ประมวลรัษฎากร
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)
ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 6f35e9dd… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า
ฉบับนี้คืออะไร
ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด
สารบัญของฉบับนี้
- ลักษณะ ๑ ข้อความเบื้องต้นมาตรา ๑–๔ ทศ · 22 มาตรา
- ลักษณะ ๒ ภาษีอากรฝ่ายสรรพากรมาตรา ๕–๙๑/๒๑ · 257 มาตรา
- หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๕–๑๓ อัฏฐ · 21 มาตรา
- หมวด ๒ วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมินมาตรา ๑๔–๓๗ ทวิ · 31 มาตรา
- ส่วน ๑ การยื่นรายการและการเสียภาษีอากรมาตรา ๑๗–๒๗ จัตวา · 16 มาตรา
- ส่วน ๒ การอุทธรณ์มาตรา ๒๘–๓๔ · 7 มาตรา
- ส่วน ๓ บทกำหนดโทษมาตรา ๓๕–๓๗ ทวิ · 5 มาตรา
- หมวด ๓ ภาษีเงินได้มาตรา ๓๘–๗๖ ตรี · 68 มาตรา
- ส่วน ๑ ข้อความทั่วไปมาตรา ๓๘–๓๙ · 2 มาตรา
- ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดามาตรา ๔๐–๖๔ · 42 มาตรา
- ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล๒๐๓มาตรา ๖๕–๗๖ ตรี · 24 มาตรา
- หมวด ๔ ภาษีมูลค่าเพิ่ม๒๕๔มาตรา ๗๗–๙๐/๕ · 115 มาตรา
- ส่วน ๑ ข้อความทั่วไปมาตรา ๗๗–๗๗/๕ · 6 มาตรา
- ส่วน ๒ ความรับผิดในการเสียภาษีมาตรา ๗๘–๗๘/๓ · 4 มาตรา
- ส่วน ๓ ฐานภาษีมาตรา ๗๙–๗๙/๗ · 8 มาตรา
- ส่วน ๔ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๐–๘๐/๒ · 3 มาตรา
- ส่วน ๕ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๑–๘๑/๓ · 4 มาตรา
- ส่วน ๖ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและการคำนวณภาษีมาตรา ๘๒–๘๒/๑๘ · 19 มาตรา
- ส่วน ๗ การยื่ แบบและการชำระภาษีมาตรา ๘๓–๘๓/๑๐ · 11 มาตรา
- ส่วน ๘ เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๔–๘๔/๔ · 5 มาตรา
- ส่วน ๙ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๕–๘๕/๑๙ · 20 มาตรา
- ส่วน ๑๐ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้มาตรา ๘๖–๘๖/๑๔ · 15 มาตรา
- ส่วน ๑๑ การจัดทำรายงานและการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสารมาตรา ๘๗–๘๗/๓ · 4 มาตรา
- ส่วน ๑๒ อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมาตรา ๘๘–๘๘/๖ · 7 มาตรา
- ส่วน ๑๓ เบี้ยปรับ - เงินเพิ่มมาตรา ๘๙–๘๙/๒ · 3 มาตรา
- ส่วน ๑๔ บทกำหนดโทษมาตรา ๙๐–๙๐/๕ · 6 มาตรา
- หมวด ๕ ภาษีธุรกิจเฉพาะ๓๗๙มาตรา ๙๑–๙๑/๒๑ · 22 มาตรา
- ลักษณะ ๒ ภาษีป้าย๔๐๘มาตรา ๑๐๓–๑๒๙ · 33 มาตรา
- หมวด ๖ อากรแสตมป์มาตรา ๑๐๓–๑๒๙ · 33 มาตรา
- ส่วน ๑ การเสียอากรมาตรา ๑๐๔–๑๑๒ · 12 มาตรา
- ส่วน ๒ เบ็ดเตล็ดมาตรา ๑๑๓–๑๒๓ ตรี · 13 มาตรา
- ส่วน ๓ บทลงโทษมาตรา ๑๒๔–๑๒๙ · 7 มาตรา
- หมวด ๗ อากรมหรสพ๔๖๙0 มาตรา
- ลักษณะ ๓ ภาษีบำรุงท้องที่๔๗๐0 มาตรา
- ลักษณะ ๔ เงินช่วยการประถมศึกษา๔๗๑0 มาตรา
- ลักษณะ ๔ ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์๔๗๒0 มาตรา
- ลักษณะ ๕ ภาษีการซื้อข้าว๔๗๓0 มาตรา
- ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อน้ำตาล๔๗๔0 มาตรา
- ลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร๔๗๕0 มาตรา
มาตราในหมวดนี้
ดูเป็นรายการหมวด ๓ ภาษีเงินได้
ส่วน ๑ ข้อความทั่วไป
2 มาตรา- ๓๘
ภาษีเงินได้น้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิ และให้เจ้าพนักงาน ประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้
- ๓๙
ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “เงินได้พึงประเมิน”๗๙ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณ ได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆตามมาตรา ๔๐และเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ทวิ ด้วย “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน”หมายความว่า บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลัษณะดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติ บุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคล หนึ่ง
(๒) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็หุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกิน กว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้า สิบของทุนทั้งหมด
(๓) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ของทุนทั้งหมด หรือ
(๔) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติ บุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง “ปีภาษี”หมายความว่ ปีประดิทิน “บริษัทจดทะเบียน”๘๐ หมายความว่าบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “บริษัทจัดการกิจการลงทุ ”๘๑ หมายความว่าบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความ ปลอดภัยหรือผาสุ แห่งสาธารณชน “กองทุนรวม”๘๒ หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่งจัดตั้งและ ดำเนินการโดยบริษัทจัดการกิจการลงทุนตามโครงการในการประกอบกิจการจัดการลงทุนตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน “บริษัทเงินทุน”๘๓ หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”๘๔ หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่ งประเทศและให้หมายความรวมถึง
(๑) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การ ของรัฐบาลต่างประเทศหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
(๒) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติ บุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น (๓)๘๕ มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๔๗(๗)
(ข) (๔)๘๖ นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจา นุเบกษา “คณะบุ คลที่มิใช่นิติบุคคล”๘๗ หมายความว่ บุ คลตั้งแต่สองคนขึ้ นไปตกลง กระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ พฤศจิกายนพุทธศักราช ๒๕๒๐ มาตรา ๓๙นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
(๓) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓๙นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”
(๔) เพิ่มโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๒๙ “ขาย”๘๘ หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่แต่ไม่ วมถึ
(๑) ขายแลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และ ราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
(๒) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์ “ราคาขาย”๘๙ หมายความรวมถึง ราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดตามมาตรา ๔๙ทวิ “สิทธิครอบครอง”๙๐ หมายความถึง สิทธิครอบครองในการถือครอง อสังหาริมทรัพย์
ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา
42 มาตรา- ๔๐
เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงิน ค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด๙๒ (๑)๙๓เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญเงินค่าเช่าบ้ เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้ อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆบรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้ งแรงงาน (๒)๙๔ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะ เป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จโบนัส เงินค่า เช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงิน ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆบรรดาที่ได้ เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรือ งานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (๓)๙๕ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่ ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะ เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล
(๔) เงินได้ที่เป็น (ก)๙๖ ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณที่ จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตาม กฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิใน หนี้ที่บริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่า ราคาไถ่ถอนรวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม
(ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้ง ขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมเงินปันผลหรือเงินส่วน แบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว๙๗ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วย กฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงิ ได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอด ปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและ มารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่ เงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็เงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้ อำนาจปกครองหรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน๙๘ ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุิติภาวะซึ่งเป็นผู้มี เงินได้ด้วยโดยอนุโลม๙๙
(ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคล
(ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่า กำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๒๓
(จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือ เงินที่กันไว้รวมกัน
(ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือ รับช่วงกัน หรือเลิ กัซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกิ กว่าเงินทุน (ช)๑๐๐ ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (๕)๑๐๑ เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก
(ก) การให้เช่าทรัพย์สิน
(ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน
(ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดย ไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว ในกรณี(ก) ถ้าเจ้ พนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงิ ได้แสดงเงินได้ ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของ ผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ลักษณะ ๒มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณี(ข) และ(ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญา จนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญานั้น
(๖) เงิ ได้จากวิชาชีพอิ ระ คือวิชากฎหมายการประกอบโรคศิลปวิศวกรรม สถาปัตยกรรมการบัญชี ประณีตศิลปกรรมหรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนด ชนิดไว้
(๗) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนาคัญนอกจากเครื่องมือ
(๘) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตรการอุตสาหกรรมการขนส่ง หรือ การอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง
(๗) แล้ว เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ ประเภทใดไม่ว่าทอดใด หรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงิน ได้ที่ออกแทนให้นั้น๑๐๒ ที่ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒
- ๔๐ ทวิ
ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของานักงานใหญ่ สาขาตัวการตัวแทนนายจ้าง หรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้ ไปนั้นเป็นการขาย ในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ ส่งไปนั้น ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(๑) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(๒) เป็นของผ่านแดน
(๓) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่ง ปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งใน ราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้ ออกไปนอกราชอาณาจั
- ๔๑
ผู้ เงิ ได้พึ ประเมิ ตามมาตรา ๔๐ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่าย ในหรือนอกประเทศ ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้อง เสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้ หมดถึงหนึ่งร้อย แปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย
- ๔๑ ทวิ
ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์โดยไม่มค่าตอบแทนให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติใน ส่วนนี้
- ๔๒
เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้
(๑) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรือผู้รับ ทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้ ๒๕๐๒ ๒๕๒๕ จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น
(๒) ค่ พาหนะและเบี้ ยเลี้ ยงเดิ ทางตามอัตราที่ รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราช กฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (๓)๑๐๗ เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมด โดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการ จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิมและใน การเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง
(๔) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติ ภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียมเงินค่า นายหน้า หรือเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงินเต็ม จำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงิ บำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียมเงินค่า นายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช๒๔๗๕นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้
(๕) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้อง เสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ
(๖) เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์หรือแสตมป์ไปรษณียากร ของรัฐบาล
(๗) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการหรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือ สถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้ (๘)๑๐๘ ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้
(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะ ประเภทฝากเผื่อเรีย
(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์
(ค) ดอกเบี้ยเงิ ฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ ยคืนเมื่อทวงถาม ประเภทออมทรัพย์เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่ง หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (๙)๑๐๙ การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่ง ในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือ ยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปหรือแพ (๑๐)เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับ มรดกหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ (๑๑)๑๑๐ รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือ สลากออมสินของรัฐบาลรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพใน การประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามการ กระทำความผิด (๑๒)บำนาญพิเศษบำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอดหรือบำเหน็จตกทอด
(๑๓) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือการฌาปนกิจ สงเคราะห์ (๑๔)๑๑๑ (ยกเลิก) (๑๕)๑๑๒ เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือ ครอบครัวได้ทำเอง (๑๖)เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา ๕๗ทวิ (๑๗)เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง (๑๘)๑๑๓ รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการซื้อ สลากบำรุงกาชาดไทย (๑๙)๑๑๔ ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา ๔ทศ (๒๐)๑๑๕ (ยกเลิก) (๒๑)๑๑๖ (ยกเลิก) (๒๒)๑๑๗ (ยกเลิก) (๒๓)๑๑๘ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม (๒๔)๑๑๙ เงินได้ของกองทุนรวม ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๑๘)พ.ศ. ๒๕๐๔ พุทธศักราช ๒๕๑๕ พุทธศักราช ๒๕๑๕ ๒๕๑๗ ๒๕๑๗ (๒๕)๑๒๐ เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคมตาม กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม
- ๔๒ ทวิ
เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ยอมให้ หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๔๐แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
- ๔๒ ตรี
เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) เฉพาะที่เป็นค่าแห่ง ลิขสิทธิ์ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๔๐แต่ต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท๑๒๓ ในกรณีสามีภริยาต่ งฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง
- ๔๓
เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๕) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- ๔๔
เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๖) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- ๔๕
เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๗) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- ๔๖
เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๘) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ๒๕๓๓ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- ๔๗
เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ทวิ ถึง มาตรา ๔๖แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้
(๑) ลดหย่อนให้สำหรับ (ก)๑๒๙ ผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐บาท (ข)๑๓๐ สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐บาท (ค)๑๓๑ บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบ ด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย
(๑) ที่เกิดก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๒หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมก่อน พ.ศ. ๒๕๒๒คนละ๑๕,๐๐๐บาท
(๒) ที่เกิดหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมในหรือหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒คนละ๑๕,๐๐๐บาทแต่ วมกันต้องไม่เกินสามคน ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้งตาม
(๑) และ(๒) การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำบุตรตาม
(๑) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม
(๒) มาหัก เว้นแต่ ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตร ตาม(๑) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม
(๒) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม
(๑) มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม
(๒) มาหักได้โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม
(๑) แล้วต้องไม่เกิน สามคน การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของ บุตรโดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้ อุดมศึกษา หรือซึ่ เป็ผู้เยาว์หรือศาลสั่ ให้เป็นคนไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับ บุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๑๕,๐๐๐บาทขึ้นไปโดยเงิ ได้พึงประเมิน นั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๒ การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่ จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญ ธรรมได้แต่ฐานะเดียว
(ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงิน ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมี ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ กำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบ กิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร๑๓๒ ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยา ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกัที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามี หรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง๑๓๓ (จ)๑๓๔ (ยกเลิก) (ฉ)๑๓๕ บุตรของผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไขใน
(ค) และยังศึกษา อยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชนหรือโรงเรียน ราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ๒,๐๐๐บาท (ช)๑๓๖ เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ก หนดโดยกฎกระทรวงตามมาตรา ๖๕ตรี
(๒) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท๑๓๗ ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนารองเลี้ยงชีพตาม วรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสะสมของ สามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง (ซ)๑๓๘ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจา นุเบกษาอาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย (ฌ)๑๓๙ เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่า ด้วยการประกันสัคมตามจำนวนที่จ่ ยจริง ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้า มาตรา ๔๗(๑)
(ง) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติ โดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๒๕ กองทุนประกันสังคมตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ ด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกัสังคมดังกล่าวตามเกณฑ์ในวรรค หนึ่ง๑๔๐ (ญ)๑๔๑ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาทโดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมิน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๗ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. ๒๕๔๘เป็นต้นไป (ฎ)๑๔๒ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงิน ได้ หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิ คนละหกหมื่นบาทโดยบุคคลดักล่ วต้องเป็คนพิารซึ่ งมีบัตรประจำตัวคนพิการตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่ เพียงพอแก่การยังชีพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการและคนทุพพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดี ประกาศกำหนด การหักลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรมให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะ เดียว ค่ อุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ ให้หัลดหย่อนสำหรับเงิ ได้พึ ประเมิ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. ๒๕๕๓เป็นต้นไป (๒)๑๔๓ ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การหักลดหย่อนตาม(๑)
(ก) และ(ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๖๐,๐๐๐บาท (๓)๑๔๔ ในกรณีผู้มีเงิ ได้ิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม(๑) (ข)
(ค) และ(ฉ) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย
(๔) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือน ผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ๑๘)พ.ศ. ๒๕๕๕ (๕)๑๔๕ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดก ให้หักลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐บาท (๖)๑๔๖ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลให้หัก ลดหย่อนได้ตาม(๑)
(ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศ ไทยแต่รวมกันต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท (๗)๑๔๗ เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ
(๖) แล้ว เหลือเท่าใดให้ หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐ของเงินที่เหลือนั้น
(ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ
(ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน
(ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดในราชกิจจานุเบกษา
- ๔๗ ทวิ
ให้ผู้มีเงิ ได้ตามมาตรา ๔๐(๔)
(ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบ กิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายให้ ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด๑๔๙ เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่ คำนวณได้ดังกล่าวหัออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับ จำนวนที่ขาดหรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้ีภูมิลำเนาอยู่ใน ประเทศไทยและมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้อง ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษีณที่จ่ายตามวรรคหนึ่งไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณ ได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับ คืนเกินไปหรือที่ชำระไว้ไม่ครบและถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๐๘ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่ เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่ ที่ผู้มีเงินได้พึง ได้รับ ให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมาย๑๕๐
- ๔๘
เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (๑)๑๕๒ เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ทวิ ถึงมาตรา ๔๗หรือมาตรา ๕๗เบญจแล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวดนี้ (๒)๑๕๓ สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๖๐,๐๐๐บาทขึ้นไป การคำนวณภาษี ตาม(๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ของยอดเงินได้พึงประเมิน การนับจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม(๒) ไม่ วมถึงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)๑๕๔ (๓)๑๕๕ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไป รวมคำนวณภาษีตาม(๑) และ(๒) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๔)
(ก) และ(ช) ดังต่อไปนี้
(ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรดอกเบี้ย เงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคล อื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จาก สถาบันการเงินที่ มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้ งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่ อส่งเสริม เกษตรกรรมพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม
(ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดง สิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก
(ค) ผลประโยชน์ท่ได้จากการโอนพัธบัตรหุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสาร แสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคา เป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุ ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐.๐ของเงิน ได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม
(๑) และ(๒) ก็ได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๔)
(ข) ที่ ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กองทุนรวมหรือสถาบันการเงินที่ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม๑๕๖ (๔)๑๕๗ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม
(๑) และ(๒) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๘) ที่ได้รับจากการขายอสัหาริ ทรัพย์อัเป็มรดกหรือ อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรดังต่อไปนี้
(ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ได้รับจากการให้โดยเสน่หาให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ๕๐ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้ว หารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้ คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย
(ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก
(ก) ให้หัก ค่าใช้จ่ายได้ตามที่ก หนดโดยพระราชกฤษฎี เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็เงินภาษีที่ต้องเสีย ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม
(๑) และ(๒) เมื่อคำนวณภาษี แล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ ๒๐ของราคาขาย๑๕๘ ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม
(๑) และ(๒) ให้หักค่าใช้จ่ายร้อย ละ๕๐ของเงินได้ตาม
(ก) หรือตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตาม(ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใด นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่น คำว่า “จำนวนปีที่ถือครอง” ใน
(ก) หรือ(ข) หมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้ กรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองในอสัหาริ ทรัพย์ ถึ ปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองใน อสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปีและเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี (๕)๑๕๙ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม(๑) และ(๒) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ ยจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ ๗,๐๐๐บาทคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีก ร้อยละ๕๐ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงิน บำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้ง เดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน ๗,๐๐๐บาทลงเหลือ ๓,๕๐๐บาท ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๒๕ ๒๕๓๔ จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะ เดียวกัน ที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงิ อื่นในลักษณะ เดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสามเศษของปี ถ้าถึงหนึ่ง ร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง
- ๔๘ ทวิ
ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่ง ทอดใดหรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาลตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าตามที่ กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี๑๖๑
- ๔๘ ตรี
(ยกเลิก)
- ๔๙
ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้ หรือเจ้าพนักงานประเมิน พิจารณาเห็นว่า ผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดย อนุมัติอธิบดีมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้ โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้ หรือฐานะความ เป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการ ทำนองเดียวกับของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ ไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ถึงมาตรา ๒๖มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ๔๙ ทวิ
ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองใน อสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของ อสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสัหาริมทรัพย์นั้น โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๒๖)พ.ศ. ๒๕๒๕ ๒๕๓๔ ๒๘)พ.ศ. ๒๕๓๔
- ๕๐
ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา ๔๐หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่ จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จ นวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษีตาม เกณฑ์ในมาตรา ๔๘เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงิน เท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษ เท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๕) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น เท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น๑๖๖ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๒) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่าย ให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ๑๕.๐ของเงินได้๑๖๗ (๒)๑๖๘ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) และ(๔) ให้คำนวณหักตาม อัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่
(ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) และ(๔) นอกจากที่ระบุไว้ ใน (ข) (ค)
(ง) และ(จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้
(ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘(๓) (ก) และ
(ค) ให้ คำนวณหักในอัตราร้อยละ๑๕.๐ของเงินได้
(ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘(๓)
(ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี เงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้
(ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)
(ก) ที่มิได้ระบุใน(ข) และ
(ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคลและจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยไม่ต้อง หักภาษีตามมาตรานี้
(จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)
(ข) ให้คำนวณหักในอัตรา ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ร้อยละ ๑๐.๐ของเงินได้ (๓)๑๖๙ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๕) และ(๖) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่ง มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้ (๔)๑๗๐ นอกจากกรณีตาม(๕) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การ ของรัฐบาล เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐(๕) (๖) (๗) หรือ
(๘) แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรให้กับผู้รับราย หนึ่ง ๆมีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆไม่ถึง ๑๐,๐๐๐บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑ของยอดเงินได้พึงประเมินแต่เฉพาะเงินได้ในการ ประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ (๕)๑๗๑ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๘) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้
(ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจาก การให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๔)
(ก) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หัเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
(ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก(ก) ให้หักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาแล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๔)
(ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น (๖)๑๗๒ ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มี ค่าตอบแทนให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน
(๕) โดยถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้
- ๕๐ ทวิ
ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณที่จ่ายสองฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและ ตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีตามมาตรา ๓เตรสให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ที่จ่าย
(๒) ในกรณีตามมาตรา ๕๐(๑) ให้ออกภายในวันที่ ๑๕กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปี ภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
(๓) ในกรณีตามมาตรา ๕๐(๒) (๓) หรือ
(๔) ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษีณที่จ่ายให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๑ อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายได้ในกรณีที่ เห็นสมควร
- ๕๑
เจ้าพนักงานประเมินอาจส่ หนังสือแจ้งความแก่บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) (๒) (๓) (๔) และ
(๗) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ
- ๕๒
บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ตามมาตรา ๕๐(๑) (๒)
(๓) และ(๔) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณที่ว่าการอำเภอ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่ ตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่ ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา ๕๐(๕) และ(๖) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มารจดทะเบียนและห้ามพนักงาน เจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง๑๗๖ ภาษีหัก ณที่จ่ายตามวรรคสองให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบที่รัฐมนตรี กำหนด
- ๕๒ ทวิ
ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา ๕๖ผู้มีเงิน ได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ไปชำระต่ออำเภอ ณที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตาม แบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ คำนวณภาษี
- ๕๓
ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหัก ตามมาตรา ๕๐นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้น ก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิ เงินก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามมาตรา ๕๐มาตรา ๕๒ ๒๔๙๗ และมาตรา ๕๙โดยอนุโลม
- ๕๔
ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐และมาตรา ๕๓มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงิ ส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงิ ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา ๕๐หรือมาตรา ๕๓แล้ว ให้ผู้มีเงิน ได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว
- ๕๕
อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา ๕๐และมาตรา ๕๓มิ ให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียกเก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น
- ๕๖
ให้บุ คลทุ คนเว้ แต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่ ให้เป็คนไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่าง ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆภายในเดือนมีนาคมทุกๆปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อ เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น๑๘๑ (๑)๑๘๒ ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๓๐,๐๐๐บาท (๒)๑๘๓ ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม มาตรา ๔๐(๑) ประเภทเดียวเกิน ๕๐,๐๐๐บาท (๓)๑๘๔ มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๖๐,๐๐๐ บาทหรือ (๔)๑๘๕ มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม มาตรา ๔๐(๑) ประเภทเดียวเกิน ๑๐๐,๐๐๐บาท ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปี มาตรา ๕๔แก้ไขเพิ่ เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัฎากร(ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม
(๑) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึง ประเมิ ในชื่อของห้ งหุ้ นส่วนหรือคณะบุ คลนั้ ที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ ล่ วงมาแล้วภายใน กำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือ ผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุ คลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละ คนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้าง หุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิด ในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย
- ๕๖ ทวิ
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๖ให้ผู้มีหน้าที่ยื่ รายการตามมาตรา ๕๖มาตรา ๕๗มาตรา ๕๗ทวิ และมาตรา ๕๗ตรี ยื่น รายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา ๔๐(๕) (๖) (๗) หรือ
(๘) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายใน เดือนกันยายนของทุกปีภาษี เงินได้ตามมาตรา ๔๐(๕) ตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า เงินช่วยค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘โดยหักลดหย่อนตาม มาตรา ๔๗ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามีพร้อมกับการยื่นรายการนั้นต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา ๕๖ ภาษีที่ชำระตามวรรคสาม ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตาม มาตรา ๕๗จัตวา
- ๕๗
ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖วรรค๑เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาล สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิท ษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงิ ได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖วรรค๑และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี
- ๕๗ ทวิ
ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖วรรค๑ถึงแก่ความตาย เสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖วรรค ๑หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้ พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์ มรดกแล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้ รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึ แก่ วามตายเป็น ยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๘)พ.ศ. ๒๕๐๔ สำหรับในปีต่อไปถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษี ที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตามมาตรา ๕๖(๑) ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์ มรดกแล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย๑๘๙
- ๕๗ ตรี
(ยกเลิก)
- ๕๗ จัตวา
ภายใต้บังคับมาตรา ๖๔การยื่นรายการตามมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗มาตรา ๕๗ทวิ มาตรา ๕๗ตรี หรือมาตรา ๕๗เบญจถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่ออำเภอ ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาพร้อมกับการยื่นรายการ
- ๕๗ เบญจ
(ยกเลิก)
- ๕๗ ฉ
ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ให้ามีและภริยาต่าง ฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตาม มาตรา ๕๖ ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละ ฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึง ประเมินตามมาตรา ๔๐(๘) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลง กันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันโดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมิน ของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษี ค้างชำระสามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็น วิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่น รายการดังกล่าว ๒๕๕๕ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ๒๕๕๕
- ๕๘
ภายในเดือนมกราคมทุกๆปี
(๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวงกรมหัวหน้าส่วนราชการตามท้องที่ หรือองค์การรัฐบาลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการ จ่ายเงินได้พึงประเมิ ตามมาตรา ๔๐แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้
(๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๕๐ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมินแสดงรายการเกี่ยวกับเงิน ได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) (๒) และ(๔)
- ๕๙
พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา ๕๒ให้บุ คคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มี เงินได้พึงประเมิน
- ๖๐
เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิ ของผู้ต้องเสีย ภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา ๕๐มาตรา ๕๒และมาตรา ๕๓เป็นเงิน ได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี
- ๖๐ ทวิ
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลใด ๆก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ตามความในมาตรา ๕๖มาตรา ๕๗หรือมาตรา ๕๗ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้ง จำนวนภาษีที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อ ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี ในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี
- ๖๑
บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆแสดงว่า
(๑) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้ พึงประเมิน หรือ
(๒) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือ สำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษี ๑๑)พ.ศ. ๒๔๙๗ จากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน
- ๖๒
ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์ จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการ มรดกทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น
- ๖๓
บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกิน กว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอ คืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่ กฎหมายกำหนด บุคคลใดที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหัก ภาษีไว้ ณที่จ่าย และนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันที่ ๓๑มีนาคมของปีถัดจากปีที่ถูก หักภาษีไว้
- ๖๔
เว้นแต่กรณีตามมาตรา ๑๘ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติ แห่งส่วนนี้มีจำนวนตั้งแต่ ๓,๐๐๐บาทขึ้นไปผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวดๆละเท่า ๆกัน ก็ได้ คือ
(๑) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา ๕๖ตรี หรือมาตรา ๕๗จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระ ตามกำหนดในมาตราดังกล่าว งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง
(๒) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษี ที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สาม ต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง การชำระภาษีตาม
(๑) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้อง เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไปและต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗สำหรับงวดที่ ไม่ชำระและงวดต่อ ๆไป๒๐๑ พุทธศักราช ๒๔๘๓ การชำระภาษีตาม
(๒) ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นการเสียเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗และถ้า ไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่ก หนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด ต่อไป๒๐๒
ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล๒๐๓
24 มาตรา- ๖๕
เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้ จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตาม เงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ทวิ และมาตรา ๖๕ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนด สิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ
(ก) บริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึ วัหนึ่งวันใดเป็น รอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้
(ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาตให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่อธิบดีกำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่ เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณ เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายใน รอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็นผู้มีเงิ ได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และ วิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป
- ๖๕ ทวิ
การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตาม เงื่อนไขดังต่อไปนี้
(๑) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ส่วนที่ ๓การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาตรา ๖๕ถึง มาตรา ๗๖ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๔๙๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒
(๒) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎี ๒๐๖ การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่ง ระยะเวลาที่ได้ทรัพย์ินนั้นมา (๓)๒๐๗ ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก
(๖) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ ตามปกติและในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาก็ให้หักค่า สึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่ เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น (๔)๒๐๘ ในกรณีโอนทรัพย์ิ น ให้บริการ หรือให้กู้ยื เงิ โดยไม่มี่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอัน สมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนค่าบริการหรือดอกเบี้ย้นตามราคาตลาด ในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน (๕)๒๐๙ เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่ เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้
(ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก
(ข) ให้คำนวณค่าหรือ ราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคาร แห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้
(ข) กรณีธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้ คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงิ ตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตรา ซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็เงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือ จ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่ รับมาหรือจ่ายไปนั้น
(๖) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุน หรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบ ระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการ ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ บัญชีให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้
(๗) การคำนวณราคาทุ ของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้ เจ้าพนักงาน ประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้าประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปใน ประเทศอื่นได้
(๘) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตาม อัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ใน อัตราทางราชการก็ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น (๙)๒๑๐ การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตาม หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชี ใดให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้วหากได้รับชำระในภายหลัก็มิให้นำมา คำนวณเป็นรายได้อีก (๑๐)๒๑๑ สำหรับบริ ทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงิ ปันผลที่ได้จาก บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของ ประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมและ เงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่ บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายไทยกองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็รายได้
(ก) บริษัทจดทะเบียน
(ข) บริษัทจำกัดนอกจาก(ก) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อย กว่าร้อยละ๒๕ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลและบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงิน ปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงิ ปัผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่ เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวโดยถือหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงิน ส่วนแบ่งกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นมาถึงวันมีเงินได้ดังกล่าว หรือ ได้โอนหุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา ๖๕ตรี
(๒) ไม่ให้ ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรตามความในวรรคสอง (๑๑)๒๑๒ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหัภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายว่ ด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่าย ที่ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ตามกฎหมายดังกล่าว (๑๒)๒๑๓ เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถู หักภาษีไว้ ที่ จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูก หักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริัทจดทะเบียนหรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยและไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๗๕ให้นำบทบัญญัติของ
(๑๐) มาใช้บังคับโดย อนุโลม (๑๓)๒๑๔ มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ไม่ต้องนำเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาคหรือจากการให้โดย เสน่หาแล้วแต่กรณี มารวมคำนวณเป็นรายได้ (๑๔)๒๑๕ ภาษีขายซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจด ทะเบียนภาษีมูลค่ เพิ่มได้รับหรือพึงได้รับ และภาษีมูลค่าเพิ่ ที่มิใช่ภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ซึ่งได้รับ คืนเนื่องจากการขอคืนตามหมวด ๔ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้
- ๖๕ ตรี
รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (๑)๒๑๗ เงินสำรองต่าง ๆนอกจาก
(ก) เงินสำรองจากเบี้ ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิ ตที่กันไว้ก่อน คำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๖๕ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิต รายใดไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงิ ที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่ไม่เกิ เงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับ กรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำเงิ สำรองตาม วรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้นกลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบ ระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา
(ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อน คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๔๐ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ใน การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป (ค)๒๑๘ เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่ อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสำหรับหนี้ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ได้ กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุ กิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรอง ประเภทดังกล่าวที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อ เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการ คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรอง ประเภทดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไปแล้วนั้น มารวมคำนวณ เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น (๒)๒๑๙ เงินกองทุนเว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง (๓)๒๒๐ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศลเว้นแต่ รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ๒ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่ อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๒ของกำไรสุทธิ (๔)๒๒๑ ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดโดย กฎกระทรวง
(๕) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม (๖)๒๒๒ เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (๖ ทวิ)๒๒๓ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ เป็ผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้ แต่ภาษีมูลค่ เพิ่ และภาษีซื้อของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียตามมาตรา ๘๒/๑๖ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๕(๔) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎี
(๗) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(๘) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร
(๙) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายใน ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ รอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายใน รอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
(๑๐) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเอง และใช้เอง (๑๑)ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆหรือเงินกองทุนของตนเอง (๑๒)๒๒๔ ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนๆเว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบ ระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน (๑๓)รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (๑๔)รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ
(๑๕) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกิน ปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (๑๖)ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ท
(๑๗) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๘)๒๒๕ รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ (๑๙)๒๒๖ รายจ่ายใด ๆที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี แล้ว (๒๐)๒๒๗ รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง
(๑๙) ตามที่จะได้ กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
- ๖๕ จัตวา
ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอด หนึ่งทอดใดหรือทุกทอดซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ซื้อสินค้าจากองค์การของรัฐบาลตาม วิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงิ ได้จากการขาย สินค้านั้น ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๕๒๕
- ๖๖
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วน นี้ บริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำ กิจการในที่อื่น ๆรวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้ กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา ๖๕และมาตรา ๖๕ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย การประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑(๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ๖๗
การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชี อัตราภาษีเงินได้ท้ ยหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖วรรค สองกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
(๑) ในกรณีรับขนคนโดยสารให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่ โดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขน คนโดยสารนั้น
(๒) ในกรณีรับขนของให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขน ของออกจากประเทศไทยนั้น
- ๖๗ ทวิ
เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา ๖๘ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่อ อำเภอ ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ ยของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่ วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังนี้
(๑) ในกรณีบริษัทหรือห้ งหุ้ ส่วนนิติบุ คลนอกจากที่ กล่าวใน
(๒) ให้จัดทำ ประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้ กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการ กำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
(๒) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคาร พาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของ รอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ทวิ ๑๑)พ.ศ. ๒๕๒๕ และมาตรา ๖๕ตรี๒๓๒ ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๘ ความในวรรคหนึ่ มิให้ใช้บังคับแก่บริ ทหรือห้ งหุ้ ส่วนนิติบุ คลซึ่ งมีรอบ ระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน
- ๖๗ ตรี
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและ ชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๑) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๑) โดยแสดง ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ ๒๕ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย เงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๑) หรือของกึ่งหนึ่งของ จำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี ในกรณีที่บริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๒) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๒) ไว้ไม่ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๗ทวิ
(๒) หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือเป็นค่าภาษีและอาจลดลงได้ตามระเบียบ ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี
- ๖๘
ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลา บัญชีตามแบบที่อธิบดี หนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ
- ๖๘ ทวิ
เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๕ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖วรรคสองซึ่งกระทำกิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดอันต้องเสียภาษีแทนบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบ ระยะเวลาบัญชีเฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว ๓๑)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๔๙๔
- ๖๙
ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ทวิ มาตรา ๖๖และมาตรา ๖๗เกี่ยวกับรายรับรายจ่าย กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆต่อ เจ้าพนักงานประเมิ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไร ขาดทุน บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา ๓สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วแต่กรณี
- ๖๙ ทวิ
ภายใต้บังคับมาตรา ๗๐ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณที่จ่ายในอัตรา ร้อยละ ๑ภาษีที่ห ไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา ๕๒มาตรา ๕๓มาตรา ๕๔มาตรา ๕๘และมาตรา ๕๙มาใช้บังคับโดยอนุโลม
- ๖๙ ตรี
ให้บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัทสมาคมหรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐(๘) เฉพาะที่ จ่ายให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณที่จ่าย ในอัตราร้อยละ ๑แล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและให้นำความในมาตรา ๕๒วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม ภาษีที่หักไว้และนำส่ ตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกหักภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น
- ๗๐
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๒) (๓) (๔) (๕) หรือ
(๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษี จากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่ง อำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๕๔มาใช้บังคับโดยอนุโลม๒๓๙ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มี ๒๕๐๒ ๒๕๒๕ กฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม๒๔๐
- ๗๐ ทวิ
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงิน ประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง
(๑) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็น เงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอด เจ้าหนี้ในบัญชีของบุ คลใดๆในต่างประเทศหรือ
(๒) ในกรณีที่มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวใน
(๑) แต่ได้มีการขออนุญาตซื้อและ โอนเงินตราต่างประเทศซึ่งเป็นเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงิน กำไรออกไปต่างประเทศ หรือ
(๓) การปฏิบัติอย่างอื่นซึ่งก่อให้เกิดผลตาม (๑) หรือ (๒)
- ๗๐ ตรี
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทนนายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้ ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น
(๑) เป็ของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ
(๒) เป็นของผ่านแดน
(๓) เป็ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจัแล้วส่ กลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร
(๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งใน ราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร
- ๗๑
ในกรณีที่
(๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณ พุทธศักราช ๒๕๑๕ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๐๒ พุทธศักราช๒๕๒๐ ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗หรือ มาตรา ๖๘ทวิ หรือไม่น บัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมิ ทำการไต่สวนตาม มาตรา ๑๙หรือมาตรา ๒๓เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ของยอด รายรับก่อนหักรายจ่ ยใดๆหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่าง ใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร
(๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด มิได้ลงรายการหรือลงรายการไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗หรือมาตรา ๖๘ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้อง เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีใน มาตรา ๖๗และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงิ เพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้
(๓) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีซึ่งสั่งตาม มาตรา ๑๗เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่ง ของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคล มาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี ณสำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลา ดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน
(๑) บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่ เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้เสีย ภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น การประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
- ๗๒
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระบัญชี และผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลนั้นภายในสิบห้าวันับแต่วันที่เจ้ พนักงานรับจดทะเบียนเลิ ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติ ตามเจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก ๑เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์ในการ คำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและ ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๘และมาตรา ๖๙โดยอนุโลม ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลา ตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับ จดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้เฉพาะกรณีที่มี การชำระบัญชี อธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ ตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน
- ๗๓
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติ บุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่า เลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๒มาใช้บังคับโดยอนุโลม และสำหรับกรณี บริษัทนิติบุคคล ให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒
- ๗๔
ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้ ส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือควบเข้ากันกับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีให้เป็นไปตามวิธีการใน มาตรา ๖๕มาตรา ๖๕ทวิ และมาตรา ๖๖เว้นแต่ (๑)๒๔๗ การตีราคาทรัพย์สิน
(ก) ในกรณีที่เลิกบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ตีตามราคาตลาดในวัน เลิก
(ข) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาด ในวันที่ควบเข้ากันแต่ไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือ ขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากันนั้น และให้บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุน สุทธิจนกว่าจะได้ารจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป ทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่ สึกหรอและค่าเสื่อม ราคาก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่า ต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้นและห้ามมิให้นำผลขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ
(ค) ในกรณีที่ มี การโอนกิจการระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้ นส่วนนิติบุคคล ด้วยกันโดยที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีใน รอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น ให้ตีตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกและให้นำความใน(ข) มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๒) เงิ สำรองหรือเงิ กำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆเฉพาะส่วนที่ยัง มิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย ๓๑)พ.ศ. ๒๕๓๔
(๓) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย ให้นำเงินารองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชี่อ ๆตามมาตรา ๖๕ตรี
(๑) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำมาเป็น รายได้ มารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสองเฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ
- ๗๕
(ยกเลิก)
- ๗๖
(ยกเลิก)
- ๗๖ ทวิ
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่ง เป็เหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้ ประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ เช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่ง ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและ เสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑(๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้
- ๗๖ ตรี
(ยกเลิก) บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑)๒๕๒ สำหรับบุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๐๒ บัญชีอัตราภาษีเงินได้
(๑) สำหรับบุคคลธรรมดา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๗ (๒)๒๕๓ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล
(ก) ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ ๓๐
(ข) ภาษีตามมาตรา ๗๐นอกจากที่ ระบุใน
(ค) ร้อยละ ๑๕
(ค) ภาษีตามมาตรา ๗๐เฉพาะกรณี การจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา ๔๐(๔)
(ข) ร้อยละ ๑๐
(ง) ภาษีตามมาตรา ๗๐ทวิ ร้อยละ ๑๐
(จ) ภาษีจากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของมูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบ กิจการซึ่งมีรายได้อันมิใช่รายได้ ตามมาตรา ๖๕ทวิ
(๑๓) ร้อยละ๑๐
ที่มาของตัวบทนี้
- ผู้เผยแพร่ไฟล์
- สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
- หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
- https://www.senate.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
- ไฟล์ต้นทาง
- https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3.pdf184 หน้า
- ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
- sha256:6f35e9ddb537e33cc81069eb5b2e62c953f67d7bb59581bad990bcedcee9db29ดึงเมื่อ 2026-08-24T00:38:18.393Z
- วิธีดึงข้อความ
- pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR