๘. เคลัญญสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๓๘๒เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถ โข ภควา สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยน คิลานสาลา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ สโต ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺปชาโน กาลํ อาคเมยฺย อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี ฯ
๓๘๓กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สโต โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ เวทนาสุ ฯเปฯ จิตฺเต ฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สโต โหติ ฯ
๓๘๔กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺปชาโน โหติ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี โหติ ฯเปฯ ภาสิเต ตุณฺหีภาเว สมฺปชานการี โหติ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺปชาโน โหติ ฯ สโต ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมฺปชาโน กาลํ อาคเมยฺย อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนี ฯ
๓๘๕ตสฺส เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน เอวํ สตสฺส สมฺปชานสฺส อปฺปมตฺตสฺส อาตาปิโน ปหิตตฺตสฺส วิหรโต อุปฺปชฺชติ สุขา เวทนา โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนา โข มฺยายํ สุขา เวทนา สา จ โข ปฏิจฺจ โน อปฺปฏิจฺจ กึ ปฏิจฺจ อิมเมว ผสฺสํ ปฏิจฺจ อยํ โข ปน ผสฺโส อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน อนิจฺจํ โข ปน สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ผสฺสํ ปฏิจฺจ อุปฺปนฺนา สุขา เวทนา กุโต นิจฺจา ภวิสฺสตีติ ฯ โส ผสฺเส จ สุขาย จ เวทนาย อนิจฺจานุปสฺสี วิหรติ วยานุปสฺสี วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี วิหรติ ฯ ตสฺส ผสฺเส จ สุขาย จ เวทนาย อนิจฺจานุปสฺสิโน วิหรโต วยานุปสฺสิโน วิราคานุปสฺสิโน นิโรธานุปสฺสิโน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสิโน วิหรโต โย ผสฺเส จ สุขาย จ เวทนาย ราคานุสโย โส ปหิยฺยติ ฯ
๓๘๖ตสฺส เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน เอวํ สตสฺส ฯเปฯ วิหรโต อุปฺปชฺชติ ทุกฺขา เวทนา ฯเปฯ อุปฺปชฺชติ อทุกฺขมสุขา เวทนา โส เอวํ ปชานาติ อุปฺปนฺนา โข มฺยายํ อทุกฺขมสุขา เวทนา สา จ โข ปฏิจฺจ โน อปฺปฏิจฺจ กึ ปฏิจฺจ อิมเมว ผสฺสํ ปฏิจฺจ อยํ โข ปน ผสฺโส อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ฯเปฯ (ยถา ปุริมสุตฺเต วิตฺถาโร ตถา วิตฺถาเรตพฺโพ) กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาติ ฯ
๓๘๗เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เตลญฺจ วฏฺฏิญฺจ ปฏิจฺจ เตลปฺปทีโป ฌาเยยฺย ตสฺเสว เตลสฺส จ วฏฺฏิยา จ ปริยาทานา อนาหาโร นิพฺพาเยยฺย ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน กายปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยมาโน ชีวิตปริยนฺติกํ เวทนํ เวทยามีติ ปชานาติ ฯ กายสฺส เภทา อุทฺธํ ชีวิตปริยาทานา อิเธว สพฺพเวทยิตานิ อนภินนฺทิตานิ สีติภวิสฺสนฺตีติ ปชานาตีติ ฯ อฏฺฐมํ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๒. เวทนาสังยุต] ๑. สคาถวรรค ๘. ทุติยเคลัญญสูตร ๘. ทุติยเคลัญญสูตร ว่าด้วยความเจ็บป่วย สูตรที่ ๒
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน เขตกรุงเวสาลี ครั้นในเวลาเย็นพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากที่หลีกเร้น เข้าไปยังศาลาคนไข้แล้ว ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา นี้เป็นคำพร่ำสอน สำหรับเธอทั้งหลายของเรา ลักษณะของผู้มีสติสัมปชัญญะ ภิกษุผู้มีสติ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะมีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ... ในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในจิต ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกได้ ภิกษุผู้มีสติเป็นอย่างนี้แล ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะ เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ทำความรู้สึกตัว ในการก้าวไป การถอยกลับ ฯลฯ การพูด การนิ่ง ภิกษุผู้มีสัมปชัญญะเป็นอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลา นี้เป็นคำพร่ำสอนสำหรับ เธอทั้งหลายของเรา ผู้มีสติสัมปชัญญะย่อมรู้เวทนาชัด ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติสัมปชัญญะ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่อย่างนี้ สุขเวทนาเกิดขึ้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๘๐}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๒. เวทนาสังยุต] ๑. สคาถวรรค ๘. ทุติยเคลัญญสูตร เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘สุขเวทนานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เพราะอาศัยกัน สุขเวทนานั้นจึงเกิดขึ้น เพราะไม่อาศัยกัน จึงไม่เกิดขึ้น เพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยผัสสะนี้เอง แต่ผัสสะนี้ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้นสุขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะที่ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ที่ไหนจักเที่ยงเล่า’ เธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง ความเสื่อม ความคลายกำหนัด ความดับและความสละคืนในผัสสะและในสุขเวทนาอยู่ เมื่อเธอพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงความเสื่อม ความคลายกำหนัด ความดับ และความสละคืนในผัสสะและในสุขเวทนาอยู่อย่างนี้ ย่อมละราคานุสัยในผัสสะและในสุขเวทนาได้ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นมีสติ ฯลฯ อยู่อย่างนี้ ทุกขเวทนาเกิดขึ้น ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนาเกิดขึ้น เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ‘อทุกขมสุขเวทนานี้เกิดขึ้นแล้วแก่เราเพราะอาศัยกัน อทุกขมสุขเวทนานั้นจึงเกิดขึ้น เพราะไม่อาศัยกัน จึงไม่เกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร เพราะอาศัยผัสสะนี้เอง แต่ผัสสะนี้ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ฯลฯ (ควรขยายความให้พิสดารเหมือนสูตรแรก) หลังจากตายไป ก็รู้ชัดว่า ‘เวทนาทั้งปวงไม่น่าเพลิดเพลิน จักเย็นในโลกนี้ทีเดียว’เปรียบเวทนากับตะเกียง ภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยน้ำมันและไส้ ตะเกียงน้ำมันจึงติดอยู่ได้ เพราะสิ้นน้ำมันและไส้ ตะเกียงน้ำมันนั้นก็หมดเชื้อดับไปแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันเมื่อเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนามีกายเป็นที่สุด’ เมื่อเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด ก็รู้ชัดว่า ‘เราเสวยเวทนามีชีวิตเป็นที่สุด’ หลังจากตายไปก็รู้ชัดว่า ‘เวทนาทั้งปวงไม่น่าเพลิดเพลิน จักเย็นในโลกนี้ทีเดียว ทุติยเคลัญญสูตรที่ ๘ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๘๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยเคลัญญสูตรที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในทุติยเคลัญญสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้.
เมื่อพระองค์ตรัสว่า อิมเมว ผสฺสํ ปฏิจฺจ ดังนี้ พระองค์ตรัสโดยอัธยาศัยสำหรับผู้รู้ทั้งหลาย. แต่ว่าโดยความหมายนั้นไม่มีเหตุอันต่างๆ กัน. ที่แท้ กายเท่านั้น ตรัสว่า ผัสสะ ในที่นี้.
จบอรรถกถาทุติยเคลัญญสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------