อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับหลวงจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดง

๔. สัญญาปนียาทิ ว่าด้วยการชี้แจง เป็นต้น ว่าด้วยการพิจารณา ว่าด้วยการเพ่งเล็ง ว่าด้วยการเลื่อมใส ๕. ปรปักขาทิอวชานนะ ว่าด้วยการดูหมิ่นฝ่ายอื่น เป็นต้น ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า ว่าด้วยไม่พึงพูดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ว่าด้วยธรรมวินัยสัตถุศาสน์ ๖. อนุวิชชกัสสอนุโยคะ ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๗–๓๙๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 9 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 10 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. สัญญาปนียาทิ ว่าด้วยการชี้แจง เป็นต้น

ข้อ ๓๘๗

ถาม : อย่างไรชื่อว่า ชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง ตอบ : ภิกษุเมื่อแสดงอธรรมว่าเป็นอธรรม ชื่อว่าชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง เมื่อแสดงธรรมว่าเป็นธรรม ชื่อว่าชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง ฯลฯ เมื่อแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง เมื่อแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง ภิกษุชื่อว่าชี้แจงในฐานะที่ควรชี้แจง ด้วยอาการอย่างนี้ ว่าด้วยการพิจารณา

ข้อ ๓๘๘

ถาม : อย่างไรชื่อว่า พิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา ตอบ : ภิกษุเมื่อแสดงอธรรมว่าเป็นอธรรม ชื่อว่าพิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา เมื่อแสดงธรรมว่าเป็นธรรม ชื่อว่าพิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๖๓}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [มหาสงคราม] ๔. สัญญาปนียาทิ เมื่อแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าพิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา เมื่อแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าพิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา ภิกษุชื่อว่าพิจารณาในฐานะที่ควรพิจารณา ด้วยอาการอย่างนี้ ว่าด้วยการเพ่งเล็ง

ข้อ ๓๘๙

ถาม : อย่างไรชื่อว่า เพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง ตอบ : ภิกษุเมื่อแสดงอธรรมว่าเป็นอธรรม ชื่อว่าเพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง เมื่อแสดงธรรมว่าเป็นธรรม ชื่อว่าเพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง ฯลฯ เมื่อแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าเพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง เมื่อแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าเพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง ภิกษุชื่อว่าเพ่งเล็งในฐานะที่ควรเพ่งเล็ง ด้วยอาการอย่างนี้ว่าด้วยการเลื่อมใส

ข้อ ๓๙๐

ถาม : อย่างไรชื่อว่า เลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ตอบ : ภิกษุเมื่อแสดงอธรรมว่าเป็นอธรรม ชื่อว่าเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เมื่อแสดงธรรมว่าเป็นธรรม ชื่อว่าเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ฯลฯ เมื่อแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส เมื่อแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ภิกษุชื่อว่าเลื่อมใสในฐานะที่ควรเลื่อมใส ด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๖๔}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [มหาสงคราม] ๕. ปรปักขาทิอวชานนะ ๕. ปรปักขาทิอวชานนะ ว่าด้วยการดูหมิ่นฝ่ายอื่น เป็นต้น

ข้อ ๓๙๑

ถาม : อย่างไรชื่อว่า ดูหมิ่นฝ่ายอื่นด้วยเข้าใจว่า เราได้พวกแล้ว ตอบ : ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ได้พวก ได้บริวารแล้ว มีพวก มีญาติจึงคิดว่า ผู้นี้ไม่ได้พวก ไม่ได้บริวาร ไม่มีพวก ไม่มีญาติ ดังนี้ จึงดูหมิ่นภิกษุนั้นย่อมแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ฯลฯ แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นฝ่ายอื่นด้วยเข้าใจว่า เราได้พวกแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย

ข้อ ๓๙๒

ถาม : อย่างไรชื่อว่า ดูหมิ่นผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่า เรามีสุตะมาก ตอบ : ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะดูหมิ่นภิกษุนั้นว่า ท่านผู้นี้มีสุตะน้อย มีอาคมน้อย ทรงจำไว้ได้น้อย ย่อมแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ฯลฯ แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่า เรามีสุตะมาก ด้วยอาการอย่างนี้ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนพรรษากว่า

ข้อ ๓๙๓

ถาม : อย่างไรชื่อว่า ดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า เราเป็นผู้แก่กว่า ตอบ : ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นเถระรู้ราตรี บวชนาน ดูหมิ่นภิกษุนั้นว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้อ่อนกว่า ไม่มีชื่อเสียง มีสุตะน้อย ไม่รู้สิ่งที่ทำไปแล้ว ถ้อยคำของผู้นี้จักเป็นถ้อยคำที่ทำไม่ได้ ดังนี้ ย่อมแสดงอธรรมว่าเป็นธรรม แสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ฯลฯ แสดงอาบัติชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าเป็นอาบัติชั่วหยาบ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า เราเป็นผู้แก่กว่า ด้วยอาการอย่างนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๖๕}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [มหาสงคราม] ๖. อนุวิชชกัสสอนุโยคะ ว่าด้วยไม่พึงพูดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง

ข้อ ๓๙๔

คำว่า ไม่พึงพูดเรื่องที่ยังมาไม่ถึง นั้น คือ ไม่นำคำพูดที่ไม่เข้าประเด็นมา คำว่า ไม่พึงให้เรื่องที่มาถึงแล้วเสื่อมไปจากพระธรรมวินัย นั้น คือ ไม่พึงทำประโยชน์ที่สงฆ์ประชุมกันแล้วให้เสื่อมไปจากพระธรรม จากพระวินัยว่าด้วยธรรมวินัยสัตถุศาสน์

ข้อ ๓๙๕

คำว่า ด้วยธรรมใด คือ ด้วยเรื่องจริง คำว่า ด้วยวินัยใด คือ โจทแล้วให้จำเลยให้การ คำว่า ด้วยสัตถุศาสน์ใด คือ ด้วยญัตติสัมปทา ด้วยอนุสาวนสัมปทา อธิกรณ์นั้น ย่อมระงับด้วยธรรมใด ด้วยวินัยใด ด้วยสัตถุศาสน์ใด พึงให้อธิกรณ์นั้นระงับด้วยวิธีนั้น ๖. อนุวิชชกัสสอนุโยคะ ว่าด้วยข้อซักถามของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์

ข้อ ๓๙๖

อันภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงถามโจทก์ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านงดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้นั้น ท่านงดเพราะเรื่องอะไร ท่านงดด้วยสีลวิบัติ ท่านงดด้วยอาจารวิบัติหรือท่านงดด้วยทิฏฐิวิบัติ ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้างดด้วยสีลวิบัติ งดด้วยอาจารวิบัติ หรืองดด้วยทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์นั้น พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า ท่านรู้สีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติรู้ทิฏฐิวิบัติหรือ ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้ารู้สีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ก็สีลวิบัติเป็นไฉนอาจารวิบัติเป็นไฉน ทิฏฐิวิบัติเป็นไฉน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๖๖}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [มหาสงคราม] ๖. อนุวิชชกัสสอนุโยคะ ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นี้จัดเป็นสีลวิบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต นี้จัดเป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิอันตคาหิกทิฏฐิ นี้จัดเป็นทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้นั้น ท่านงดด้วยเรื่องที่ได้เห็น ด้วยเรื่องที่ได้ยิน หรือด้วยเรื่องที่นึกสงสัย ถ้าโจทก์นั้นตอบอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้างดด้วยเรื่องที่ได้เห็น ด้วยเรื่องที่ได้ยินหรือด้วยเรื่องที่นึกสงสัย ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ ท่านงดด้วยเรื่องที่ได้เห็นนั้น ท่านเห็นอะไร ท่านเห็นอย่างไร เห็นเมื่อไรเห็นที่ไหน ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสสถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ อนึ่ง ท่านอยู่ที่ไหน และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน ท่านทำอะไรอยู่ ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้ามิได้งดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้เห็น แต่ข้าพเจ้างดปวารณาด้วยเรื่องที่ได้ยิน ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามโจทก์อย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้ยินนั้น ท่านได้ยินอะไร ได้ยินอย่างไร ได้ยินเมื่อไร ได้ยินที่ไหนท่านได้ยินว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านได้ยินว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือท่านได้ยินจากภิกษุ หรือได้ยินจากภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกาพระราชา ราชมหาอมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์หรือ ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้าพเจ้าไม่ได้งดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่ได้ยิน แต่ข้าพเจ้างดปวารณาด้วยเรื่องที่นึกสงสัยต่างหาก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๘ หน้า : ๕๖๗}

พระวินัยปิฎก ปริวาร [มหาสงคราม] ๗. ปุจฉาวิภาค ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์พึงซักถามอย่างนี้ว่า อาวุโส ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้ด้วยเรื่องที่นึกสงสัยนั้น ท่านนึกสงสัยอะไร นึกสงสัยอย่างไร นึกสงสัยเมื่อไรนึกสงสัยที่ไหน ท่านนึกสงสัยว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านนึกสงสัยว่าภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือท่านได้ยินจากภิกษุ หรือได้ยินจากภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสกอุบาสิกา พระราชา ราชมหาอมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์แล้วนึกสงสัยหรือ

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๘ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๘ ปริวาร ว่าด้วยให้เข้าใจ

ข้อ ๑๑๐๘

กถํ สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ เอวํ สญฺญาปนีเย ฐาเน สญฺญาเปติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าให้เข้าใจในสถานะควรให้เข้าใจฯ ว่าด้วยพินิจ

ข้อ ๑๑๐๙

กถํ นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ เอวํ นิชฺฌาปนีเย ฐาเน นิชฺฌาเปติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมพินิจในสถานะควรพินิจ. ว่าด้วยเพ่งเล็ง

ข้อ ๑๑๑๐

กถํ เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ เอวํ เปกฺขนีเย ฐาเน เปกฺขติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง. ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมเพ่งเล็งในสถานะควรเพ่งเล็ง. ว่าด้วยความเลื่อมใส

ข้อ ๑๑๑๑

กถํ ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯ อธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปนฺโต ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ เอวํ ปสาทนีเย ฐาเน ปสาเทติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส? ตอบว่า ภิกษุแสดงอธรรมว่าอธรรม ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ภิกษุแสดงธรรมว่าธรรม ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ... ภิกษุแสดงอาบัติชั่วหยาบว่าอาบัติชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส ภิกษุแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่าอาบัติไม่ชั่วหยาบ ชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าย่อมเลื่อมใสในสถานะควรเลื่อมใส. ว่าด้วยดูหมิ่นพรรคพวกอื่น

ข้อ ๑๑๑๒

กถํ ลทฺธปกฺโขมฺหีติ ปรํ ปกฺขํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ ลทฺธปกฺโข โหติ ลทฺธปริวาโร ปกฺขวา ญาติวา อยํ อลทฺธปกฺโข อลทฺธปริวาโร น ปกฺขวา น ญาติวาติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ ลทฺธปกฺโขมฺหีติ ปรํ ปกฺขํ อวชานาติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าย่อมดูหมิ่นพรรคพวกอื่นด้วยเข้าใจว่า เราได้พรรค-*พวกแล้ว? ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ได้พรรคพวก ได้บริวาร มีพรรคพวกมีญาติ คิดว่า ผู้นี้ไม่ได้พรรคพวก ไม่ได้บริวาร ไม่มีพรรคพวก ไม่มีญาติ จึงดูหมิ่นภิกษุนั้นย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบแสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นพรรคพวกอื่น ด้วยเข้าใจว่า เราได้พรรคพวกแล้ว. ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย

ข้อ ๑๑๑๓

กถํ พหุสฺสุโตมฺหีติ อปฺปสฺสุตํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ พหุสฺสุโต โหติ สุตธโร สุตสนฺนิจโย อยํ อปฺปสฺสุโต อปฺปาคโม อปฺปธโรติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ พหุสฺสุโตมฺหีติ อปฺปสฺสุตํ อวชานาติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่าดูหมิ่นท่านผู้มีสุตะน้อยด้วยเข้าใจว่าเรามีสุตะมาก? ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสุตะมาก ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะดูหมิ่นภิกษุนั้นว่า ท่านผู้นี้มีสุตะน้อย มีอาคมน้อย ทรงจำไว้ได้น้อย ย่อมแสดงอธรรมว่าธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นภิกษุมีสุตะน้อย ด้วยเข้าใจว่า เรามีสุตะมาก. ว่าด้วยดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่า

ข้อ ๑๑๑๔

กถํ เถรตโรมฺหีติ นวกตรํ อวชานาติ ฯ อิเธกจฺโจ เถโร โหติ รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิโต อยํ นวโก อปฺปญฺญาโต อปฺปสฺสุโต อปฺปกตญฺญู อิมสฺส วจนํ อกตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส อวชานนฺโต อธมฺมํ ธมฺโมติ ทีเปติ ธมฺมํ อธมฺโมติ ทีเปติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ อทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ อทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ทุฏฺฐุลฺลา อาปตฺตีติ ทีเปติ เอวํ เถรตโรมฺหีติ นวกตรํ อวชานาติ ฯ

ถามว่า อย่างไร ชื่อว่า ดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่า ด้วยเข้าใจว่าเราเป็นผู้แก่กว่า ตอบว่า ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ เป็นเถระ รู้ราตรีบวชนาน ดูหมิ่นภิกษุนั้นว่าท่านผู้นี้เป็นผู้อ่อนกว่า ไม่มีชื่อเสียง มีสุตะน้อย ไม่รู้นิพพานอันปัจจัยอะไรทำไม่ได้ ถ้อยคำของผู้นี้จักทำอะไรไม่ได้ ย่อมแสดงอธรรมว่า ธรรม แสดงธรรมว่า อธรรม ... แสดงอาบัติชั่วหยาบว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ แสดงอาบัติไม่ชั่วหยาบว่า อาบัติชั่วหยาบ อย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าดูหมิ่นภิกษุผู้อ่อนกว่าด้วยเข้าใจว่า เราเป็นผู้แก่กว่า. ว่าด้วยไม่พูดเรื่องที่ยังไม่มาถึง

ข้อ ๑๑๑๕

อสมฺปตฺตํ น พฺยาหริตพฺพนฺติ อโนติณฺณํ ภาสํ น โอตาเรตพฺพํ ฯ สมฺปตฺตํ ธมฺมโต วินยโต น ปริหาเปตพฺพนฺติ ยํ อตฺถาย สงฺโฆ สนฺนิปติโต โหติ ตํ อตฺถํ ธมฺมโต วินยโต น ปริหาเปตพฺพํ ฯ

คำว่า ไม่พูดเรื่องที่ยังไม่มาถึง นั้น คือ ไม่เก็บเอาคำพูดที่ไม่เข้าประเด็นคำว่า ไม่พึงให้เรื่องที่มาถึงแล้วตกหล่น จากธรรม จากวินัย นั้น คือ สงฆ์ประชุมกันเพื่อประโยชน์อันใด ไม่พึงยังประโยชน์อันนั้นให้บกพร่องจากธรรม จากวินัย. ว่าด้วยธรรมวินัยสัตถุศาสน์

ข้อ ๑๑๑๖

เยน ธมฺเมนาติ ภูเตน วตฺถุนา ฯ เยน วินเยนาติ โจเทตฺวา สาเรตฺวา ฯ เยน สตฺถุสาสเนนาติ ญตฺติสมฺปทาย อนุสฺสาวนสมฺปทาย ฯ เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ วูปสมฺมติ ตถา ตํ อธิกรณํ วูปสเมตพฺพนฺติ {๑๑๑๖.๑} อนุวิชฺชเกน โจทโก ปุจฺฉิตพฺโพ ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปวารณํ ฐเปสิ กิมฺหิ นํ ฐเปสิ สีลวิปตฺติยา ฐเปสิ อาจารวิปตฺติยา ฐเปสิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา ฐเปสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย สีลวิปตฺติยา วา ฐเปมิ อาจารวิปตฺติยา วา ฐเปมิ ทิฏฺฐิวิปตฺติยา วา ฐเปมีติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย ชานาติ ปนายสฺมา สีลวิปตฺตึ ชานาติ อาจารวิปตฺตึ ชานาติ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ชานามิ โข อหํ อาวุโส สีลวิปตฺตึ ชานามิ อาจารวิปตฺตึ ชานามิ ทิฏฺฐิวิปตฺตินฺติ ฯ โส เอวมสฺส วจนีโย กตมา ปนาวุโส สีลวิปตฺติ กตมา อาจารวิปตฺติ กตมา ทิฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย จตฺตาริ ปาราชิกานิ เตรส สงฺฆาทิเสสา อยํ สีลวิปตฺติ ถุลฺลจฺจยํ ปาจิตฺติยํ ปาฏิเทสนียํ ทุกฺกฏํ ทุพฺภาสิตํ อยํ อาจารวิปตฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อยํ ทิฏฺฐิวิปตฺตีติ ฯ {๑๑๑๖.๒} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปวารณํ ฐเปสิ ทิฏฺเฐน ฐเปสิ สุเตน ฐเปสิ ปริสงฺกาย ฐเปสีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย ทิฏฺเฐน วา ฐเปมิ สุเตน วา ฐเปมิ ปริสงฺกาย วา ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๓} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ทิฏฺเฐน ปวารณํ ฐเปสิ กินฺเต ทิฏฺฐํ กินฺติ เต ทิฏฺฐํ กทา เต ทิฏฺฐํ กตฺถ เต ทิฏฺฐํ ปาราชิกํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ กตฺถ จ ตฺวํ อโหสิ กตฺถ จายํ ภิกฺขุ อโหสิ กิญฺจ ตฺวํ กโรสิ กิญฺจายํ ภิกฺขุ กโรตีติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ทิฏฺเฐน ปวารณํ ฐเปมิ อปิจ สุเตน ปวารณํ ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๔} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน สุเตน ปวารณํ ฐเปสิ กินฺเต สุตํ กินฺติ เต สุตํ กทา เต สุตํ กตฺถ เต สุตํ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ สุตํ ภิกฺขุสฺส สุตํ ภิกฺขุนิยา สุตํ สิกฺขมานาย สุตํ สามเณรสฺส สุตํ สามเณริยา สุตํ อุปาสกสฺส สุตํ อุปาสิกาย สุตํ ราชูนํ สุตํ ราชมหามตฺตานํ สุตํ ติตฺถิยานํ สุตํ ติตฺถิยสาวกานํ สุตนฺติ ฯ โส เจ เอวํ วเทยฺย น โข อหํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน สุเตน ปวารณํ ฐเปมิ อปิจ ปริสงฺกาย ปวารณํ ฐเปมีติ ฯ {๑๑๑๖.๕} โส เอวมสฺส วจนีโย ยํ โข ตฺวํ อาวุโส อิมสฺส ภิกฺขุโน ปริสงฺกาย ปวารณํ ฐเปสิ กึ ปริสงฺกสิ กินฺติ ปริสงฺกสิ กทา ปริสงฺกสิ กตฺถ ปริสงฺกสิ ปาราชิกํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ สงฺฆาทิเสสํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ถุลฺลจฺจยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาจิตฺติยํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ปาฏิเทสนียํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุกฺกฏํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ทุพฺภาสิตํ อชฺฌาปนฺโนติ ปริสงฺกสิ ภิกฺขุสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ ภิกฺขุนิยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ สิกฺขมานาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณรสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ สามเณริยา สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสกสฺส สุตฺวา ปริสงฺกสิ อุปาสิกาย สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชูนํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ราชมหามตฺตานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยานํ สุตฺวา ปริสงฺกสิ ติตฺถิยสาวกานํ สุตฺวา ปริสงฺกสีติ ฯ

คำว่า ด้วยธรรมใด คือด้วยเรื่องจริง. คำว่า ด้วยวินัยใด คือ โจทก์แล้วให้จำเลยให้การ. คำว่า ด้วยสัตถุศาสน์ใด คือ ด้วยญัตติสัมปทา ด้วยอนุสาวนสัมปทา. ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พากย์ว่า อธิกรณ์นั้นย่อมระงับด้วยธรรมใด ด้วยวินัยใด ด้วยสัตถุศาสน์ใดพึงให้อธิกรณ์นั้นระงับด้วยอย่างนั้น มีใจความว่า อันภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงถามโจทก์ว่าผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้นั้น ท่านงดเพราะเรื่องอะไร? ท่านงดเพราะศีลวิบัติงดเพราะอาจารวิบัติ งดเพราะทิฏฐิวิบัติ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า งดเพราะศีลวิบัติ งดเพราะอาจารวิบัติ หรือว่างดเพราะทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ท่านรู้ศีลวิบัติ อาจารวิบัติ ทิฏฐิวิบัติหรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้ารู้ศีลวิบัติ รู้อาจารวิบัติ รู้ทิฏฐิวิบัติ ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ก็ศีลวิบัติเป็นอย่างไร? อาจาร-*วิบัติเป็นอย่างไร? ทิฏฐิวิบัติเป็นอย่างไร? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ นี้เป็นศีลวิบัติ ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต นี้เป็นอาจารวิบัติ มิจฉาทิฏฐิ อันตคาหิกทิฏฐิ นี้เป็นทิฏฐิวิบัติ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้นั้น ท่านงดเพราะเรื่องที่ได้เห็น งดเพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง งดเพราะเรื่องที่รังเกียจ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า งดเพราะเรื่องที่ได้เห็น งดเพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง หรือว่างดเพราะเรื่องที่รังเกียจ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้เพราะเรื่องที่ได้เห็นนั้น ท่านเห็นเรื่องอะไร? เห็นว่าอย่างไร? เห็นเมื่อไร? เห็นที่ไหน?ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ ต้องอาบัติปาราชิก หรือ ท่านเห็นภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัยปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิตหรือ? อนึ่ง ท่านอยู่ที่ไหน? และภิกษุรูปนี้อยู่ที่ไหน?ท่านทำอะไรอยู่? ภิกษุรูปนี้ทำอะไรอยู่? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ได้งดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่ได้เห็น ก็แต่ว่า ข้าพเจ้างดปวารณา เพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟังนั้น ท่านได้ยินได้ฟังอะไร? ได้ยินได้ฟังว่าอย่างไร? ได้ยินได้ฟังเมื่อไร? ได้ยินได้ฟังที่ไหน? ท่านได้ยินได้ฟังว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือท่านได้ยินได้ฟังว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ?ท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุ หรือ ได้ยินได้ฟังต่อภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสกอุบาสิกา พระราชา ราชมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ หรือ? ถ้าโจทก์ตอบอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ ข้าพเจ้าไม่ได้งดปวารณา แก่ภิกษุรูปนี้ เพราะเรื่องที่ได้ยินได้ฟัง ก็แต่ว่า ข้าพเจ้างดปวารณา เพราะเรื่องที่รังเกียจ. ภิกษุผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ พึงซักโจทก์ต่อไปว่า ผู้มีอายุ ข้อที่ท่านงดปวารณาแก่ภิกษุรูปนี้เพราะเรื่องที่รังเกียจนั้น ท่านรังเกียจอะไร? รังเกียจว่าอย่างไร? รังเกียจเมื่อไร? รังเกียจที่ไหน? ท่านรังเกียจว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติปาราชิก หรือ ท่านรังเกียจว่า ภิกษุรูปนี้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต หรือ? ท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุแล้วรังเกียจ หรือท่านได้ยินได้ฟังต่อภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสกอุบาสิกา พระราชา รานมหาอำมาตย์ เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ จึงรังเกียจ หรือ?

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/