มิตตามัจจสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค มิตตามัจจสูตรที่ ๒ องค์ธรรมเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ
เย เต ภิกฺขเว อนุกมฺเปยฺยาถ เย จ โสตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ มิตฺตา วา อมจฺจา วา ญาตี วา สาโลหิตา วา เต ภิกฺขเว จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สมาทเปตพฺพา นิเวเสตพฺพา ปติฏฺฐาเปตพฺพา ฯ กตเมสุ จตูสุ ฯ พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเท สมาทเปตพฺพา นิเวเสตพฺพา ปติฏฺฐาเปตพฺพา อิติปิ โส ภควา ฯเปฯ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ พุทฺโธ ภควาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้เป็นมิตร ... ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ องค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ประการเป็นไฉน? คือ พึงให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้จำแนกธรรม.
สิยา ภิกฺขเว จตุนฺนํ มหาภูตานํ อญฺญถตฺตํ ปฐวีธาตุยา อาโปธาตุยา เตโชธาตุยา วาโยธาตุยา ฯ น เตฺวว พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคตสฺส อริยสาวกสฺส สิยา อญฺญถตฺตํ ฯ ตตฺรีทํ อญฺญถตฺตํ ฯ โส วต พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต อริยสาวโก นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ปิตฺติวิสยํ วา อุปปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ ธมฺเม สงฺเฆ ฯ อริยกนฺเตสุ สีเลสุ สมาทเปตพฺพา นิเวเสตพฺพา ปติฏฺฐาเปตพฺพา อกฺขณฺเฑสุ ฯเปฯ สมาธิสํวตฺตนิเกสุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม พึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้ ส่วนอริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ไม่พึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้เลย ความแปรเป็นอย่างอื่นในข้อนั้น ดังนี้ อริย-*สาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... จักเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ เธอทั้งหลายพึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ... ในพระธรรม ... ในพระสงฆ์ ... ในศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ.
สิยา ภิกฺขเว จตุนฺนํ มหาภูตานํ อญฺญถตฺตํ ปฐวีธาตุยา อาโปธาตุยา เตโชธาตุยา วาโยธาตุยา ฯ น เตฺวว อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคตสฺส อริยสาวกสฺส สิยา อญฺญถตฺตํ ฯ ตตฺรีทํ อญฺญถตฺตํ ฯ โส วต อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต อริยสาวโก นิรยํ วา ติรจฺฉานโยนึ วา ปิตฺติวิสยํ วา อุปปชฺชิสฺสตีติ เนตํ ฐานํ วิชฺชติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมพึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้ ส่วนอริยสาวกผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว ไม่พึงมีความแปรเป็นอย่างอื่นไปได้เลย ความแปรเป็นอย่างอื่นในข้อนั้น ดังนี้ อริยสาวกผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว จักเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือปิตติวิสัย ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้.
เย เต ภิกฺขเว อนุกมฺเปยฺยาถ เย จ โสตพฺพํ มญฺเญยฺยุํ มิตฺตา วา อมจฺจา วา ญาตี วา สาโลหิตา วา เต ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สมาทเปตพฺพา นิเวเสตพฺพา ปติฏฺฐาเปตพฺพาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์เหล่าชนผู้เป็นมิตร อำมาตย์ญาติหรือสาโลหิต ผู้ที่สำคัญโอวาทว่า เป็นสิ่งที่ตนควรฟัง พึงยังเขาเหล่านั้นให้สมาทาน ให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ ในองค์แห่งธรรมเป็นเครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการเหล่านี้. จบ สูตรที่ ๗
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. ทุติยมิตตามัจจสูตร ว่าด้วยการชักชวนมิตรอำมาตย์ สูตรที่ ๒
“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์คนเหล่าใด และคน เหล่าใดจะเป็นมิตร อำมาตย์ ญาติ สาโลหิตก็ตาม ให้ความสำคัญคำที่ควรรับฟังเธอทั้งหลายพึงชักชวนคนเหล่านั้นให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในองค์เครื่องบรรลุโสดา๔ ประการ องค์เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. เธอทั้งหลายพึงชักชวนให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น ฯลฯ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระผู้มีพระภาค’ ภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน) อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) อาจ กลายเป็นอย่างอื่นได้ แต่อริยสาวกผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ไม่พึงแปรเป็นอย่างอื่นได้เลย ในเรื่องนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแปรเป็นอย่างอื่น คือ อริยสาวก ผู้ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้าจักไปเกิด ในนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือภูมิแห่งเปรต ๒. เธอทั้งหลายพึงชักชวนให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระธรรม ฯลฯ ๓. เธอทั้งหลายพึงชักชวนให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในความเลื่อมใสอัน ไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๕๑๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑๑. โสตาปัตติสังยุต] ๒. ราชการามวรรค ๘. ปฐมเทวจาริกสูตร ๔. เธอทั้งหลายพึงชักชวนให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในศีลที่พระอริยะ ชอบใจ ไม่ขาด ฯลฯ เป็นไปเพื่อสมาธิ ภิกษุทั้งหลาย มหาภูตรูป ๔ คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อาจกลายเป็นอย่างอื่นได้ แต่อริยสาวกผู้ ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่พึงแปรเป็นอย่างอื่นได้เลย ในเรื่องนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแปรเป็นอย่างอื่น คือ อริยสาวก ผู้ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ จักไปเกิดในนรก กำเนิด สัตว์ดิรัจฉาน หรือภูมิแห่งเปรต ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงอนุเคราะห์คนเหล่าใด และคนเหล่าใดจะเป็นมิตร อำมาตย์ ญาติ สาโลหิตก็ตาม ให้ความสำคัญคำที่ควรรับฟัง เธอทั้งหลายพึงชักชวนคนเหล่านั้นให้ตั้งมั่น ให้ดำรงอยู่ในองค์เครื่องบรรลุโสดา ๔ ประการนี้”ทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗
พึงทราบอธิบายในทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗.
ชื่อว่า ความแปรเป็นอย่างอื่น มีหลายอย่าง คือ ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยความเลื่อมใสความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะ ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยคติ ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยลักษณะความแปรเป็นอย่างอื่นโดยการเปลี่ยนแปลง.
ในความแปรเป็นโดยอย่างอื่นนั้น ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในมหาภูตทั้งหลาย ก็เมื่อปฐวีธาตุที่เชื่อมกันโดยความเป็นแท่งทึบ โดยภาวะเป็นทองเป็นต้นย่อยยับแล้วถึงความเป็นน้ำอยู่ ภาวะในครั้งก่อนจะหายไป ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะก็จะปรากฏอยู่.
ส่วนลักษณะไม่หายไป คือปฐวีธาตุมีความแข็งกระด้างเป็นลักษณะแล.
และเมื่ออาโปธาตุที่สืบต่อไปโดยอาการที่เปลี่ยนแปลงไป โดยความเป็นรสอ้อยเป็นต้นขาดไป ถึงความเป็นแผ่นดินแท่งทึบ ภาวะในครั้งก่อนก็จะหายไป ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยภาวะก็จะปรากฏอยู่. แต่ลักษณะจะไม่หายไป อาโปธาตุนั้นมีการประสานให้ติดกันเป็นลักษณะ.
ก็ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยคตินี้ ในความแปรเป็นอย่างอื่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาในบทนี้ว่า ความแปรเป็นอย่างอื่น.
ก็ความแปรเป็นอย่างอื่นนั้น ย่อมไม่มีแก่อริยสาวก. ถึงแม้ความแปรเป็นอย่างอื่นโดยความเลื่อมใส ก็ไม่มีนั่นเอง. เพื่อประกาศผลของความเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงความแปรเป็นอย่างอื่นโดยคติไว้ในบทนี้นั่นเอง.
คำที่เหลือในทุกๆ บทตื้นทั้งนั้นแล
จบอรรถกถาทุติยมิตตามัจจสูตรที่ ๗ จบอรรถกถาราชการามวรรคที่ ๒ -----------------------------------------------------
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สหัสสสูตร
๒. พราหมณสูตร
๓. อานันทสูตร
๔. ทุคติสูตรที่ ๑
๕. ทุคติสูตรที่ ๒
๖. มิตตามัจจสูตรที่ ๑
๗. มิตตามัจจสูตรที่ ๒
๘. เทวจาริกสูตรที่ ๑
๙. เทวจาริกสูตรที่ ๒
๑๐. เทวจาริกสูตรที่ ๓. -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค โสตาปัตติสังยุตต์ สรกานิวรรคที่ ๓ ๑. มหานามสูตรที่ ๑