัพย์สินจากบัญชีเป็นสูญตาม (๔)

    (ข) ต้องเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด การควบคุมดูแลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการจะต้องกำหนดแนวทาง การปฏิบัติงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๕

  21. ๑๙

    คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ปรึกษาของ คณะกรรมการ และมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ตามความจำเป็น ที่ปรึกษาของคณะกรรมการและอนุกรรมการจะต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการที่กระทำกับ สถาบันหรือในกิจการที่เป็นการแข่งขันกับกิจการของสถาบันหรือขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้เป็นประธานกรรมการ กรรมการ หรือผู้แทนของสถาบันในการจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งนิติบุคคลตามมาตรา ๒๓

    (๗) หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม องค์ประกอบ การประชุม วิธีการปฏิบัติหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของคณะอนุกรรมการ ให้เป็นไป ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด

  22. ๒๐

    ให้ประธานกรรมการ กรรมการ ที่ปรึกษาของคณะกรรมการและอนุกรรมการ ที่คณะกรรมการแต่งตั้ง ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  23. หมวด ๓ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    22 มาตรา
  24. ๒๑

    ให้มีสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เรียกโดยย่อว่า “สทป.” และให้ใช้ชื่อ ภาษาอังกฤษว่า “Defence Technology Institute” เรียกโดยย่อว่า “DTI” ให้สถาบันเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย ว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หรือกฎหมายอื่น กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้อำนวยการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างของสถาบันต้องได้รับประโยชน์ ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๖

  25. ๒๒

    ให้สถาบันมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

    (๑) ศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานอื่นของรัฐ และภาคเอกชน

    (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการฝึกอบรม การค้นคว้าวิจัย การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    (๔) ประสานความร่วมมือด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ กับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    (๕) เป็นศูนย์ข้อมูลความรู้ด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ให้แก่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

  26. ๒๓

    ให้สถาบันมีหน้าที่และอำนาจกระทำกิจการต่าง ๆ ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ ตามมาตรา ๒๒ หน้าที่และอำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง

    (๑) ถือกรรมสิทธิ์ มีสิทธิครอบครอง และมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ

    (๒) ก่อตั้งสิทธิหรือทำนิติกรรมใด ๆ ทั้งในและนอกราชอาณาจักร

    (๓) ประกอบกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

    (๔) กู้ยืมเงิน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

    (๕) จัดให้มีและให้ทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

    (๖) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศ และต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน

    (๗) จัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล รวมตลอดถึงการเข้าร่วมทุน ถือหุ้น หรือเป็นหุ้นส่วนกับบุคคลหรือนิติบุคคลใด เพื่อดำเนินกิจการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๗

    (๘) เรียกเก็บและรับค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิ และค่าบริการในการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสถาบันรวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับการนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และอัตราที่คณะกรรมการกำหนด

    (๙) มอบหมายให้ผู้อื่นเป็นตัวแทนเพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน และตาม

    (๒) ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ว่าด้วยการนั้น รวมทั้งต้องเป็นไปตามความตกลง ระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีด้วย

    (๑๐) ส่งผู้ปฏิบัติงานไปปฏิบัติงานในกิจการที่สถาบันเข้าร่วมทุน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่น หรือในกิจการของภาคเอกชนภายใต้วัตถุประสงค์ของสถาบัน

    (๑๑) ให้บริการทดสอบและรับรองผลการทดสอบเกี่ยวกับอุปกรณ์ ต้นแบบ หรือผลิตภัณฑ์ ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่สถาบันทดสอบ

    (๑๒) ดำเนินการอื่นใดที่จำเป็นหรือต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสถาบัน

  27. ๒๔

    ในกรณีที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศเห็นว่า ยุทโธปกรณ์ ซึ่งสถาบันได้ศึกษาวิจัยหรือร่วมศึกษาวิจัยแล้วมีความจำเป็นต้องผลิตขึ้นเพื่อใช้ในทางราชการของประเทศ หรือคุ้มค่าที่จะสนับสนุนให้ผลิตในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อาจมอบหมายให้สถาบันดำเนินการได้ ดังต่อไปนี้

    (๑) ส่งหน่วยงานของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานของรัฐที่มีขีดความสามารถผลิตเพื่อใช้ ในกิจการของรัฐ

    (๒) กรณีที่เป็นยุทโธปกรณ์ที่ใช้ในการสงคราม การผลิตและจำหน่าย สถาบันอาจร่วมกับ เอกชนหรือนิติบุคคลอื่นก่อตั้งนิติบุคคลเพื่อผลิตและขายได้ ทั้งนี้ โดยจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงาน ของกระทรวงกลาโหมหรือหน่วยงานอื่นของรัฐก็ได้ กรณีตาม

    (๒) การขายจะทำได้เฉพาะการขายให้แก่หน่วยงานของรัฐ และหากมีส่วนที่เหลือ จากการขายดังกล่าวจึงจะขายให้แก่การปฏิบัติการซ้อมรบที่ประเทศไทยเข้าร่วมซ้อมรบ การขาย โดยวิธีรัฐบาลต่อรัฐบาล หรือการขายโดยประการอื่นตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ นโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๘ การผลิตและการขายตามมาตรานี้ ต้องเป็นไปตามลักษณะและประเภทของยุทโธปกรณ์ รวมทั้งหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศกำหนด ตามมาตรา ๙

    (๕) ซึ่งต้องเป็นไปตามความตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธกรณีด้วย

  28. ๒๕

    ให้กิจการที่สถาบันจัดตั้งหรือร่วมกับบุคคลอื่นในการจัดตั้งองค์กรที่เป็นนิติบุคคล ตามมาตรา ๒๓

    (๗) ได้รับยกเว้นไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องมีมาตรการกำกับดูแล หรือควบคุมตามแนวทางที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้

  29. ๒๖

    ทุนและทรัพย์สินของสถาบันมีดังต่อไปนี้

    (๑) เงินและทรัพย์สินที่รับโอนมาตามมาตรา ๔๙

    (๒) เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นรายปี

    (๓) เงินอุดหนุนจากภาคเอกชนหรือองค์กรอื่น รวมทั้งจากต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ และเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้

    (๔) ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าตอบแทน ค่าผลิตภัณฑ์ ค่าเช่า ค่าแห่งสิทธิ และค่าบริการ ในการดำเนินกิจการของสถาบัน

    (๕) ดอกผล และผลประโยชน์หรือรายได้อื่นที่เกิดจากการดำเนินการของสถาบัน

  30. ๒๗

    บรรดารายได้ของสถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือสมควร สถาบันโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจนำรายได้ ของสถาบันในจำนวนที่เห็นสมควรส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน

  31. ๒๘

    ให้อสังหาริมทรัพย์ซึ่งสถาบันได้มาจากการให้หรือซื้อด้วยเงินรายได้ของสถาบัน เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน ให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ จำหน่าย และจัดหาประโยชน์ จากทรัพย์สินของสถาบัน

  32. ๒๙

    ทรัพย์สินของสถาบันไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

  33. ๓๐

    การใช้จ่ายของสถาบัน ให้ใช้จ่ายไปเพื่อกิจการของสถาบันโดยเฉพาะ การเก็บรักษาและเบิกจ่ายเงินของสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๒๙

  34. ๓๑

    ให้สถาบันมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง เป็นผู้บริหารกิจการของสถาบันภายใต้ การกำกับดูแลของคณะกรรมการ คณะกรรมการเป็นผู้มีอำนาจสรรหา แต่งตั้ง และถอดถอนผู้อำนวยการ การสรรหาผู้อำนวยการ ให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการ ซึ่งต้องสอดคล้องกับ หลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  35. ๓๒

    ในการแต่งตั้งผู้อำนวยการต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่ วันที่มีเหตุต้องแต่งตั้งผู้อำนวยการ และหากมีเหตุผลจำเป็นให้คณะกรรมการขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกิน หกสิบวัน หากดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการรายงานผลให้รัฐมนตรี เพื่อรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

  36. ๓๓

    ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหรือผู้อำนวยการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองผู้อำนวยการที่มีอาวุโสตามลำดับรักษาการแทน ถ้าไม่มีรองผู้อำนวยการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติ หน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งกรรมการหรือผู้ปฏิบัติงานคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ให้ผู้รักษาการแทนตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับผู้อำนวยการ ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือคำสั่งอื่นแต่งตั้งให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการ หรือให้มีหน้าที่และอำนาจอย่างใด ให้ผู้รักษาการแทนเป็นกรรมการหรือมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับ ผู้อำนวยการด้วย แล้วแต่กรณี

  37. ๓๔

    ผู้อำนวยการต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (๑) มีสัญชาติไทย

    (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ และไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์

    (๓) สามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา

    (๔) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เหมาะสมกับกิจการ ของสถาบันตามที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์และหน้าที่และอำนาจตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓

    (๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

    (๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

    (๗) ไม่เป็นผู้บริหารของหน่วยงานของรัฐ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๐

    (๘) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ

    (๙) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (๔) (๕) (๖) (๗) หรือ (๘)

  38. ๓๕

    ผู้อำนวยการมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ให้มีการประเมินศักยภาพและผลงานของผู้อำนวยการอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด

  39. ๓๖

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๓๔

    (๔) ออกตามกรณีที่กำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างคณะกรรมการกับผู้อำนวยการ

    (๕) คณะกรรมการให้ออก เพราะไม่ผ่านการประเมิน บกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติ เสื่อมเสียหรือหย่อนความสามารถ หรือเมื่อคณะกรรมการเห็นว่าหากให้อยู่ในตำแหน่งต่อไปจะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่สถาบัน มติของคณะกรรมการให้ผู้อำนวยการพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) และ

    (๕) ต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่มีอยู่โดยไม่นับรวมตำแหน่งผู้อำนวยการ การขาดคุณสมบัติเพราะมีอายุเกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์ ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่ง ตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง

  40. ๓๗

    ผู้อำนวยการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

    (๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ของสถาบัน ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ และมติของคณะกรรมการ

    (๒) รับผิดชอบในการดำเนินงานและเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่และลูกจ้างทุกตำแหน่ง

    (๓) เสนอเป้าหมาย แผนการลงทุน แผนการเงิน แผนธุรกิจ แผนงานและโครงการ ต่อคณะกรรมการ เพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันบรรลุวัตถุประสงค์ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๑

    (๔) เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลประกอบการและการดำเนินงานด้านต่างๆของสถาบัน รวมทั้งรายงานการเงินและบัญชี ตลอดจนเสนอแผนการเงินและงบประมาณของปีต่อไป ต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา

    (๕) เสนอความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ การปรับปรุงกิจการและการดำเนินงาน ของสถาบันให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ต่อคณะกรรมการ

    (๖) บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัยเจ้าหน้าที่และลูกจ้าง ตลอดจนให้เจ้าหน้าที่และลูกจ้างออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด

    (๗) วางระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินงานของสถาบันโดยไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ หรือมติของคณะกรรมการ

    (๘) แต่งตั้งรองผู้อำนวยการหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ เพื่อเป็นผู้ช่วยปฏิบัติงานของผู้อำนวยการตามที่ผู้อำนวยการมอบหมาย

    (๙) ถอดถอนรองผู้อำนวยการหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

  41. ๓๘

    ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนของสถาบัน และเพื่อการนี้ ผู้อำนวยการอาจมอบอำนาจให้บุคคลใดปฏิบัติงานเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไป ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด นิติกรรมใดที่ผู้อำนวยการหรือผู้รับมอบอำนาจจากผู้อำนวยการกระทำโดยฝ่าฝืนระเบียบ หรือข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนดย่อมไม่ผูกพันสถาบัน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน

  42. ๓๙

    ให้คณะกรรมการเป็นผู้กำหนดอัตราเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น ของผู้อำนวยการ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด

  43. ๔๐

    การบัญชีของสถาบันให้จัดทำตามหลักสากล ตามแบบและหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการกำหนดซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชี และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายใน เกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสถาบัน ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบ ให้คณะกรรมการทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน ให้มีผู้ปฏิบัติงานของสถาบันทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายใน โดยเฉพาะและให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการตามระเบียบ ที่คณะกรรมการกำหนด เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๒ ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง และลงโทษทางวินัยของผู้ตรวจสอบ ภายใน ให้ผู้อำนวยการและคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาร่วมกันแล้วเสนอให้คณะกรรมการเพื่อให้ ความเห็นชอบก่อนจึงดำเนินการได้

  44. ๔๑

    ให้สถาบันจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการและคณะกรรมการนโยบาย เทคโนโลยีป้องกันประเทศ เพื่อเสนอรัฐมนตรีทุกสิ้นปีงบประมาณ โดยแสดงงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนที่ผู้สอบบัญชีรับรองว่าถูกต้อง พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงาน ของสถาบันในปีที่ล่วงมาด้วย ให้รัฐมนตรีเสนอรายงานประจำปีตามวรรคหนึ่งต่อคณะรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรี เสนอรายงานนั้นต่อรัฐสภาเพื่อทราบ

  45. ๔๒

    ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติของ คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแผนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน เพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ สถาบันชี้แจง แสดงความเห็น หรือทำรายงาน หรือสั่งยับยั้งการกระทำเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ การจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติของคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และแผนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสถาบันได้

  46. หมวด ๔ ผู้ปฏิบัติงานของสถาบัน

    5 มาตรา
  47. ๔๓

    ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันมีสามประเภท ได้แก่

    (๑) เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ซึ่งปฏิบัติงานโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากงบประมาณ ของสถาบัน นอกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ

    (๒) ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งสถาบันจ้างให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมีสัญญาจ้าง

    (๓) เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมาปฏิบัติงานของสถาบันเป็นการชั่วคราวตามมาตรา ๔๖

  48. ๔๔

    เจ้าหน้าที่และลูกจ้างต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้

    (๑) มีสัญชาติไทย เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๓

    (๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์

    (๓) สามารถทำงานให้แก่สถาบันได้เต็มเวลา

    (๔) มีคุณวุฒิหรือประสบการณ์เหมาะสมกับวัตถุประสงค์และหน้าที่และอำนาจของสถาบัน

    (๕) ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต

    (๖) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ

    (๗) ไม่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

    (๘) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ

    (๙) ไม่เป็นที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีสัญญาจ้างกับสถาบัน

    (๑๐) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ พนักงานหรือลูกจ้างของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ปฏิบัติงานขององค์การมหาชนอื่น

    (๑๑) ไม่เป็นผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ หรือองค์การมหาชนอื่น

    (๑๒) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๖ (๖) หรือ

    (๘) ความใน

    (๑) มิให้ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่และลูกจ้างชาวต่างประเทศซึ่งสถาบันจำเป็นต้องจ้าง หรือแต่งตั้งตามข้อผูกพันหรือตามลักษณะของกิจการของสถาบัน

  49. ๔๕

    เจ้าหน้าที่และลูกจ้างพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามอย่างหนึ่งอย่างใดตามมาตรา ๔๔

    (๔) ถูกให้ออก เพราะไม่ผ่านการประเมินผลงานตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ กำหนด

    (๕) ถูกไล่ออกหรือปลดออก เพราะผิดวินัยตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด การขาดคุณสมบัติเพราะมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่ง ตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๔

  50. ๔๖

    เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของสถาบัน รัฐมนตรีอาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในกระทรวง ทบวง กรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนอื่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของ สถาบันเป็นการชั่วคราวได้ ทั้งนี้ เมื่อได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้นั้นและมีข้อตกลง ที่ทำไว้ในการอนุมัติ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถาบัน เป็นการชั่วคราวตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าเป็นการได้รับอนุญาตให้ออกจากราชการหรือออกจากงาน ไปปฏิบัติงานใด ๆ และให้นับระยะเวลาระหว่างที่มาปฏิบัติงานในสถาบันสำหรับการคำนวณบำเหน็จ บำนาญหรือประโยชน์ตอบแทนอื่นทำนองเดียวกันเสมือนอยู่ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานเต็มเวลา ดังกล่าว แล้วแต่กรณี เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาที่ได้รับอนุมัติให้มาปฏิบัติงานในสถาบัน ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตามวรรคหนึ่ง มีสิทธิได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือนในส่วนราชการหรือหน่วยงานเดิม ในระดับตำแหน่งที่ไม่ต่ำกว่าตำแหน่งและเงินเดือนเดิมตามข้อตกลงที่ทำไว้ในการอนุมัติ

  51. ๔๗

    ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องให้ผู้ปฏิบัติงานของสถาบันไปปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราว ในกิจการที่สถาบันเข้าร่วมทุน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วนกับบุคคลอื่นหรือในกิจการของภาคเอกชน หากผู้อำนวยการพิจารณาเห็นว่าการให้ไปปฏิบัติงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์และอยู่ภายใต้ วัตถุประสงค์ของสถาบัน ก็อาจพิจารณาส่งผู้ปฏิบัติงานของสถาบันไปปฏิบัติงานดังกล่าวได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด

  52. บทเฉพาะกาล

    8 มาตรา
  53. ๔๘

    ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการนโยบายเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๕ (๑)

    (๒) และวรรคสอง เพื่อปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็นไปพลางก่อน แต่ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๕

  54. ๔๙

    เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับแล้ว ให้พระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นอันยกเลิก และให้บรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ รวมทั้งงบประมาณของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ตกเป็นของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ

  55. ๕๐

    ให้คณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่ พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้ประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ยังคงดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นับรวมวาระการดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

  56. ๕๑

    ให้ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน)พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ตามพระราชบัญญัตินี้จนครบวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ การนับวาระการดำรงตำแหน่งของผู้อำนวยการตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมวาระการดำรงตำแหน่ง ตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นวาระการดำรงตำแหน่งตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๖

  57. ๕๒

    ให้โอนเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกำจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการชั่วคราว ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศดำเนินการคัดเลือกเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่งเพื่อบรรจุเป็นเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้าง ของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศต่อไป เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างผู้ใดได้รับการคัดเลือกและบรรจุตามวรรคสอง ให้มีสิทธินับระยะเวลาทำงาน ที่เคยทำงานอยู่ในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ต่อเนื่องรวมกับระยะเวลาทำงาน ในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างตามวรรคหนึ่งผู้ใดไม่ประสงค์จะทำงานในสถาบันเทคโนโลยีป้องกัน ประเทศต่อไปหรือไม่ได้รับการคัดเลือกและบรรจุตามวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างและให้มีสิทธิ ได้รับค่าตอบแทนการเลิกจ้างตามระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือประกาศของสถาบันเทคโนโลยี ป้องกันประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับการเลิกจ้างและการได้รับค่าตอบแทนการเลิกจ้างดังกล่าว ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า ที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมาย ว่าด้วยเงินทดแทน แต่สำหรับกรณีการไม่สมัครใจจะทำงานในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ต้องแสดงความจำนงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ สำหรับผู้ปฏิบัติงานอื่นของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ให้เป็นผู้ปฏิบัติงานของสถาบัน เทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัตินี้ โดยยังคงเป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขที่มีอยู่ กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ไปพลางก่อน จนกว่าสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ จะกำหนดรายละเอียดการคัดเลือกผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้

  58. ๕๓

    บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีที่อ้างถึงสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกา เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๗ จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้ถือว่าบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีนั้น อ้างถึงสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศตามพระราชบัญญัตินี้

  59. ๕๔

    บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือประกาศที่ออกตามพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๕๑ ที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ใน วันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือประกาศที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้

  60. ๕๕

    การดำเนินการออกระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด และประกาศตาม พระราชบัญญัตินี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เลม่ ๑๓๖ ตอนที่ ๕๖ ก หนา้ ๓๘ หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบตั้งแต่การศึกษาวิจัย การผลิต และการนำมาใช้ประโยชน์ โดยมีความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของกระทรวงกลาโหมและภาคเอกชน แต่รูปแบบของหน่วยงานของรัฐในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมสำหรับภารกิจข้างต้น สมควรจัดตั้งหน่วยงานของรัฐที่มี ลักษณะเฉพาะขึ้นเพื่อดำเนินการดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดัชนีกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
หน้ารายการของกฤษฎีกา
https://www.ocs.go.th/searchlaw/law-index/item/646ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.ocs.go.th/searchlaw/power_link/download/eyJ1dWlkIjoiYzNmNzk4MzAtMDEzYS00MjdjLWFiZWItYjljNThkMGQxOGI2IiwiZmlsZW5hbWUiOiLguJcwMDEyIOC4nuC4o-C4mi4gMjU2Mi01NuC4gS0xNyAuUERGIn0.XF1isKRbLwKsTwtdsqZ_sLqhsA7UwrSqniWot2melgY22 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:23b9da88730af92b6ef93d95d7f1e8840a1f15591e2998efff236c15a08ab9f3ดึงเมื่อ 2026-08-23T15:25:29.244Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR