คิลานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค คิลานสูตร ว่าด้วยมีตนเป็นเกาะ
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ เวลุวคามเก ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ เอถ ตุเมฺห ภิกฺขเว สมนฺตา เวสาลิยา ยถามิตฺตํ ยถาสนฺทิฏฺฐํ ยถาสมฺภตฺตํ วสฺสํ อุเปถ อิเธวาหํ เวลุวคามเก วสฺสํ อุปคจฺฉามีติ ฯ เอวมฺภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา สมนฺตา เวสาลิยา ยถามิตฺตํ ยถาสนฺทิฏฺฐํ ยถาสมฺภตฺตํ วสฺสํ อุปคจฺฉุํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เวฬุวคาม ใกล้เมืองเวสาลี ณ ที่นั้นแลพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าจำพรรษาในเมืองเวสาลีโดยรอบ ตามมิตร ตามสหาย ตามพวก (ของตนๆ) เถิด เราจะเข้าจำพรรษา ณ เวฬุวคามนี้แล ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าจำพรรษาในเมืองเวสาลีโดยรอบ ตามมิตร ตามสหาย ตามพวก (ของตนๆ).
ภควา ปน ตตฺเถว เวลุวคามเก วสฺสํ อุปคจฺฉิ ฯ อถ โข ภควโต วสฺสูปคตสฺส ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชติ พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺติ มรณนฺติกา ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ อวิหญฺญมาโน ฯ อถ โข ภควโต เอตทโหสิ น โข ปน เมตมฺปฏิรูปํ โยหมนามนฺเตตฺวา อุปฏฺฐาเก อนปโลเกตฺวา ภิกฺขุสงฺฆํ ปรินิพฺพาเยยฺยํ ยนฺนูนาหํ อิมํ อาพาธํ วิริเยน ปฏิปฺปณาเมตฺวา ชีวิตสงฺขารํ อธิฏฺฐาย วิหเรยฺยนฺติ ฯ อถ โข ภควา ตํ อาพาธํ วิริเยน ปฏิปฺปณาเมตฺวา ชีวิตสงฺขารํ อธิฏฺฐาย วิหาสิ ฯ อถ โข ภควา คิลานา วุฏฺฐิโต อจิรวุฏฺฐิโต เคลญฺญา วิหารปจฺฉายายํ ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ
ส่วนพระผู้มีพระภาคทรงเข้าจำพรรษา ณ เวฬุวคาม นั้นแหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเข้าจำพรรษาแล้ว อาพาธกล้าบังเกิดขึ้น เวทนาอย่างหนักใกล้มรณะเป็นไปอยู่ ได้ยินว่า ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคทรงพระดำรงสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น ไม่ทรงพรั่นพรึงครั้งนั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า การที่เรายังไม่บอกภิกษุผู้อุปัฏฐาก ยังไม่อำลาภิกษุสงฆ์ แล้วปรินิพพานเสียนั้น หาสมควรแก่เราไม่ ไฉนหนอ เราพึงขับไล่อาพาธนี้เสียด้วยความเพียร แล้วดำรงชีวิตสังขารอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงขับไล่พระประชวรนั้นด้วยความเพียร แล้วทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระประชวรแล้ว ทรงหายจากความไข้ไม่นาน ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้ในร่มแห่งวิหาร.
อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ ทิฏฺฐํ ภนฺเต ภควโต ขมนียํ ทิฏฺฐํ ภนฺเต ภควโต ยาปนียํ อปิ เม ภนฺเต มธุรกชาโต วิย กาโย ทิสาปิ เม น ปกฺขายนฺติ ธมฺมาปิ มํ นปฺปฏิภนฺติ ภควโต เคลญฺเญน อปิจ เม ภนฺเต อโหสิ กาจิเทว อสฺสาสมตฺตา น ตาว ภควา ปริพฺพายิสฺสติ น ตาว ภควา ภิกฺขุสงฺฆํ อารพฺภ กิญฺจิเทว อุทาหรตีติ ฯ {๗๑๐.๑} กึ ปนทานิ อานนฺท ภิกฺขุสงฺโฆ มยิ ปจฺจาสึสติ ฯ เทสิโต อานนฺท มยา ธมฺโม อนนฺตรํ อพาหิรํ กริตฺวา ฯ นตฺถานนฺท ตถาคตสฺส ธมฺเมสุ อาจริยมุฏฺฐิ ฯ ยนฺนูนานนฺท เอวมสฺส อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามีติ วา มมุทฺเทสิโก ภิกฺขุสงฺโฆติ วา ฯ โส นูนานนฺท ภิกฺขุสงฺฆํ อารพฺภ กิญฺจิเทว อุทาหเรยฺย ฯ ตถาคตสฺส โข อานนฺท น เอวํ โหติ อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ปริหริสฺสามีติ วา มมุทฺเทสิโก ภิกฺขุสงฺโฆติ วา ฯ ส กึ อานนฺท ตถาคโต ภิกฺขุสงฺฆํ อารพฺภ กิญฺจิเทว อุทาหริสฺสติ ฯ เอตรหิ โข ปนาหํ อานนฺท ชิณฺโณ วุฑฺโฒ มหลฺลโก อทฺธคโต วโย อนุปฺปตฺโต อสีติโก เม วโย วตฺตติ ฯ เสยฺยถาปิ อานนฺท ชรสกฏํ เวฬุมิสฺสเกน ยาเปติ เอวเมว โข อานนฺท เวฬุมิสฺสโก มญฺเญ ตถาคตสฺส กาโย ยาเปติ ฯ
ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เห็นพระผู้มีพระภาคทรงอดทน ข้าพระองค์เห็นพระผู้มีพระภาคทรงยังอัตภาพให้เป็นไป กายของข้าพระองค์ประหนึ่งจะงอมระงมไป แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์ แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ เพราะความประชวรของพระผู้มีพระภาคแต่ข้าพระองค์มาเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า พระผู้มีพระภาคยังไม่ทรงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วตรัสพระพุทธพจน์อันใดอันหนึ่ง จักยังไม่เสด็จปรินิพพานก่อน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ก็บัดนี้ ภิกษุสงฆ์จะยังมาหวังอะไรในเราเล่า ธรรมอันเราแสดงแล้วกระทำไม่ให้มีในภายใน ไม่ให้มีในภายนอก กำมืออาจารย์ในธรรมทั้งหลาย มิได้มีแก่ตถาคต ผู้ใดพึงมีความดำริฉะนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์ หรือว่าภิกษุสงฆ์ยังมีตัวเราเป็นที่เชิดชู ผู้นั้นจะพึงปรารภภิกษุสงฆ์ แล้วกล่าวคำอันใดอันหนึ่งแน่นอน ดูกรอานนท์ ตถาคตมิได้มีความดำริอย่างนี้ว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์หรือว่าภิกษุสงฆ์มีตัวเราเป็นที่เชิดชู ดังนี้ ตถาคตจักปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวคำอันใดอันหนึ่งทำไมอีกเล่า บัดนี้เราก็แก่เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว วัยของเราเป็นมาถึง ๘๐ ปีแล้วเกวียนเก่ายังจะใช้ไปได้ก็เพราะการซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ฉันใด กายของตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกันยังเป็นไปได้ก็คล้ายกับเกวียนเก่าที่ซ่อมแซมแล้วด้วยไม้ไผ่ ฉะนั้น.
ยสฺมึ อานนฺท สมเย ตถาคโต สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา เอกจฺจานํ เวทนานํ นิโรธา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ผาสุตรํ อานนฺท ตสฺมึ สมเย ตถาคตสฺส โหติ ฯ ตสฺมา ติหานนฺท อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ฯ
ดูกรอานนท์ สมัยใด ตถาคตเข้าเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตทั้งปวง เพราะดับเวทนาบางเหล่าแล้วอยู่ สมัยนั้น กายของตถาคตย่อมผาสุกเพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด.
กถญฺจ อานนฺท ภิกฺขุ อตฺตทีโป วิหรติ อตฺตสรโณ อนญฺญสรโณ ธมฺมทีโป ธมฺมสรโณ อนญฺญสรโณ ฯ อิธานนฺท ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ เวทนาสุ จิตฺเต ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ เอวํ โข อานนฺท ภิกฺขุ อตฺตทีโป วิหรติ อตฺตสรโณ อนญฺญสรโณ ธมฺมทีโป ธมฺมสรโณ อนญฺญสรโณ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ... เวทนาในเวทนา ... จิตในจิต ... ย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติกำจัดอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย ดูกรอานนท์ ภิกษุเป็นผู้มีตนเป็นเกาะมีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล.
เย หิ เกจิ อานนฺท เอตรหิ วา มมจฺจเย วา อตฺตทีปา วิหริสฺสนฺติ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา ธมฺมทีปา ธมฺมสรณา อนญฺญสรณา ฯ ตมตคฺเคเม เต อานนฺท ภิกฺขู ภวิสฺสนฺติ เย เกจิ สิกฺขากามาติ ฯ
ดูกรอานนท์ ก็ผู้ใดผู้หนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในเวลาที่เราล่วงไปแล้วก็ดี จักเป็นผู้มีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือ มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่งไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้เลิศ. จบ สูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. คิลานสูตร ว่าด้วยพระผู้มีพระภาคทรงพระประชวร
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ เวฬุวคาม เขตกรุงเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “มาเถิด ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเข้าจำพรรษารอบกรุงเวสาลี ตามที่ที่มีเพื่อน ตามที่ที่มีคนเคยคบกัน ตามที่ที่มีคนเคยคบกันมา เราก็จะเข้าจำพรรษาในเวฬุวคามนี้เหมือนกัน” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้วเข้าจำพรรษารอบกรุงเวสาลีตามที่ที่มีเพื่อน ตามที่ที่มีคนเคยคบกัน ตามที่ที่มีคนเคยคบกันมา ส่วนพระผู้มี พระภาคก็ทรงเข้าจำพรรษาในเวฬุวคามนั้นเอง ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงเข้าจำพรรษาแล้ว ทรงพระประชวรอย่าง รุนแรง มีทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส จวนเจียนปรินิพพาน พระองค์ทรงมี สติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น ไม่พรั่นพรึง ทรงพระดำริว่า “การที่เราไม่บอกผู้ อุปัฏฐาก ไม่อำลาภิกษุสงฆ์ปรินิพพานนั้น ไม่เหมาะแก่เรา ทางที่ดี เราควรใช้ความเพียรขับไล่อาพาธนี้ ดำรงชีวิตสังขารอยู่ต่อไป”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๒๒}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๑. อัมพปาลิวรรค ๙. คิลานสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงใช้ความเพียรขับไล่พระอาการประชวรนั้น ทรงดำรงชีวิตสังขารอยู่ อาการพระประชวรจึงสงบ เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงหายจากพระประชวรหายจากพระอาการไข้ไม่นาน ได้เสด็จออกจากพระวิหาร ไปประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้วในร่มเงาพระวิหาร ทีนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเมื่อข้าพระองค์ได้เห็นพระสุขภาพของพระองค์แล้ว ได้เห็นพระองค์ทรงอดทนต่อทุกขเวทนาแล้ว ทำให้ร่างกายของข้าพระองค์อ่อนเปลี้ยประดุจคนเมา ข้าพระองค์รู้สึกมืดทุกด้าน แม้ธรรมก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์อีกแล้ว เพราะพระอาการไข้ของพระผู้มีพระภาค แต่ข้าพระองค์ก็ยังเบาใจอยู่หน่อยหนึ่งว่า ‘พระผู้มีพระภาคจะยังไม่ปรินิพพานตราบเท่าที่ยังไม่ได้ปรารภภิกษุสงฆ์แล้วตรัสพระพุทธพจน์อย่างใดอย่างหนึ่ง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ ภิกษุสงฆ์ยังจะหวังได้อะไรในเราอีกเล่าธรรมที่เราแสดงแล้วไม่มีในไม่มีนอก ในเรื่องธรรมทั้งหลาย ตถาคตไม่มีอาจริยมุฏฐิผู้ที่คิดว่า เราเท่านั้นจักเป็นผู้บริหารภิกษุสงฆ์ต่อไป หรือว่า ภิกษุสงฆ์จะต้องยึดเราเท่านั้นเป็นหลัก ผู้นั้นจะต้องปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่แต่ตถาคตไม่คิดว่า เราเท่านั้นจักเป็นผู้บริหารภิกษุสงฆ์ต่อไป หรือว่า ภิกษุสงฆ์จะต้องยึดเราเท่านั้นเป็นหลัก แล้วทำไมตถาคตจะต้องปรารภภิกษุสงฆ์กล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งอีกเล่า บัดนี้เราเป็นผู้ชรา แก่ เฒ่า ล่วงกาลมานาน ผ่านวัยมามากเรามีวัย ๘๐ ปี ร่างกายของตถาคตยังเป็นไปได้ก็เหมือนกับเกวียนเก่าที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ฉะนั้น ร่างกายของตถาคตยังสบายขึ้น ก็เพราะในเวลาที่ตถาคตเข้า@เชิงอรรถ : @ ไม่มีในไม่มีนอก หมายถึงไม่แบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งธรรมหรือแบ่งบุคคล (ผู้ฟัง) เช่น@ผู้ที่คิดว่า เราจะไม่แสดงธรรมประมาณเท่านี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทำธรรมให้มีใน แต่จะแสดงธรรม@ประมาณเท่านี้แก่บุคคลอื่น ชื่อว่าทำธรรมให้มีนอก ส่วนผู้ที่คิดว่า เราจะแสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทำ@บุคคลให้มีใน ไม่แสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่าทำบุคคลให้มีนอก (สํ.ม.อ. ๓/๓๗๕/๒๗๖, ที.ม.อ. ๑๖๕/๑๔๙)@ อาจริยมุฏฐิ แปลว่า กำมือของอาจารย์ อธิบายว่า มือที่กำไว้ ใช้เรียกอาการของอาจารย์ภายนอก@พุทธศาสนาที่หวงวิชาไม่ยอมบอกแก่ศิษย์ขณะที่ตนเองยังหนุ่ม แต่จะบอกแก่ศิษย์ที่ตนรัก ขณะที่ตนใกล้@จะตายเท่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคไม่ทรงถือตามคติเช่นนี้ (สํ.ม.อ. ๓/๓๗๕/๒๗๖, ที.ม.อ. ๑๖๕/๑๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๒๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค [๓. สติปัฏฐานสังยุต] ๑. อัมพปาลิวรรค ๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่ใส่ใจนิมิตทุกอย่าง และเพราะดับเวทนาบางอย่างได้เท่านั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลยมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด ภิกษุจะชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรม เป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ๒. พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ๓. พิจารณาเห็นจิตในจิต ... ๔. พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุจะชื่อว่ามีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็น เกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ อย่างนี้แล อานนท์ ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งในบัดนี้ก็ดี ในเวลาที่เราล่วงไปก็ดี จักมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึง ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง มีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่งไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่ ภิกษุเหล่านั้นจักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ใคร่ต่อการศึกษา”คิลานสูตรที่ ๙ จบ ๑๐. ภิกขุนูปัสสยสูตร ว่าด้วยการสนทนาธรรมในสำนักภิกษุณี
ครั้นในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสก ถือบาตรและ จีวรเข้าไปยังสำนักภิกษุณีแห่งหนึ่ง นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ลำดับนั้น ภิกษุณี @เชิงอรรถ : @ เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต หมายถึงวิปัสสนาสมาธิ (สํ.สฬา.อ. ๓/๓๔๐/๑๕๑)@ มีตนเป็นเกาะ หมายถึงทำตนให้พ้นจากห้วงน้ำคือโอฆะ ๔ เหมือนกับเกาะกลางมหาสมุทรที่น้ำท่วมไม่ถึง@ฉะนั้น (สํ.ม.อ. ๓/๓๗๕/๒๗๗, ที.ม.อ. ๑๖๕/๑๕๐, ที.ม.ฏีกา ๑๖๕/๑๘๐)@ ดูเทียบ ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๖๓-๑๖๕/๑๐๙-๑๑๑
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๙ หน้า : ๒๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาคิลานสูตรที่ ๙
พึงทราบวินิจฉัยในคิลานสูตรที่ ๙.
บทว่า เวลุวคามเก ความว่า มีปารคามอยู่แห่งหนึ่งมีชื่ออย่างนี้ ใกล้กรุงเวสาลี. ณ ปารคามนั้น.
ในบทว่า ยถามิตฺตํ เป็นต้น ได้แก่ มิตรทั้งหลาย.
บทว่า สนฺทิฏฐํ ความว่า เพื่อนแรกพบร่วมกันในที่นั้นๆ จัดเป็นมิตรที่ไม่มั่นคงนัก.
บทว่า สมฺภตฺตํ ความว่า เพื่อนคบกันดี มีความเยื่อใย จัดเป็นมิตรมั่นคง. อธิบายว่า พวกเธอทั้งหลายจงเข้าจำพรรษา ในที่มีภิกษุทั้งหลายเห็นปานนั้นอยู่เถิด.
ถามว่า ตรัสอย่างนี้ เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพื่อความอยู่ผาสุกของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
ได้ยินว่า ในเวฬุวคาม เสนาสนะไม่พอสำหรับภิกษุเหล่านั้น ทั้งภิกษาก็น้อย แต่โดยรอบกรุงเวสาลี มีเสนาสนะมาก ทั้งภิกษาก็หาได้ง่าย เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสอย่างนี้.
ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงปล่อยไปว่า เธอทั้งหลายจงไปตามสบายเถิด.
ตอบว่า เพื่ออนุเคราะห์ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น.
ได้ยินว่า พระองค์ได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า เราดำรงอยู่เพียงกึ่งเดือนจักปรินิพพาน. ถ้าภิกษุทั้งหลายจักไปไกลเรา เธอทั้งหลายจักไม่อาจเห็นเรา ในเวลาปรินิพพาน.
ครั้งนั้น พวกเธอพึงมีความเดือดร้อนว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานไม่ได้ประทานแม้เพียงสติแก่เราทั้งหลาย ถ้าเราทั้งหลายพึงรู้ ก็ไม่พึงอยู่ไกลอย่างนี้. แต่เมื่อเธอทั้งหลายอยู่รอบกรุงเวสาลี จักมาฟังธรรมเดือนละ ๘ ครั้ง จักได้โอวาทของสุคต ดังนี้ จึงไม่ทรงปล่อย.
บทว่า ขโร ได้แก่ กล้าแข็ง. บทว่า อาพาโธ ได้แก่ โรคที่เป็นวิสภาคะ.
บทว่า พาฬฺ หา แปลว่า มีกำลัง.
บทว่า มรณนฺติกา ได้แก่ สามารถจะให้ถึงตาย คือใกล้ตายได้.
บทว่า สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ ความว่า ทรงดำรงพระสติไว้ดี กำหนดด้วยญาณทรงอดกลั้น.
บทว่า อวิหญฺญมาโน ความว่า ไม่ทรงกระสับกระส่ายไปตามอำนาจเวทนา คือทรงอดกลั้นไว้ไม่ให้ถูกเวทนาเบียดเบียน และไม่ให้เกิดทุกข์.
บทว่า อนามนฺเตตฺวา คือ ไม่บอกภิกษุให้รู้ และไม่เผดียงภิกษุสงฆ์ให้รู้. ท่านอธิบายว่า ไม่ประทานโอวาทานุสาสนี.
บทว่า วิริเยน ได้แก่ ด้วยความเพียรเป็นบุรพภาค และด้วยความเพียรเป็นผลสมาบัติ.
บทว่า ปฏิปณาเมตฺวา คือ ข่มไว้.
ในบทว่า ชีวิตสงฺขารํ นี้ แม้ชีวิตจัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตอันบุคคลปรับปรุง คือต่อชีวิตที่กำลังขาด ดำรงอยู่ได้ด้วยธรรมคือผลสมาบัติใด แม้ธรรมคือผลสมาบัตินั้น ก็จัดเป็นชีวิตสังขาร. ชีวิตสังขารนั้น ทรงประสงค์ในที่นี้.
บทว่า อธิฏฺฐาย ความว่า เราพึงเข้าผลสมาบัติ อันสามารถอธิฏฐานเหตุให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ ดังนี้. นี้ความสังเขปในข้อนี้.
ถามว่า ก็ก่อนแต่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงเข้าผลสมาบัติหรือ.
ตอบว่า ทรงเข้า.
แต่สมาบัตินั้นเป็นขณิกสมาบัติ ก็ขณิกสมาบัติย่อมข่มเวทนาได้ ในภายในสมาบัติเท่านั้น พอออกจากสมาบัติแล้ว เวทนาย่อมครอบงำสรีระอีก เหมือนสาหร่ายขาดจากกัน เพราะไม้ขอนตกหรือเพราะหินตก แล้วก็ปกคลุมน้ำอีกฉะนั้น. สมาบัติที่เข้าด้วยอำนาจมหาวิปัสสนา ทำหมวด ๗ แห่งรูป และหมวด ๗ แห่งอรูป มิให้เป็นกอ มิให้เป็นชัฏใด สมาบัตินั้นย่อมข่มไว้ด้วยดี. เมื่อออกจากสมาบัตินั้นแล้วนาน เวทนาจึงจะเกิดขึ้นได้ เหมือนสาหร่ายที่ใช้ให้คนลงสู่สระโบกขรณีเอามือและเท้าแยกไม่ให้ประชิดกันด้วยดี นานจึงจะปกคลุมน้ำได้ ฉะนั้น.
ด้วยประการอย่างนี้ ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำหมวด ๗ แห่งรูปและหมวด ๗ แห่งอรูป มิให้เป็นกอ มิให้เป็นชัฏเหมือนแรกตั้งวิปัสสนาใหม่ๆ ณ มหาโพธิบัลลังก์ ไหลไปด้วยอาการ ๑๔ ทรงข่มเวทนาด้วยมหาวิปัสสนาทรงเข้าสมาบัติด้วยทรงดำริว่า ตลอด ๑๐ เดือน เวทนาอย่าเกิดขึ้นเลย ดังนี้. เวทนาอันสมาบัติข่มไว้ก็เกิดขึ้นไม่ได้ตลอด ๑๐ เดือน.
____________________________
ดูในวิสุทธิมรรคบาลีภาค ๓ ตอนมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
บทว่า คิลานา วุฏฺฐิโต ได้แก่ ประชวรแล้ว หายประชวรอีก.
บทว่า มธุรกชาโต วิย ความว่า เกิดความหนัก เกิดความกระด้าง เหมือนถูกคนเงื้อหลาวขึ้นให้สะดุ้ง.
บทว่า น ปกฺขายนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่ประกาศ คือย่อมไม่ปรากฏ เพราะเหตุต่างๆ.
บทว่า ธมฺมาปิ มํ นปฺปฏิภนฺติ ท่านแสดงว่า สติปัฏฐานธรรมย่อมไม่ปรากฏแก่ข้าพระองค์. ส่วนธรรมที่เป็นแบบอย่าง เป็นความคล่องแคล่วด้วยดีของพระเถระ.
บทว่า น อุทาหรติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่ประทานปัจฉิมโอวาท ท่านพระอานนท์กล่าวหมายถึงข้อนั้น.
บทว่า อนนฺตรํ อพาหิรํ ความว่า ก็ภิกษุเมื่อไม่ทำธรรมทั้งสองด้วยอำนาจธรรม หรือด้วยอำนาจบุคคล คิดว่า เราจักไม่แสดงธรรมประมาณเท่านี้ ชื่อว่ากระทำธรรมให้มีในภายใน.
เมื่อคิดว่าจักแสดงธรรมประมาณเท่านี้แก่คนอื่น ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายนอก. แต่เมื่อคิดว่าจักแสดงแก่บุคคลอื่น ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายใน. เมื่อคิดว่าจักไม่แสดงแก่บุคคลนี้ ชื่อว่ากระทำบุคคลให้มีในภายนอก. อธิบายว่า เราไม่ทำอย่างนี้แสดงธรรม.
บทว่า อาจริยมุฏฺฐิ ความว่า ชื่อว่ากำมืออาจารย์ย่อมมีสำหรับพวกคนภายนอก. ในเวลาหนุ่ม ท่านไม่กล่าวแก่ใคร. ในปัจฉิมกาล เมื่อนอนบนเตียงเป็นที่ตาย จึงกล่าวแก่อันเตวาสิกผู้เป็นที่รัก ที่ชอบใจ. ท่านแสดงว่า พระตถาคตไม่มีคำอะไรที่จะกำมือเก็บไว้อย่างนี้ว่า เราจักกล่าวคำนี้ ในเวลาแก่ ในเวลาครั้งสุดท้าย ดังนี้.
บทว่า อหํ ภิกฺขุสงฺฆํ ความว่า เราจักบริหารภิกษุสงฆ์หรือ.
บทว่า มมุทฺเทสิโก ความว่า หรือว่า เราชื่อว่า มมุทเทสิกะ เพราะวิเคราะห์ว่ามีความเชิดชู ด้วยอรรถว่าอันภิกษุสงฆ์พึงเชิดชู ขอภิกษุสงฆ์จงหวังเรา เฉพาะเราเท่านั้น จะเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็ตาม อย่าล่วงเราไป. อธิบายว่า ก็หรือว่าแก่คนใดคนหนึ่ง.
บทว่า น เอวํ โหติ ความว่า ตถาคตย่อมไม่มีอย่างนี้ เพราะอิสสาและมัจฉริยะทั้งหลาย หมดสิ้นแล้ว ณ โพธิบัลลังก์นั่นแล.
บทว่า ส กึ แปลว่า นั้นอะไร.
บทว่า อสีติโก ความว่า วัย ๘๐ ปี. คำนี้ ตรัสเพื่อทรงแสดงถึงวัยที่ผ่านมาตามลำดับถึงปัจฉิมวัย.
บทว่า เวฬุมิสฺสเกน ความว่า เพราะซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่อันปรับปรุงด้วยเครื่องผูกที่ทูบ และที่ล้อเป็นต้น.
บทว่า มญฺเญ ยาเปติ ท่านแสดงว่า การก้าวไปด้วยอิริยาบถ ๔ ย่อมมีแก่ตถาคต เพราะผูกด้วยพระอรหัตผล เหมือนเกวียนเก่ายังเป็นไปได้ เพราะซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ ฉะนั้น.
บัดนี้ เมื่อพระองค์ทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ยสฺมึ อานนฺท สมเย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพนิมิตฺตานํ ได้แก่ รูปนิมิตเป็นต้น.
บทว่า เอกจฺจานํ เวทนานํ ได้แก่ โลกิยเวทนา.
บทว่า ตสฺมาติหานนฺท ท่านแสดงว่า เพราะความผาสุกย่อมมีได้ ด้วยผลสมาบัติวิหารนี้. ฉะนั้น แม้เธอทั้งหลายจงอยู่อย่างนี้ เพื่อประโยชน์แก่ความอยู่ผาสุกนั้นเถิด.
บทว่า อตฺตทีปา ความว่า เธอทั้งหลายจงทำตนให้เป็นเกาะคือเป็นที่พึ่งอยู่เถิด เหมือนคนอยู่ในมหาสมุทร ทำเกาะอาศัยอยู่ฉะนั้น.
บทว่า อตฺตสรณา ความว่า เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นคติ อย่ามีคนอื่นเป็นคติเลย. แม้ในบทมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง ก็นัยนี้นั่นแล. ก็โลกุตรธรรม ๙ อย่าง พึงทราบว่า ธรรมในบทนี้.
บทว่า ตมตคฺเคเม เต ตัดบทเป็น ตมอคฺเค ต อักษร ในท่ามกลางท่านกล่าวด้วยสามารถการเชื่อมบท. มีอธิบายว่า ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่าตมตัคคา เพราะอรรถว่ามีความมืดเป็นเลิศ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอด คือพระอรหัตว่า
ดูก่อนอานนท์ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นของเราตัดกระแสแห่งความมืดได้ทั้งหมดอย่างนี้แล้ว จักเป็นผู้เลิศคือส่วนสูงสุด เกินเปรียบคือจักเป็นผู้เลิศกว่าพวกภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา และภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมีสติปัฏฐาน ๔ เป็นอารมณ์ จักเป็นผู้เลิศ ดังนี้.
จบอรรถกถาคิลานสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------