ปริยายสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค ปริยายสูตร ปริยายนิวรณ์ ๕
อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึสุ ฯ อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ อติปฺปโค โข ตาว สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตุํ ยนฺนูน มยํ เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกเมยฺยามาติ ฯ อถ โข เต ภิกฺขู เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๕๔๗.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอตทโวจุํ สมโณ อาวุโส โคตโม สาวกานํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ เอถ ตุเมฺห ภิกฺขเว ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวถาติ ฯ มยมฺปิ โข อาวุโส สาวกานํ เอวํ ธมฺมํ เทเสม เอถ ตุเมฺห อาวุโส ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวถาติ ฯ อิธ โน อาวุโส โก วิเสโส โก อธิปฺปายโส กินฺนานากรณํ สมณสฺส วา โคตมสฺส อมฺหากํ วา ยทิทํ ธมฺมเทสนาย วา ธมฺมเทสนํ อนุสาสนิยา วา อนุสาสนนฺติ ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุมากรูป เวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นได้มีความดำริว่า เวลานี้เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีก่อน ก็ยังเช้านัก ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญ-*เดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณ-*โคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายเหล่านี้ว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดังนี้ แม้พวกเราก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลายในการแสดงธรรมของเรานี้ อะไรเป็นความแปลกกัน อะไรเป็นประโยชน์อันยิ่ง อะไรเป็นความต่างกัน ระหว่างธรรมเทศนาของพวกเรากับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรืออนุศาสนีของพวกเรากับอนุศาสนีของพระสมณโคดม.
อถ โข เต ภิกฺขู เตสํ อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ ภาสิตํ เนว อภินนฺทึสุ นปฺปฏิกฺโกสึสุ อนภินนฺทิตฺวา อปฺปฏิกฺโกสิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมึสุ ภควโต สนฺติเก เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานิสฺสามาติ ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านคำพูดของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกพวกนั้น ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราทั้งหลายจักทราบเนื้อความแห่งคำพูดนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค.
อถ โข เต ภิกฺขู สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺตา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อิธ มยํ ภนฺเต ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปวิสิมฺห ฯ เตสํ โน ภนฺเต อมฺหากํ เอตทโหสิ อติปฺปโค โข ตาว สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตุํ ยนฺนูน มยํ เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกเมยฺยามาติ ฯ {๕๔๙.๑} อถ โข มยํ ภนฺเต เยน อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ อาราโม เตนุปสงฺกมิมฺห อุปสงฺกมิตฺวา เตหิ อญฺญติตฺถิเยหิ ปริพฺพาชเกหิ สทฺธึ สมฺโมทิมฺห สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิมฺห ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข อเมฺห ภนฺเต เต อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอตทโวจุํ สมโณ อาวุโส โคตโม สาวกานํ เอวํ ธมฺมํ เทเสติ เอถ ตุเมฺห ภิกฺขเว ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวถาติ ฯ มยมฺปิ โข อาวุโส สาวกานํ เอวํ ธมฺมํ เทเสม เอถ ตุเมฺห อาวุโส ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ สตฺต โพชฺฌงฺเค ยถาภูตํ ภาเวถาติ ฯ อิธ โน อาวุโส โก วิเสโส โก อธิปฺปายโส กินฺนานากรณํ สมณสฺส วา โคตมสฺส อมฺหากํ วา ยทิทํ ธมฺมเทสนาย วา ธมฺมเทสนํ อนุสาสนิยา วา อนุสาสนนฺติ ฯ
ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นครั้นเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี เวลาปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เมื่อเช้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายนุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ข้าพระองค์ทั้งหลายได้มีความดำริว่า เวลานี้เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีก่อน ก็ยังเช้านัก ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้ปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกได้พูดกะข้าพระองค์ทั้งหลายว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดังนี้ แม้พวกเราก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ อันเป็นอุปกิเลสของใจ ทอนกำลังปัญญา แล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ในการแสดงธรรมของเรานี้ อะไรเป็นความแปลกกัน อะไรเป็นประโยชน์อันยิ่ง อะไรเป็นความต่างกัน ของพระสมณ-*โคดมหรือของพวกเรา คือว่าธรรมเทศนาของพวกเรา กับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรืออนุศาสนีของพวกเรากับอนุศาสนีของพระสมณโคดม.
อถ โข มยํ ภนฺเต เตสํ อญฺญติตฺถิยานํ ปริพฺพาชกานํ ภาสิตํ เนว อภินนฺทิมฺห นปฺปฏิกฺโกสิมฺห อนภินนฺทิตฺวา อปฺปฏิกฺโกสิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ปกฺกมิมฺห ภควโต สนฺติเก เอตสฺส ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานิสฺสามาติ ฯ
ครั้งนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลาย ไม่ชื่นชม ไม่คัดค้านคำพูดของอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยตั้งใจว่า เราทั้งหลายจักทราบเนื้อความของคำพูดนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาค.
เอวํวาทิโน ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา เอวมสฺสุ วจนียา อตฺถิ ปนาวุโส ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ปญฺจ นีวรณา ทส โหนฺติ สตฺต โพชฺฌงฺคา จตุทฺทสาติ ฯ เอวํ ปุฏฺฐา ภิกฺขเว อญฺญติตฺถิยา ปริพฺพาชกา น เจว สมฺปายิสฺสนฺติ อุตฺตริญฺจ วิฆาตํ อาปชฺชิสฺสนฺติ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ ยถา ตํ ภิกฺขเว อวิสยสฺมึ ฯ นาหนฺตํ ภิกฺขเว ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย อิเมสํ ปญฺหานํ เวยฺยากรเณน จิตฺตํ อาราเธยฺย อญฺญตฺร ตถาคเตน วา ตถาคตสาวเกน วา อิโต วา ปน สุตฺวา ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกผู้มีวาทะอย่างนี้ ควรเป็นผู้อันเธอทั้งหลาย พึงถามอย่างนี้ว่า ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ก็ปริยายที่นิวรณ์๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่าง ที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง มีอยู่หรือ? พวกอัญญ-*เดียรถีย์ปริพาชกถูกเธอทั้งหลายถามอย่างนี้แล้ว จักแก้ไม่ได้เลย และจักถึงความอึดอัดอย่างยิ่งข้อนั้นเพราะเหตุไร? เพราะเป็นปัญหาที่ถามในฐานะมิใช่วิสัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่แลเห็นบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ที่จะยังจิตให้ยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านี้ เว้นเสียจากตถาคต สาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจากตถาคต หรือจากสาวกของตถาคตนั้น.
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ปญฺจ นีวรณา ทส โหนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่าง เป็นไฉน?
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺโท ตทปิ นีวรณํ ยทปิ พหิทฺธา กามจฺฉนฺโท ตทปิ นีวรณํ กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้กามฉันทะในภายในก็เป็นนิวรณ์ แม้กามฉันทะในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ คำว่า กามฉันทนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ กามฉันท-*นิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ พฺยาปาโท ตทปิ นีวรณํ ยทปิ พหิทฺธา พฺยาปาโท ตทปิ นีวรณํ พฺยาปาทนีวรณนฺติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้พยาบาทในภายในก็เป็นนิวรณ์ แม้พยาบาทในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ คำว่า พยาบาทนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ พยาบาทนิวรณ์นั้นก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว ถีนํ ตทปิ นีวรณํ ยทปิ มิทฺธํ ตทปิ นีวรณํ ถีนมิทฺธนีวรณนฺติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ถีนะก็เป็นนิวรณ์ แม้มิทธะก็เป็นนิวรณ์ คำว่า ถีนมิทธ- *นิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ถีนมิทธนิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว อุทฺธจฺจํ ตทปิ นีวรณํ ยทปิ กุกฺกุจฺจํ ตทปิ นีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจนีวรณนฺติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อุทธัจจะก็เป็นนิวรณ์ แม้กุกกุจจะก็เป็นนิวรณ์ คำว่าอุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์นั้น ก็เป็น๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ตทปิ นีวรณํ ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ตทปิ นีวรณํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายภายในก็เป็นนิวรณ์ แม้วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายในภายนอกก็เป็นนิวรณ์ คำว่า วิจิกิจฉานิวรณ์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศแม้โดยปริยายนี้ วิจิกิจฉานิวรณ์นั้น ก็เป็น ๒ อย่าง.
อยํ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม ปญฺจ นีวรณา ทส โหนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายนี้แล ที่นิวรณ์ ๕ อาศัยแล้วเป็น ๑๐ อย่างนี้.
กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม สตฺต โพชฺฌงฺคา จตุทฺทส โหนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปริยายที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง เป็นไฉน?
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ สติ ตทปิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ ตทปิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค สติสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้สติในธรรมทั้งหลายในภายในก็เป็นสติสัมโพชฌงค์แม้สติในธรรมทั้งหลายในภายนอกก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ คำว่า สติสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ สติสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ปญฺญาย ปวิจินติ ปริจรติ ปริวีมํสมาปชฺชติ ตทปิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ ปญฺญาย ปวิจินติ ปริจรติ ปริวีมํสมาปชฺชติ ตทปิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
แม้ธรรมทั้งหลายในภายใน ที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาด้วยปัญญา ก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ แม้ธรรมทั้งหลายในภายนอกที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจตราถึงความพินิจพิจารณาด้วยปัญญา ก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คำว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว กายิกํ วิริยํ ตทปิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ เจตสิกํ วิริยํ ตทปิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ความเพียรทางกายก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ แม้ความเพียรทางจิตก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ คำว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้วิริยสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว สวิตกฺกสวิจารา ปีติ ตทปิ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ อวิตกฺกาวิจารา ปีติ ตทปิ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ปีติที่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ แม้ปีติที่ไม่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ คำว่า ปีติสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ปีติสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว กายปฺปสฺสทฺธิ ตทปิ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ จิตฺตปฺปสฺสทฺธิ ตทปิ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ความสงบกายก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ แม้ความสงบจิตก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ คำว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ ตทปิ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ ตทปิ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้สมาธิที่มีวิตกวิจารก็เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ แม้สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจาร ก็เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ คำว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ สมาธิสัมโพชฌงค์ก็เป็น ๒ อย่าง.
ยทปิ ภิกฺขเว อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ อุเปกฺขา ตทปิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ อุเปกฺขา ตทปิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโคติ อิติ หิทํ อุทฺเทสํ อาคจฺฉติ ฯ ตทมินาเปตํ ปริยาเยน ทฺวยํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ความวางเฉยในธรรมทั้งหลายในภายใน ก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ แม้ความวางเฉยในธรรมทั้งหลายในภายนอก ก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ คำว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้ ย่อมมาสู่อุเทศ แม้โดยปริยายนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ก็เป็น๒ อย่าง.
อยํ โข ภิกฺขเว ปริยาโย ยํ ปริยายํ อาคมฺม สตฺต โพชฺฌงฺคา จตุทฺทสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปริยายนี้แล ที่โพชฌงค์ ๗ อาศัยแล้วเป็น ๑๔ อย่าง. จบ สูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ปริยายสูตร ว่าด้วยเหตุที่นิวรณ์และโพชฌงค์อาศัย
ครั้นในเวลาเช้า ภิกษุหลายรูปครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า “การเที่ยวไปบิณฑบาต ยังกรุงสาวัตถียังเช้านัก ทางที่ดี เราทั้งหลายควรจะเข้าไปยังอารามของพวก อัญเดียรถีย์ปริพาชก” ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นจึงเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกับภิกษุเหล่านั้นดังนี้ว่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๖๗}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๒. ปริยายสูตร “ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการตามความเป็นจริงเถิด’ แม้แต่เราทั้งหลายก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลายท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลัง ปัญญาแล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการตามความเป็นจริงเถิด’ ผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนาหรืออนุสาสนีนี้ คือ ธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรม- เทศนาของพวกเรา หรืออนุสาสนีของพระสมณโคดมกับอนุสาสนีของพวกเราจะผิด แผกแตกต่างกันอย่างไร” ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิตของอัญเดียรถีย์ปริพาชก เหล่านั้น ลุกจากอาสนะจากไปด้วยคิดว่า “เราทั้งหลายจักรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค” ภิกษุเหล่านั้นครั้นเที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภาย หลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเช้านี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ‘การเที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถียังเช้านัก ทางที่ดี เราทั้งหลายควรจะเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชก’ ครั้งนั้นแล ข้าพระองค์ทั้งหลายจึงได้เข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียถีย์ ปริพาชกได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกได้กล่าวกับข้าพระองค์ทั้งหลายดังนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสมณโคดมแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลังปัญญาแล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการตามความเป็นจริงเถิด’ แม้แต่เราทั้งหลายก็แสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า ‘มาเถิด ผู้มีอายุทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๖๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๒. ปริยายสูตร ท่านทั้งหลายจงละนิวรณ์ ๕ ประการอันเป็นความเศร้าหมองแห่งจิต ทอนกำลัง ปัญญาแล้วเจริญโพชฌงค์ ๗ ประการตามความเป็นจริงเถิด’ ผู้มีอายุทั้งหลาย ในธรรมเทศนาหรืออนุสาสนีนี้ คือ ธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรม- เทศนาของพวกเรา หรืออนุสาสนีของพระสมณโคดมกับอนุสาสนีของพวกเราจะผิด แผกแตกต่างกันอย่างไร’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายไม่ยินดี ไม่คัดค้านภาษิต ของอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ลุกจากอาสนะจากไปด้วยคิดว่า ‘เราทั้งหลายจักรู้ชัดเนื้อความแห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาค” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกมีวาทะ อย่างนี้ เธอทั้งหลายควรถามอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็เหตุที่นิวรณ์ ๕ ประการอาศัยกลายเป็น ๑๐ ประการ และเหตุที่โพชฌงค์ ๗ ประการ อาศัยกลายเป็น ๑๔ ประการมีอยู่หรือ’ พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถูกถามอย่างนี้แล้วจักไม่สามารถ ตอบได้ จักถึงความลำบากอย่างยิ่ง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะพวกอัญเดียรถีย์- ปริพาชกถูกถามในสิ่งอันมิใช่วิสัย ภิกษุทั้งหลาย ในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ เรายังไม่เห็นบุคคลที่จะทำจิตให้ยินดี ได้ด้วยการตอบปัญหาเหล่านี้ เว้นตถาคตหรือสาวกของตถาคต หรือผู้ที่ฟังจาก คำสอนของตถาคตนี้ เหตุที่นิวรณ์ ๕ ประการอาศัยกลายเป็น ๑๐ ประการ เป็นอย่างไร คือ แม้กามฉันทะในภายใน ก็เป็นนิวรณ์ แม้กามฉันทะในภายนอก ก็เป็น นิวรณ์ คำว่า ‘กามฉันทนิวรณ์’ ย่อมมาสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ กามฉันทนิวรณ์ นั้นจึงเป็น ๒ ประการ @เชิงอรรถ : @ สิ่งอันมิใช่วิสัย หมายถึงการทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เช่น การเทินศิลาขนาดเท่าเรือนยอด ข้ามน้ำลึก@และการฉุดดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ลงมา เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (สํ.สฬา.อ. ๓/๒๓/๕)@ กามฉันทะในภายใน หมายถึงความพอใจและความกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะปรารภขันธ์ ๕ ของตน@(สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙) @ กามฉันทะในภายนอก หมายถึงความพอใจและความกำหนัดที่เกิดขึ้นเพราะปรารภขันธ์ ๕ ของผู้อื่น@(สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๖๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๒. ปริยายสูตร แม้พยาบาทในภายใน ก็เป็นนิวรณ์ แม้พยาบาทในภายนอก ก็เป็นนิวรณ์ คำว่า ‘พยาบาทนิวรณ์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ พยาบาทนิวรณ์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้ถีนะก็เป็นนิวรณ์ แม้มิทธะก็เป็นนิวรณ์ คำว่า ‘ถีนมิทธนิวรณ์’ ย่อมไปสู่ อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ ถีนมิทธนิวรณ์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้อุทธัจจะก็เป็นนิวรณ์ แม้กุกกุจจะก็เป็นนิวรณ์ คำว่า ‘อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ อุทธัจจกุกกุจจนิวรณ์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายในภายใน ก็เป็นนิวรณ์ แม้วิจิกิจฉาในธรรม ทั้งหลายในภายนอก ก็เป็นนิวรณ์ คำว่า ‘วิจิกิจฉานิวรณ์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ วิจิกิจฉานิวรณ์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ ภิกษุทั้งหลาย เหตุนี้แลที่นิวรณ์ ๕ ประการอาศัยกลายเป็น ๑๐ ประการ เหตุที่โพชฌงค์ ๗ ประการอาศัยกลายเป็น ๑๔ ประการ เป็นอย่างไร คือ แม้สติในธรรมทั้งหลายในภายใน ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ แม้สติในธรรม ทั้งหลายในภายนอก ก็เป็นสติสัมโพชฌงค์ คำว่า ‘สติสัมโพชฌงค์’ ย่อมไปสู่ อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ สติสัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้ธรรมที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจสอบพินิจพิจารณาในธรรมทั้งหลายในภายใน ด้วยปัญญาก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ แม้ธรรมที่บุคคลเลือกเฟ้นตรวจสอบพินิจ @เชิงอรรถ : @ พยาบาทในภายใน หมายถึงปฏิฆะ (ความกระทบกระทั่งในใจ) ที่เกิดขึ้นเพราะมือและเท้าเป็นต้นของตน@(สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙) @ พยาบาทในภายนอก หมายถึงปฏิฆะที่เกิดขึ้นเพราะมือและเท้าเป็นต้นของผู้อื่น (สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙)@ วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายในภายใน หมายถึงความสงสัยในขันธ์ของตน (สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙)@ วิจิกิจฉาในธรรมทั้งหลายในภายนอก หมายถึงความสงสัยมากในฐานะทั้ง ๘ ในภายนอก คือ มนุษย์@เทวดา มาร พรหม มนุษยโลก เทวโลก มารโลก และพรหมโลก (สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙, สํ.ฎีกา ๒/๒๓๓/๕๒๓)@ สติในธรรมทั้งหลายในภายใน หมายถึงสติ (ความระลึกได้) ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้กำหนดสังขารในภายใน@(สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙) @ สติในธรรมทั้งหลายในภายนอก หมายถึงสติที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้กำหนดสังขารในภายนอก@(สํ.ม.อ. ๓/๒๓๓/๒๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๑๗๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๒. โพชฌังคสังยุต] ๖. โพชฌังคสากัจฉวรรค ๓. อัคคิสูตร พิจารณาในธรรมทั้งหลายในภายนอกด้วยปัญญาก็เป็นธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ คำว่า ‘ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์นั้นจึง เป็น ๒ ประการ แม้ความเพียรทางกายก็เป็นวิริยสัมโพชฌงค์ แม้ความเพียรทางจิตก็เป็น วิริยสัมโพชฌงค์ คำว่า ‘วิริยสัมโพชฌงค์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ วิริยสัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้ปีติที่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติสัมโพชฌงค์ แม้ปีติที่ไม่มีวิตกวิจารก็เป็นปีติ- สัมโพชฌงค์ คำว่า ‘ปีติสัมโพชฌงค์’ ย่อมมาสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ ปีติ- สัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้กายปัสสัทธิก็เป็นปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ แม้จิตตปัสสัทธิก็เป็นปัสสัทธิ- สัมโพชฌงค์ คำว่า ‘ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้สมาธิที่มีวิตกวิจารก็เป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ แม้สมาธิที่ไม่มีวิตกวิจารก็เป็น สมาธิสัมโพชฌงค์ คำว่า ‘สมาธิสัมโพชฌงค์’ ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ สมาธิสัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ แม้อุเบกขาในธรรมทั้งหลายในภายในก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ แม้อุเบกขา ในธรรมทั้งหลายในภายนอกก็เป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ คำว่า ‘อุเบกขาสัมโพชฌงค์’ย่อมไปสู่อุทเทสนี้ แม้ด้วยเหตุนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้นจึงเป็น ๒ ประการ ภิกษุทั้งหลาย เหตุนี้แลที่โพชฌงค์ ๗ ประการอาศัยกลายเป็น ๑๔ ประการ” ปริยายสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริยายสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในปริยายสูตรที่ ๒
บทว่า สมฺพหุลา ความว่า ชน ๓ คน ท่านเรียกว่า มากหลาย.
โดยปริยายในวินัย มากกว่า ๓ คนนั้น เรียกว่าสงฆ์. ๓ คนเรียกว่า ๓ คนเหมือนกัน โดยปริยายแห่งพระสูตร แต่ ๓ คนขึ้นไป เรียกว่ามากหลาย.
ในที่นี้ พึงทราบว่า มากหลาย โดยปริยายแห่งพระสูตร.
บทว่า ปิณฺฑาย ปวิสึสุ ได้แก่ เข้าไปเพื่อบิณฑบาต.
ก็ภิกษุเหล่านั้นยังไม่เข้าไปก่อน แต่เรียกว่าเข้าไปแล้วเพราะออกไปด้วยคิดว่า จักเข้าไป.
ถามว่า เหมือนอะไร.
ตอบว่า เหมือนคนออกไปด้วยคิดว่า จักไปบ้าน แม้ยังไม่ทันถึงบ้านนั้น เมื่อถูกเขาถามว่า คนชื่อนี้ ไปไหน. เขาจะตอบว่า ไปบ้านแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น.
บทว่า ปริพฺพาชกานํ อาราโม นั้น ท่านกล่าวหมายถึงอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกมีอยู่ในที่ไม่ไกลพระเชตวัน.
บทว่า สมโณ อาวุโส ความว่า ดูก่อนผู้มีอายุ พระสมณโคดมเป็นครูของท่านทั้งหลาย.
บทว่า มยํปิ โข อาวุโส สาวกานํ เอวํ ธมฺมํ เทเสม ความว่า ในลัทธิของพวกเดียรถีย์ ไม่มีคำนี้ว่า นิวรณ์ ๕ พวกเธอพึงละโพชฌงค์ ๗ พวกเธอพึงเจริญ.
ส่วนพวกเดียรถีย์เหล่านั้นไปยังอารามยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นเหมือนมองดูสิ่งอื่น เหมือนส่งใจไปในที่อื่น.
แต่นั้น ก็กำหนดว่า สมณโคดมจะกล่าวว่า พวกท่านจงละสิ่งนี้ จงเจริญสิ่งนี้เถิด แล้วจึงไปยังอารามของตนให้จัดอาสนะไว้ท่ามกลางอารามอันอุปัฏฐากชายหญิงห้อมล้อมยกศีรษะน้อมกายเขาไป. เมื่อแสดงอาการแทงตลอดโดยสยัมภูญาณของตน จึงกล่าวว่า คนควรละนิวรณ์ ๕ ควรเจริญโพชฌงค์ ๗ ดังนี้.
ในบทว่า อิธ โน อาวุโส โก วิเสโส นี้. บทว่า อิธ แปลว่า ในบัญญัตินี้.
บทว่า โก วิเสโส คือ อะไรยิ่งกว่ากัน.
บทว่า โก อธิปฺปายโส คือ อะไรเป็นความเพียรเป็นเครื่องประกอบอันยิ่ง.
บทว่า กึ นานากรณํ คือ อะไรเป็นความต่างกัน.
บทว่า ธมฺมเทสนาย วา ธมฺมเทสนํ ความว่า พวกอัญญเดียรถีย์กล่าวข้อที่พวกเขาพึงปรารภธรรมเทศนาของพวกเรา กับธรรมเทศนาของพระสมณโคดม หรือธรรมเทศนาของพระสมณโคดมกับธรรมเทศนาของพวกเรา เรียกว่าการทำให้ต่างกัน นั้นชื่ออะไร.
แม้ในบทที่สองก็นัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า เนว อภินนฺทึสุ ได้แก่ พวกภิกษุไม่ยอมรับว่า อย่างนี้ อย่างนี้.
บทว่า นปฺปฏิกฺโกสึสุ ได้แก่ ไม่คัดค้านว่า สิ่งนี้ไม่เป็นอย่างนี้.
ถามว่า ก็พวกภิกษุเหล่านั้นเมื่อได้ทำอย่างนี้พอหรือ หรือว่าไม่พอ.
ตอบว่า พอ.
ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่สามารถกล่าวคำประมาณเท่านี้ได้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ในลัทธิของท่านทั้งหลาย ไม่มีนิวรณ์ ๕ จะต้องละ ไม่มีโพชฌงค์ ๗ จะต้องเจริญ ดังนี้.
แต่ภิกษุเหล่านั้นได้มีความดำริอย่างนี้ว่า ข้อที่เขานำมากล่าวนั้นไม่มี พวกเราทูลข้อนั้นแด่พระศาสดา เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาจักแสดงพระธรรมเทศนาอันไพเราะแก่พวกเรา ดังนี้.
บทว่า ปริยาโย แปลว่า เหตุ.
บทว่า น เจว สมฺปายิสฺสนฺติ ความว่า พวกอัญญเดียรถีย์จักไม่อาจกล่าวแก้ได้เลย.
บทว่า อุตฺตริญฺจ วิฆาตํ ความว่า จักถึงความทุกข์ แม้เป็นอย่างยิ่ง เพราะแก้ไม่ได้.
ความจริง ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่พวกเขาผู้ไม่สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ได้.
บทว่า ตํ ในบทว่า ยถา ตํ ภิกฺขเว อวิสยสฺมึ นี้เป็นเพียงนิบาต.
บทว่า ยถา แปลว่า คำเป็นเหตุ. อธิบายว่า เพราะปัญหาที่ถูกถามในฐานะมิใช่วิสัย.
บทว่า สเทวเก ได้แก่ ในโลกพร้อมด้วยเทวโลกกับด้วยเทพดาทั้งหลาย.
แม้ในบทว่า สมารกะเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
ท่านแสดงว่า เรายังไม่แลเห็นเทวดาหรือมนุษย์นั้นในโลก อันพร้อมด้วยเทวโลกเป็นต้นที่ต่างกันนั้น หมายถึงสัตว์โลก แม้โดยฐานะ ๕ คือหมู่สัตว์ ๒ เพิ่มฐานะ ๓ ในโลกด้วยอาการอย่างนี้.
บทว่า อิโต วา ปน สุตฺวา ได้แก่ หรือฟังจากศาสนานี้ของเรา.
ท่านแสดงว่า ด้วยว่า พระตถาคตก็ดี สาวกของพระตถาคตก็ดี ฟังด้วยอาการอย่างนี้ พึงให้ยินดีคือให้พอใจได้. ชื่อว่าความยินดี จะไม่มีโดยประการอื่น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงพระทัยยินดีด้วยการแก้ปัญหาเหล่านั้นของพระองค์ จึงตรัสคำว่า กตโม จ ภิกฺขเว ปริยาโย ดังนี้เป็นต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌตฺตํ กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ฉันทราคะเกิดขึ้นเพราะปรารภเบญจขันธ์ของตน.
บทว่า พหิทฺธา กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ฉันทราคะเกิดขึ้นเพราะปรารภเบญจขันธ์ของพวกคนเหล่าอื่น.
บทว่า อุทฺเทสํ คจฺฉติ คือ ย่อมถึงการนับ.
บทว่า อชฺฌตฺตํ พฺยาปาโท ได้แก่ ปฏิฆะอันเกิดขึ้นในเพราะอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้นของตน.
บทว่า พหิทฺธา พฺยาปาโท ได้แก่ ปฏิฆะอันเกิดขึ้นในเพราะมือและเท้าเหล่านั้นของคนอื่น
บทว่า อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ได้แก่ ความสงสัยในขันธ์ของตน.
บทว่า พหิทฺธา ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉา ได้แก่ ความสงสัยมากในฐานะ ๘ ในภายนอก.
บทว่า อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ สติ ความว่า เมื่อกำหนดสังขารทั้งหลายในภายใน สติก็เกิดขึ้น.
บทว่า พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ ความว่า เมื่อกำหนดสังขารทั้งหลายในภายนอก สติก็เกิดขึ้น.
แม้ในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า กายิกํ ได้แก่ ความเพียรเกิดขึ้นแก่ผู้อธิฏฐานจงกรมอยู่.
บทว่า เจตสิกํ ความว่า ความเพียรอันเกิดขึ้น เว้นความเพียรทางกายอย่างนี้ว่า เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ จนกว่าจิตของเราจักพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น.
บทว่า กายปสฺสทฺธิ ได้แก่ ความสงบความกระวนกระวายแห่งขันธ์สาม.
บทว่า จิตฺตปสฺสทฺธิ ได้แก่ ความสงบความกระวนกระวายแห่งวิญญาณขันธ์.
ในอุเบกขาสัมโพชฌงค์มีวินิจฉัยเช่นเดียวกับสติสัมโพชฌงค์แล.
ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโพชฌงค์คลุกเคล้ากันไป.
โพชฌงค์เหล่านี้คือ สติ วิจยะและอุเบกขาในธรรมในภายในเหล่านั้น ชื่อว่าโลกิยะ เพราะมีขันธ์ของตนเป็นอารมณ์ ความเพียรทางกายยังไม่ถึงมรรคก็อย่างนั้น.
ก็เพราะไม่มีวิตกและวิจาร ปีติและสมาธิเป็นรูปาวจร แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ในรูปาวจรจะไม่ได้โพชฌงค์ ดังนั้น ก็เป็นโลกุตระอยู่นั่นเอง. พระเถระเหล่าใดย่อมยกสัมโพชฌงค์ขึ้นแสดงในพรหมวิหารและในฌานที่เป็นบาทของวิปัสสนาเป็นต้น ตามมติของพระเถระเหล่านั้น โพชฌงค์ก็เป็นรูปาวจรบ้าง อรูปาวจรบ้าง.
ก็ในโพชฌงค์ ปีติเท่านั้นไม่ได้ในอรูปาวจรโดยส่วนเดียว. โพชฌงค์ที่เหลือ ๖ ประการเป็นมิสสกะคลุกเคล้ากันด้วยประการฉะนี้.
ในที่สุดแห่งเทศนา ภิกษุบางพวกเป็นโสดาบัน บางพวกเป็นสกทาคามี บางพวกเป็นอนาคามี บางพวกเป็นอรหันต์ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาปริยายสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------