อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

สมถเภท ว่าด้วยประเภทแห่งสมถะ ๖. อธิกรณปริยายวาร วาระว่าด้วยการอธิบายอธิกรณ์

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๒–๒๙๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 5 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร สมถเภท ว่าด้วยประเภทแห่งสมถะ ๖. อธิกรณปริยายวาร วาระว่าด้วยการอธิบายอธิกรณ์

ข้อ ๒๙๒

วิวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไรมีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไรอาปัตตาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร กิจจาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า มีฐานเท่าไร มีวัตถุเท่าไร มีภูมิเท่าไร มีเหตุเท่าไร มีมูลเท่าไร กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร

ข้อ ๒๙๓

ถาม : วิวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ เรื่องทำความแตกร้าว ๑๘ ประการ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑๒ ถาม : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ (๑) เห็นว่าเป็นธรรม (๒) เห็นว่าเป็นอธรรม ถาม : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) เยภุยยสิกา

ข้อ ๒๙๔

ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ วิบัติ ๔ ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑๔ ถาม : ภิกษุโจทกันด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุโจทด้วยอาการ ๒ คือ (๑) วัตถุ (๒) อาบัติ ถาม : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ตอบ : อนุวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ (๑) สัมมุขาวินัย (๒) สติวินัย(๓) อมูฬหวินัย (๔) ตัสสปาปิยสิกา

ข้อ ๒๙๕

ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ กองอาบัติ ๗ กอง ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล คือ สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๖ สมุฏฐาน ถาม : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร ตอบ : ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖ คือ (๑) ไม่ละอาย (๒) ไม่รู้ (๓) สงสัยแล้วขืนทำ (๔) สำคัญในของไม่สมควรว่าสมควร (๕) สำคัญในของสมควรว่าไม่สมควร(๖) ลืมสติ ถาม : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : อาปัตตาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ (๑) สัมมุขาวินัย(๒) ปฏิญญาตกรณะ (๓) ติณวัตถารกะ

ข้อ ๒๙๖

ถาม : กิจจาธิกรณ์ มีอะไรเป็นหัวหน้า

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๖. อธิกรณปริยายวาร ตอบ : มีความโลภเป็นหัวหน้า มีความโกรธเป็นหัวหน้า มีความหลงเป็นหัวหน้ามีความไม่โลภเป็นหัวหน้า มีความไม่โกรธเป็นหัวหน้า มีความไม่หลงเป็นหัวหน้า ถาม : มีฐานเท่าไร ตอบ : มีฐาน คือ กรรม ๔ ถาม : มีวัตถุเท่าไร ตอบ : มีวัตถุ คือ กรรม ๔ ถาม : มีภูมิเท่าไร ตอบ : มีภูมิ คือ กรรม ๔ ถาม : มีเหตุเท่าไร ตอบ : มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓ ถาม : มีมูลเท่าไร ตอบ : มีมูล ๑ คือ สงฆ์ ถาม : กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร ตอบ : กิจเกิดด้วยอาการ ๒ คือ (๑) ญัตติ (๒) อปโลกน์ ถาม : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร ตอบ : กิจจาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะ ๑ คือ สัมมุขาวินัย ถาม : สมถะ มีเท่าไร ตอบ : สมถะมี ๗ คือ ๑. สัมมุขาวินัย ๒. สติวินัย ๓. อมูฬหวินัย ๔. ปฏิญญาตกรณะ ๕. เยภุยยสิกา ๖. ตัสสปาปิยสิกา ๗. ติณวัตถารกะ สมถะมี ๗ เหล่านี้ สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐ ก็มี สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ก็มี มีโดยอ้อมด้วยอำนาจวัตถุ ถาม : พึงเป็นได้อย่างไร

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๓๙๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [สมถเภท] ๗. สาธารณวาร ตอบ : วิวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๒ อนุวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๔ อาปัตตาธิกรณ์มีสมถะ ๓ กิจจาธิกรณ์มีสมถะ ๑ อย่างนี้ สมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐สมถะ ๑๐ จึงเป็นสมถะ ๗ โดยอ้อมด้วยอำนาจวัตถุ อธิกรณปริยายวารที่ ๖ จบ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร ปริยายวาร ที่ ๖

ข้อ ๘๘๔

วิวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ วิวทติ วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ อนุวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ อนุวทติ อนุวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ อาปตฺตาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อาปตฺตาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ กิจฺจาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมํ กติ ฐานานิ กติ วตฺถูนิ กติ ภูมิโย กติ เหตู กติ มูลานิ กตีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายติ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมติ ฯ

วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไรมีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร? วิวาทาธิกรณ์ ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร?มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร? อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร?มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร? อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? กิจจาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? มีฐานเท่าไร? มีวัตถุเท่าไร? มีภูมิเท่าไร? มีเหตุเท่าไร? มีมูลเท่าไร? กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร? กิจจาธิกรณ์ย่อมระงับด้วยสมถะเท่าไร?

ข้อ ๘๘๕

วิวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ อฏฺฐารส เภทกรวตฺถูนิ ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ ทฺวาทส มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ วิวทตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ วิวทติ ธมฺมทิฏฺฐิ วา อธมฺมทิฏฺฐิ วา ฯ วิวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ วิวาทาธิกรณํ ทฺวีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ เยภุยฺยสิกาย จ ฯ

ถามว่า วิวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ เรื่องทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ วัตถุทำความแตกร้าวกัน ๑๘. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑๒. ถ. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุวิวาทกันด้วยอาการ ๒ คือ เห็นว่าเป็นธรรม ๑ เห็นว่าไม่เป็นธรรม ๑. ถ. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. วิวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๒ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยเยภุยยสิกา ๑

ข้อ ๘๘๖

อนุวาทาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ จตสฺโส วิปตฺติโย ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ จุทฺทส มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ อนุวทตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ อนุวทติ วตฺถุโต วา อาปตฺติโต วา ฯ อนุวาทาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ อนุวาทาธิกรณํ จตูหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ สติวินเยน จ อมูฬฺหวินเยน จ ตสฺสปาปิยสิกาย จ ฯ

ถามว่า อนุวาทาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ วิบัติ ๔. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ วิบัติ ๔. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ วิบัติ ๔. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑๔. ถ. ภิกษุโจทด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุโจทด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยวัตถุ ๑ ด้วยอาบัติ ๑. ถ. อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อนุวาทาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๔ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยสติวินัย ๑ ด้วยอมูฬหวินัย ๑ ด้วยตัสสปาปิยสิกา ๑.

ข้อ ๘๘๗

อาปตฺตาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ สตฺต อาปตฺติกฺขนฺธา ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ ฉ อาปตฺติสมุฏฺฐานานิ มูลานิ ฯ กตีหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชตีติ ฯ ฉหากาเรหิ อาปตฺตึ อาปชฺชติ อลชฺชิตา อญฺญาณตา กุกฺกุจฺจปกตตา อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญิตา กปฺปิเย อกปิยสญฺญิตา สติสมฺโมสา ฯ อาปตฺตาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ อาปตฺตาธิกรณํ ตีหิ สมเถหิ สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน จ ปฏิญฺญาตกรเณน จ ติณวตฺถารเกน จ ฯ

ถามว่า อาปัตตาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ กองอาบัติ ๗. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล คือ สมุฏฐานอาบัติ ๖. ถ. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการเท่าไร? ต. ภิกษุต้องอาบัติด้วยอาการ ๖ คือ ไม่ละอาย ๑ ไม่รู้ ๑ สงสัยแล้วขืนทำ ๑สำคัญว่าควรในของไม่ควร ๑ สำคัญว่าไม่ควรในของควร ๑ ลืมสติ ๑. ถ. อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. อาปัตตาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะ ๓ คือ ด้วยสัมมุขาวินัย ๑ ด้วยปฏิญญาตกรณะ ๑ด้วยติณวัตถารกะ ๑.

ข้อ ๘๘๘

กิจฺจาธิกรณสฺส กึ ปุพฺพงฺคมนฺติ ฯ โลโภ ปุพฺพงฺคโม โทโส ปุพฺพงฺคโม โมโห ปุพฺพงฺคโม อโลโภ ปุพฺพงฺคโม อโทโส ปุพฺพงฺคโม อโมโห ปุพฺพงฺคโม ฯ กติ ฐานานีติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ ฐานานิ ฯ กติ วตฺถูนีติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ วตฺถูนิ ฯ กติ ภูมิโยติ ฯ จตฺตาริ กมฺมานิ ภูมิโย ฯ กติ เหตูติ ฯ นว เหตู ตโย กุสลเหตู ตโย อกุสลเหตู ตโย อพฺยากตเหตู ฯ กติ มูลานีติ ฯ เอกํ มูลํ สงฺโฆ ฯ กตีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายตีติ ฯ ทฺวีหากาเรหิ กิจฺจํ ชายติ ญตฺติโต วา อปโลกนโต วา ฯ กิจฺจาธิกรณํ กตีหิ สมเถหิ สมฺมตีติ ฯ กิจฺจาธิกรณํ เอเกน สมเถน สมฺมติ สมฺมุขาวินเยน ฯ

ถามว่า กิจจาธิกรณ์มีอะไรเป็นประธาน? ตอบว่า มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นประธาน มีความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง เป็นประธาน. ถ. มีฐานเท่าไร? ต. มีฐาน คือ กรรม ๔. ถ. มีวัตถุเท่าไร? ต. มีวัตถุ คือ กรรม ๔. ถ. มีภูมิเท่าไร? ต. มีภูมิ คือ กรรม ๔. ถ. มีเหตุเท่าไร? ต. มีเหตุ ๙ คือ กุศลเหตุ ๓ อกุศลเหตุ ๓ อัพยากตเหตุ ๓. ถ. มีมูลเท่าไร? ต. มีมูล ๑ คือ สงฆ์. ถ. กิจเกิดด้วยอาการเท่าไร? ต. กิจเกิดด้วยอาการ ๒ คือ ด้วยญัตติ ๑ ด้วยอปโลกน์. ๑ ถ. กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะเท่าไร? ต. กิจจาธิกรณ์ระงับด้วยสมถะอย่างหนึ่ง คือ ด้วยสัมมุขาวินัย.

ข้อ ๘๘๙

กติ สมถาติ ฯ สตฺต สมถา สมฺมุขาวินโย สติวินโย อมูฬฺหวินโย ปฏิญฺญาตกรณํ เยภุยฺยสิกา ตสฺสปาปิยสิกา ติณวตฺถารโก อิเม สตฺต สมถา ฯ สิยา อิเม สตฺต สมถา ทส สมถา โหนฺติ ทส สมถา สตฺต สมถา โหนฺติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ สิยาติ ฯ กถญฺจ สิยา ฯ วิวาทาธิกรณสฺส เทฺว สมถา อนุวาทาธิกรณสฺส จตฺตาโร สมถา อาปตฺตาธิกรณสฺส ตโย สมถา กิจฺจาธิกรณสฺส เอโก สมโถ ฯ เอวํ อิเม สตฺต สมถา ทส สมถา โหนฺติ ทส สมถา สตฺต สมถา โหนฺติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ ปริยายวารํ นิฏฺฐิตํ ฉฏฺฐํ ฯ

ถามว่าสมถะ มีเท่าไร? ตอบว่า สมถะมี ๗ คือ สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะเยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา ติณวัตถารกะ สมถะมี ๗ เหล่านี้. ถ. บางทีสมถะ ๗ เหล่านี้ เป็นสมถะ ๑๐ สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ด้วยอำนาจวัตถุโดยปริยาย หรือ? ต. บางทีเป็นได้ ก็บางทีเป็นได้อย่างไร? คือ วิวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๒ อนุวาทาธิกรณ์มีสมถะ ๔ อาปัตตาธิกรณ์มีสมถะ ๓ กิจจาธิกรณ์มีสมถะ ๑ อย่างนี้ที่สมถะ ๗ เป็นสมถะ ๑๐สมถะ ๑๐ เป็นสมถะ ๗ ด้วยอำนาจวัตถุโดยปริยาย. ปริยายวารที่ ๖ จบ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/