อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๒

พราหมณสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒–๒๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 13 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 2 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พราหมณสูตร อริยมรรคเรียกชื่อได้ ๓ อย่าง

ข้อ ๑๒

สาวตฺถีนิทานํ ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสิ ฯ อทฺทสา โข อายสฺมา อานนฺโท ชาณุสฺโสณึ พฺราหฺมณํ สพฺพเสเตน วฬวาภิรเถน สาวตฺถิยา นิยฺยายนฺตํ เสตา สุทํ อสฺสา ยุตฺตา โหนฺติ เสตาลงฺการา เสโต รโถ เสตปริวาโร เสตา รสฺมิโย เสตา ปโตทลฏฺฐิ เสตํ ฉตฺตํ เสตํ อุณฺหีสํ เสตานิ วตฺถานิ เสตา อุปาหนา เสตาย สุทํ วาลวีชนิยา วีชิยฺยติ ฯ ตเมนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห พฺรหฺมํ วต โภ ยานํ พฺรหฺมยานรูปํ วต โภติ ฯ

สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี ได้เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ออกจากพระนครสาวัตถี ด้วยรถเทียมด้วยม้าขาวล้วน ได้ยินว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาว พัดวาลวิชนีที่ด้ามพัดก็ขาว ชนเห็นท่านผู้นี้แล้ว พูดอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ รูปของยานประเสริฐหนอ ดังนี้.

ข้อ ๑๓

อถ โข อายสฺมา อานนฺโท สาวตฺถิยํ ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย สาวตฺถึ ปิณฺฑาย ปาวิสึ อทฺทสํ ขฺวาหํ ภนฺเต ชาณุสฺโสณึ พฺราหฺมณํ สพฺพเสเตน วฬวาภิรเถน สาวตฺถิยา นิยฺยายนฺตํ เสตา สุทํ อสฺสา ยุตฺตา โหนฺติ เสตาลงฺการา เสโต รโถ เสตปริวาโร เสตา รสฺมิโย เสตา ปโตทลฏฺฐิ เสตํ ฉตฺตํ เสตํ อุณฺหีสํ เสตานิ วตฺถานิ เสตา อุปาหนา เสตาย สุทํ วาลวีชนิยา วีชิยฺยติ ฯ ตเมนํ ชโน ทิสฺวา เอวมาห พฺรหฺมํ วต โภ ยานํ พฺรหฺมยานรูปํ วต โภติ ฯ สกฺกา นุ โข ภนฺเต อิมสฺมึ ธมฺมวินเย พฺรหฺมยานํ ปญฺญเปตุนฺติ ฯ

ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัตกลับจากบิณฑบาต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถีข้าพระองค์เห็นชาณุสโสณีพราหมณ์ออกจากพระนครสาวัตถี ด้วยรถม้าขาวล้วน ได้ยินว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว ประทุนรถขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาวผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาว พัดวาลวิชนีที่ด้ามก็ขาว ชนเห็นท่านผู้นี้แล้ว พูดอย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ รูปของยานประเสริฐหนอ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระองค์อาจทรงบัญญัติยานอันประเสริฐในธรรมวินัยนี้ได้ไหมหนอ?

ข้อ ๑๔

สกฺกา อานนฺทาติ ภควา อโวจ อิมสฺเสว โข เอตํ อานนฺท อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ พฺรหฺมยานํ อิติปิ ธมฺมยานํ อิติปิ อนุตฺตโร สงฺคามวิชโย อิติปิ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ อาจบัญญัติได้ คำว่ายานอันประเสริฐเป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง.

ข้อ ๑๕

สมฺมาทิฏฺฐิ อานนฺท ภาวิตา พหุลีกตา ราควินยปริโยสานา โหติ โทสวินยปริโยสานา โหติ โมหวินยปริโยสานา โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาทิฏฐิบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๑๖

สมฺมาสงฺกปฺโป อานนฺท ภาวิโต พหุลีกโต ราควินยปริโยสาโน โหติ โทสวินยปริโยสาโน โหติ โมหวินยปริโยสาโน โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาสังกัปปะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๑๗

สมฺมาวาจา อานนฺท ภาวิตา พหุลีกตา ราควินยปริโยสานา โหติ โทสวินยปริโยสานา โหติ โมหวินยปริโยสานา โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาวาจาที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๑๘

สมฺมากมฺมนฺโต อานนฺท ภาวิโต พหุลีกโต ราควินยปริโยสาโน โหติ โทสวินยปริโยสาโน โหติ โมหวินยปริโยสาโน โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมากัมมันตะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๑๙

สมฺมาอาชีโว อานนฺท ภาวิโต พหุลีกโต ราควินยปริโยสาโน โหติ โทสวินยปริโยสาโน โหติ โมหวินยปริโยสาโน โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาอาชีวะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๒๐

สมฺมาวายาโม อานนฺท ภาวิโต พหุลีกโต ราควินยปริโยสาโน โหติ โทสวินยปริโยสาโน โหติ โมหวินยปริโยสาโน โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาวายามะที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๒๑

สมฺมาสติ อานนฺท ภาวิตา พหุลีกตา ราควินยปริโยสานา โหติ โทสวินยปริโยสานา โหติ โมหวินยปริโยสานา โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาสติที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัดราคะ เป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๒๒

สมฺมาสมาธิ อานนฺท ภาวิโต พหุลีกโต ราควินยปริโยสาโน โหติ โทสวินยปริโยสาโน โหติ โมหวินยปริโยสาโน โหติ ฯ

ดูกรอานนท์ สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว มีการกำจัด ราคะเป็นที่สุด มีการกำจัดโทสะเป็นที่สุด มีการกำจัดโมหะเป็นที่สุด.

ข้อ ๒๓

อิมินา โข เอตํ อานนฺท ปริยาเยน เวทิตพฺพํ ยถา อิมสฺเสเวตํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ พฺรหฺมยานํ อิติปิ ธมฺมยานํ อิติปิ อนุตฺตโร สงฺคามวิชโย อิติปีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

ดูกรอานนท์ ข้อว่า ยานอันประเสริฐ เป็นชื่อของอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ นี้เอง เรียกกันว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง นั้นพึงทราบโดยปริยายนี้แล. พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ข้อ ๒๔

ยสฺส สทฺธา จ ปญฺญา จ ธมฺมา ยุคฺคา สทฺธา ธุรํ หิริ อีสา มโน โยตฺตํ สติ อารกฺขสารถิ ฯ รโถ สีลปริกฺขาโร ฌานกฺโข จกฺกวีริโย อุเปกฺขา ธุรสมาธิ อนิจฺฉา ปริวารณํ ฯ อพฺยาปาโท อวิหึสา วิเวโก ยสฺส อาวุธํ ตีติกฺขา ธมฺมสนฺนาโห โยคกฺเขมาย วตฺตติ ฯ เอตทตฺตนิ สมฺภูตํ พฺรหฺมยานํ อนุตฺตรํ นิยฺยนฺติ ธีรา โลกมฺหา อญฺญทตฺถุ ชยํ ชยนฺติ ฯ

อริยมรรคญาณนั้นมีธรรม คือ ศรัทธากับปัญญาเป็นแอก มีศรัทธา เป็นทูบ มีหิริเป็นงอน มีใจเป็นเชือกชัก มีสติเป็นสารถีผู้ควบคุม รถนี้มีศีลเป็นเครื่องประดับ มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ มีอุเบกขากับสมาธิเป็นทูบ ความไม่อยากได้เป็นประทุน กุลบุตร ใดมีความไม่พยาบาท ความไม่เบียดเบียน และวิเวกเป็นอาวุธ มีความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเกษม จากโยคะ พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคล เหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อมออกไปจากโลกโดย ความแน่ใจว่า มีชัยชนะโดยแท้. จบ สูตรที่ ๔

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร ว่าด้วยชาณุสโสณิพราหมณ์

ข้อ

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร เข้าไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้เห็นพราหมณ์ชื่อชาณุสโสณิออกจากกรุงสาวัตถีด้วยรถ เทียมด้วยม้าขาวล้วน นัยว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาว ตัวรถขาว@เชิงอรรถ : @ คำว่า ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวร นี้มิใช่ว่าก่อนหน้านี้ พระอานนท์มิได้นุ่งสบง มิใช่ว่า@พระอานนท์ถือบาตรและจีวรไปโดยเปลือยกายส่วนบน แต่คำว่า “ครองอันตรวาสก” หมายถึงท่าน@ผลัดเปลี่ยนสบง หรือขยับสบงที่นุ่งอยู่ให้กระชับ คำว่า “ถือบาตรและจีวร” หมายถึงถือบาตรด้วยมือ@ถือจีวรด้วยกาย คือห่มจีวรแล้วอุ้มบาตรนั่นเอง ดูเทียบ วิ.อ. ๑/๑๖/๑๘๐, ที.ม.อ. ๑๕๓/๑๔๓,@ม.มู.อ. ๑/๖๓/๑๖๓, ขุ.อุ.อ. ๖/๖๕

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๕}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑. มัคคสังยุต] ๑. อวิชชาวรรค ๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร ประทุนขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาว รองเท้าขาวและพัดวาลวีชนี (พัดหรือแส้ขนจามรี) ก็ขาว ชนทั้งหลายเห็นท่านแล้วพากันพูด อย่างนี้ว่า “ท่านผู้เจริญ ยานประเสริฐหนอ รูปของยานก็ประเสริฐหนอ” ต่อมา ท่านพระอานนท์เที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี กลับจากบิณฑบาต ภายหลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ในเวลาเช้า ข้าพระองค์ครองอันตรวาสก ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ได้เห็นชาณุสโสณิพราหมณ์ออกจากกรุง สาวัตถีด้วยรถเทียมด้วยม้าขาวล้วน นัยว่า ม้าที่เทียมเป็นม้าขาว เครื่องประดับขาวตัวรถขาว ประทุนขาว เชือกขาว ด้ามประตักขาว ร่มขาว ผ้าโพกขาว ผ้านุ่งขาวรองเท้าขาว และพัดวาลวีชนีก็ขาว ชนทั้งหลายเห็นท่านแล้วพากันพูดว่า ‘ท่าน ผู้เจริญ ยานประเสริฐหนอ รูปของยานก็ประเสริฐหนอ’ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจทรงบัญญัติยานอันประเสริฐในพระธรรมวินัยนี้ได้หรือหนอ” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ อาจบัญญัติได้ คำว่า ‘ยานอันประเสริฐ’ นั้นเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง เรียกว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้างรถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง สัมมาทิฏฐิที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมาสังกัปปะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมาวาจาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมากัมมันตะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๖}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑. มัคคสังยุต] ๑. อวิชชาวรรค ๔. ชาณุสโสณิพราหมณสูตร สัมมาอาชีวะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมาวายามะที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมาสติที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด สัมมาสมาธิที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว เป็นธรรมมีการกำจัดราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่สุด คำว่า ‘ยานอันประเสริฐ’ นั้นเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เอง เรียกว่า พรหมยานบ้าง ธรรมยานบ้าง รถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้างนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสเวยยากรณภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถา- ประพันธ์ต่อไปอีกว่า “รถ ใดมีธรรมคือศรัทธาและปัญญาเป็นแอกทุกเมื่อ มีหิริเป็นงอน มีใจเป็นเชือก มีสติเป็นนายสารถีผู้คอยควบคุม รถนี้มีศีล เป็นเครื่องประดับ มีฌาน เป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ มีอุเบกขาเป็นทูบ มีความไม่อยากได้เป็นประทุน @เชิงอรรถ : @ รถ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ (สํ.ม.อ. ๓/๔/๑๘๔) @ ศีล ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ได้แก่ (๑) ปาติโมกขสังวรศีล (๒) อินทรียสังวรศีล (๓) อาชีวปาริสุทธิศีล@(๔) ปัจจยสันนิสิตศีล (สํ.ม.อ. ๓/๔/๑๘๔) @ ฌาน ในที่นี้หมายถึงฌาน ๕ (ปฐมฌาน, ทุติยฌาน, ตติยฌาน, จตุตถฌาน, ปัญจมฌาน) ที่สัมปยุต@ด้วยวิปัสสนา (สํ.ม.อ. ๓/๔/๑๘๔) @ ทูบ แปลมาจากคำว่า ธุรสมาธิ (ที่ยึดแอก) หมายถึงส่วนที่ทำให้แอกหยุดขยับไปมา (สํ.ม.อ. ๓/๔/๑๘๔)@พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ หน้า ๔๐๖ ให้คำนิยาม คำว่า ทูบ ไว้ว่า “ไม้แม่แคร่@เกวียนที่ยื่นออกไปติดกับแอก”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๗}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๑. มัคคสังยุต] ๑. อวิชชาวรรค ๕. กิมัตถิยสูตร กุลบุตรใดมีความไม่พยาบาท มีความไม่เบียดเบียนและมีวิเวก เป็นอาวุธ มีความอดทนเป็นเกราะหนัง กุลบุตรนั้นย่อมประพฤติเพื่อความเกษมจากโยคะ พรหมยานอันยอดเยี่ยมนี้ เกิดแล้วในตนของบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ มีชัยชนะ ย่อมออกไปจากโลกโดยแท้” ชาณุสโสณิพราหมณสูตรที่ ๔ จบ ๕. กิมัตถิยสูตร ว่าด้วยคำถามเกี่ยวกับประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์

ข้อ

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานวโรกาส พวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกถามข้าพระองค์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า‘ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณโคดมเพื่อประโยชน์อะไร’ ข้าพระองค์ทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว จึงตอบอัญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้นอย่างนี้ว่า ‘ผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกำหนดรู้ทุกข์’ ข้าพระองค์ทั้งหลายถูกถามอย่างนี้แล้ว ตอบอย่างนี้ ชื่อว่าพูดตรงตามที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคด้วยคำเท็จหรือชื่อว่ากล่าวแก้อย่างสมเหตุสมผลหรือ ไม่มีบ้างหรือที่คำเช่นนั้นและคำที่กล่าวต่อๆกันมาจะเป็นเหตุให้ถูกตำหนิได้” @เชิงอรรถ : @ วิเวก ในที่นี้หมายถึงวิเวก ๓ มีกายวิเวกเป็นต้น (สํ.ม.อ. ๓/๔/๑๘๕)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๘}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๔

พึงทราบวินิจฉัยในพราหมณสูตรที่ ๔

บทว่า สพฺพเสเตน วฬวาภิรเถน ความว่า ด้วยรถเทียมด้วยม้า ๔ ตัวอันขาวล้วน.

ได้ยินว่า รถมีล้อและซี่กงทั้งหมดได้หุ้มด้วยเงิน.

ก็ชื่อว่า รถมี ๒ อย่าง คือ รถรบ ๑ รถเครื่องประดับ ๑.

ในรถนั้น รถรบมีสัณฐานสี่เหลี่ยมไม่ใหญ่นัก สามารถบรรทุกคนได้ ๒ คนหรือ ๓ คน รถเครื่องประดับเป็นรถใหญ่ คือโดยยาวก็ยาว โดยกว้างก็กว้าง. คนถือร่มถือวาลวีชนี ถือพัดใบตาล ย่อมอยู่ในรถนั้น ดังนั้นคน ๘ คนหรือ ๑๐ คนสามารถเพื่อจะยืนก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ ตามสบายอย่างนี้นั่นแล แม้รถนี้จัดเป็นรถเครื่องประดับ.

บทว่า เสตา สุทํ อสฺสา ความว่า ม้าขาวคือมีสีขาวตามปกติ.

บทว่า เสตาลงฺการา ความว่า เครื่องประดับของม้าเหล่านั้น ได้เป็นของสำเร็จด้วยเงิน.

บทว่า เสโต รโถ ความว่า รถชื่อว่าขาว เพราะหุ้มด้วยเงินและเพราะประดับด้วยงาในที่นั้นๆ โดยนัยอันกล่าวแล้วแล.

บทว่า เสตปริวาโร ความว่า รถเหล่าอื่นหุ้มด้วยหนังราชสีห์บ้าง หุ้มด้วยหนังเสือบ้าง หุ้มด้วยผ้ากัมพลเหลืองบ้างฉันใด รถนี้หาเป็นฉันนั้นไม่. ส่วนรถนี้ได้หุ้มด้วยผ้าอย่างดี.

บทว่า เสตา รสฺมิโย ความว่า เชือกอันหุ้มด้วยเงินและแก้วประพาฬ.

บทว่า เสตา ปโตทลฏฺฐิ ความว่า แม้ด้ามปฏักก็หุ้มด้วยเงิน.

บทว่า เสตํ ฉตฺตํ ความว่า แม้ร่มอันเขาให้ยกขึ้นในท่ามกลางรถก็ขาว.

บทว่า เสตํ อุณฺหีสํ ความว่า ผ้าโพกทำด้วยเงินกว้าง ๗ นิ้วก็ขาว.

บทว่า เสตานิ วตฺถานิ ความว่า ผ้านุ่งขาว คือมีสีดังก้อนฟองน้ำ.

ในผ้าเหล่านั้น ผ้านุ่งมีราคาห้าร้อย ผ้าห่มมีราคาพันหนึ่ง.

บทว่า เสตา อุปาหนา ความว่า ธรรมดาว่า รองเท้าย่อมมีได้ สำหรับคนผู้เดินทาง หรือสำหรับคนผู้เข้าสู่ดง. ส่วนรองเท้านี้สำหรับขึ้นรถ. ด้วยเหตุนั้น พึงทราบว่า นั่นชื่อว่าเครื่องประดับเท้าของเขา ผสมเงิน อันสมควรแก่รองเท้านั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้.

บทว่า เสตาย สุทํ วาลวีชนิยา ความว่า จามรและพัดวาลวีชนีมีสีขาวมีด้ามทำด้วยแก้วผลึก. ก็เครื่องประดับเฉพาะเท่านี้ขาวได้มีแล้วแก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียวเท่านั้นหามิได้. แม้เครื่องประดับของพราหมณ์นั้นได้ทำด้วยเงินมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ก็พราหมณ์นั้นลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ขาว ประดับดอกไม้ขาว ที่นิ้วทั้ง ๑๐ สวมแหวน ที่หูทั้งสองใส่ต่างหูดังนี้. แม้พวกพราหมณ์ผู้เป็นบริวารของเขาได้มีประมาณหนึ่งหมื่น ผ้าเครื่องลูบไล้ ดอกไม้และเครื่องประดับขาว ได้มีแล้วประมาณเท่านั้นเหมือนกัน. ส่วนข้อนั้นอันใดอันท่านกล่าวว่า สาวตฺถิยา นิยฺยายนฺตํ ดังนี้ ความแจ่มแจ้งแห่งการออกไปในข้อนั้นดังต่อไปนี้.

ว่าโดยกิจ พราหมณ์นั้นย่อมกระทำประทักษิณนคร ๖ เดือนครั้งหนึ่ง คนประกาศไปล่วงหน้าว่า แต่นี้ไปพราหมณ์จักกระทำประทักษิณนคร โดยวันทั้งหลายประมาณเท่านี้ ชนเหล่าใดฟังการประกาศนั้นแล้ว กำลังออกไปจากนคร ชนเหล่านั้นจะยังไม่หลีกไป. แม้ชนเหล่าใดหลีกไปแล้ว แม้ชนเหล่านั้นย่อมกลับ ด้วยคิดว่า พวกเราจักได้เห็นสิริสมบัติของท่านผู้มีบุญ. พราหมณ์ย่อมเที่ยวไปสู่นครตลอดวันใด ชาวเมืองทั้งหลายกวาดถนนในนครในกาลนั้น แต่เช้าตรู่ เกลี่ยทรายลง โปรยด้วยดอกไม้ทั้งหลายอันมีข้าวตอกเป็นที่ห้า ตั้งหม้อน้ำ ให้ช่วยกันยกต้นกล้วยทั้งหลาย และธงทั้งหลายขึ้นแล้ว ย่อมทำนครทั้งสิ้นให้อบอวลด้วยกลิ่นธูป.

พราหมณ์สนานศีรษะแต่เช้าตรู่ บริโภคอาหารเช้าแล้ว ก็แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์มีผ้านุ่งขาวเป็นต้น โดยนัยอันกล่าวแล้วแล ลงจากปราสาทขึ้นรถ. ลำดับนั้น พราหมณ์เหล่านั้นก็ตกแต่งด้วยผ้าเครื่องลูบไล้และดอกไม้ขาวทั้งหมด ถือร่มขาวแวดล้อมพราหมณ์นั้นอยู่. แต่นั้น ชนทั้งหลายย่อมโปรยผลาผลแก่พวกเด็กหนุ่มก่อน เพื่อการประชุมของมหาชน ต่อแต่นั้น ย่อมโปรยเงินมาสก ต่อแต่นั้น จึงโปรยกหาปณะทั้งหลาย. มหาชนย่อมประชุมกัน การโห่ร้องและการโยนผ้าก็ย่อมเป็นไป.

ครั้งนั้น พราหมณ์ย่อมเที่ยวไปสู่นครเพื่อมหาสมบัติ เมื่อชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยมงคลและต้องการสวัสดีเป็นต้น กระทำมงคลและสวัสดีอยู่. มนุษย์ทั้งหลายผู้มีบุญขึ้นไปบนปราสาทมีชั้นเดียวเป็นต้น เปิดช่องหน้าต่างเช่นกับปีกนกแก้ว แลดูอยู่ แม้พราหมณ์ย่อมมุ่งตรงไปทางประตูทิศใต้ คล้ายจะครอบครองนครด้วยยศและสิริสมบัติของตน. ข้อนี้ท่านหมายถึงข้อนั้นแล้ว จึงกล่าว.

บทว่า ตเมนํ ชโน ทิสฺวา ความว่า มหาชนเห็นรถนั้น.

บทว่า พฺรหฺมํ ได้แก่ เป็นชื่อของผู้ประเสริฐ.

บทว่า พฺรหฺมํ วต โภ ยานํ ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานเช่นยานอันประเสริฐหนอ.

บทว่า อิมสฺเสว โข เอตํ ความว่า ดูก่อนอานนท์ ธรรมดาว่า มนุษย์ทั้งหลายให้ทรัพย์แก่ผู้กล่าวสรรเสริญแล้ว ย่อมให้ขับร้องเพลงขับสรรเสริญทาริกาทั้งหลายของตนว่า เป็นผู้น่ารัก น่าดู มีทรัพย์มาก มีโภคะมากดังนี้ แต่ก็หาเป็นผู้น่ารัก หรือมีโภคะมาก ด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญนั้นไม่ มหาชนเห็นรถของพราหมณ์อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวสรรเสริญอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยานประเสริฐหนอ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ยานนั้นจะชื่อว่าเป็นยานประเสริฐด้วยเพียงการกล่าวสรรเสริญก็หามิได้ ที่จริงยานนั้นเป็นของลามกเลว. ดูก่อนอานนท์ แต่โดยปรมัตถ์ ยานนั้นเป็นชื่อของอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้นแล. ก็อริยมรรคนี้ประเสริฐ เพราะปราศจากโทษทั้งปวง ด้วยว่า พระอริยะทั้งหลายย่อมไปสู่นิพพานด้วยอริยมรรคนี้ ดังนั้น จึงควรกล่าวว่าพรหมยานบ้าง ว่าธรรมยานบ้าง เพราะเป็นธรรมและเป็นยานว่ารถพิชัยสงครามอันยอดเยี่ยมบ้าง เพราะไม่มีสิ่งอันยิ่งกว่า และเพราะชนะสงครามคือกิเลสแล้ว.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความที่อริยมรรคนั้นไม่มีโทษ และเป็นพิชัยสงคราม จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ราควินยปริโยสานา ดังนี้.

ในบทนั้น สัมมาทิฏฐิ เมื่อกำจัดราคะย่อมให้หมด คือย่อมถึงได้แก่ย่อมสำเร็จเป็นที่สุด เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ามีการกำจัดราคะเป็นที่สุด.

ในบททั้งปวงก็นัยนี้แล.

บทว่า ยสฺส สทฺธา จ ปญฺญา จ ความว่า สำหรับยานคืออริยมรรค มีธรรม ๒ เหล่านี้คือ ศรัทธาด้วยสามารถแห่งสัทธานุสารี และปัญญาด้วยสามารถแห่งธัมมานุสารี เป็นแอกมีศรัทธาเป็นทูบ. อธิบายว่า ประกอบในแอกมีตนเป็นท่ามกลางในอริยมรรคนั้น.

บทว่า หิริ อีสา ความว่า หิริอันเกิดขึ้นภายในพร้อมด้วยโอตตัปปะอันเกิดขึ้นในภายนอกประกอบกับด้วยตนเป็นงอนของรถคือมรรค.

บทว่า มโน โยตฺตํ ความว่า วิปัสสนาจิตและมรรคจิตเป็นเชือกชัก. เหมือนเชือกที่ทำด้วยปอเป็นต้นของรถ ย่อมกระทำโคทั้งหลายให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน คือให้รวมกันได้ฉันใด วิปัสสนาจิตอันเป็นโลกิยะของรถคือมรรคมี ๕๐ กว่า วิปัสสนาจิตอันเป็นโลกุตระย่อมทำกุศลธรรม ๖๐ กว่าให้เนื่องกันคือให้รวมกันได้ฉันนั้นเหมือนกันแล.

เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มโน โยตฺตํ ดังนี้.

บทว่า สติ อารกฺขสารถิ ความว่า สติสัมปยุตด้วยมรรค ชื่อว่าสารถีผู้ควบคุม.

ผู้ใดย่อมประกอบในการจัดทูบ หยอดเพลา ส่งรถไป ย่อมกระทำม้าที่เทียมรถให้หมดพยศ ผู้นั้นชื่อว่าสารถีผู้รักษาสามารถฉันใด สติของรถคือมรรคก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวว่า สตินี้มีการรักษาเป็นเหตุปรากฏและย่อมพิจารณาคติแห่งธรรมทั้งหลายทั้งกุศลและอกุศล ดังนี้.

บทว่า รโถ ได้แก่ รถคืออริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘.

บทว่า สีลปริกฺขาโร ความว่า รถมีจาตุปาริสุทธิศีลเป็นเครื่องประดับ.

บทว่า ฌานกฺโข ความว่า มีเพลาทำด้วยฌาน ด้วยสามารถแห่งองค์ฌาน ๕ สัมปยุตด้วยวิปัสสนา.

บทว่า จกฺกวีริโย คือ มีความเพียรเป็นล้อ. อธิบายว่า ความเพียร ๒ กล่าวคือทางกายและทางจิต เป็นล้อของความเพียร.

บทว่า อุเปกฺขา ธุรสมาธิ ความว่า สมาธิของทูบ ชื่อว่าธุรสมาธิ. อธิบายว่า ความที่ส่วนของแอกแม้ทั้งสองสม่ำเสมอ เพราะไม่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ. ฝ่ายตัตรมัชฌัตตุเปกขานี้ ย่อมนำความที่จิตตุปบาทหดหู่และฟุ้งซ่านไปเสียแล้ว จึงดำรงจิตในท่ามกลางแห่งการประกอบความเพียร เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่าเป็นธุรสมาธิของรถคือมรรคนี้.

บทว่า อนิจฺฉา ปริวารณํ ความว่า ความไม่อยากได้ กล่าวคืออโลภะของรถคืออริยมรรคแม้นี้ ชื่อว่าเป็นประทุน เหมือนหนังราชสีห์เป็นต้นเป็นเครื่องหุ้มภายนอกรถฉะนั้น.

บทว่า อพฺยาปาโท ได้แก่ เมตตาและส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา.

บทว่า อวิหึสา ได้แก่ กรุณาและส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา.

บทว่า วิเวโก ได้แก่ วิเวก ๓ อย่างมีกายวิเวกเป็นต้น.

บทว่า ยสฺส อาวุธํ ความว่า อาวุธ ๕ อย่างนี้ย่อมมีแก่กุลบุตรผู้ดำรงอยู่ในรถคืออริยมรรค คนยืนอยู่ในรถย่อมแทงสัตว์ทั้งหลายด้วยอาวุธ ๕ ได้ฉันใด แม้โยคาวจรยืนอยู่ในรถแห่งโลกิยมรรค และโลกุตรมรรคนี้ ย่อมแทงซึ่งโทสะด้วยเมตตา แทงความเบียดเบียนด้วยกรุณา แทงความคลุกคลีคณะด้วยกายวิเวก แทงคลุกคลีกิเลสด้วยจิตวิเวก และแทงอกุศลทั้งปวงด้วยอุปธิวิเวกฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอาวุธ ๕ อย่างนั้นย่อมเป็นของกุลบุตรนั้น.

บทว่า ตีติกฺขา ความว่า ความอดทนด้วยความอดกลั้นคำของคนพูดชั่วเลวทราม.

บทว่า จมฺมสนฺนาโห ได้แก่ มีหนังเป็นเกราะ เหมือนคนรถสวมเกราะหนังยืนอยู่บนรถ ย่อมอดทนต่อลูกศรทั้งหลายอันมาแล้วและมาแล้ว ลูกศรทั้งหลายย่อมแทงบุคคลนั้นไม่ได้ฉันใด ภิกษุผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ ย่อมอดทนถ้อยคำอันมาแล้วและมาแล้วได้ ถ้อยคำเหล่านั้นย่อมแทงภิกษุผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติไม่ได้ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความอดทนเป็นเกราะหนัง.

บทว่า โยคกฺเขมาย วตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเกษมจากโยคะ ๔ คือ เพื่อนิพพาน กุลบุตรผู้มุ่งนิพพานย่อมดำเนินไปอย่างเดียว. อธิบายว่า ย่อมไม่หยุด ย่อมไม่ทำลาย ดังนี้.

บทว่า เอตทตฺตนิ สมฺภูตํ ความว่า ยานคือมรรคนั่น ย่อมชื่อว่าเกิดในตน เพราะความที่ตนอาศัยการทำเยี่ยงบุรุษจึงได้.

บทว่า พฺรหฺมยานํ อนุตฺตรํ ได้แก่ ยานอันประเสริฐ ไม่มียานอื่นเหมือน.

บทว่า นิยฺยนฺติ ธีรา โลกมฺหา ความว่า ยานนั่นย่อมมีแก่ชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์ คือคนพวกบัณฑิตย่อมออก คือย่อมไปจากโลก.

บทว่า อญฺญทตฺถุ ได้แก่ โดยส่วนเดียว.

บทว่า ชยํ ชยํ ความว่า ชัยชนะอยู่ซึ่งข้าศึกทั้งหลายมีราคะเป็นต้น.

จบอรรถกถาพราหมณสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา