อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ สงฆ์แตกกัน สังฆราชี และสังฆเภท หัวข้อประจำวรรค

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๗–๔๕๘พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 4 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค หมวดว่าด้วยการระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์

ข้อ ๔๕๗

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่ ควรระงับอธิกรณ์ พระพุทธเจ้าข้า”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๔๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรระงับอธิกรณ์องค์ ๕ คือ ๑. ไม่รู้อาบัติ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๓. ไม่รู้ประโยคแห่งอาบัติ ๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. รู้อาบัติ ๒. รู้สมุฏฐานแห่งอาบัติ ๓. รู้ประโยคแห่งอาบัติ ๔. รู้ความระงับอาบัติ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่รู้อธิกรณ์ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานแห่งอธิกรณ์ ๓. ไม่รู้ประโยคแห่งอธิกรณ์ ๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. รู้อธิกรณ์ ๒. รู้สมุฏฐานแห่งอธิกรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๔๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค ๓. รู้ประโยคแห่งอธิกรณ์ ๔. รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง ๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว ๕. เป็นอลัชชี อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๕. เป็นลัชชี อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง ๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว ๕. ได้ยินได้ฟังน้อย อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๔๘}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๕. เป็นพหูสูต อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่รู้วัตถุ ๒. ไม่รู้นิทาน ๓. ไม่รู้พระบัญญัติ ๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นในภายหลัง ๕. ไม่รู้ถ้อยคำอันเกี่ยวเนื่องกันได้ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. รู้วัตถุ ๒. รู้นิทาน ๓. รู้พระบัญญัติ ๔. รู้บทที่ตกหล่นในภายหลัง ๕. รู้ถ้อยคำอันเกี่ยวเนื่องกันได้ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๔๙}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค ๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว ๕. ไม่ฉลาดในพระวินัย อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๕. ฉลาดในพระวินัย อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง ๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว ๕. หนักในบุคคล ไม่หนักในสงฆ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๕. หนักในสงฆ์ ไม่หนักในบุคคล อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๕๐}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์ อีกนัยหนึ่ง อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ลำเอียงเพราะชัง ๓. ลำเอียงเพราะหลง ๔. ลำเอียงเพราะกลัว ๕. หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์ องค์ ๕ คือ ๑. ไม่ลำเอียงเพราะชอบ ๒. ไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. ไม่ลำเอียงเพราะหลง ๔. ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ๕. หนักในสัทธรรม ไม่หนักในอามิส อุบาลี ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์” สงฆ์แตกกัน

ข้อ ๔๕๘

ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “สงฆ์แตกกันด้วยอาการเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕ อย่าง อาการ๕ อย่าง คือ ๑. กรรม ๒. อุทเทส ๓. ชี้แจง ๔. สวดประกาศ ๕. ให้จับสลาก อุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕ นี้แล”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๕๑}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๐. อธิกรณวูปสมวรรค สังฆราชี และสังฆเภท ท่านพระอุบาลีทูลถามว่า “ที่เรียกว่า ‘สังฆราชี สังฆราชี’ ด้วยอาการเพียงไรจึงเป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็นสังฆเภท และก็ด้วยอาการเพียงไร เป็นทั้งสังฆราชีและสังฆเภท พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อุบาลี อาคันตุกวัตรนั้นเราบัญญัติไว้แล้วสำหรับภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายก็ยังไม่ประพฤติในอาคันตุกวัตร อุบาลี แม้อย่างนี้แลเป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็นสังฆเภท อุบาลี อาวาสิกวัตรนั้นเราบัญญัติไว้แล้วสำหรับภิกษุผู้อยู่ประจำในอาวาส ทั้งหลาย เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุผู้อยู่ประจำในอาวาสทั้งหลาย ก็ยังไม่ประพฤติในอาวาสิกวัตร อุบาลี แม้อย่างนี้แลเป็นสังฆราชีแต่ไม่เป็นสังฆเภท อุบาลี ภัตตัคควัตรนั้นเราบัญญัติไว้แล้วสำหรับภิกษุทั้งหลายตามลำดับผู้แก่กว่าตามลำดับราตรี ตามสมควร คือ อาสนะอันเลิศ น้ำอันเลิศ บิณฑบาตอันเลิศเมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุนวกะทั้งหลายก็ยังพากันกีดกันอาสนะในโรงภัตรสำหรับพระเถระเสีย อุบาลี แม้อย่างนี้แลเป็นสังฆราชีแต่ไม่เป็นสังฆเภท อุบาลี เสนาสนวัตรในเสนาสนะนั้นเราบัญญัติไว้แล้วสำหรับภิกษุทั้งหลายตามลำดับผู้แก่กว่า ตามลำดับราตรี ตามสมควร เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุนวกะทั้งหลายก็ยังพากันกีดกันเสนาสนะสำหรับพระเถระเสีย อุบาลีแม้อย่างนี้แลเป็นสังฆราชี แต่ไม่เป็นสังฆเภท อุบาลี อุโบสถอย่างเดียวกัน ปวารณาอย่างเดียวกัน สังฆกรรมอย่างเดียวกันกรรมน้อยใหญ่อย่างเดียวกัน ภายในสีมานั้น เราบัญญัติไว้แล้วแก่ภิกษุทั้งหลายเมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายทำความแตกแยกกันแล้ว แบ่งเป็นกลุ่มแยกกันทำอุโบสถ แยกกันทำปวารณา แยกกันทำสังฆกรรม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๖๕๒}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [อุปาลิปัญจกะ] ๑๑. สังฆเภทกวรรค แยกกันทำกรรมใหญ่น้อย ภายในสีมานั้นเอง อุบาลี แม้อย่างนี้แลเป็นทั้งสังฆราชีและสังฆเภท” อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐ จบ หัวข้อประจำวรรค ภิกษุรู้อาบัติ อธิกรณ์ ภิกษุลำเอียงเพราะชอบ ภิกษุได้ยินได้ฟังน้อย ภิกษุไม่รู้วัตถุ ไม่ฉลาด ภิกษุไม่หนักในบุคคล ภิกษุไม่หนักในอามิส สงฆ์แตกกัน สังฆราชี และสังฆเภท

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐ องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์

ข้อ ๑๒๑๑

กตีหิ นุ โข ภนฺเต องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุนฺติ ฯ {๑๒๑๑.๑} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ น ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ น ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ น ชานาติ น อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๒} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อาปตฺตึ ชานาติ อาปตฺติสมุฏฺฐานํ ชานาติ อาปตฺติยา ปโยคํ ชานาติ อาปตฺติยา วูปสมํ ชานาติ อาปตฺติยา วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๓} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ น ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ น ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ น ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ น ชานาติ น อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๔} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ อธิกรณํ ชานาติ อธิกรณสมุฏฺฐานํ ชานาติ อธิกรณสฺส ปโยคํ ชานาติ อธิกรณสฺส วูปสมํ ชานาติ อธิกรณสฺส วินิจฺฉยกุสโล โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๕} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๖} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ ลชฺชี จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๗} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อปฺปสฺสุโต จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๘} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ พหุสฺสุโต จ โหติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๙} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ น ชานาติ นิทานํ น ชานาติ ปญฺญตฺตึ น ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ น ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ น ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๐} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ วตฺถุํ ชานาติ นิทานํ ชานาติ ปญฺญตฺตึ ชานาติ ปทปจฺฉาภฏฺฐํ ชานาติ อนุสนฺธิวจนปถํ ชานาติ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๑} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อกุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๒} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ กุสโล จ โหติ วินเย ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๓} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ ปุคฺคลครุ โหติ โน สงฺฆครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๔} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ สงฺฆครุ โหติ โน ปุคฺคลครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๕} อปเรหิปิ อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ โทสาคตึ คจฺฉติ โมหาคตึ คจฺฉติ ภยาคตึ คจฺฉติ อามิสครุ โหติ โน สทฺธมฺมครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นาลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ {๑๒๑๑.๑๖} ปญฺจหุปาลิ องฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ น ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ น โทสาคตึ คจฺฉติ น โมหาคตึ คจฺฉติ น ภยาคตึ คจฺฉติ สทฺธมฺมครุ โหติ โน อามิสครุ ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ อลํ อธิกรณํ วูปสเมตุํ ฯ

อุ. ภิกษุประกอบด้วยองค์เท่าไรหนอแล ไม่ควรระงับอธิกรณ์ พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง?คือ:- ๑. ไม่รู้อาบัติ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานอาบัติ ๓. ไม่รู้ประโยคอาบัติ ๔. ไม่รู้ความระงับอาบัติ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้อาบัติ ๒. รู้สมุฏฐานอาบัติ ๓. รู้ประโยคอาบัติ ๔. รู้ความระงับอาบัติ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอาบัติ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้อธิกรณ์ ๒. ไม่รู้สมุฏฐานอธิกรณ์ ๓. ไม่รู้ประโยคอธิกรณ์ ๔. ไม่รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ไม่ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้อธิกรณ์ ๒. รู้สมุฏฐานอธิกรณ์ ๓. รู้ประโยคอธิกรณ์ ๔. รู้ความระงับอธิกรณ์ ๕. ฉลาดในการวินิจฉัยอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. เป็นอลัชชี ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. เป็นลัชชี ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังน้อย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่รู้วัตถุ ๒. ไม่รู้นิทาน ๓. ไม่รู้บัญญัติ ๔. ไม่รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง ๕. ไม่รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. รู้วัตถุ ๒. รู้นิทาน ๓. รู้บัญญัติ ๔. รู้บทที่ตกหล่นภายหลัง ๕. รู้ทางถ้อยคำอันเข้าสนธิกันได้ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. ไม่ฉลาดในวินัย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. ฉลาดในวินัย ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้หนักในบุคคล ไม่หนักในสงฆ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้หนักในสงฆ์ ไม่หนักในบุคคล ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ไม่ควรระงับอธิกรณ์อีกนัยหนึ่ง ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ แม้อื่นอีก ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ถึงฉันทาคติ ๒. ถึงโทสาคติ ๓. ถึงโมหาคติ ๔. ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้หนักในอามิส ไม่หนักในสัทธรรม ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ไม่ควรระงับอธิกรณ์. องค์ของภิกษุผู้ควรระงับอธิกรณ์ ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ ควรระงับอธิกรณ์. องค์ ๕ อะไรบ้าง? คือ:- ๑. ไม่ถึงฉันทาคติ ๒. ไม่ถึงโทสาคติ ๓. ไม่ถึงโมหาคติ ๔. ไม่ถึงภยาคติ ๕. เป็นผู้หนักสัทธรรม ไม่หนักในอามิส ดูกรอุบาลี ภิกษุประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ควรระงับอธิกรณ์. สงฆ์แตกกัน

ข้อ ๑๒๑๒

กตีหิ นุ โข ภนฺเต อากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชตีติ ฯ ปญฺจหุปาลิ อากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหิ ฯ กมฺเมน อุทฺเทเสน โวหรนฺโต อนุสฺสาวเนน สลากคาเหน ฯ อิเมหิ โข อุปาลิ ปญฺจหากาเรหิ สงฺโฆ ภิชฺชตีติ ฯ

อุ. สงฆ์แตกกันด้วยอาการเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕. อาการ ๕ อะไรบ้าง? คือ กรรม ๑อุเทศ ๑ ชี้แจง ๑ สวดประกาศ ๑ ให้จับสลาก ๑ ดูกรอุบาลี สงฆ์แตกกันด้วยอาการ ๕ นี้แล. สังฆราชีและสังฆเภท

ข้อ ๑๒๑๓

สงฺฆราชีติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท กิตฺตาวตา จ ปน สงฺฆราชิ เจว โหติ สงฺฆเภโท จาติ ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา อาคนฺตุกานํ ภิกฺขูนํ อาคนฺตุกวตฺตํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท อาคนฺตุกา ภิกฺขู อาคนฺตุกวตฺเต น วตฺตนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ อาวาสิกวตฺตํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท อาวาสิกา ภิกฺขู อาวาสิกวตฺเต น วตฺตนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ ภตฺตคฺเค ภตฺตคฺควตฺตํ ยถาวุฑฺฒํ ยถารตฺตํ ยถาปฏิรูปํ อคฺคาสนํ อคฺโคทกํ อคฺคปิณฺฑํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท นวา ภิกฺขู ภตฺตคฺเค เถรานํ ภิกฺขูนํ อาสนํ ปฏิพาหนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ {๑๒๑๓.๑} ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ เสนาสเน เสนาสนวตตํ ยถาวุฑฺฒํ ยถารตฺตํ ยถาปฏิรูปํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท นวา ภิกฺขู เถรานํ ภิกฺขูนํ เสนาสนํ ปฏิพาหนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ โหติ โน จ สงฺฆเภโท ฯ ปญฺญตฺเตตํ อุปาลิ มยา ภิกฺขูนํ อนฺโตสีมาย เอกํ อุโปสถํ เอกํ ปวารณํ เอกํ สงฺฆกมฺมํ เอกํ กมฺมากมฺมํ เอวํ สุปฺปญฺญตฺเต โข อุปาลิ มยา สิกฺขาปเท ตตฺเถว อนฺโตสีมาย อาเวณิภาวํ กริตฺวา คณํ พนฺธิตฺวา อาเวณิ อุโปสถํ กโรนฺติ อาเวณิ ปวารณํ กโรนฺติ อาเวณิ สงฺฆกมฺมํ กโรนฺติ อาเวณิ กมฺมากมฺมานิ กโรนฺติ เอวมฺปิ โข อุปาลิ สงฺฆราชิ เจว โหติ สงฺฆเภโท จาติ ฯ อธิกรณวูปสมวคฺโค ทสโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ

อุ. พระพุทธเจ้าข้า ที่ตรัสว่า ความร้าวรานแห่งสงฆ์นั้น ด้วยเหตุเพียงเท่าไร จึงเป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์? อนึ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่าไรจึงเป็นทั้งความร้าวรานแห่งสงฆ์ทั้งความแตกแห่งสงฆ์? พ. ดูกรอุบาลี อาคันตุกวัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุพวกอาคันตุกะเมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุพวกอาคันตุกะไม่ประพฤติในอาคันตุกวัตร ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้แล เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์. ดูกรอุบาลี อาวาสิกวัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุพวกเจ้าถิ่น เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุเจ้าถิ่นไม่ประพฤติในอาวาสิกวัตร ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้แล เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์. ดูกรอุบาลี ภัตตัคควัตรในโรงภัตรนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุทั้งหลาย ตามลำดับผู้แก่กว่า ตามลำดับราตรี ตามสมควร คือ อาสนะที่ดี น้ำที่สะอาด ก้อนข้าวที่ดี เมื่อสิกขาบท อันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว พวกพระใหม่เกียดกันอาสนะในโรงภัตรสำหรับพระเถระเสีย ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์. ดูกรอุบาลี เสนาสนวัตรในเสนาสนะนั่น เราบัญญัติไว้แล้ว สำหรับภิกษุทั้งหลายตามลำดับผู้แก่กว่า ตามลำดับราตรี ตามสมควร เมื่อสิกขาบท อันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว พวกพระใหม่เกียดกันเสนาสนะของพระเถระเสีย ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นความร้าวรานแห่งสงฆ์ แต่ไม่ถึงความแตกแห่งสงฆ์. ดูกรอุบาลี อุโบสถอย่างเดียวกัน ปวารณาอย่างเดียวกัน สังฆกรรมอย่างเดียวกันกรรมใหญ่น้อยอย่างเดียวกัน ภายในสีมานั่น เราบัญญัติไว้แล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อสิกขาบทอันเราบัญญัติไว้เรียบร้อยอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายต่างทำความแตกแยกกัน แล้วคุมกันเป็นคณะแยกทำอุโบสถ แยกทำปวารณา แยกทำสังฆกรรม แยกทำกรรมใหญ่น้อย ภายในสีมานั่นแหละ ดูกรอุบาลี แม้อย่างนี้ เป็นทั้งความร้าวรานแห่งสงฆ์ ทั้งความแตกแห่งสงฆ์แล. อธิกรณวูปสมวรรคที่ ๑๐ จบ หัวข้อประจำวรรค

ข้อ ๑๒๑๔

อาปตฺติ อธิกรณํ ฉนฺทา อปฺปสฺสุเตน จ วตฺถุญฺจ อกุสโล จ ปุคฺคโล อามิเสน จ ภิชฺชติ สงฺฆราชิ จ สงฺฆเภโท ตเถว จาติ ฯ

อาบัติ อธิกรณ์ ลำเอียงเพราะรักใคร่ ได้ยินได้ฟังน้อย วัตถุไม่ฉลาดบุคคล อามิส สงฆ์แตกกัน ความร้าวรานแห่งสงฆ์ และความแตกแห่งสงฆ์. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/