๓. ปริหานสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๔๐ปริหานธมฺมญฺจ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ อปริหานธมฺมญฺจ ฉ จ อภิภายตนานิ ตํ สุณาถ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ปริหานธมฺโม โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา ตญฺเจ ภิกฺขุ อธิวาเสติ นปฺปชหติ น วิโนเทติ น พฺยนฺตีกโรติ น อนภาวํ คเมติ ฯ เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ปริหายามิ กุสเลหิ ธมฺเมหิ ปริหานํ เหตํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯเปฯ {๑๔๐.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา ตญฺเจ ภิกฺขุ อธิวาเสติ นปฺปชหติ น วิโนเทติ น พฺยนฺตีกโรติ น อนภาวํ คเมติ ฯ เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา ปริหายามิ กุสเลหิ ธมฺเมหิ ฯเปฯ ปริหานํ เหตํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ปริหานธมฺโม โหติ ฯ
๑๔๑กถญฺจ ภิกฺขเว อปริหานธมฺโม โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา ตญฺเจ ภิกฺขุ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ ฯ เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา น ปริหายามิ กุสเลหิ ธมฺเมหิ อปริหานํ เหตํ วุตํ ภควตาติ ฯเปฯ {๑๔๑.๑} ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา ตญฺเจ ภิกฺขุ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวํ คเมติ ฯ เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา น ปริหายามิ กุสเลหิ ธมฺเมหิ อปริหานํ เหตํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว อปริหานธมฺโม โหติ ฯ
๑๔๒กตมานิ จ ภิกฺขเว ฉ อภิภายตนานิ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา อภิภูตเมตํ อายตนํ อภิภายตนํ เหตํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯเปฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น อุปฺปชฺชนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สรสงฺกปฺปา สญฺโญชนิยา เวทิตพฺพเมตํ ภิกฺขเว ภิกฺขุนา อภิภูตเมตํ อายตนํ อภิภายตนํ เหตํ วุตฺตํ ภควตาติ ฯ อิมานิ วุจฺจนฺติ ภิกฺขเว ฉ อภิภายตนานีติ ฯ ตติยํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๓. ปริหานธัมมสูตร ๓. ปริหานธัมมสูตร ว่าด้วยปริหานธรรม
“ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปริหานธรรม อปริหานธรรม และ อภิภายตนะ ๖ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง ปริหานธรรม เป็นอย่างไร คือ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปทางตา ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอาศัยอยู่ ไม่ละไม่บรรเทา ไม่ทำให้หมดสิ้นไป ไม่ให้ถึงความไม่มีอีก ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า ‘เรากำลังเสื่อมจากกุศลธรรม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม’ ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจ ถ้าภิกษุให้กิเลสนั้นอาศัยอยู่ไม่ละ ไม่บรรเทา ไม่ทำให้หมดสิ้นไป ไม่ให้ถึงความไม่มีอีก ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า ‘เรากำลังเสื่อมจากกุศลธรรม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความเสื่อม’ปริหานธรรมเป็นอย่างนี้แล อปริหานธรรม เป็นอย่างไร คือ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปทางตา ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้นอาศัยอยู่ ละบรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีก ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า ‘เราไม่เสื่อมจากกุศลธรรม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม’ ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจ ถ้าภิกษุไม่ให้กิเลสนั้น อาศัยอยู่ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มีอีก ข้อนั้นภิกษุ พึงทราบว่า ‘เราไม่เสื่อมจากกุศลธรรม นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นความไม่เสื่อม’ อปริหานธรรมเป็นอย่างนี้แล @เชิงอรรถ : @ ปริหานธรรม หมายถึงธรรมที่มีความเสื่อมไปเป็นสภาพ (สํ.สฬา.อ. ๓/๙๖/๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๑๐๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๕. ฉฬวรรค ๔. ปมาทวิหารีสูตร อภิภายตนะ ๖ ประการ เป็นอย่างไร คือ ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะเห็นรูปทางตา ภิกษุทั้งหลาย ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า‘อายตนะนี้เราครอบงำได้แล้ว นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ’ ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นบาปอกุศล มีความดำริซ่านไป เกื้อกูลแก่สังโยชน์ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ภิกษุ เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจ ข้อนั้นภิกษุพึงทราบว่า‘อายตนะนี้เราครอบงำได้แล้ว นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นอภิภายตนะ’ ภิกษุทั้งหลาย อายตนะเหล่านี้ เราเรียกว่า อภิภายตนะ ๖ ประการ” ปริหานธัมมสูตรที่ ๓ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปริหานธรรมสูตรที่ ๓
ในปริหานธรรมสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า ปริหานธมฺมํ ได้แก่ มีความเสื่อมไปเป็นสภาพ.
บทว่า อภิภายตนานิ ได้แก่ อายตนะอันอบรมยิ่งแล้ว.
ในบทว่า สรสงฺกปฺปา นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
ชื่อว่าสรา เพราะซ่านไป. อธิบายว่า แล่นไป. ความดำริเหล่านั้นด้วย ซ่านไปด้วย ชื่อสรสังกัปปา.
บทว่า สญฺโญชนิยา ได้แก่ อกุศลธรรมอันเป็นเครื่องผูก คือเป็นปัจจัยแก่การผูกสัตว์ไว้ในภพ.
บทว่า ตญฺเจ ภิกฺขุ ได้แก่ ข้อนั้น คือกิเลสชาตที่เกิดขึ้นอย่างนี้ หรือได้แก่อารมณ์นั้น.
บทว่า อธิวาเสสิ ได้แก่ ยกอารมณ์มาให้อยู่ในจิต.
บทว่า นปฺปชหติ ได้แก่ ย่อมไม่ละด้วยการละฉันทราคะ พึงประกอบกับบททั้งปวงอย่างนี้.
บทว่า อภิภายตนํ นเหตํ วุตฺตํ ภควตา นี้ตรัสว่า อภิภายตนะนี้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอบรมยิ่งแล้ว.
ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงถามจำแนกธรรม จึงทรงแสดงถึงธรรมโดยปุคคลาธิษฐาน.
จบอรรถกถาปริหานธรรมสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------