๒. สังโยชนสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สังโยชนสูตรที่ ๑
กถํ นุ โข ภนฺเต ชานโต กถํ ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ จกฺขุํ โข ภิกฺขเว อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ รูเป อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ จกฺขุสมฺผสฺสํ อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ ฯเปฯ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต สญฺโญชนา ปหียนฺตีติ ฯ ทุติยํ ฯ
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่ อย่างไร จึงจะละสังโยชน์ได้ ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งจักษุ โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ซึ่งรูป ... จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ ฯลฯ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย โดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะละสังโยชน์ได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล จึงจะละสังโยชน์ได้ ฯ จบสูตรที่ ๒
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๑. อวิชชาวรรค ๓. สัญโญชนสมุคฆาตสูตร ๒. สัญโญชนปหานสูตร ว่าด้วยการละสังโยชน์
ภิกษุทั้งหลายได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญบุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างไรจึงจะละสังโยชน์ ได้” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เห็นจักขุโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ เมื่อรู้เห็นรูปโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ เมื่อรู้เห็นจักขุวิญญาณโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ เมื่อรู้เห็นจักขุสัมผัสโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ เมื่อรู้เห็นแม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ เมื่อรู้เห็นโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโน ... ธรรมารมณ์ ... มโนวิญญาณ ... มโนสัมผัส ... แม้ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุขหรือทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความไม่เที่ยงจึงจะละสังโยชน์ได้ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างนี้แลจึงจะละสังโยชน์ได้” สัญโญชนปหานสูตรที่ ๒ จบ ๓. สัญโญชนสมุคฆาตสูตร ว่าด้วยการถอนสังโยชน์
ภิกษุทั้งหลายได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลเมื่อรู้เห็นอย่างไรจึงจะถอนสังโยชน์ได้” @เชิงอรรถ : @ สังโยชน์ คือกิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์ไว้กับทุกข์ มี ๑๐ อย่าง คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวของตน@(๒) วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นศีลพรต (๔) กามราคะ ความ@ติดใจในกาม (๕) ปฏิฆะ ความกระทบกระทั่งในใจ (๖) รูปราคะ ความติดใจในรูปธรรม (๗) อรูปราคะ@ความติดใจในอรูปธรรม (๘) มานะ ความถือตัว (๙) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๑๐) อวิชชา ความไม่รู้จริง@(สํ.สฬา.อ. ๓/๕๓-๖๒/๑๔, สํ.ม. ๑๙/๑๘๐-๑๘๑/๕๖-๕๗, องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๑๓/๒๑,@อภิ.วิ. (แปล) ๓๕/๙๔๐/๕๙๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๔๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยปัณณาสก์ อรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑
ในอวิชชาวรรคที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ ความไม่รู้ในสัจจะ ๔.
บทว่า วิชฺชา ได้แก่ รู้แจ้งอรหัตตมรรค.
บทว่า อนิจฺจโต ชานโต ปสฺสโต ความว่า เมื่อรู้ เมื่อเห็น ว่าเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ชื่อว่าย่อมละได้เหมือนกัน. ก็คำนี้ตรัสไว้โดยอัธยาศัยของบุคคลผู้ตรัสรู้ ในเมื่อตรัสโดยเป็นของไม่เที่ยง.
ในบททั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน.
แต่ในที่นี้ บทว่า สญฺโญชนา ได้แก่ สัญโญชน์ ๑๐.
บทว่า อาสวา ได้แก่ อาสวะ ๔. บทว่า อนุสยา ได้แก่ อนุสัย ๗.
บทว่า สพฺพูปาทานปริญฺญา ได้แก่ เพื่อรู้ชัดอุปาทานหมดทั้ง ๔ ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า ปริยาทานาย ได้แก่ เพื่อความเกษม.
บทที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอวิชชาวรรคที่ ๑ -----------------------------------------------------
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค สฬายตนสังยุตต์ อนิจจวรรคที่ ๕