๒. สมุทรสูตร ที่ ๒
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๘๗สมุทฺโท สมุทฺโทติ ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ภาสติ ฯ เนโส ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย สมุทฺโท ฯ มหา เอโส ภิกฺขเว อุทกราสิ มหา อุทกณฺณโว ฯ สนฺติ ภิกฺขเว จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย สมุทฺโท เอตฺถายํ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา เยภุยฺเยน สมุทฺทา กนฺตา กุลกชาตา กุลคุณฺฑิกชาตา มุญฺชปพฺพชภูตา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตนฺติ ฯเปฯ {๒๘๗.๑} สนฺติ ภิกฺขเว ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯเปฯ สนฺติ ภิกฺขเว มโนวิญฺเญยฺยา ธมฺมา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อริยสฺส วินเย สมุทฺโท เอตฺถายํ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา เยภุยฺเยน สมุทฺทา กนฺตา กุลกชาตา กุลคุณฺฑิกชาตา มุญฺชปพฺพชภูตา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตนฺตีติ ฯ
๒๘๘ยสฺส ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา โส อิมํ สมุทฺทํ สคาหํ สรกฺขสํ สอุมฺมิภยํ สุทุตฺตรํ อจฺจตริ ฯ สงฺคาติโต มจฺจุชโห นิรูปธิ ปหาสิ ทุกฺขํ อปุนพฺภวาย อตฺถงฺคโต โส น ปมานเมติ อโมหยี มจฺจุราชนฺติ พฺรูมีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ทุติยสมุททสูตร ว่าด้วยสมุทร สูตรที่ ๒
“ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมกล่าวว่า ‘สมุทร สมุทร’ นั่นไม่ใช่สมุทรในอริยวินัย นั่นเป็นแอ่งน้ำใหญ่ เป็นห้วงน้ำใหญ่ ภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งทางตาที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รักชักให้ใคร่ พาใจให้กำหนัดมีอยู่ นี้เรียกว่า ‘สมุทรในอริยวินัย’ โลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ในสมุทรนี้โดยมากเป็นผู้เศร้าหมอง ยุ่งเหยิงประดุจด้ายของช่างหูก เป็นปมประหนึ่งกระจุกด้ายเป็นประดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย ย่อมไม่พ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาตและสงสารไปได้ ฯลฯ รสที่พึงรู้แจ้งทางลิ้น...มีอยู่ ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ โลก ในที่นี้ได้แก่ สังขารโลก โลกคือสังขาร หรือสภาวธรรมที่มีการปรุงแต่งตามเหตุปัจจัย@(สํ.สฬา.อ. ๓/๒๒๘/๕๘) @ อบาย ทุคติ วินิบาต ทั้ง ๓ คำนี้เป็นไวพจน์ของนรก แต่มีลักษณะต่างกันคือ อบาย หมายถึงสถานที่@ที่ปราศจากความเจริญงอกงามหรือความสุข ทุคติ หมายถึงสถานที่ที่มีแต่ความทุกข์ วินิบาต หมายถึง@สถานที่ที่สัตว์ผู้ทำความชั่วจะต้องตกไป (องฺ.เอกก.อ. ๑/๔๓/๕๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๘ หน้า : ๒๑๘}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค [๑. สฬายตนสังยุต] ๔. จตุตถปัณณาสก์ ๓. สมุททวรรค ๓. พาฬิสิโกปมสูตร ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งทางใจที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ชวนให้รัก ชักให้ใคร่พาใจให้กำหนัดมีอยู่ นี้เรียกว่า ‘สมุทรในอริยวินัย’ โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลกพรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ในสมุทรนี้โดยมากเป็นผู้เศร้าหมอง ยุ่งเหยิงประดุจด้ายของช่างหูก เป็นปมประหนึ่งกระจุกด้ายเป็นประดุจหญ้าปล้องและหญ้ามุงกระต่าย ย่อมไม่พ้นจากอบาย ทุคติ วินิบาตและสงสารไปได้ “บุคคลใดคลายราคะ โทสะ และอวิชชาได้แล้ว บุคคลนั้นชื่อว่าข้ามสมุทรนี้ซึ่งมีทั้งคลื่น สัตว์ร้าย (และ) ผีเสื้อน้ำที่น่ากลัวข้ามได้ยากได้แล้ว เรากล่าวว่า ‘บุคคลนั้นล่วงพ้นเครื่องข้อง ละมัจจุ ไม่มีอุปธิ ละทุกข์เพื่อไม่เกิดอีกต่อไป ถึงความดับ ไม่ถึงการนับ ลวงมัจจุราชให้หลงได้” ทุติยสมุททสูตรที่ ๒ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาทุติยสมุททสูตรที่ ๒
ในทุติยสมุททสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สมุทฺโท ความว่า ชื่อว่าสมุททะ เพราะอรรถว่าตั้งขึ้น. ท่านอธิบายไว้ว่า เพราะอรรถว่าเปียกชุ่ม.
บทว่า เยภุยฺเยน ความว่า เว้นพระอริยสาวกทั้งหลาย.
บทว่า สมุทฺทา ความว่า เปียก ชุ่ม จมน้ำ.
คำว่า กนฺตา กุลกชาตา เป็นต้น กล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลังนั่นแล.
บทว่า มจฺจุชโห ได้แก่ ละมัจจุทั้ง ๓ แล้วอยู่.
บทว่า นิรูปธิ ได้แก่ ไม่มีอุปธิด้วยอุปธิทั้ง ๓.
บทว่า อปุนพฺภวาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่พระนิพพาน.
บทว่า อโมหยี มจฺจุราชํ ความว่า ไปทางข้างหลังพระยามัจจุราช โดยอาการที่พระยามัจจุราชไม่รู้คติของเขา.
จบอรรถกถาทุติยสมุททสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------