ประมวลรัษฎากร

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)

ฉบับรวมการแก้ไข — ไม่ใช่ถ้อยคำตามที่ประกาศครั้งแรก๒๔๘๑312 มาตรา39 หัวข้อต้นฉบับ PDF · 184 หน้า

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข) · ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) · sha256 6f35e9dd… · ดึงข้อมูล 2026-08-24 — หลักฐานเต็มท้ายหน้า


ฉบับนี้คืออะไร

ตัวบทนี้เป็นฉบับที่รวมการแก้ไขเพิ่มเติมไว้แล้วโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงไม่ใช่ถ้อยคำที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาฉบับใดฉบับหนึ่ง มาตราที่ถูกยกเลิกจะหายไปทั้งเลข และมาตราที่แทรกภายหลังจะมีคำว่า ทวิ ตรี ต่อท้าย — ระบบไม่ได้ตรวจว่าฉบับรวมนี้ปรับปรุงถึงวันใด

สารบัญของฉบับนี้

  1. ลักษณะ ๑ ข้อความเบื้องต้นมาตรา ๑–๔ ทศ · 22 มาตรา
  2. ลักษณะ ๒ ภาษีอากรฝ่ายสรรพากรมาตรา ๕–๙๑/๒๑ · 257 มาตรา
  3. หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไปมาตรา ๕–๑๓ อัฏฐ · 21 มาตรา
  4. หมวด ๒ วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมินมาตรา ๑๔–๓๗ ทวิ · 31 มาตรา
  5. ส่วน ๑ การยื่นรายการและการเสียภาษีอากรมาตรา ๑๗–๒๗ จัตวา · 16 มาตรา
  6. ส่วน ๒ การอุทธรณ์มาตรา ๒๘–๓๔ · 7 มาตรา
  7. ส่วน ๓ บทกำหนดโทษมาตรา ๓๕–๓๗ ทวิ · 5 มาตรา
  8. หมวด ๓ ภาษีเงินได้มาตรา ๓๘–๗๖ ตรี · 68 มาตรา
  9. ส่วน ๑ ข้อความทั่วไปมาตรา ๓๘–๓๙ · 2 มาตรา
  10. ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดามาตรา ๔๐–๖๔ · 42 มาตรา
  11. ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล๒๐๓มาตรา ๖๕–๗๖ ตรี · 24 มาตรา
  12. หมวด ๔ ภาษีมูลค่าเพิ่ม๒๕๔มาตรา ๗๗–๙๐/๕ · 115 มาตรา
  13. ส่วน ๑ ข้อความทั่วไปมาตรา ๗๗–๗๗/๕ · 6 มาตรา
  14. ส่วน ๒ ความรับผิดในการเสียภาษีมาตรา ๗๘–๗๘/๓ · 4 มาตรา
  15. ส่วน ๓ ฐานภาษีมาตรา ๗๙–๗๙/๗ · 8 มาตรา
  16. ส่วน ๔ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๐–๘๐/๒ · 3 มาตรา
  17. ส่วน ๕ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๑–๘๑/๓ · 4 มาตรา
  18. ส่วน ๖ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและการคำนวณภาษีมาตรา ๘๒–๘๒/๑๘ · 19 มาตรา
  19. ส่วน ๗ การยื่ แบบและการชำระภาษีมาตรา ๘๓–๘๓/๑๐ · 11 มาตรา
  20. ส่วน ๘ เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๔–๘๔/๔ · 5 มาตรา
  21. ส่วน ๙ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมาตรา ๘๕–๘๕/๑๙ · 20 มาตรา
  22. ส่วน ๑๐ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้มาตรา ๘๖–๘๖/๑๔ · 15 มาตรา
  23. ส่วน ๑๑ การจัดทำรายงานและการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสารมาตรา ๘๗–๘๗/๓ · 4 มาตรา
  24. ส่วน ๑๒ อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมาตรา ๘๘–๘๘/๖ · 7 มาตรา
  25. ส่วน ๑๓ เบี้ยปรับ - เงินเพิ่มมาตรา ๘๙–๘๙/๒ · 3 มาตรา
  26. ส่วน ๑๔ บทกำหนดโทษมาตรา ๙๐–๙๐/๕ · 6 มาตรา
  27. หมวด ๕ ภาษีธุรกิจเฉพาะ๓๗๙มาตรา ๙๑–๙๑/๒๑ · 22 มาตรา
  28. ลักษณะ ๒ ภาษีป้าย๔๐๘มาตรา ๑๐๓–๑๒๙ · 33 มาตรา
  29. หมวด ๖ อากรแสตมป์มาตรา ๑๐๓–๑๒๙ · 33 มาตรา
  30. ส่วน ๑ การเสียอากรมาตรา ๑๐๔–๑๑๒ · 12 มาตรา
  31. ส่วน ๒ เบ็ดเตล็ดมาตรา ๑๑๓–๑๒๓ ตรี · 13 มาตรา
  32. ส่วน ๓ บทลงโทษมาตรา ๑๒๔–๑๒๙ · 7 มาตรา
  33. หมวด ๗ อากรมหรสพ๔๖๙0 มาตรา
  34. ลักษณะ ๓ ภาษีบำรุงท้องที่๔๗๐0 มาตรา
  35. ลักษณะ ๔ เงินช่วยการประถมศึกษา๔๗๑0 มาตรา
  36. ลักษณะ ๔ ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์๔๗๒0 มาตรา
  37. ลักษณะ ๕ ภาษีการซื้อข้าว๔๗๓0 มาตรา
  38. ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อน้ำตาล๔๗๔0 มาตรา
  39. ลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร๔๗๕0 มาตรา

ทุกมาตรา

ดูเป็นรายการ
  1. ลักษณะ ๑ ข้อความเบื้องต้น

    22 มาตรา
  2. กฎหมายนี้ให้เรียกว่า “ประมวลรัษฎากร”

  3. ในประมวลรัษฎากรนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “รัฐมนตรี”หมายความว่ารัฐมนตรีผู้รักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้ “อธิบดี”๓ หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมสรรพากร มอบหมาย “ผู้ว่าราชการจังหวัด”หมายความรวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วย “อำเภอ” หมายความว่ นายอำเภอสมุห์บัญชีอ เภอหรือสมุห์บัญชีเขต “นายอำเภอ”หมายความรวมถึงหัวหน้าเขตและปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่ง อำเภอด้วย “ที่ว่าการอำเภอ” หมายความรวมถึงที่ว่าการเขต และที่ว่าการกิ่งอำเภอด้วย “องค์การของรัฐบาล” หมายความว่าองค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการ จัดตั้งองค์การของรัฐบาลและกิจการของรัฐตามกฎหมายที่จัดตั้งกิจการนั้น และหมายความรวมถึง หน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของซึ่งไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย “ประเทศไทย”หรือ “ราชอาณาจักร”หมายความรวมถึงเขตไหล่ทวีปที่เป็นสิทธิ ของประเทศไทยตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับนับถือกันโดยทั่วไป และตามความตกลง กับต่างประเทศด้วย

  4. บรรดารัฎากรประเภทต่าง ๆซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรนี้ จะ ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อการต่อไปนี้ก็ได้ คือ

    (๑) ลดอัตราหรือยกเว้นเพื่อให้เหมาะสมกับเหตุการณ์ กิจการ หรือสภาพของท้องที่ บางแห่งหรือทั่วไป

    (๒) ยกเว้นแก่บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ ต่อองค์การสหประชาชาติ หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยที ถ้อยปฏิบัติต่อกันกับนานาประเทศ

    (๓) ยกเว้นแก่รัฐบาล องค์การของรัฐบาลเทศบาลสุขาภิบาล องค์ารศาสนาหรือ องค์การกุศลสาธารณะ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๒๔๙๖ การลดหรือยกเว้นตาม (๑)

    (๒) และ(๓) นั้น จะตราพระราชกฤษฎีกายกเลิกหรือ เปลี่ยนแปลงก็ได้

  5. ๓ ทวิ

    ถ้าเจ้าพนักงานดังต่อไปนี้เห็ว่ ผู้ต้องหาไม่ควรต้องได้ับโทษจำคุก หรือไม่ควรถูกฟ้องร้อง ให้มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียวในความผิดต่อไปนี้ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา ๑๓คือ

    (๑) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือ ทั้งปรับทั้งจำซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนที่เกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครให้เป็นอำนาจของอธิบดี ถ้า เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นให้เป็นอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด

    (๒) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้ง จำซึ่งโทษจำคุกเกิ หกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปีให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดี อธิบดีกรมการปกครองและอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ถ้าผู้ต้องหาใช้ค่าปรับตามที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่ผู้มีอ นาจเปรียบเทียบ กำหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันคุ้มผู้ต้องหามิให้ถูกฟ้องร้องต่อไปในกรณีแห่งความผิดนั้น ถ้าผู้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่งเห็นว่าไม่ควรใช้อำนาจเปรียบเทียบหรือเมื่อ เปรียบเทียบแล้วผู้ต้องหาไม่ยอมตามที่เปรียบเทียบหรือยอมแล้วแต่ไม่ชำระค่าปรับภายในระยะเวลา ที่ผู้มีอำนาจเปรียบเทียบกำหนดให้ดำเนินการฟ้องร้องต่อไป และในกรณีนี้ห้ามมิให้ดำเนินการ เปรียบเทียบตามกฎหมายอื่นอีก

  6. ๓ ตรี

    บุคคลใดจะต้องเสียเงินเพิ่มภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวล รัษฎากรนี้ และบุคคลนั้นยินยอมและชำระเงินเพิ่มภาษีอากรตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง แล้ว ให้ถือว่าเป็นอัคุ้มบุคคลนั้นมิให้ต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มภาษีอากร

  7. ๓ จัตวา

    ในกรณีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้บุคคลไปเสีย ภาษีอากรณที่ว่าการอำเภอ รัฐมนตรีจะประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดให้ไปเสีย ณสำนักงาน แห่งอื่นก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้การเสียภาษีอากรนั้น ให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงินซึ่ง หัวหน้าสำนักงานแห่งนั้นได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว

  8. ๓ เบญจ

    เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่ามีการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้ อธิบดีมีอำนาจเข้าไปหรือออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรเข้าไปในสถานที่หรือ ยานพาหนะใดเพื่อทำการตรวจค้นยึดหรืออายัดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่ ที่เกี่ยวกับหรือ ๒๔๙๔ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ สันนิษฐานว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสียได้ทั่วราชอาณาจักร ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุ เทพมหานครให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือสรรพากรเขตมี อำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคหนึ่ง สำหรับในเขตท้องที่จังหวัดหรือเขตนั้น การทำการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองต้องทำในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระ อาทิตย์ตก หรือในระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบกิจการนั้น

  9. ๓ ฉ

    บรรดาบัญชี เอกสารและหลักฐานต่าง ๆซึ่งเกี่ยวกับหรือสันนิษฐาน ว่าเกี่ยวกับภาษีอากรที่จะต้องเสีย ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศเจ้าพนักงานประเมินหรือพนักงาน เจ้าหน้าที่จะสั่งให้บุคคลใดที่มีหน้าที่รับผิดชอบจัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาที่สมควร ก็ได้

  10. ๓ สัตต

    เพื่อประโยชน์แห่งการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร การตรวจสอบและรับรองบัญชีจะกระทำได้็แต่โดยบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตจากอธิบดี บุคคลที่จะขอใบอนุญาตจากอธิบดีตามความในวรรคก่อน ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติ และปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี บุคคลใดได้รับใบอนุญาตดังกล่าวแล้ว ถ้าฝ่าฝืนระเบียบที่อธิบดีกำหนด อธิบดีอาจ พิจารณาสั่งถอนใบอนุญาตเสียก็ได้ บทบัญญัติแห่งมาตรานี้จะใช้บังคับในเขตจังหวัดใด ให้อธิบดีประกาศโดยอนุมัติ รัฐมนตรี การประกาศให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  11. ๓ อัฏฐ

    กำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการหรือแจ้งรายการต่าง ๆก็ดี กำหนดเวลาการอุทธรณ์ก็ดี หรือกำหนดเวลาการเสียภาษีอากรตามที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ ก็ดี ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวมิได้อยู่ในประเทศไทย หรือมีเหตุจำเป็นจนไม่ สามารถจะปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้ เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นเป็นการสมควรจะให้ขยายหรือให้เลื่อน กำหนดเวลาออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้ กำหนดเวลาต่าง ๆที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากรนี้ เมื่อรัฐมนตรีเห็นเป็นการ สมควรจะขยายหรือเลื่อนกำหนดเวลานั้นออกไปอีกตามความจำเป็นแก่กรณีก็ได้

  12. ๓ นว

    ผู้ใดรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกหรือขัดขวางเจ้าพนักงาน ผู้กระทำการตามหน้าที่ตามความในมาตรา ๓เบญจมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิ ห้าพันบาท ๒๔๙๖ ๒๔๙๖ ๒๔๙๖ หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

  13. ๓ ทศ

    ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมิน หรือพนักงาน เจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา ๓ฉมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท มาตรา ๓เอกาทศ๑๔ เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากร และผู้มีหน้าที่จ่ายเงินได้มีและใช้เลขประจำตัวในการ ปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรได้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่อธิบดีกำหนด ทั้งนี้ โดยอนุมัติ รัฐมนตรี การกำหนดตามวรรคหนึ่งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา ๓ทวาทศ๑๕ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประกาศที่ออกตามความในมาตรา ๓เอกาทศต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท มาตรา ๓เตรส๑๖ ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี ให้อธิบดีมีอำนาจ ออกคำสั่งให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ซึ่งไม่มีหน้าที่หักภาษี ณที่จ่ายตามลักษณะ ๒หัก ภาษี ณที่จ่ายตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ในการนี้ให้นำมาตรา ๕๒ มาตรา ๕๓มาตรา ๕๔มาตรา ๕๕มาตรา ๕๘มาตรา ๕๙มาตรา ๖๐และมาตรา ๖๓มาใช้บังคับ โดยอนุโลม มาตรา ๓จตุทศ๑๗ ในกรณีที่ต้องหักภาษี ณที่จ่ายตามบทบัญญัติแห่งประมวล รัษฎากรให้ผู้มีหน้ ที่หักภาษี ที่จ่าย หักภาษี ณที่จ่ายและนำส่งก่อนไม่ว่าการจ่ายเงิน้นจะเกิดขึ้น จากคำสั่งหรือคำบังคับของศาลหรือตามกฎหมายหรือเหตุอื่นใดก็ตาม

  14. ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประมวลรัษฎากรนี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานอื่นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษากับ ออกกฎกระทรวง ๒๔๙๖ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๒๕๒๑ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ ๒๕๑๓

    (๑) ให้ใช้หรือให้ยกเลิกแสตมป์โดยกำหนดให้นำมาแลกเปลี่ยนกับแสตมป์ที่ใช้ได้ ภายในเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด แต่ต้องให้เวลาไม่น้อยกว่าหกสิบวั

    (๒) กำหนดกิจการอื่นเพื่อปฏิบัติการตามประมวลรัษฎากรนี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

  15. ๔ ทวิ

    คนต่างด้าวผู้ใดจะเดินทางออกจากประเทศไทยต้องเสียภาษีอากร ที่ค้างชำระ และหรือที่จะต้องชำระแม้จะยังไม่ถึงกำหนดชำระ หรือจัดหาประกันเงินภาษีอากรให้เสร็จ สิ้นตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ก่อนออกเดินทาง

  16. ๔ ตรี

    ให้คนต่างด้าวซึ่งจะเดินทางออกจากประเทศไทยยื่นคำร้องตาม แบบที่อธิบดีกำหนดเพื่อขอรับใบผ่านภาษีอากรภายในกำหนดเวลาไม่เกินสิบห้ วันก่อนออกเดินทาง ไม่ว่ามีเงินภาษีอากรที่ต้องชำระหรือไม่ การยื่ คำร้องตามความในวรรคก่อนถ้าผู้ยื่นคำร้องมีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ในเขต จังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี ให้ยื่นต่ออธิบดีหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย ถ้ามีภูมิลำเนาหรือพักอยู่ใน เขตจังหวัดอื่นให้ยื่นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนั้นหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย คนต่างด้าวผู้ใดไม่ยื่นคำร้องขอรับใบผ่านภาษีอากรตามความในวรรคก่อนหรือยื่น คำร้องแล้วแต่ยังไม่ได้รับใบผ่านภาษีอากร เดินทางออกจากประเทศไทยหรือพยายามเดินทางออก จากประเทศไทยนอกจากจะมีความผิดตามบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรนี้ ให้คนต่างด้าวผู้นั้นเสีย เงินเพิ่มร้อยละ ๒๐ของเงินภาษีอากรที่จะต้องเสียทั้งสิ้นอีกด้วย เงินเพิ่มตามมาตรานี้ให้ถือเป็นค่า ภาษีอากร

  17. ๔ จัตวา

    บทบัญญัติมาตรา ๔ทวิ และมาตรา ๔ตรี ไม่ใช้บังคับแก่คนต่าง ด้าวผู้เดินทางผ่านประเทศไทย หรือเข้ามา และอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะ รวมกันไม่เกินเก้าสิบวันในปีภาษีใด โดยไม่มีเงินได้พึงประเมิน หรือคนต่างด้าวที่อธิบดีประกาศกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี

  18. ๔ เบญจ

    ให้ผู้รับคำร้องตามมาตรา ๔ตรี ตรวจสอบว่า ผู้ยื่นคำร้องมีภาษี อากรที่จะต้องเสียตามมาตรา ๔ทวิ หรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ออกใบผ่านภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนด ให้แก่ผู้ยื่นคำร้อง ถ้าในการตรวจสอบตามความในวรรคก่อนปรากฏว่า ผู้ยื่นคำร้องมีเงินภาษีอากรที่ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๒๕๐๒ ต้องเสียตามมาตรา ๔ทวิ และผู้ยื่นคำร้องได้นำเงินภาษีอากรมาชำระครบถ้วนแล้วก็ดี หรือไม่อาจ ชำระได้ทั้งหมดหรือได้ช ระแต่บางส่วน และผู้ยื่นคำร้องได้จัดหาผู้ค้ำประกันหรือหลัประกันที่อธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเห็นสมควรมาเป็นประกันเงินค่าภาษีอากรนั้นแล้วก็ดี ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่ นภาษีอากรให้

  19. ๔ ฉ

    ในกรณีที่ผู้รับคำร้องตามมาตรา ๔ตรี พิจารณาเห็นว่า ผู้ยื่นคำร้องมี เหตุผลสมควรจะต้องเดินทางออกจากประเทศไทยเป็นการรีบด่วนและชั่วคราว และผู้ยื่นคำร้องมี หลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทยพอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระ ให้อธิบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายออกใบผ่านภาษีอากรให้

  20. ๔ สัตต

    ภายใต้บงคับมาตรา ๔อัฏฐ ใบผ่านภาษีอากรให้มีอายุใช้ได้ สิบห้าวันนับแต่วันออก ถ้ามีการขอต่ออายุใบผ่านภาษีอากรก่อนสิ้นอายุ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการ จังหวัดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะต่ออายุให้อีกสิบห้าวันก็ได้

  21. ๔ อัฏฐ

    คนต่างด้าวซึ่งมีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าออกประเทศไทยเป็น ปกติธุระเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ ได้รับมอบหมายแล้วแต่กรณี ขอให้ออกใบผ่านภาษีอากรให้ใช้เป็นประจำก็ได้ ถ้าผู้รับคำร้องพิจารณา เห็นว่าคนต่างด้าวผู้นั้นมีความจำเป็นดังที่ร้องขอ และมีหลักประกันหรือหลักทรัพย์อยู่ในประเทศไทย พอคุ้มค่าภาษีอากรที่ค้างหรือที่จะต้องชำระแล้ว จะออกใบผ่านภาษีอากรให้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ก็ได้ ใบผ่านภาษีอากรเช่นว่านี้ให้มีกำหนดเวลาใช้ได้ตามที่ะบุในใบผ่านภาษีอากรนั้ แต่ต้องไม่เกิน กว่าหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันออก

  22. ๔ นว

    คนต่างด้าวผู้ใดเดินทางออกจากประเทศไทยโดยไม่มีใบผ่านภาษี อากรซึ่งต้องมีตามความในประมวลรัฎากรนี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพับาทหรือจำคุกไม่ เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ คนต่างด้าวผู้ใดพยายามกระทำการเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน

  23. ๔ ทศ

    ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายสั่งให้ดอกเบี้ยแก่ผู้ได้รับคืนเงิน ภาษีอากรในอัตราร้อยละ๑ต่อเดือนหรือเศษของเดือนของเงินภาษีอากรที่ได้รับคืนโดยไม่คิดทบต้น ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ดอกเบี้ ยที่ให้ตามวรรคหนึ่งมิให้เกินกว่าจำนวนเงิ ภาษีอากรที่ได้ับคื และให้จ่าย จากเงินภาษีอากรที่จัดเก็บได้ตามประมวลรัษฎากรนี้

  24. ลักษณะ ๒ ภาษีอากรฝ่ายสรรพากร

  25. หมวด ๑ บทเบ็ดเสร็จทั่วไป

    21 มาตรา
  26. ภาษีอากรซึ่ บัญญัติไว้ในลัษณะนี้ ให้อยู่ในอำนาจหน้ ที่และการ ควบคุมของกรมสรรพากร

  27. ในกรณีทั้งปวงซึ่งคณะบุคคลเป็นผู้มีหน้าที่และคณะนั้นมิใช่นิติบุคคล ให้ ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ

  28. บรรดารายการ รายงาน หรือเอกสารอื่น ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจด ทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องทำยื่นนั้น ให้ รรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการเป็ผู้ลงลายมือชื่อ

  29. หมายเรียก หนังสือแจ้งให้เสียภาษีอากรหรือหนังสืออื่นซึ่งมีถึงบุคคล ใดตามลักษณะนี้ ให้ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ หรือให้เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่ง ณ ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของบุคคลนั้นในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก หรือ ในเวลาทำการของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบผู้รับ ณภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานของผู้รับ จะส่ง ให้แก่บุคคลใดซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วและอยู่หรือทำงานในบ้านหรือสำนักงานที่ปรากฏว่าเป็นของผู้รับ นั้นก็ได้ กรณีไม่สามารถส่งตามวิธีในวรรคหนึ่งได้ หรือบุคคลนั้นออกไปนอกราชอาณาจักร ให้ใช้วิธีปิดหมาย หนังสือแจ้งหรือหนังสืออื่น แล้วแต่กรณี ในที่ ซึ่งเห็นได้ง่ายณที่อยู่ หรือสำนักงาน ของบุคคลนั้น หรือบ้านที่บุคคลนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรครั้ง สุดท้าย หรือโฆษณาข้อความย่อในหนังสือพิมพ์ที่จำหน่ายเป็นปกติในท้องที่นั้นก็ได้ เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวข้างต้นแล้ว ให้ถือว่าเป็นอันได้รับแล้ว

  30. เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นถ้าจำเป็นต้องคำนวณเงินตรา ๒๔๙๔ ต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อปฏิบัติการตามลักษณะนี้ ให้คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนซึ่ง กระทรวงการคลังประกาศเป็นคราวๆ

  31. ๙ ทวิ

    เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่ งอื่น ถ้าจะต้องตีราคาทรัพย์สินหรือ ประโยชน์อื่นใดเป็นเงิน ให้ถือราคาหรือค่าอันพึงมีในวันที่ได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์นั้น

  32. ๑๐

    เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการตามลักษณะนี้ ได้รู้เรื่องกิจการของผู้ เสียภาษีอากร หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใด หรือยังให้ทราบกันไปโดยวิธีใด เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

  33. ๑๐ ทวิ

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร อธิบดีมีอำนาจเปิดเผย รายละเอียดดังต่อไปนี้ (๑)๓๒ ชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ฐานภาษีมูลค่ เพิ่ม หรือจำนวน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถูกประเมินเพิ่มเติมของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น

    (๒) ชื่อผู้เสียภาษีอากรและจำนวนภาษีอากรที่เสีย

    (๓) ชื่อผู้สอบบัญชี และพฤติการณ์ของผู้สอบบัญชีเกี่ยวกับการตรวจสอบและรับรอง บัญชีตามมาตรา ๓สัตต ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด

  34. ๑๑

    เว้นแต่จะมีบทบัญญัติหรืออธิบดีจะสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ำเงินภาษีอากร ไปเสีย ณที่ว่าการอำเภอ และการเสียภาษีอากรนั้นให้ถือว่าเป็นการสมบูรณ์เมื่อได้รับใบเสร็จรับเงิน ซึ่งนายอำเภอได้ลงลายมือชื่อรับเงินแล้ว

  35. ๑๑ ทวิ

    ถ้ ผู้เสียภาษีอากรต้องการขอใบแทนใบเสร็จที่เจ้าพนักงานได้ ออกให้ไปแล้ว ให้ขอรับได้ ณที่ว่าการอำเภอโดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละ ๕๐สตางค์

  36. ๑๒

    ภาษีอากรซึ่งต้องเสียหรือนำส่งตามลักษณะนี้เมื่อถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้ามิได้เสียหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีอากรค้าง เพื่ อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งยึดหรืออายัดและขาย ๒๔๙๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรหรือนำส่งภาษีอากรได้ทั่วราชอาณาจักร โดยมิต้อง ขอให้ศาลออกหมายยึดหรือสั่ง อำนาจดักล่าวอธิบดีจะมอบให้รองอธิบดีหรือสรรพากรเขตก็ได้ ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานคร ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอำเภอมี อำนาจเช่นเดียวกับอธิบดีตามวรรคสองภายในเขตท้องที่จังหวัดหรืออำเภอนั้น แต่สำหรับนายอำเภอ นั้น จะใช้อำนาจสั่งขายทอดตลาดได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด วิธีการยึดและขายทอดตลาดทรัพย์สิน ให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งโดยอนุโลมส่วนวิธีการอายัดให้ปฏิบัติตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดดังกล่าว ให้หักค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายในการยึดและ ขายทอดตลาดและเงินภาษีอากรค้าง ถ้ามีเงินเหลือให้คืนแก่เจ้าของทรัพย์สิน ผู้ต้องรับผิดเสียภาษีอากรตามวรรคสอง ให้หมายความรวมถึงผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวก ไม่จำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วย๓๕

  37. ๑๒ ทวิ

    เมื่อได้ีคำสั่งยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๒แล้วห้ มผู้ใดทำลาย ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น หรือโอนไปให้แก่บุคคลอื่นซึ่งทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัดดังกล่าว

  38. ๑๒ ตรี

    เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๑๒ให้ผู้มีอำนาจตาม มาตรา ๑๒หรือสรรพากรจังหวัดมีอำนาจ

    (๑) ออกหมายเรียกผู้ต้องรับผิดชำระภาษีอากรค้าง และบุคคลใดๆที่มีเหตุอันควร เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากรค้างมาให้ถ้อยคำ

    (๒) สั่งบุคคลดังกล่าวใน(๑) ให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่ อันจำเป็นแก่ จัดเก็บภาษีอากรค้างมาตรวจสอบ

    (๓) ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานสรรพากรทำการตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นของบุคคลดังกล่าวใน

    (๑) การดำเนินการตาม(๑) หรือ(๒) ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วัน ได้รับหมายเรียกหรือคำสั่ง การออกคำสั่งและทำการตาม

    (๓) ต้องเป็นไปตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

  39. ๑๓

    เจ้าพนักงานผู้ใดฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา ๑๐มีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน ๕๐๐บาทหรือจำคุกไม่เกิน ๖เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ หมวด ๑ทวิ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร๓๘

  40. ๑๓ ทวิ

    ให้มี ณะกรรมการวิ จฉัยภาษีอากรประกอบด้วย ปลัด กระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมศุลกากร อธิบดีกรม สรรพสามิต ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ผู้ทรงคุณวุฒิอีกจำนวนสามคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลังเป็นเลขานุการและ ผู้ช่วยเลขานุการ

  41. ๑๓ ตรี

    ให้กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๑๓ทวิ มีวาระอยู่ใน ตำแหน่งคราวละสามปี กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้

  42. ๑๓ จัตวา

    นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๓ตรี กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

    (๑) ตาย

    (๒) ลาออก

    (๓) รัฐมนตรีให้ออก

    (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลล้มละลาย

    (๕) ได้ับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นเป็นกรรมการ แทน กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสองอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่ง ตนแทน

  43. ๑๓ เบญจ

    การประชุมคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรต้องมีกรรมการมา ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็น ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ประธานในที่ประชุม มติของคณะกรรมการให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการ ลงคะแนนถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

  44. ๑๓ ฉ

    ให้กรรมการในคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา

  45. ๑๓ สัตต

    คณะกรรมการตามมาตรา ๑๓ทวิ มีอำนาจ

    (๑) กำหนดขอบเขตในการใช้อำนาจของเจ้าพนักงานประเมินและพนักงาน เจ้าหน้าที่

    (๒) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีาร และระยะเวลาในการตรวจสอบและประเมินภาษี อากร

    (๓) วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับภาษีอากรที่กรมสรรพากรขอความเห็

    (๔) ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแก่รัฐมนตรีในการจัดเก็บภาษีอากร การกำหนดตาม (๑) และ

    (๒) เมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้เจ้าพนักงานประเมินและพนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรตาม

    (๓) ให้เป็นที่สุด และในกรณีที่มี การเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยในภายหลัง คำวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงนั้นมิให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เว้นใน กรณีที่มีคำพิพากษาอันถึงที่สุดมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ก็ให้เจ้าพนักงานประเมินหรือ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินการตามคำพิพากษาในส่วนที่เป็นโทษย้อนหลัได้เฉพาะบุคคลซึ่ง เป็นคู่ความในคดีนั้น

  46. ๑๓ อัฏฐ

    กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งมีส่วนได้เสียในเรื่องใดที่ต้อง วินิจฉัยตามมาตรา ๑๓สัตต(๓) จะเข้ ร่วมประชุมหรือลงมติในเรื่องนั้นมิได้

  47. หมวด ๒ วิธีการเกี่ยวแก่ภาษีอากรประเมิน

    3 มาตรา
  48. ๑๔

    ภาษีอากรประเมิน คือที่มีระบุไว้ในหมวดนั้น ๆ ว่าเป็นภาษีอากร ประเมิ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕

  49. ๑๕

    เว้นแต่จะมีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในหมวดต่าง ๆแห่งลักษณะนี้ ให้ ใช้บทบัญญัติในหมวดนี้บังคับแก่การภาษีอากรประเมินทุกประเภท

  50. ๑๖

    “เจ้าพนักงานประเมิน” หมายความว่ บุคคลหรือคณะบุคคลซึ่ง รัฐมนตรีแต่งตั้ง

  51. ส่วน ๑ การยื่นรายการและการเสียภาษีอากร

    16 มาตรา
  52. ๑๗

    การยื่นรายการ ให้ยื่นภายในเวลาที่กำหนดไว้ในหมวดว่าด้วยภาษีอากร ต่าง ๆและตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด ถ้าอธิบดีต้องการรายงานประจำปี หรือบัญชีงบดุลหรือบัญชีอื่น ๆประกอบแบบ แสดงรายการใดก็ให้สั่งเรียกได้ กับให้อธิบดีมีอำนาจสั่งผู้ต้องเสียภาษีอากรให้มีสมุดบัญชีพิเศษ และ ให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในสมุดบัญชีนั้นได้ เพื่อสะดวกแก่การคำนวณเงินภาษีอากรที่ต้องเสีย ตามลักษณะนี้ เมื่ออธิบดีมีคำสั่งตามที่ว่ามานี้ ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรต้องปฏิบัติตาม เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร

    (๑) ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งบุคคลเป็นการทั่วไปให้มีบัญชีพิเศษ และ ให้กรอกข้อความที่ต้องการลงในบัญชีนั้น คำสั่งเช่นว่านี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    (๒) ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้ผู้ยื่นรายการหรือผู้ต้องเสียภาษีอากรจัดทำบัญชีงบดุล หรือบัญชีอื่น ๆแสดงรายการหรือแจ้งข้อความใด ๆและยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่น รายการตามแบบแสดงรายการที่อธิบดีกำหนด๔๘

  53. ๑๘

    รายการที่ยื่นเพื่อเสียภาษีอากรนั้น ให้อำเภอหรือเจ้ พนักงานประเมิน เป็นผู้ประเมินตามที่กำหนดไว้ในหมวดภาษีอากรนั้น ๆและเมื่อได้ประเมินแล้ว ให้แจ้งจำนวนภาษี อากรที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ในกรณีที่ผู้ต้องเสียภาษีอากรถึงแก่ความตายเสียก่อนได้รับแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ ประเมิน ให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ประเมินไปยังผู้จัดการมรดกหรือ ไปยังทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดกแล้วแต่กรณี๔๙ ถ้าเมื่อประเมินแล้วไม่ต้องเรียกเก็บหรือเรียกคืนภาษีอากร การแจ้งจำนวนภาษี ที่ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ พุทธศักราช๒๔๘๓ อากรเป็นอันงดไม่ต้องกระทำ แต่อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินยังคงดำเนินการตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐และมาตรา ๒๑ได้๕๐ การประเมินตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้นำมาตรา ๒๗มาใช้บังคับโดยอนุโลม๕๑

  54. ๑๘ ทวิ

    ในกรณีจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากผู้ต้องเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้งจำนวนภาษีที่ต้องเสียไปยังผู้ต้องเสียภาษีและให้ผู้ต้องเสียภาษีชำระภาษี ภายในเจ็ดวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อนให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีใน การคำนวณภาษี ในการใช้อำนาจตามความในมาตรานี้เจ้าพนังานประเมินจะสั่งให้ยื่นรายการตาม แบบที่อธิบดีกำหนดด้วยก็ได้

  55. ๑๘ ตรี

    ภายใต้บังคับมาตรา ๑๘ทวิ ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินได้ ประเมินให้เสียภาษี บุคคลผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะต้องชำระภาษีนั้นพร้อมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามที่ บัญญัติไว้ในหมวดนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน

  56. ๑๙

    เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น กรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมี เหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ให้เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้ยื่นรายการนั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่ง ให้ผู้ยื่นรายการหรือพยานนั้นนำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้ เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย ทั้งนี้ การออกหมายเรียกดังกล่าวจะต้องกระทำ ภายในเวลาสองปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการไม่ว่าการยื่นรายการนั้นจะได้กระทำภายในเวลาที่กฎหมาย กำหนดหรือเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปหรือไม่ ทั้งนี้ แล้วแต่วันใดจะเป็นวัน หลัง เว้นแต่กรณีปรากฏหลักฐานหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ยื่นรายการมีเจตนาหลีกเลี่ยงภาษีอากร หรือเป็นกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากร อธิบดีจะอนุมัติให้ขยายเวลาการออก หมายเรียกดังกล่าวเกินกว่าสองปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ แต่กรณีขยายเวลา เพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรให้ขยายได้ไม่เกินกำหนดเวลาตามที่มีสิทธิขอคืนภาษีอากร มาตรา ๑๘วรรคสามเพิ่ มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๓ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ๒๔๙๗ ๒๕๒๗

  57. ๒๐

    เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๑๙และทราบข้อความแล้ว เจ้าพนักงาน ประเมินมีอำนาจที่จะแก้จำนวนเงินที่ ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้เดิมโดยอาศัยพยานหลักฐานที่ ปรากฏและแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

  58. ๒๑

    ถ้าผู้ต้องเสียภาษีอากรไม่ปฏิบัติตามหมายหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน ประเมินตามมาตรา ๑๙หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถาม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงาน ประเมินมีอำนาจประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้องและแจ้งจำนวนเงินซึ่งต้องชำระไปยังผู้ ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน

  59. ๒๒

    ในการประเมินตามมาตรา ๒๐หรือมาตรา ๒๑ผู้ต้องเสียภาษีต้อง รับผิดเสียเบี้ยปรับหนึ่งเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระอีก

  60. ๒๓

    ผู้ใดไม่ยื่นรายการให้อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่กรณี มี อำนาจออกหมายเรียกตัวผู้นั้นมาไต่สวน และออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้ที่ไม่ยื่นรายการหรือ พยานนั้นนำบัญชีหรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่า เจ็ดวันนับแต่วันส่งหมาย

  61. ๒๔

    เมื่อได้จัดการตามมาตรา ๒๓และทราบข้อความแล้วอำเภอหรือเจ้า พนักงานประเมิ แล้วแต่กรณี มีอำนาจประเมินเงินภาษีอากร และแจ้งจำนวนภาษีอากรที่ต้องชำระ ไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

  62. ๒๕

    ถ้าผู้ได้รับหมายหรือคำสั่งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิน แล้วแต่ รณี ไม่ปฏิบัติ ตามหมายหรือคำสั่ งของอำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมิ ตามมาตรา ๒๓ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อำเภอหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ ประเมินเงินภาษีอากรตามที่รู้เห็นว่าถูกต้อง และแจ้งจำนวนภาษีอากรไปยังผู้ต้องเสียภาษีอากร ใน กรณีนี้ห้ามมิให้อุทธรณ์การประเมิน ๒๔๙๔ ๒๔๙๔ ๒๔๘๒

  63. ๒๖

    เว้นแต่จะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในลักษณะนี้ ในการประเมินตาม มาตรา ๒๔หรือมาตรา ๒๕ผู้ต้องเสียภาษีต้องรับผิดเสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนเงินภาษีที่ต้อง ชำระ

  64. ๒๗

    บุคคลใดไม่เสียหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ใน หมวดต่าง ๆแห่งลักษณะนี้เกี่ยวกับภาษีอากรประเมินให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ต่อเดือนหรือ เศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ในกรณีอธิบดีอนุมัติให้ขยายกำหนดเวลาชำระหรือนำส่งภาษีและได้มีการชำระหรือ นำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือร้อยละ ๐.๗๕ต่อ เดือนหรือเศษของเดือ การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาการ ยื่นรายการหรือนำส่งภาษีจนถึงวันชำระหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกิ จำนวนภาษีที่ ต้องเสียหรือนำส่ง ไม่ว่าภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งนั้นจะเกิดจากการประเมินหรือคำสั่งของเจ้าพนักงาน หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาของศาล

  65. ๒๗ ทวิ

    เบี้ยปรับตามมาตรา ๒๒และมาตรา ๒๖และเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗ให้ถือเป็นเงินภาษี เบี้ยปรับตามวรรคหนึ่งอาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ รัฐมนตรี ระเบียบดังกล่าวนี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

  66. ๒๗ ตรี

    เว้นแต่จะมีบทบัญญัติไว้เป็อย่างอื่น การขอคืนภาษีอากรและ ภาษีที่ถูกหักไว้ ณที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกินกว่าที่ควรต้องเสียภาษีหรือที่ไม่มีหน้าที่ต้อง เสียให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษี ตามที่กฎหมายกำหนดเว้นแต่

    (๑) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนได้ยื่นรายการเมื่อพ้นเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือได้ยื่น รายการภายในเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไป ให้ผู้มีสิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืน ภายในสามปีนับแต่วันที่ได้ยื่นรายการ

    (๒) ในกรณีผู้มีสิทธิขอคืนอุทธรณ์การประเมินตามหมวดนี้หรือเป็นคดีในศาลให้ผู้มี สิทธิขอคืนยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินเป็น ๒๕๒๕ ๒๕๓๔ หนังสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี คำร้องขอคืนตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ผู้มีสิทธิขอคืน ยื่นคำร้องขอคืน ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้มีสิทธิขอคืนมีภูมิลำเนาหรือ ณสถานที่อื่นตามที่อธิบดี กำหนด

  67. ๒๗ จัตวา

    เพื่อประโยชน์ในการคืนภาษีอากรตามบทบัญญัติแห่งประมวล รัษฎากรเจ้าพนักงานประเมินอาจส่งหนังสือแจ้งความแก่ผู้มีสิทธิขอคืนหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมาให้ ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานอันควรแก่เรื่องเพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามที่เห็นสมควร

  68. ส่วน ๒ การอุทธรณ์

    7 มาตรา
  69. ๒๘

    การอุทธรณ์นั้น ให้อุทธรณ์ตามแบบที่อธิบดีกำหนด

  70. ๒๙

    ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอมีหน้าที่ประเมินให้ อุทธรณ์ได้ตามเกณฑ์และวิธีการดังต่อไปนี้

    (๑) ให้อุทธรณ์การประเมินของอำเภอต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในกำหนด๑๕ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน (๒)๖๖ เว้นแต่ในกรณีห้ มอุทธรณ์ตามความในมาตรา ๒๑หรือมาตรา ๒๕ให้ อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินต่อผู้ว่าราชการจังหวัดภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วัน ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ หรือรับแจ้งการประเมินตามความในมาตรา ๑๘ทวิ มาตรา ๒๐หรือ มาตรา ๒๔

    (๓) เว้ แต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ให้อุทธรณ์คำวิจฉัยอุทธรณ์ของ ข้าหลวงประจำจังหวัดต่อศาลภายในกำหนด ๑๕วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์

  71. ๓๐

    ในการอุทธรณ์การประเมินภาษีอากรที่อำเภอไม่มีหน้าที่ประเมิน ให้ อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งการประเมิน โดยให้อุทธรณ์ตามเกณฑ์และ วิธีการดังต่อไปนี้

    (๑) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๑หรือมาตรา ๒๕

    (ก) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมิ มีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดพระ นครหรือจังหวัดธนบุรี ให้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีหรือผู้แทน ๒๕๓๔ ๑๒)พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้แทนกรมอัยการและผู้แทนกรมมหาดไทย

    (ข) ถ้าเจ้าพนักงานประเมินผู้ทำการประเมินมีสำนักงานอยู่ในเขตจังหวัดอื่น ให้ อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้แทน สรรพากร เขตหรือผู้แทน และอัยการจังหวัดหรือผู้แทน

    (๒) เว้นแต่ในกรณีห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา ๓๓ให้อุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตาม(ก) จะมีหลายคณะก็ได้๖๘

  72. ๓๑

    การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษีอากร ถ้าไม่เสียภาษีอากร ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ถือเป็นภาษีอากรค้างตามมาตรา ๑๒เว้นแต่กรณีที่ผู้อุทธรณ์ได้รับ อนุมัติจากอธิบดีให้รอคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือคำพิพากษาได้ ก็ให้มีหน้าที่ชำระภายในสามสิบวันนับแต่ วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์หรือได้รับทราบคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ในกรณีที่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ให้เสียภาษีอากรเพิ่มขึ้น ผู้อุทธรณ์จะต้องชำระภายใน กำหนดเวลาเช่นเดียวกับวรรคก่อน

  73. ๓๒

    เพื่อการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๙หรือมาตรา ๓๐เจ้าพนักงาน ประเมิน ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี มีอำนาจ ออกหมายเรียกผู้อุทธรณ์มาไต่สวน ออกหมายเรียกพยานกับสั่งให้ผู้อุทธรณ์หรือพยานนั้นนำสมุด บัญชี หรือพยานหลักฐานอย่างอื่นอันควรแก่เรื่องมาแสดงได้ แต่ต้องให้เวลาล่วงหน้ ไม่น้อยกว่าสิบห้า วันนับแต่วันส่งหมาย

  74. ๓๓

    ผู้อุทธรณ์คนใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งตามมาตรา ๓๒ หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามโดยไม่ีเหตุผลอันสมควร ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะอุทธรณ์คำวินิจฉัย อุทธรณ์ต่อไป

  75. ๓๔

    คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีหน้าที่พิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๒๙ หรือมาตรา ๓๐ให้ทำเป็นหนังสือและให้ส่งไปยังผู้อุทธรณ์

  76. ส่วน ๓ บทกำหนดโทษ

    5 มาตรา
  77. ๓๕

    ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๗มาตรา ๕๐ทวิ หรือมาตรา ๕๑เว้นแต่ จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

  78. ๓๕ ทวิ

    ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๒ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และ ปรับไม่เกินสองแสนบาท ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย เว้นแต่จะพิสู จน์ได้ว่า ตน มิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

  79. ๓๖

    ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของ อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายหรือสรรพากรจังหวัด เจ้าพนักงานประเมินผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ กรรมการที่ออกตามมาตรา ๑๒ตรี มาตรา ๑๙มาตรา ๒๓หรือมาตรา ๓๒หรือไม่ยอมตอบคำถาม เมื่อซักถาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  80. ๓๗

    ผู้ใด

    (๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือโดยจงใจแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จหรือตอบคำถาม ด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตาม ลักษณะนี้ หรือ

    (๒) โดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรตามลักษณะนี้ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสน บาท

  81. ๓๗ ทวิ

    ผู้ใดโดยเจตนาละเลยไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่นตามลักษณะนี้ เพื่อ หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่ ๒๕๒๕ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๕๐๒ เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

  82. หมวด ๓ ภาษีเงินได้

  83. ส่วน ๑ ข้อความทั่วไป

    2 มาตรา
  84. ๓๘

    ภาษีเงินได้น้อยู่ในประเภทภาษีอากรประเมิ และให้เจ้าพนักงาน ประเมินเป็นผู้ประเมินเกี่ยวกับภาษีในหมวดนี้

  85. ๓๙

    ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “เงินได้พึงประเมิน”๗๙ หมายความว่า เงินได้อันเข้าลักษณะพึงเสียภาษีในหมวดนี้ เงินได้ที่กล่าวนี้ให้หมายความรวมตลอดถึงทรัพย์สิน หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณ ได้เป็นเงิน เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆตามมาตรา ๔๐และเครดิตภาษีตามมาตรา ๔๗ทวิ ด้วย “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน”หมายความว่า บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลตั้งแต่สองนิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กันในลัษณะดังต่อไปนี้

    (๑) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในนิติ บุคคลหนึ่ง เป็นผู้ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนเกินกว่ากึ่งจำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคล หนึ่ง

    (๒) ผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็หุ้นส่วนซึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกิน กว่าร้อยละห้าสิบของทุนทั้งหมด ถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งมีมูลค่าเกินกว่าร้อยละห้า สิบของทุนทั้งหมด

    (๓) นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกนิติบุคคลหนึ่งเกินกว่าร้อยละห้าสิบ ของทุนทั้งหมด หรือ

    (๔) บุคคลเกินกว่ากึ่งจำนวนกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในนิติ บุคคลหนึ่ง เป็นกรรมการหรือเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการในอีกนิติบุคคลหนึ่ง “ปีภาษี”หมายความว่ ปีประดิทิน “บริษัทจดทะเบียน”๘๐ หมายความว่าบริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย “บริษัทจัดการกิจการลงทุ ”๘๑ หมายความว่าบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ ประกอบกิจการจัดการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความ ปลอดภัยหรือผาสุ แห่งสาธารณชน “กองทุนรวม”๘๒ หมายความว่า คณะบุคคลซึ่งเข้าร่วมในกองทุนซึ่งจัดตั้งและ ดำเนินการโดยบริษัทจัดการกิจการลงทุนตามโครงการในการประกอบกิจการจัดการลงทุนตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน “บริษัทเงินทุน”๘๓ หมายความว่า บริษัทเงินทุนหรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ตาม กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”๘๔ หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่ งประเทศและให้หมายความรวมถึง

    (๑) กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไรโดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การ ของรัฐบาลต่างประเทศหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

    (๒) กิจการร่วมค้า ซึ่งได้แก่ กิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไร ระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคล หรือระหว่างบริษัทและ/หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติ บุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น (๓)๘๕ มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคม ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตามมาตรา ๔๗(๗)

    (ข) (๔)๘๖ นิติบุคคลที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจา นุเบกษา “คณะบุ คลที่มิใช่นิติบุคคล”๘๗ หมายความว่ บุ คลตั้งแต่สองคนขึ้ นไปตกลง กระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ พฤศจิกายนพุทธศักราช ๒๕๒๐ มาตรา ๓๙นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”

    (๓) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ มาตรา ๓๙นิยามคำว่า “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล”

    (๔) เพิ่มโดยพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๒๙ “ขาย”๘๘ หมายความรวมถึง ขายฝาก แลกเปลี่ยน ให้ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ ครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าด้วยวิธีใด และไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือไม่แต่ไม่ วมถึ

    (๑) ขายแลกเปลี่ยน ให้ หรือโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และ ราคาหรือมูลค่าตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

    (๒) การโอนโดยทางมรดกให้แก่ทายาทซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์ “ราคาขาย”๘๙ หมายความรวมถึง ราคาที่เจ้าพนักงานประเมินกำหนดตามมาตรา ๔๙ทวิ “สิทธิครอบครอง”๙๐ หมายความถึง สิทธิครอบครองในการถือครอง อสังหาริมทรัพย์

  86. ส่วน ๒ การเก็บภาษีจากบุคคลธรรมดา

    42 มาตรา
  87. ๔๐

    เงินได้พึงประเมินนั้นคือ เงินได้ประเภทดังต่อไปนี้ รวมตลอดถึงเงิน ค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ประเภทต่าง ๆดังกล่าว ไม่ว่าในทอดใด๙๒ (๑)๙๓เงินได้เนื่องจากการจ้างแรงงานไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เบี้ยเลี้ยง โบนัส เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญเงินค่าเช่าบ้ เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่นายจ้างให้ อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่นายจ้างจ่ายชำระหนี้ใด ๆซึ่งลูกจ้างมีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆบรรดาที่ได้เนื่องจากการจ้ งแรงงาน (๒)๙๔ เงินได้เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้ ไม่ว่าจะ เป็นค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า ค่าส่วนลด เงินอุดหนุนในงานที่ทำ เบี้ยประชุม บำเหน็จโบนัส เงินค่า เช่าบ้าน เงินที่คำนวณได้จากมูลค่าของการได้อยู่บ้านที่ผู้จ่ายเงินได้ให้อยู่โดยไม่เสียค่าเช่า เงินที่ผู้จ่ายเงิน ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้จ่ายชำระหนี้ใด ๆซึ่งผู้มีเงินได้มีหน้าที่ต้องชำระ และเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆบรรดาที่ได้ เนื่องจากหน้าที่หรือตำแหน่งงานที่ทำหรือจากการรับทำงานให้นั้น ไม่ว่าหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรือ งานที่รับทำให้นั้นจะเป็นการประจำหรือชั่วคราว (๓)๙๕ ค่าแห่งกู๊ดวิลล์ ค่าแห่ ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น เงินปีหรือเงินได้มีลักษณะ เป็นเงินรายปีอันได้มาจากพินัยกรรม นิติกรรมอย่างอื่น หรือคำพิพากษาของศาล

    (๔) เงินได้ที่เป็น (ก)๙๖ ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณที่ จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตาม กฎหมายดังกล่าว หรือผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิใน หนี้ที่บริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออกและจำหน่ายครั้งแรกในราคาต่ำกว่า ราคาไถ่ถอนรวมทั้งเงินได้ที่มีลักษณะทำนองเดียวกันกับดอกเบี้ย ผลประโยชน์หรือค่าตอบแทนอื่น ๆ ที่ได้จากการให้กู้ยืมหรือจากสิทธิเรียกร้องในหนี้ทุกชนิดไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

    (ข) เงินปันผล เงินส่วนแบ่งของกำไร หรือประโยชน์อื่นใดที่ได้จากบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้ง ขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมเงินปันผลหรือเงินส่วน แบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม เฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว๙๗ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้ตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่บุตรชอบด้วย กฎหมายที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเป็นผู้มีเงิ ได้ และความเป็นสามีภริยาของบิดาและมารดาได้มีอยู่ตลอด ปีภาษี ให้ถือว่าเงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็นเงินได้ของบิดา แต่ถ้าความเป็นสามีภริยาของบิดาและ มารดามิได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ถือว่ เงินได้ของบุตรดังกล่าวเป็เงินได้ของบิดาหรือของมารดาผู้ใช้ อำนาจปกครองหรือของบิดาในกรณีบิดามารดาใช้อำนาจปกครองร่วมกัน๙๘ ความในวรรคสองให้ใช้บังคับกับบุตรบุญธรรมที่ยังไม่บรรลุิติภาวะซึ่งเป็นผู้มี เงินได้ด้วยโดยอนุโลม๙๙

    (ค) เงินโบนัสที่จ่ายแก่ผู้ถือหุ้น หรือผู้เป็นหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคล

    (ง) เงินลดทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะส่วนที่จ่ายไม่เกินกว่า กำไรและเงินที่กันไว้รวมกัน ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ ๖)พ.ศ. ๒๕๒๓

    (จ) เงินเพิ่มทุนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งจากกำไรที่ได้มาหรือ เงินที่กันไว้รวมกัน

    (ฉ) ผลประโยชน์ที่ได้จากการที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน หรือ รับช่วงกัน หรือเลิ กัซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกิ กว่าเงินทุน (ช)๑๐๐ ผลประโยชน์ที่ได้จากการโอนการเป็นหุ้นส่วนหรือโอนหุ้น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะซึ่งตีราคาเป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุน (๕)๑๐๑ เงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้เนื่องจาก

    (ก) การให้เช่าทรัพย์สิน

    (ข) การผิดสัญญาเช่าซื้อทรัพย์สิน

    (ค) การผิดสัญญาซื้อขายเงินผ่อนซึ่งผู้ขายได้รับคืนทรัพย์สินที่ซื้อขายนั้นโดย ไม่ต้องคืนเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้ว ในกรณี(ก) ถ้าเจ้ พนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้มีเงิ ได้แสดงเงินได้ ต่ำไปไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเงินได้นั้นตามจำนวนเงินที่ ทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ตามปกติ และให้ถือว่าจำนวนเงินที่ประเมินนี้เป็นเงินได้พึงประเมินของ ผู้มีเงินได้ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒ หมวด ๒ลักษณะ ๒มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณี(ข) และ(ค) ให้ถือว่าเงินหรือประโยชน์ที่ได้รับไว้แล้วแต่วันทำสัญญา จนถึงวันผิดสัญญาทั้งสิ้น เป็นเงินได้พึงประเมินของปีที่มีการผิดสัญญานั้น

    (๖) เงิ ได้จากวิชาชีพอิ ระ คือวิชากฎหมายการประกอบโรคศิลปวิศวกรรม สถาปัตยกรรมการบัญชี ประณีตศิลปกรรมหรือวิชาชีพอิสระอื่นซึ่งจะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนด ชนิดไว้

    (๗) เงินได้จากการรับเหมาที่ผู้รับเหมาต้องลงทุนด้วยการจัดหาสัมภาระในส่วนาคัญนอกจากเครื่องมือ

    (๘) เงินได้จากการธุรกิจ การพาณิชย์ การเกษตรการอุตสาหกรรมการขนส่ง หรือ การอื่นนอกจากที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง

    (๗) แล้ว เงินค่าภาษีอากรตามวรรคหนึ่ ง ถ้าผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้สำหรับเงินได้ ประเภทใดไม่ว่าทอดใด หรือในปีภาษีใดก็ตาม ให้ถือเป็นเงินได้ประเภทและของปีภาษีเดียวกันกับเงิน ได้ที่ออกแทนให้นั้น๑๐๒ ที่ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒

  88. ๔๐ ทวิ

    ผู้ใดส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของานักงานใหญ่ สาขาตัวการตัวแทนนายจ้าง หรือลูกจ้างให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้ ไปนั้นเป็นการขาย ในประเทศไทยด้วย และให้ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้พึงประเมินในปีที่ ส่งไปนั้น ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

    (๑) เป็นของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

    (๒) เป็นของผ่านแดน

    (๓) เป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรแล้วส่งกลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายในหนึ่ง ปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

    (๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักรแล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งใน ราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้ ออกไปนอกราชอาณาจั

  89. ๔๑

    ผู้ เงิ ได้พึ ประเมิ ตามมาตรา ๔๐ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในประเทศไทย หรือเนื่องจากกิจการของนายจ้างในประเทศไทย หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย ต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ไม่ว่าเงินได้นั้นจะจ่าย ในหรือนอกประเทศ ผู้อยู่ในประเทศไทยมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ในปีภาษีที่ล่วงมาแล้ว เนื่องจากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศ หรือเนื่องจากทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศ ต้อง เสียภาษีเงินได้ตามบทบัญญัติในส่วนนี้เมื่อนำเงินได้พึงประเมินนั้นเข้ามาในประเทศไทย ผู้ใดอยู่ในประเทศไทยชั่วระยะเวลาหนึ่งหรือหลายระยะรวมเวลาทั้ หมดถึงหนึ่งร้อย แปดสิบวันในปีภาษีปีใด ให้ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้อยู่ในประเทศไทย

  90. ๔๑ ทวิ

    ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครองใน อสังหาริมทรัพย์โดยไม่มค่าตอบแทนให้ถือว่าผู้โอนเป็นผู้มีเงินได้และต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติใน ส่วนนี้

  91. ๔๒

    เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้

    (๑) ค่าเบี้ยเลี้ยง หรือค่าพาหนะซึ่งลูกจ้าง หรือผู้รับหน้าที่หรือตำแหน่งงานหรือผู้รับ ทำงานให้ได้จ่ายไปโดยสุจริตตามความจำเป็นเฉพาะในการที่ต้องปฏิบัติการตามหน้าที่ของตนและได้ ๒๕๐๒ ๒๕๒๕ จ่ายไปทั้งหมดในการนั้น

    (๒) ค่ พาหนะและเบี้ ยเลี้ ยงเดิ ทางตามอัตราที่ รัฐบาลกำหนดไว้โดยพระราช กฤษฎีกาว่าด้วยอัตราค่าพาหนะและเบี้ยเลี้ยงเดินทาง (๓)๑๐๗ เงินค่าเดินทางซึ่งนายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเฉพาะส่วนที่ลูกจ้างได้จ่ายทั้งหมด โดยจำเป็นเพื่อการเดินทางจากต่างถิ่นในการเข้ารับงานเป็นครั้งแรก หรือในการกลับถิ่นเดิมเมื่อการ จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้รวมถึงเงินค่าเดินทางที่ลูกจ้างได้รับในการกลับถิ่นเดิมและใน การเข้ารับงานของนายจ้างเดิมภายในสามร้อยหกสิบห้าวันนับแต่วันที่การจ้างครั้งก่อนได้สิ้นสุดลง

    (๔) ในกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างได้ทำสัญญากันโดยสุจริตก่อนใช้พระราชบัญญัติ ภาษีเงินได้ พุทธศักราช ๒๔๗๕มีข้อกำหนดว่านายจ้างจะชำระเงินบำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียมเงินค่า นายหน้า หรือเงินโบนัสให้แก่ลูกจ้างเป็นจำนวนเดียวเมื่อการงานที่จ้างได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้เงินเต็ม จำนวนนั้นจะได้ชำระภายหลังที่ใช้บทบัญญัติในส่วนนี้ก็ดี เงิ บำเหน็จ เงินค่าธรรมเนียมเงินค่า นายหน้า หรือเงินโบนัสส่วนที่เป็นค่าจ้างแรงงานอันได้ทำในเวลาก่อนใช้พระราชบัญญัติภาษีเงินได้ พุทธศักราช๒๔๗๕นั้น ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

    (๕) เงินเพิ่มพิเศษประจำตำแหน่ง และเงินค่าเช่าบ้าน หรือบ้านที่ให้อยู่โดยไม่ต้อง เสียค่าเช่า สำหรับข้าราชการสถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ

    (๖) เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการซื้ออากรแสตมป์หรือแสตมป์ไปรษณียากร ของรัฐบาล

    (๗) เบี้ยประชุมกรรมาธิการหรือกรรมการหรือค่าสอน ค่าสอบที่ทางราชการหรือ สถานศึกษาของทางราชการจ่ายให้ (๘)๑๐๘ ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

    (ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะ ประเภทฝากเผื่อเรีย

    (ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

    (ค) ดอกเบี้ยเงิ ฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ ยคืนเมื่อทวงถาม ประเภทออมทรัพย์เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่ง หมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด (๙)๑๐๙ การขายสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดก หรือสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่ง ในทางการค้าหรือหากำไร แต่ไม่รวมถึงเรือกำปั่น เรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟ หรือเรือ ยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไปหรือแพ (๑๐)เงินได้ที่ได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา เงินได้ที่ได้รับจากการรับ มรดกหรือจากการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ (๑๑)๑๑๐ รางวัลเพื่อการศึกษาหรือค้นคว้าในวิทยาการ รางวัลสลากกินแบ่ง หรือ สลากออมสินของรัฐบาลรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้ในการประกวดหรือแข่งขันซึ่งผู้รับมิได้มีอาชีพใน การประกวดหรือแข่งขัน หรือสินบนรางวัลที่ทางราชการจ่ายให้เพื่อประโยชน์ในการปราบปรามการ กระทำความผิด (๑๒)บำนาญพิเศษบำเหน็จพิเศษ บำนาญตกทอดหรือบำเหน็จตกทอด

    (๑๓) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด เงินที่ได้จากการประกันภัย หรือการฌาปนกิจ สงเคราะห์ (๑๔)๑๑๑ (ยกเลิก) (๑๕)๑๑๒ เงินได้ของชาวนาที่ได้จากการขายข้าวอันเกิดจากกสิกรรมที่ตนและหรือ ครอบครัวได้ทำเอง (๑๖)เงินได้ที่ได้รับจากกองมรดกซึ่งต้องเสียภาษีตามความในมาตรา ๕๗ทวิ (๑๗)เงินได้ตามที่จะได้กำหนดยกเว้นโดยกฎกระทรวง (๑๘)๑๑๓ รางวัลสลากบำรุงกาชาดไทย เงินได้จากการขายหรือส่วนลดจากการซื้อ สลากบำรุงกาชาดไทย (๑๙)๑๑๔ ดอกเบี้ยที่ได้รับตามมาตรา ๔ทศ (๒๐)๑๑๕ (ยกเลิก) (๒๑)๑๑๖ (ยกเลิก) (๒๒)๑๑๗ (ยกเลิก) (๒๓)๑๑๘ เงินได้จากการขายหน่วยลงทุนในกองทุนรวม (๒๔)๑๑๙ เงินได้ของกองทุนรวม ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๑๘)พ.ศ. ๒๕๐๔ พุทธศักราช ๒๕๑๕ พุทธศักราช ๒๕๑๕ ๒๕๑๗ ๒๕๑๗ (๒๕)๑๒๐ เงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจากกองทุนประกันสังคมตาม กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม

  92. ๔๒ ทวิ

    เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ยอมให้ หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๔๐แต่รวมกันต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

  93. ๔๒ ตรี

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) เฉพาะที่เป็นค่าแห่ง ลิขสิทธิ์ยอมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ ๔๐แต่ต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท๑๒๓ ในกรณีสามีภริยาต่ งฝ่ายต่างมีเงินได้ตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ ตลอดปีภาษีให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง

  94. ๔๓

    เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๕) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  95. ๔๔

    เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๖) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  96. ๔๕

    เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๗) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ได้ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  97. ๔๖

    เงินได้พึงประเมินตามความในมาตรา ๔๐(๘) ยอมให้หักค่าใช้จ่าย ๒๕๓๓ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ได้ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  98. ๔๗

    เงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐เมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ทวิ ถึง มาตรา ๔๖แล้ว เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้หักลดหย่อนได้อีกดังต่อไปนี้

    (๑) ลดหย่อนให้สำหรับ (ก)๑๒๙ ผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐บาท (ข)๑๓๐ สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ๓๐,๐๐๐บาท (ค)๑๓๑ บุตรชอบด้วยกฎหมายหรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบุตรชอบ ด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ด้วย

    (๑) ที่เกิดก่อนหรือใน พ.ศ. ๒๕๒๒หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมก่อน พ.ศ. ๒๕๒๒คนละ๑๕,๐๐๐บาท

    (๒) ที่เกิดหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒หรือที่ได้รับเป็นบุตรบุญธรรมในหรือหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒คนละ๑๕,๐๐๐บาทแต่ วมกันต้องไม่เกินสามคน ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตรทั้งตาม

    (๑) และ(๒) การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้นำบุตรตาม

    (๑) ทั้งหมดมาหักก่อน แล้วจึงนำบุตรตาม

    (๒) มาหัก เว้นแต่ ในกรณีผู้มีเงินได้มีบุตร ตาม(๑) ที่มีชีวิตอยู่รวมเป็นจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะนำบุตรตาม

    (๒) มาหักไม่ได้ แต่ถ้าบุตรตาม

    (๑) มีจำนวนไม่ถึงสามคน ให้นำบุตรตาม

    (๒) มาหักได้โดยเมื่อรวมกับบุตรตาม

    (๑) แล้วต้องไม่เกิน สามคน การนับจำนวนบุตรให้นับเฉพาะบุตรที่มีชีวิตอยู่ตามลำดับอายุสูงสุดของ บุตรโดยให้นับรวมทั้งบุตรที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ได้รับการหักลดหย่อนด้วย การหักลดหย่อนสำหรับบุตร ให้หักได้เฉพาะบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินยี่สิบห้าปี และยังศึกษาอยู่ ในมหาวิทยาลัยหรือชั้ อุดมศึกษา หรือซึ่ เป็ผู้เยาว์หรือศาลสั่ ให้เป็นคนไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถอันอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดู แต่มิให้หักลดหย่อนสำหรับ บุตรดังกล่าวที่มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตั้งแต่ ๑๕,๐๐๐บาทขึ้นไปโดยเงิ ได้พึงประเมิน นั้นไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๔๒ การหักลดหย่อนสำหรับบุตรดังกล่าว ให้หักได้ตลอดปีภาษี ไม่ว่ากรณีที่ จะหักได้นั้นจะมีอยู่ตลอดปีภาษีหรือไม่ และในกรณีบุตรบุญธรรมนั้นให้หักลดหย่อนในฐานะบุตรบุญ ธรรมได้แต่ฐานะเดียว

    (ง) เบี้ยประกันภัยที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงิน ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตมี ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ.๒๕๓๔ กำหนดเวลาตั้งแต่สิบปีขึ้นไป และการประกันชีวิตนั้นได้เอาประกันไว้กับผู้รับประกันภัยที่ประกอบ กิจการประกันชีวิตในราชอาณาจักร๑๓๒ ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้มีการประกันชีวิต และความเป็นสามีภริยา ได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเบี้ยประกัที่จ่ายสำหรับการประกันชีวิตของสามี หรือภริยานั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง๑๓๓ (จ)๑๓๔ (ยกเลิก) (ฉ)๑๓๕ บุตรของผู้มีเงินได้ซึ่งมีสิทธิหักลดหย่อนตามเงื่อนไขใน

    (ค) และยังศึกษา อยู่ในสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันศึกษาเอกชนหรือโรงเรียน ราษฎร์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์ ให้หักลดหย่อนเพื่อการศึกษาได้อีกคนละ๒,๐๐๐บาท (ช)๑๓๖ เงินสะสมที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ก หนดโดยกฎกระทรวงตามมาตรา ๖๕ตรี

    (๒) ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐บาท๑๓๗ ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้จ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนารองเลี้ยงชีพตาม วรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ด้วยสำหรับเงินสะสมของ สามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นตามเกณฑ์ในวรรคหนึ่ง (ซ)๑๓๘ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น บริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้นตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน๑๐,๐๐๐ บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี และประกาศในราชกิจจา นุเบกษาอาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมที่ดินด้วย (ฌ)๑๓๙ เงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมตามกฎหมายว่า ด้วยการประกันสัคมตามจำนวนที่จ่ ยจริง ในกรณีสามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ ซึ่งเป็นผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้า มาตรา ๔๗(๑)

    (ง) วรรคหนึ่ง แก้ไขเพิ่มเติ โดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อย แห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ ๒๘กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๒๕ กองทุนประกันสังคมตามวรรคหนึ่ง และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้ ด้วยสำหรับเงินสมทบของสามีหรือภริยาที่จ่ายเข้ากองทุนประกัสังคมดังกล่าวตามเกณฑ์ในวรรค หนึ่ง๑๔๐ (ญ)๑๔๑ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของผู้มีเงินได้ รวมทั้งบิดามารดาของสามี หรือภริยาของผู้มีเงินได้คนละสามหมื่นบาทโดยบุคคลดังกล่าวต้องมีอายุหกสิบปีขึ้นไป มีรายได้ไม่ เพียงพอแก่การยังชีพ และอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ง ให้หักลดหย่อนสำหรับเงินได้พึงประเมิน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๔๗ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. ๒๕๔๘เป็นต้นไป (ฎ)๑๔๒ ค่าอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดา สามีหรือภริยา บุตรชอบด้วยกฎหมาย หรือบุตรบุญธรรมของผู้มีเงินได้ บิดามารดาหรือบุตรชอบด้วยกฎหมายของสามีหรือภริยาของผู้มีเงิน ได้ หรือบุคคลอื่นที่ผู้มีเงินได้เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคน พิ คนละหกหมื่นบาทโดยบุคคลดักล่ วต้องเป็คนพิารซึ่ งมีบัตรประจำตัวคนพิการตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ หรือเป็นคนทุพพลภาพ มีรายได้ไม่ เพียงพอแก่การยังชีพและอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และ เงื่อนไข รวมทั้งจำนวนคนพิการและคนทุพพลภาพในความอุปการะเลี้ยงดูของผู้มีเงินได้ที่อธิบดี ประกาศกำหนด การหักลดหย่อนสำหรับบุตรบุญธรรมให้หักได้ในฐานะบุตรบุญธรรมเพียงฐานะ เดียว ค่ อุปการะเลี้ยงดูตามวรรคหนึ่ ให้หัลดหย่อนสำหรับเงิ ได้พึ ประเมิ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๒ที่จะต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. ๒๕๕๓เป็นต้นไป (๒)๑๔๓ ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ การหักลดหย่อนตาม(๑)

    (ก) และ(ข) ให้หักลดหย่อนรวมกันได้ ๖๐,๐๐๐บาท (๓)๑๔๔ ในกรณีผู้มีเงิ ได้ิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย การหักลดหย่อนตาม(๑) (ข)

    (ค) และ(ฉ) ให้หักได้เฉพาะสามีหรือภริยาและบุตรที่อยู่ในประเทศไทย

    (๔) ในกรณีผู้มีเงินได้ถึงแก่ความตายในระหว่างปีภาษี ให้หักลดหย่อนได้เสมือน ผู้ตายมีชีวิตอยู่ตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ๑๘)พ.ศ. ๒๕๕๕ (๕)๑๔๕ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นกองมรดก ให้หักลดหย่อนได้ ๓๐,๐๐๐บาท (๖)๑๔๖ ในกรณีผู้มีเงินได้เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลให้หัก ลดหย่อนได้ตาม(๑)

    (ก) สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศ ไทยแต่รวมกันต้องไม่เกิน ๖๐,๐๐๐บาท (๗)๑๔๗ เมื่อได้หักลดหย่อนตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ

    (๖) แล้ว เหลือเท่าใดให้ หักลดหย่อนได้อีกสำหรับเงินบริจาคดังต่อไปนี้ โดยให้หักได้เท่าจำนวนที่บริจาคแต่ต้องไม่เกินร้อยละ ๑๐ของเงินที่เหลือนั้น

    (ก) เงินที่บริจาคแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาของทางราชการ

    (ข) เงินที่บริจาคเป็นสาธารณประโยชน์แก่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล หรือแก่สถานพยาบาลและสถานศึกษาอื่นนอกจากที่กล่าวใน

    (ก) ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศ กำหนดในราชกิจจานุเบกษา

  99. ๔๗ ทวิ

    ให้ผู้มีเงิ ได้ตามมาตรา ๔๐(๔)

    (ข) ซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับเครดิตในการคำนวณภาษี โดยให้นำอัตราภาษีเงินได้ที่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียหารด้วยผลต่างของหนึ่งร้อยลบด้วยอัตราภาษีเงินได้ ดังกล่าวนั้น ได้ผลลัพธ์เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับ ผลลัพธ์ที่ ได้เป็นเครดิตในการคำนวณภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ประกอบ กิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้หลายอัตรา ผู้จ่ายเงินได้ต้องระบุในหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายให้ ชัดเจนว่าเงินได้ที่จ่ายนั้นจำนวนใดได้มาจากกิจการที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในอัตราใด๑๔๙ เครดิตภาษีที่คำนวณได้ตามความในวรรคหนึ่ ให้นำมารวมคำนวณเป็นเงินได้ พึงประเมินเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำเครดิตภาษีที่ คำนวณได้ดังกล่าวหัออกจากภาษีที่ต้องเสีย ถ้ายังขาดหรือเหลือเท่าใดให้ผู้มีเงินได้เสียภาษีสำหรับ จำนวนที่ขาดหรือมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เหลือนั้นคืน ความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีเงินได้ซึ่งมิได้ีภูมิลำเนาอยู่ใน ประเทศไทยและมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้แสดงข้อความที่กำหนดให้ต้อง ระบุในหนังสือรับรองการหักภาษีณที่จ่ายตามวรรคหนึ่งไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้เครดิตภาษีที่คำนวณ ได้มีจำนวนเกินกว่าที่ผู้มีเงินได้พึงได้รับ ให้ผู้จ่ายเงินได้รับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้เท่ากับจำนวนเงินที่ได้รับ คืนเกินไปหรือที่ชำระไว้ไม่ครบและถ้าผู้จ่ายเงินได้หรือผู้มีเงินได้ไม่ชำระเงินดังกล่าวภายในเจ็ดวันนับแต่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๐๘ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้รับหนังสือแจ้งจากเจ้าพนักงานประเมิน ให้ถือว่าเงินจำนวนที่เรียกให้ชำระเป็นภาษีอากรค้าง ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบพบว่ เครดิตภาษีที่คำนวณได้มีจำนวนน้อยกว่ ที่ผู้มีเงินได้พึง ได้รับ ให้แจ้งผู้มีเงินได้ทราบถึงสิทธิที่จะได้รับเงินที่เหลือนั้นคืนตามกฎหมาย๑๕๐

  100. ๔๘

    เงินได้พึงประเมินต้องเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้ (๑)๑๕๒ เงินได้พึงประเมินเมื่อได้หักตามมาตรา ๔๒ทวิ ถึงมาตรา ๔๗หรือมาตรา ๕๗เบญจแล้ว เหลือเท่าใดเป็นเงินได้สุทธิ ต้องเสียภาษีในอัตราที่กำหนดในบัญชีอัตราภาษีเงินได้ ท้ายหมวดนี้ (๒)๑๕๓ สำหรับผู้มีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๖๐,๐๐๐บาทขึ้นไป การคำนวณภาษี ตาม(๑) ให้เสียไม่น้อยกว่าร้อยละ ๐.๕ของยอดเงินได้พึงประเมิน การนับจำนวนเงินได้พึงประเมินตาม(๒) ไม่ วมถึงเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐ (๑)๑๕๔ (๓)๑๕๕ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้โดยไม่ต้องนำไป รวมคำนวณภาษีตาม(๑) และ(๒) ก็ได้ สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๔)

    (ก) และ(ช) ดังต่อไปนี้

    (ก) ดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรดอกเบี้ย เงินฝากสหกรณ์ ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงินที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคล อื่น ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ดอกเบี้ยที่ได้จาก สถาบันการเงินที่ มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้ งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่ อส่งเสริม เกษตรกรรมพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม

    (ข) ผลต่างระหว่างราคาไถ่ถอนกับราคาจำหน่ายตั๋วเงิน หรือตราสารแสดง สิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก

    (ค) ผลประโยชน์ท่ได้จากการโอนพัธบัตรหุ้นกู้ หรือตั๋วเงิน หรือตราสาร แสดงสิทธิในหนี้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก ทั้งนี้ เฉพาะที่ตีราคา เป็นเงินได้เกินกว่าที่ลงทุ ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยจะเลือกเสียภาษีในอัตราร้อยละ ๑๐.๐ของเงิน ได้ โดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม

    (๑) และ(๒) ก็ได้สำหรับเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๔)

    (ข) ที่ ได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กองทุนรวมหรือสถาบันการเงินที่ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ ๒๙)พ.ศ. ๒๕๓๔ มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม๑๕๖ (๔)๑๕๗ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม

    (๑) และ(๒) ก็ได้ เฉพาะเงินได้ตามมาตรา ๔๐(๘) ที่ได้รับจากการขายอสัหาริ ทรัพย์อัเป็มรดกหรือ อสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไรดังต่อไปนี้

    (ก) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ได้รับจากการให้โดยเสน่หาให้หักค่าใช้จ่ายร้อยละ๕๐ของเงินได้ เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิแล้ว หารด้วยจำนวนปีที่ถือครองได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้ คูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็นเงินภาษีที่ต้องเสีย

    (ข) เงินได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก

    (ก) ให้หัก ค่าใช้จ่ายได้ตามที่ก หนดโดยพระราชกฤษฎี เหลือเท่าใดถือเป็นเงินได้สุทธิ แล้วหารด้วยจำนวนปีที่ ถือครอง ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้คำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ได้เท่าใดให้คูณด้วยจำนวนปีที่ ถือครองผลลัพธ์ที่ได้เป็เงินภาษีที่ต้องเสีย ในกรณีที่เสียภาษีโดยไม่นำไปรวมคำนวณภาษีตาม

    (๑) และ(๒) เมื่อคำนวณภาษี แล้วต้องเสียไม่เกินร้อยละ ๒๐ของราคาขาย๑๕๘ ในกรณีที่เสียภาษีโดยนำไปรวมคำนวณภาษีตาม

    (๑) และ(๒) ให้หักค่าใช้จ่ายร้อย ละ๕๐ของเงินได้ตาม

    (ก) หรือตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาตาม(ข) แล้วแต่กรณี เหลือเท่าใด นำไปรวมคำนวณภาษีกับเงินได้อย่างอื่น คำว่า “จำนวนปีที่ถือครอง” ใน

    (ก) หรือ(ข) หมายถึงจำนวนปีนับตั้งแต่ปีที่ได้ กรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองในอสัหาริ ทรัพย์ ถึ ปีที่โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองใน อสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้าเกินสิบปีให้นับเพียงสิบปีและเศษของปีให้นับเป็นหนึ่งปี (๕)๑๕๙ ผู้มีเงินได้จะเลือกเสียภาษีโดยไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีตาม(๑) และ(๒) ก็ได้ สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียว เพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ ยจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด โดยให้นำเงินได้พึงประเมินดังกล่าวหักค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเท่ากับ ๗,๐๐๐บาทคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงาน แต่ไม่เกินเงินได้พึงประเมิน เหลือเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายอีก ร้อยละ๕๐ของเงินที่เหลือนั้นแล้วคำนวณภาษีตามอัตราภาษีเงินได้ ในกรณีเงินได้พึงประเมินดังกล่าวจ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จจำนวนหนึ่งและเงิน บำนาญอีกจำนวนหนึ่ง ให้ถือว่าเฉพาะเงินที่จ่ายในลักษณะเงินบำเหน็จเป็นเงินซึ่งนายจ้างจ่ายให้ครั้ง เดียวเพราะเหตุออกจากงานและให้ลดค่าใช้จ่ายจำนวน ๗,๐๐๐บาทลงเหลือ ๓,๕๐๐บาท ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๒๕ ๒๕๓๔ จำนวนปีที่ทำงานตามวรรคหนึ่ง ในกรณีเงินบำเหน็จหรือเงินอื่นใดในลักษณะ เดียวกัน ที่ทางราชการจ่ายให้ถือจำนวนปีที่ใช้เป็นเกณฑ์คำนวณเงินบำเหน็จหรือเงิ อื่นในลักษณะ เดียวกันนั้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของทางราชการ ในการคำนวณจำนวนปีที่ทำงาน นอกจากกรณีตามวรรคสามเศษของปี ถ้าถึงหนึ่ง ร้อยแปดสิบสามวันให้ถือเป็นหนึ่งปี ถ้าไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสามวันให้ปัดทิ้ง

  101. ๔๘ ทวิ

    ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอดหนึ่ง ทอดใดหรือทุกทอดที่ซื้อสินค้าขององค์การของรัฐบาลตามวิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าตามที่ กำหนดโดยกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงินได้จากการขายสินค้านั้น ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี๑๖๑

  102. ๔๘ ตรี

    (ยกเลิก)

  103. ๔๙

    ในกรณีที่ผู้มีเงินได้มิได้ยื่นรายการเงินได้ หรือเจ้าพนักงานประเมิน พิจารณาเห็นว่า ผู้มีเงินได้ยื่นรายการเงินได้ต่ำกว่าจำนวนที่ควรต้องยื่น ให้เจ้าพนักงานประเมินโดย อนุมัติอธิบดีมีอำนาจที่จะกำหนดจำนวนเงินได้สุทธิขึ้น ทั้งนี้ โดยถือเงินหรือทรัพย์สินซึ่งเป็น กรรมสิทธิ์ หรือเข้ามาอยู่ในครอบครองของผู้มีเงินได้ หรือรายจ่ายของผู้มีเงินได้ หรือฐานะความ เป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของผู้มีเงินได้ หรือสถิติเงินได้ของผู้มีเงินได้เอง หรือของผู้อื่นที่กระทำกิจการ ทำนองเดียวกับของผู้มีเงินได้เป็นหลักในการพิจารณา แล้วทำการประเมินแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระ ไปยังผู้ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๙ถึงมาตรา ๒๖มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  104. ๔๙ ทวิ

    ในกรณีที่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ รอบครองใน อสังหาริมทรัพย์โดยมีหรือไม่มีค่าตอบแทนไม่ว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของ อสังหาริมทรัพย์นั้นจะเป็นอย่างไรก็ตาม ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสัหาริมทรัพย์นั้น โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตาม ประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นราคาที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๒๖)พ.ศ. ๒๕๒๕ ๒๕๓๔ ๒๘)พ.ศ. ๒๕๓๔

  105. ๕๐

    ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมินตามมาตรา ๔๐หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้

    (๑) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่ จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จ นวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษีตาม เกณฑ์ในมาตรา ๔๘เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงิน เท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัวเหลือเศษ เท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) และ(๒) ซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงานซึ่งได้คำนวณจ่ายจากระยะเวลาที่ทำงานและได้จ่ายตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๕) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น เท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น๑๖๖ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๒) นอกจากที่ระบุไว้ในวรรคสามที่จ่าย ให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทย ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ๑๕.๐ของเงินได้๑๖๗ (๒)๑๖๘ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) และ(๔) ให้คำนวณหักตาม อัตราภาษีเงินได้ เว้นแต่

    (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๓) และ(๔) นอกจากที่ระบุไว้ ใน (ข) (ค)

    (ง) และ(จ) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้

    (ข) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘(๓) (ก) และ

    (ค) ให้ คำนวณหักในอัตราร้อยละ๑๕.๐ของเงินได้

    (ค) ในกรณีเงินได้พึงประเมินที่ระบุในมาตรา ๔๘(๓)

    (ข) ให้ถือว่าผู้ออกตั๋วเงิน ผู้ออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือนิติบุคคลผู้โอนตั๋วเงินหรือตราสารดังกล่าว ให้แก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี เงินได้ตามส่วนนี้เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมิน และให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากผู้มีเงินได้ในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้และให้ถือว่าภาษีที่เรียกเก็บนั้นเป็นภาษีที่หักไว้

    (ง) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)

    (ก) ที่มิได้ระบุใน(ข) และ

    (ค) แห่งมาตรานี้ ถ้าผู้จ่ายเงินได้มิใช่เป็นนิติบุคคลและจ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยไม่ต้อง หักภาษีตามมาตรานี้

    (จ) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๔)

    (ข) ให้คำนวณหักในอัตรา ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ร้อยละ ๑๐.๐ของเงินได้ (๓)๑๖๙ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๕) และ(๖) ที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่ง มิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑๕.๐ของเงินได้ (๔)๑๗๐ นอกจากกรณีตาม(๕) ในกรณีผู้จ่ายเงินตามมาตรานี้เป็นรัฐบาล องค์การ ของรัฐบาล เทศบาลสุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ซึ่งจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐(๕) (๖) (๗) หรือ

    (๘) แต่ไม่รวมถึงการจ่ายค่าซื้อพืชผลทางการเกษตรให้กับผู้รับราย หนึ่ง ๆมีจำนวนรวมทั้งสิ้นตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่ง ๆไม่ถึง ๑๐,๐๐๐บาทก็ดี ให้คำนวณหักในอัตราร้อยละ ๑ของยอดเงินได้พึงประเมินแต่เฉพาะเงินได้ในการ ประกวดหรือแข่งขันให้คำนวณหักตามอัตราภาษีเงินได้ (๕)๑๗๑ ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๘) เฉพาะที่จ่ายให้แก่ผู้รับซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์ ให้คำนวณหักดังต่อไปนี้

    (ก) สำหรับอสังหาริมทรัพย์อันเป็นมรดกหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับจาก การให้โดยเสน่หา ให้คำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๔)

    (ก) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หัเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น

    (ข) สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางอื่นนอกจาก(ก) ให้หักค่าใช้จ่าย เป็นการเหมาตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาแล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘(๔)

    (ข) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น (๖)๑๗๒ ในกรณีการโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มี ค่าตอบแทนให้ผู้โอนหักภาษีตามเกณฑ์ใน

    (๕) โดยถือว่าผู้โอนเป็นผู้จ่ายเงินได้

  106. ๕๐ ทวิ

    ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณที่จ่าย ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายที่ได้หักไว้แล้วในปีภาษีให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณที่จ่ายสองฉบับมีข้อความตรงกัน ในกรณีและ ตามกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (๑) ในกรณีตามมาตรา ๓เตรสให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ที่จ่าย

    (๒) ในกรณีตามมาตรา ๕๐(๑) ให้ออกภายในวันที่ ๑๕กุมภาพันธ์ของปีถัดจากปี ภาษี หรือภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ผู้ถูกหักภาษี ณที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี

    (๓) ในกรณีตามมาตรา ๕๐(๒) (๓) หรือ

    (๔) ให้ออกในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณที่จ่าย หนังสือรับรองการหักภาษีณที่จ่ายให้ใช้ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๑ อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณที่จ่ายได้ในกรณีที่ เห็นสมควร

  107. ๕๑

    เจ้าพนักงานประเมินอาจส่ หนังสือแจ้งความแก่บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลให้ยื่นบัญชีจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) (๒) (๓) (๔) และ

    (๗) หรือพยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องเพื่อตรวจสอบการหักภาษี ณที่จ่ายได้ตามที่เห็นสมควร และผู้ได้รับหนังสือแจ้งความต้องปฏิบัติตามภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความ

  108. ๕๒

    บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ตามมาตรา ๕๐(๑) (๒)

    (๓) และ(๔) ต้องนำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักไปส่ง ณที่ว่าการอำเภอ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่จ่ายเงิน ไม่ว่ ตนจะได้หักภาษีไว้แล้วหรือไม่ ภาษีที่คำนวณหักไว้ตามมาตรา ๕๐(๕) และ(๖) ให้ผู้มีหน้าที่หักภาษีนำส่งต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มารจดทะเบียนและห้ามพนักงาน เจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษีที่นำส่งไว้ครบถ้วนถูกต้องแล้ว และในกรณีที่ไม่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ให้นำส่งตามวรรคหนึ่ง๑๗๖ ภาษีหัก ณที่จ่ายตามวรรคสองให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบที่รัฐมนตรี กำหนด

  109. ๕๒ ทวิ

    ก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการตามความในมาตรา ๕๖ผู้มีเงิน ได้พึงประเมินประเภทที่ไม่ต้องถูกหักภาษี ที่จ่าย ถ้ามีเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป จะนำภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา ๔๘ไปชำระต่ออำเภอ ณที่ว่าการอำเภอพร้อมกับยื่นรายการตาม แบบที่อธิบดีกำหนดก็ได้ ภาษีที่ชำระตามความในวรรคก่อน ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษีในการ คำนวณภาษี

  110. ๕๓

    ในกรณีรัฐบาลหรือองค์การรัฐบาลเป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินที่จะตรวจสอบให้แน่ว่าจำนวนเงินภาษีที่จะต้องหัก ตามมาตรา ๕๐นั้น ได้คำนวณและจดไว้ในฎีกาเบิกเงินแล้วและให้เป็นหน้าที่ที่จะหักเงินจำนวนนั้น ก่อนจ่าย แต่ถ้ามิได้มีการตั้งฎีกาเบิ เงินก็ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินปฏิบัติตามมาตรา ๕๐มาตรา ๕๒ ๒๔๙๗ และมาตรา ๕๙โดยอนุโลม

  111. ๕๔

    ถ้าผู้จ่ายเงินตามมาตรา ๕๐และมาตรา ๕๓มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงิ ส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงิ ต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสีย ภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักเงินภาษีไว้ตามมาตรา ๕๐หรือมาตรา ๕๓แล้ว ให้ผู้มีเงิน ได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความรับผิดที่จะต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้แล้วนั้น และให้ ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระเงินภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว

  112. ๕๕

    อำนาจการเก็บเงินภาษีโดยวิธีหักไว้ตามมาตรา ๕๐และมาตรา ๕๓มิ ให้เป็นเหตุเสื่อมสิทธิของเจ้าพนักงานประเมินในการที่จะเรียกเก็บเงินภาษีนั้นโดยวิธีอื่น

  113. ๕๖

    ให้บุ คลทุ คนเว้ แต่ผู้เยาว์ หรือผู้ที่ศาลสั่ ให้เป็คนไร้ ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่าง ปีภาษีที่ล่วงมาแล้วพร้อมทั้งข้อความอื่น ๆภายในเดือนมีนาคมทุกๆปี ตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อ เจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ถ้าบุคคลนั้น๑๘๑ (๑)๑๘๒ ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๓๐,๐๐๐บาท (๒)๑๘๓ ไม่มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม มาตรา ๔๐(๑) ประเภทเดียวเกิน ๕๐,๐๐๐บาท (๓)๑๘๔ มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกิน ๖๐,๐๐๐ บาทหรือ (๔)๑๘๕ มีสามีหรือภริยาและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเฉพาะตาม มาตรา ๔๐(๑) ประเภทเดียวเกิน ๑๐๐,๐๐๐บาท ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลมีเงินได้พึงประเมินในปี มาตรา ๕๔แก้ไขเพิ่ เติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัฎากร(ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๐๒ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม

    (๑) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึง ประเมิ ในชื่อของห้ งหุ้ นส่วนหรือคณะบุ คลนั้ ที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ ล่ วงมาแล้วภายใน กำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือ ผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุ คลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้น เสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละ คนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้าง หุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิด ในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย

  114. ๕๖ ทวิ

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา ๕๖ให้ผู้มีหน้าที่ยื่ รายการตามมาตรา ๕๖มาตรา ๕๗มาตรา ๕๗ทวิ และมาตรา ๕๗ตรี ยื่น รายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงรายการเงินได้เฉพาะตามมาตรา ๔๐(๕) (๖) (๗) หรือ

    (๘) ไม่ว่าจะมีเงินได้ประเภทอื่นรวมอยู่ด้วยหรือไม่ ที่ได้รับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ภายใน เดือนกันยายนของทุกปีภาษี เงินได้ตามมาตรา ๔๐(๕) ตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงเงินกินเปล่า เงินช่วยค่าก่อสร้าง เงินค่าซ่อมแซม ค่าแห่งอาคารหรือโรงเรือนที่ได้รับกรรมสิทธิ์ การยื่นรายการตามวรรคหนึ่ง ให้คำนวณภาษีตามมาตรา ๔๘โดยหักลดหย่อนตาม มาตรา ๔๗ให้กึ่งหนึ่ง และชำระภาษีถ้ามีพร้อมกับการยื่นรายการนั้นต่อเจ้าพนักงานตามมาตรา ๕๖ ภาษีที่ชำระตามวรรคสาม ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตาม มาตรา ๕๗จัตวา

  115. ๕๗

    ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖วรรค๑เป็นผู้เยาว์ ผู้ที่ศาล สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถหรือเป็นผู้อยู่ในต่างประเทศ ให้เป็นหน้าที่ ของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิท ษ์ หรือผู้จัดการกิจการอันก่อให้เกิดเงิ ได้พึงประเมินนั้น แล้วแต่กรณี ต้องปฏิบัติตามมาตรา ๕๖วรรค๑และเป็นตัวแทนในการชำระภาษี

  116. ๕๗ ทวิ

    ถ้าผู้มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๕๖วรรค๑ถึงแก่ความตาย เสียก่อนที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๖วรรค ๑หรือก่อนที่ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้ พิทักษ์ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๗ให้เป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดก หรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์ มรดกแล้วแต่กรณี ปฏิบัติแทน และโดยเฉพาะในการยื่นรายการเงินได้พึงประเมินของผู้ตายนั้น ให้ รวมเงินได้พึงประเมินของผู้ตายและของกองมรดกที่ได้รับตลอดปีภาษีที่ผู้นั้นถึ แก่ วามตายเป็น ยอดเงินได้พึงประเมินที่จะต้องยื่นทั้งสิ้น ๑๓)พ.ศ. ๒๕๒๗ ๑๘)พ.ศ. ๒๕๐๔ สำหรับในปีต่อไปถ้ากองมรดกของผู้ตายยังมิได้แบ่งและมีเงินได้พึงประเมินในปีภาษี ที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตามมาตรา ๕๖(๑) ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์ มรดกแล้วแต่กรณี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในส่วนนี้ในชื่อกองมรดกของผู้ตาย๑๘๙

  117. ๕๗ ตรี

    (ยกเลิก)

  118. ๕๗ จัตวา

    ภายใต้บังคับมาตรา ๖๔การยื่นรายการตามมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗มาตรา ๕๗ทวิ มาตรา ๕๗ตรี หรือมาตรา ๕๗เบญจถ้ามีภาษีต้องเสียให้ชำระต่ออำเภอ ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเวลาพร้อมกับการยื่นรายการ

  119. ๕๗ เบญจ

    (ยกเลิก)

  120. ๕๗ ฉ

    ในการเก็บภาษีเงินได้จากสามีและภริยานั้น ให้ามีและภริยาต่าง ฝ่ายต่างมีหน้าที่ยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินที่ตนได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วตาม มาตรา ๕๖ ในกรณีที่เงินได้พึงประเมินไม่อาจแยกได้อย่างชัดแจ้งว่าเป็นของสามีหรือภริยาแต่ละ ฝ่ายจำนวนเท่าใด ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่เงินได้พึง ประเมินตามมาตรา ๔๐(๘) สามีและภริยาจะแบ่งเงินได้พึงประเมินเป็นของแต่ละฝ่ายตามส่วนที่ตกลง กันก็ได้ แต่รวมกันต้องไม่น้อยกว่าเงินได้พึงประเมินที่ได้รับ ถ้าตกลงกันไม่ได้ ให้ถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ของสามีและภริยาฝ่ายละกึ่งหนึ่ง สามีและภริยาจะตกลงยื่นรายการและเสียภาษีรวมกันโดยให้ถือเอาเงินได้พึงประเมิน ของตนเป็นเงินได้ของสามีหรือภริยาอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ หรือจะแยกยื่นรายการและเสียภาษีเฉพาะส่วนที่ เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) โดยมิให้ถือเอาเป็นเงินได้ของอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ แต่ถ้ามีภาษี ค้างชำระสามีและภริยาต้องร่วมรับผิดในการเสียภาษีที่ค้างชำระนั้น เมื่อได้เลือกยื่นรายการตามวรรคสองและวรรคสามในปีภาษีใดแล้ว ให้ถือว่าเป็น วิธีการยื่นรายการสำหรับปีภาษีนั้นตลอดไป เว้นแต่อธิบดีจะอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกยื่น รายการดังกล่าว ๒๕๕๕ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ๒๕๕๕

  121. ๕๘

    ภายในเดือนมกราคมทุกๆปี

    (๑) ให้หัวหน้าส่วนราชการในกระทรวง ทบวงกรมหัวหน้าส่วนราชการตามท้องที่ หรือองค์การรัฐบาลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดไปยังเจ้าพนักงานประเมิน แสดงรายการ จ่ายเงินได้พึงประเมิ ตามมาตรา ๔๐แต่ถ้าอธิบดีเห็นสมควรจะยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติก็ได้

    (๒) ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ตามมาตรา ๕๐ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดต่อเจ้าพนักงานประเมินแสดงรายการเกี่ยวกับเงิน ได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๑) (๒) และ(๔)

  122. ๕๙

    พร้อมกับการนำเงินภาษีส่งตามมาตรา ๕๒ให้บุ คคลห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคมหรือคณะบุคคลอื่นยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนด แสดงการหักภาษีเป็นรายตัวผู้มี เงินได้พึงประเมิน

  123. ๖๐

    เพื่อประโยชน์แห่งการคำนวณยอดเงินได้พึงประเมิ ของผู้ต้องเสีย ภาษี ให้ถือว่าเงินภาษีที่ได้หักและนำส่งตามความในมาตรา ๕๐มาตรา ๕๒และมาตรา ๕๓เป็นเงิน ได้พึงประเมินที่ผู้ต้องเสียภาษีได้รับ ส่วนจำนวนเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้นั้นให้ถือเป็นเครดิตของผู้ ต้องเสียภาษีในการคำนวณภาษี

  124. ๖๐ ทวิ

    ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีตามหมวดนี้ เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจที่จะประเมินเรียกเก็บภาษีจากบุคคลใด ๆก่อนถึงกำหนดเวลายื่นรายการ ตามความในมาตรา ๕๖มาตรา ๕๗หรือมาตรา ๕๗ทวิ แล้วแต่กรณีก็ได้ เมื่อได้ประเมินแล้วให้แจ้ง จำนวนภาษีที่ประเมินไปยังผู้ต้องเสียภาษี ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ ภาษีที่ประเมินเรียกเก็บตามความในวรรคก่อ ให้ถือเป็นเครดิตของผู้ต้องเสียภาษี ในการคำนวณภาษีจากยอดเงินได้สุทธิทั้งปี

  125. ๖๑

    บุคคลใดมีชื่อในหนังสือสำคัญใด ๆแสดงว่า

    (๑) เป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญและทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้ พึงประเมิน หรือ

    (๒) เป็นผู้ได้รับเงินได้พึงประเมินโดยหนังสือสำคัญเช่นว่านั้น เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือ สำคัญนั้นก็ได้ แต่ถ้าบุคคลนั้นต้องโอนเงินได้พึงประเมินให้แก่บุคคลอื่น บุคคลนั้นมีสิทธิหักเงินภาษี ๑๑)พ.ศ. ๒๔๙๗ จากจำนวนเงินซึ่งต้องโอนให้แก่บุคคลอื่นตามส่วน

  126. ๖๒

    ในกรณีผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทนจัดการทรัพย์สินหรือผู้รับประโยชน์ จากทรัสต์ เป็นผู้มีเงินได้สุทธิถึงจำนวนต้องเสียภาษี ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาล ผู้พิทักษ์ ผู้จัดการ มรดกทายาทหรือผู้อื่นที่ครอบครองทรัพย์มรดก ตัวแทนหรือทรัสตี แล้วแต่กรณี เป็นผู้มีหน้าที่ต้อง ปฏิบัติการตามบทบัญญัติแห่งส่วนนี้ แทนผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ ผู้ที่ถึงแก่ความตาย บุคคลที่ตั้งตัวแทน หรือผู้รับประโยชน์จากทรัสต์นั้น

  127. ๖๓

    บุคคลใดถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่าย และนำส่งแล้วเป็นจำนวนเงินเกิน กว่าที่ควรต้องเสียภาษีตามส่วนนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่เกินนั้นคืน แต่ต้องยื่นคำร้องขอ คืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นรายการภาษีตามที่ กฎหมายกำหนด บุคคลใดที่ไม่มีหน้าที่ต้องยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในปีภาษี แต่ถูกหัก ภาษีไว้ ณที่จ่าย และนำส่งแล้ว บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับเงินจำนวนที่ถูกหักและนำส่งไว้แล้วนั้นคืน แต่ ต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในสามปีนับแต่วันที่ ๓๑มีนาคมของปีถัดจากปีที่ถูก หักภาษีไว้

  128. ๖๔

    เว้นแต่กรณีตามมาตรา ๑๘ทวิ ถ้าภาษีที่ต้องเสียตามบทบัญญัติ แห่งส่วนนี้มีจำนวนตั้งแต่ ๓,๐๐๐บาทขึ้นไปผู้ต้องเสียภาษีจะชำระเป็นสามงวดๆละเท่า ๆกัน ก็ได้ คือ

    (๑) ในกรณีที่ต้องเสียตามมาตรา ๕๖ตรี หรือมาตรา ๕๗จัตวา งวดที่หนึ่งต้องชำระ ตามกำหนดในมาตราดังกล่าว งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สามต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง

    (๒) ในกรณีอื่น งวดที่หนึ่งต้องชำระภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจำนวนภาษี ที่ประเมิน งวดที่สองต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่หนึ่ง และงวดที่สาม ต้องชำระภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันสุดท้ายที่ต้องชำระงวดที่สอง การชำระภาษีตาม

    (๑) ถ้าไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่กำหนดไว้ ผู้ต้อง เสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวดต่อไปและต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗สำหรับงวดที่ ไม่ชำระและงวดต่อ ๆไป๒๐๑ พุทธศักราช ๒๔๘๓ การชำระภาษีตาม

    (๒) ไม่เป็นเหตุให้ยกเว้นการเสียเงินเพิ่มตามมาตรา ๒๗และถ้า ไม่ชำระภาษีงวดใดงวดหนึ่งภายในเวลาที่ก หนดไว้ ผู้ต้องเสียภาษีหมดสิทธิที่จะชำระภาษีเป็นรายงวด ต่อไป๒๐๒

  129. ส่วน ๓ การเก็บภาษีจากบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล๒๐๓

    24 มาตรา
  130. ๖๕

    เงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามความในส่วนนี้คือกำไรสุทธิซึ่งคำนวณได้ จากรายได้จากกิจการ หรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีหักด้วยรายจ่ายตาม เงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ทวิ และมาตรา ๖๕ตรี และรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวให้มีกำหนด สิบสองเดือน เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้จะน้อยกว่าสิบสองเดือนก็ได้ คือ

    (ก) บริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่จะถือวันเริ่มตั้งถึ วัหนึ่งวันใดเป็น รอบระยะเวลาบัญชีแรกก็ได้

    (ข) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของ รอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีเช่นว่านี้ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต สุดแต่จะเห็นสมควร คำสั่งเช่นว่านั้นต้องแจ้งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้ยื่นคำร้องทราบภายในเวลาอันสมควร และในกรณีที่อธิบดีสั่งอนุญาตให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่อธิบดีกำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่งให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่ เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณ เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายใน รอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ในกรณีจำเป็นผู้มีเงิ ได้จะขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อเปลี่ยนแปลงเกณฑ์สิทธิ และ วิธีการทางบัญชีเพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคสองก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้นไป

  131. ๖๕ ทวิ

    การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิในส่วนนี้ให้เป็นไปตาม เงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (๑) รายการที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ตรี ไม่ให้ถือเป็นรายจ่าย ส่วนที่ ๓การเก็บภาษีจากบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มาตรา ๖๕ถึง มาตรา ๗๖ตรี แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๘)พ.ศ. ๒๔๙๔ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒

    (๒) ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎี ๒๐๖ การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่ง ระยะเวลาที่ได้ทรัพย์ินนั้นมา (๓)๒๐๗ ราคาทรัพย์สินอื่นนอกจาก

    (๖) ให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ ตามปกติและในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณ กำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาก็ให้หักค่า สึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่ เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น (๔)๒๐๘ ในกรณีโอนทรัพย์ิ น ให้บริการ หรือให้กู้ยื เงิ โดยไม่มี่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอัน สมควรเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทนค่าบริการหรือดอกเบี้ย้นตามราคาตลาด ในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน (๕)๒๐๙ เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่ เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทย ดังนี้

    (ก) กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจาก

    (ข) ให้คำนวณค่าหรือ ราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคาร แห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

    (ข) กรณีธนาคารพาณิชย์ หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้ คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราทรัพย์สิน หรือหนี้สินเป็นเงิ ตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตรา ซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ เงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็เงินตราต่างประเทศที่รับมาหรือ จ่ายไปในระหว่างรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยตามราคาตลาดในวันที่ รับมาหรือจ่ายไปนั้น

    (๖) ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีให้คำนวณตามราคาทุน หรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคงเหลือยกมาสำหรับรอบ ระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย การคำนวณราคาทุนตามวรรคก่อนเมื่อได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ใดตามวิชาการ ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ บัญชีให้ใช้หลักเกณฑ์นั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีจึงจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้

    (๗) การคำนวณราคาทุ ของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศนั้ เจ้าพนักงาน ประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้าประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปใน ประเทศอื่นได้

    (๘) ถ้าราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตาม อัตราแลกเปลี่ยนในท้องตลาดของวันที่ได้สินค้านั้นมา เว้นแต่เงินตราต่างประเทศนั้นจะแลกได้ใน อัตราทางราชการก็ให้คำนวณเป็นเงินตราไทยตามอัตราทางราชการนั้น (๙)๒๑๐ การจำหน่ายหนี้สูญจากบัญชีลูกหนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อเป็นไปตาม หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง แต่ถ้าได้รับชำระหนี้ในรอบระยะเวลาบัญชี ใดให้นำมาคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หนี้สูญรายใดได้นำมาคำนวณเป็นรายได้แล้วหากได้รับชำระในภายหลัก็มิให้นำมา คำนวณเป็นรายได้อีก (๑๐)๒๑๑ สำหรับบริ ทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ให้นำเงิ ปันผลที่ได้จาก บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย กองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของ ประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรมและ เงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้จากกิจการร่วมค้ามารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงกึ่งหนึ่งของจำนวนที่ได้ เว้นแต่ บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยดังต่อไปนี้ ไม่ต้องนำเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายไทยกองทุนรวม หรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้น สำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม และเงินส่วนแบ่งกำไรที่ ได้จากกิจการร่วมค้า มารวมคำนวณเป็รายได้

    (ก) บริษัทจดทะเบียน

    (ข) บริษัทจำกัดนอกจาก(ก) ซึ่งถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลไม่น้อย กว่าร้อยละ๒๕ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงินปันผลและบริษัทจำกัดผู้จ่ายเงิน ปันผลไม่ได้ถือหุ้นในบริษัทจำกัดผู้รับเงิ ปัผลไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทจำกัดหรือบริษัทจดทะเบียนมีเงินได้ที่ เป็นเงินปันผลและเงินส่วนแบ่งกำไรดังกล่าวโดยถือหุ้นหรือหน่วยลงทุนที่ก่อให้เกิดเงินปันผลและเงิน ส่วนแบ่งกำไรนั้นไว้ไม่ถึงสามเดือนนับแต่วันที่ได้หุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นมาถึงวันมีเงินได้ดังกล่าว หรือ ได้โอนหุ้นหรือหน่วยลงทุนนั้นไปก่อนสามเดือนนับแต่วันที่มีเงินได้ เงินปันผลที่ได้จากการลงทุนของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามมาตรา ๖๕ตรี

    (๒) ไม่ให้ ถือเป็นเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งกำไรตามความในวรรคสอง (๑๑)๒๑๒ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหัภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายว่ ด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณที่จ่าย ที่ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ตามกฎหมายดังกล่าว (๑๒)๒๑๓ เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่อยู่ในบังคับต้องถู หักภาษีไว้ ที่ จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูก หักภาษีไว้ ณที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว และถ้าผู้รับเป็นบริัทจดทะเบียนหรือเป็นบริษัทที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยและไม่เข้าลักษณะตามมาตรา ๗๕ให้นำบทบัญญัติของ

    (๑๐) มาใช้บังคับโดย อนุโลม (๑๓)๒๑๔ มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ไม่ต้องนำเงินค่าลงทะเบียน หรือค่าบำรุงที่ได้รับจากสมาชิกหรือเงินหรือทรัพย์สินที่ได้รับจากการรับบริจาคหรือจากการให้โดย เสน่หาแล้วแต่กรณี มารวมคำนวณเป็นรายได้ (๑๔)๒๑๕ ภาษีขายซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นผู้ประกอบการจด ทะเบียนภาษีมูลค่ เพิ่มได้รับหรือพึงได้รับ และภาษีมูลค่าเพิ่ ที่มิใช่ภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ซึ่งได้รับ คืนเนื่องจากการขอคืนตามหมวด ๔ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายได้

  132. ๖๕ ตรี

    รายการต่อไปนี้ไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ (๑)๒๑๗ เงินสำรองต่าง ๆนอกจาก

    (ก) เงินสำรองจากเบี้ ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิ ตที่กันไว้ก่อน คำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๖๕ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ในกรณีต้องใช้เงินตามจำนวนซึ่งเอาประกันภัยสำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิต รายใดไม่ว่าเต็มจำนวนหรือบางส่วน เงิ ที่ใช้ไปเฉพาะส่วนที่ไม่เกิ เงินสำรองตามวรรคก่อนสำหรับ กรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้น จะถือเป็นรายจ่ายไม่ได้ ในกรณีเลิกสัญญาตามกรมธรรม์ประกันชีวิตรายใด ให้นำเงิ สำรองตาม วรรคแรกจำนวนที่มีอยู่สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตรายนั้นกลับมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบ ระยะเวลาบัญชีที่เลิกสัญญา

    (ข) เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อน คำนวณกำไร เฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๔๐ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับในรอบระยะเวลาบัญชี หลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว และเงินสำรองที่กันไว้นี้จะต้องถือเป็นรายได้ใน การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีปีถัดไป (ค)๒๑๘ เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่ อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสำหรับหนี้ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ จากการให้สินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ได้ กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุ กิจเงินทุน ธุรกิจ หลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรอง ประเภทดังกล่าวที่ปรากฏในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อ เงินสำรองส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นตามวรรคหนึ่ง และได้นำมาถือเป็นรายจ่ายในการ คำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิไปแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีใด ต่อมาหากมีการตั้งเงินสำรอง ประเภทดังกล่าวลดลง ให้นำเงินสำรองส่วนที่ตั้งลดลงซึ่งได้ถือเป็นรายจ่ายไปแล้วนั้น มารวมคำนวณ เป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ตั้งเงินสำรองลดลงนั้น (๒)๒๑๙ เงินกองทุนเว้นแต่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง (๓)๒๒๐ รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวการให้โดยเสน่หาหรือการกุศลเว้นแต่ รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ๒ของกำไรสุทธิ และรายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬาตามที่ อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้หักได้อีกในส่วนที่ไม่เกินร้อยละ ๒ของกำไรสุทธิ (๔)๒๒๑ ค่ารับรองหรือค่าบริการส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กำหนดโดย กฎกระทรวง

    (๕) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออกหรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สิน แต่ไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิม (๖)๒๒๒ เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (๖ ทวิ)๒๒๓ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ และภาษีซื้อของบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลที่ เป็ผู้ประกอบการจดทะเบียน เว้ แต่ภาษีมูลค่ เพิ่ และภาษีซื้อของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียตามมาตรา ๘๒/๑๖ภาษีซื้อที่ต้องห้ามนำมาหักในการคำนวณ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๕(๔) หรือภาษีซื้ออื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎี

    (๗) การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    (๘) เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควร

    (๙) รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายใน ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๕)พ.ศ. ๒๕๒๑ ๒๕)พ.ศ. ๒๕๒๕ รอบระยะเวลาบัญชีอื่น เว้นแต่ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใด ก็อาจลงจ่ายใน รอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้

    (๑๐) ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเอง และใช้เอง (๑๑)ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆหรือเงินกองทุนของตนเอง (๑๒)๒๒๔ ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืนเนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนๆเว้นแต่ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินห้าปีก่อนรอบ ระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน (๑๓)รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ (๑๔)รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการในประเทศไทยโดยเฉพาะ

    (๑๕) ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกิน ปกติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร (๑๖)ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ท

    (๑๗) ค่าของทรัพย์สินนอกจากสินค้าที่ตีราคาต่ำลง ทั้งนี้ ภายใต้บังคับมาตรา ๖๕ ทวิ (๑๘)๒๒๕ รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ (๑๙)๒๒๖ รายจ่ายใด ๆที่กำหนดจ่ายจากผลกำไรที่ได้เมื่อสิ้นสุดรอบระยะเวลาบัญชี แล้ว (๒๐)๒๒๗ รายจ่ายที่มีลักษณะทำนองเดียวกับที่ระบุไว้ใน (๑) ถึง

    (๑๙) ตามที่จะได้ กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  133. ๖๕ จัตวา

    ให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าทอด หนึ่งทอดใดหรือทุกทอดซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ซื้อสินค้าจากองค์การของรัฐบาลตาม วิธีการ อัตรา และประเภทสินค้าที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับเงิ ได้จากการขาย สินค้านั้น ภาษีที่เสียแทนตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตของผู้เสียภาษีในการคำนวณภาษี ที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ ๒๕๒๕

  134. ๖๖

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย หรือที่ตั้ง ขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในประเทศไทยต้องเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วน นี้ บริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำ กิจการในที่อื่น ๆรวมทั้งในประเทศไทย ให้เสียภาษีในกำไรสุทธิจากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้ กระทำในประเทศไทยในรอบระยะเวลาบัญชีและการคำนวณกำไรสุทธิให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับมาตรา ๖๕และมาตรา ๖๕ทวิ แต่ถ้าไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิดังกล่าวแล้วได้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วย การประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑(๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  135. ๖๗

    การเสียภาษีตามความในส่วนนี้ให้เสียตามอัตราที่กำหนดไว้ในบัญชี อัตราภาษีเงินได้ท้ ยหมวดนี้ เว้นแต่ในกรณีที่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖วรรค สองกระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆให้เสียภาษีเฉพาะกิจการขนส่งตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) ในกรณีรับขนคนโดยสารให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ ของค่ โดยสาร ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขน คนโดยสารนั้น

    (๒) ในกรณีรับขนของให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ ๓ของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศไทยก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขน ของออกจากประเทศไทยนั้น

  136. ๖๗ ทวิ

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาตามมาตรา ๖๘ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมกับชำระภาษีต่อ อำเภอ ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ภายในสองเดือนนับแต่วันสุดท้ ยของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่ วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชีดังนี้

    (๑) ในกรณีบริษัทหรือห้ งหุ้ ส่วนนิติบุ คลนอกจากที่ กล่าวใน

    (๒) ให้จัดทำ ประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้ กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น แล้วให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการ กำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

    (๒) ในกรณีบริษัทจดทะเบียน ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคาร พาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ หรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดให้คำนวณและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของ รอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา ๖๕ทวิ ๑๑)พ.ศ. ๒๕๒๕ และมาตรา ๖๕ตรี๒๓๒ ภาษีที่ชำระตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๘ ความในวรรคหนึ่ มิให้ใช้บังคับแก่บริ ทหรือห้ งหุ้ ส่วนนิติบุ คลซึ่ งมีรอบ ระยะเวลาบัญชีแรกหรือรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายน้อยกว่าสิบสองเดือน

  137. ๖๗ ตรี

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและ ชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๑) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๑) โดยแสดง ประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละ ๒๕ของกำไรสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโดยไม่มีเหตุอันสมควร บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสีย เงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๑) หรือของกึ่งหนึ่งของ จำนวนเงินภาษีที่ต้องเสียในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นหรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี ในกรณีที่บริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๒) หรือยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๒) ไว้ไม่ถูกต้องโดยไม่มีเหตุอันสมควร ทำให้จำนวนภาษีที่ต้องชำระขาดไป บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๒๐ของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระตามมาตรา ๖๗ทวิ

    (๒) หรือของภาษีที่ชำระขาด แล้วแต่กรณี เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ถือเป็นค่าภาษีและอาจลดลงได้ตามระเบียบ ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

  138. ๖๘

    ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีในรอบระยะเวลา บัญชีตามแบบที่อธิบดี หนดพร้อมกับชำระภาษีต่ออำเภอ

  139. ๖๘ ทวิ

    เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลจัดทำบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชีตามมาตรา ๖๕ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖วรรคสองซึ่งกระทำกิจการขนส่ง ผ่านประเทศต่าง ๆให้ทำบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายเกี่ยวกับค่าโดยสาร ค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดอันต้องเสียภาษีแทนบัญชีงบดุล บัญชีทำการ และบัญชีกำไรขาดทุนในรอบ ระยะเวลาบัญชีเฉพาะกิจการขนส่งดังกล่าวแล้ว ๓๑)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๔๙๔

  140. ๖๙

    ภายในหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณภาษีตามมาตรา ๖๕ มาตรา ๖๕ทวิ มาตรา ๖๖และมาตรา ๖๗เกี่ยวกับรายรับรายจ่าย กำไรสุทธิและรายการอื่น ๆต่อ เจ้าพนักงานประเมิ ตามแบบที่อธิบดีกำหนด พร้อมด้วยบัญชีงบดุล บัญชีทำการและบัญชีกำไร ขาดทุน บัญชีรายรับรายจ่าย หรือบัญชีรายรับก่อนหักรายจ่ายที่มีบุคคลตามมาตรา ๓สัตต ตรวจสอบและรับรองในรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าวแล้วแต่กรณี

  141. ๖๙ ทวิ

    ภายใต้บังคับมาตรา ๗๐ถ้ารัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น เป็นผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา ๔๐ให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ให้คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณที่จ่ายในอัตรา ร้อยละ ๑ภาษีที่ห ไว้นี้ให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น ในการนี้ให้นำมาตรา ๕๒มาตรา ๕๓มาตรา ๕๔มาตรา ๕๘และมาตรา ๕๙มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  142. ๖๙ ตรี

    ให้บุคคลห้างหุ้นส่วน บริษัทสมาคมหรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้ พึงประเมิน ตามมาตรา ๔๐(๘) เฉพาะที่ จ่ายให้กับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งขาย อสังหาริมทรัพย์คำนวณหักภาษีเงินได้ไว้ ณที่จ่าย ในอัตราร้อยละ ๑แล้วนำส่งพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในขณะที่มีการจดทะเบียนและให้นำความในมาตรา ๕๒วรรคสอง และวรรคสามมาใช้บังคับโดยอนุโลม ภาษีที่หักไว้และนำส่ ตามวรรคหนึ่งให้ถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ถูกหักภาษีตามรอบระยะเวลาบัญชีที่หักไว้นั้น

  143. ๗๐

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา ๔๐(๒) (๓) (๔) (๕) หรือ

    (๖) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษี จากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่ง อำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่ จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ให้นำมาตรา ๕๔มาใช้บังคับโดยอนุโลม๒๓๙ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตาม กฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มี ๒๕๐๒ ๒๕๒๕ กฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม๒๔๐

  144. ๗๐ ทวิ

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดจำหน่ายเงินกำไรหรือเงิน ประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ให้เสียภาษีเงินได้ โดยหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายนั้นตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันจำหน่าย การจำหน่ายเงินกำไรตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึง

    (๑) การจำหน่ายเงินกำไร หรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็น เงินกำไรจากบัญชีกำไรขาดทุนหรือบัญชีอื่นใด ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้ หรือไปตั้งเป็นยอด เจ้าหนี้ในบัญชีของบุ คลใดๆในต่างประเทศหรือ

    (๒) ในกรณีที่มิได้ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวใน

    (๑) แต่ได้มีการขออนุญาตซื้อและ โอนเงินตราต่างประเทศซึ่งเป็นเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงิน กำไรออกไปต่างประเทศ หรือ

    (๓) การปฏิบัติอย่างอื่นซึ่งก่อให้เกิดผลตาม (๑) หรือ (๒)

  145. ๗๐ ตรี

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด ส่งสินค้าออกไปต่างประเทศ ให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขาบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ ตัวแทนนายจ้าง หรือลูกจ้าง ให้ถือว่าการที่ได้ส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทยด้วย และให้ ถือราคาสินค้าตามราคาตลาดในวันที่ส่งไปเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้ ความในวรรคก่อนมิให้ใช้บังคับในกรณีที่สินค้านั้น

    (๑) เป็ของที่ส่งไปเป็นตัวอย่างหรือเพื่อการวิจัยโดยเฉพาะ

    (๒) เป็นของผ่านแดน

    (๓) เป็ของที่นำเข้ามาในราชอาณาจัแล้วส่ กลับออกไปให้ผู้ส่งเข้ามาภายใน หนึ่งปีนับแต่วันที่สินค้านั้นเข้ามาในราชอาณาจักร

    (๔) เป็นของที่ส่งออกไปนอกราชอาณาจักร แล้วส่งกลับคืนเข้ามาให้ผู้ส่งใน ราชอาณาจักรภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร

  146. ๗๑

    ในกรณีที่

    (๑) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดไม่ยื่นรายการซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการคำนวณ พุทธศักราช ๒๕๑๕ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๐๒ พุทธศักราช๒๕๒๐ ภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ หรือมิได้ทำบัญชีหรือทำไม่ครบตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗หรือ มาตรา ๖๘ทวิ หรือไม่น บัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นมาให้เจ้าพนักงานประเมิ ทำการไต่สวนตาม มาตรา ๑๙หรือมาตรา ๒๓เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราร้อยละ ๕ของยอด รายรับก่อนหักรายจ่ ยใดๆหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายใด ๆของรอบระยะเวลาบัญชีแล้วแต่อย่าง ใดจะมากกว่า ถ้ายอดรายรับก่อนหักรายจ่ายหรือยอดขายก่อนหักรายจ่ายดังกล่าวไม่ปรากฏ เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยอาศัยเทียบเคียงกับยอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไป ถ้ายอดในรอบระยะเวลาบัญชีก่อนนั้นขึ้นไปไม่ปรากฏให้ประเมินได้ตามที่เห็นสมควร

    (๒) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใด มิได้ลงรายการหรือลงรายการไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความจริงในบัญชีตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๑๗หรือมาตรา ๖๘ทวิ เป็นเหตุให้ไม่ต้อง เสียภาษี หรือเสียภาษีน้อยลง เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีที่ขาดตามอัตราภาษีใน มาตรา ๖๗และอาจสั่งให้ผู้ต้องเสียภาษีเสียเงิ เพิ่มขึ้นอีกสองเท่าของจำนวนภาษีที่ขาดก็ได้

    (๓) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีซึ่งสั่งตาม มาตรา ๑๗เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นปฏิบัติตามคำสั่ง ของอธิบดีให้เสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือสั่งให้จัดบุคคล มาปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดี ณสำนักงานของเจ้าพนักงานประเมินให้เสร็จภายในกำหนดเวลา ดังกล่าวแล้วก็ได้ ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีในอัตราและตามวิธีการดังที่กล่าวใน

    (๑) บทบัญญัติมาตรานี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่ เจ้าพนักงานประเมินจะประเมินให้เสีย ภาษีตามบทบัญญัติในมาตราอื่น การประเมินตามความในมาตรานี้ จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

  147. ๗๒

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกัน ให้ผู้ชำระบัญชี และผู้จัดการมีหน้าที่ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานประเมินทราบการเลิกของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติ บุคคลนั้นภายในสิบห้าวันับแต่วันที่เจ้ พนักงานรับจดทะเบียนเลิ ถ้าบุคคลดังกล่าวแล้วไม่ปฏิบัติ ตามเจ้าพนักงานประเมินอาจสั่งให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียเงินภาษีเพิ่มขึ้นอีก ๑เท่า ของจำนวนภาษีที่ต้องเสีย เงินนี้ให้ถือเป็นค่าภาษี ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันดังกล่าวแล้ว เพื่อประโยชน์ในการ คำนวณภาษี ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้ผู้ ชำระบัญชีและผู้จัดการมีหน้าที่และความรับผิดร่วมกันในการยื่นรายการและเสียภาษีตามแบบและ ภายในกำหนดเวลาที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๘และมาตรา ๖๙โดยอนุโลม ถ้าผู้ชำระบัญชีและผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายในกำหนดเวลา ตามความในวรรคก่อนได้ และได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เจ้าพนักงานรับ จดทะเบียนเลิก เมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะสั่งให้ขยายระยะเวลาออกไปอีกก็ได้เฉพาะกรณีที่มี การชำระบัญชี อธิบดีจะสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปอีกด้วยก็ได้ ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกันโดยไม่มีการชำระบัญชี ให้ผู้จัดการห้างหุ้นส่วน นิติบุคคลมีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับผู้ชำระบัญชีร่วมกับผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งมีอำนาจจัดการ ตามที่บัญญัติไว้ในสามวรรคก่อน

  148. ๗๓

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันกับบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีให้ถือว่าแต่ละบริษัทหรือห้ งหุ้นส่วนนิติ บุคคลซึ่งควบเข้ากันนั้นได้เลิกกัน และให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันมีหน้าที่ และความรับผิดในการยื่นรายการและเสียภาษีแทนแต่ละบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งให้ถือว่า เลิกกันนั้น ในกรณีดังกล่าวนี้ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๗๒มาใช้บังคับโดยอนุโลม และสำหรับกรณี บริษัทนิติบุคคล ให้กรรมการของบริษัทนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นใหม่มีหน้าที่และความรับผิดเช่นเดียวกับ ผู้ชำระบัญชีตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๒

  149. ๗๔

    ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้ ส่วนนิติบุคคลเลิกกันหรือควบเข้ากันกับ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอื่น การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อคำนวณภาษีให้เป็นไปตามวิธีการใน มาตรา ๖๕มาตรา ๖๕ทวิ และมาตรา ๖๖เว้นแต่ (๑)๒๔๗ การตีราคาทรัพย์สิน

    (ก) ในกรณีที่เลิกบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ตีตามราคาตลาดในวัน เลิก

    (ข) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากันให้ตีตามราคาตลาด ในวันที่ควบเข้ากันแต่ไม่ให้ถือว่าราคาดังกล่าวเป็นรายได้หรือรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือ ขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมอันได้ควบเข้ากันนั้น และให้บริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลใหม่อันได้ควบเข้ากันถือราคาของทรัพย์สินนั้นตามราคาที่ปรากฏในบัญชีของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมในวันที่ควบเข้ากันเพื่อประโยชน์ในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุน สุทธิจนกว่าจะได้ารจำหน่ายทรัพย์สินนั้นไป ทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่ สึกหรอและค่าเสื่อม ราคาก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมใช้อยู่เพียงเท่าที่ระยะเวลาและมูลค่า ต้นทุนที่เหลืออยู่สำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้นและห้ามมิให้นำผลขาดทุนสุทธิของบริษัทหรือห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคลเดิมมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ

    (ค) ในกรณีที่ มี การโอนกิจการระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้ นส่วนนิติบุคคล ด้วยกันโดยที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้โอนกิจการต้องจดทะเบียนเลิกและมีการชำระบัญชีใน รอบระยะเวลาบัญชีที่โอนกิจการนั้น ให้ตีตามราคาตลาดในวันที่จดทะเบียนเลิกและให้นำความใน(ข) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    (๒) เงิ สำรองหรือเงิ กำไรยกมาจากรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆเฉพาะส่วนที่ยัง มิได้เสียภาษีเงินได้ ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีสุดท้ายด้วย ๓๑)พ.ศ. ๒๕๓๔

    (๓) ในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลประกอบกิจการประกันภัย ให้นำเงินารองซึ่งได้กันไว้ในรอบระยะเวลาบัญชี่อ ๆตามมาตรา ๖๕ตรี

    (๑) เฉพาะส่วนที่ยังมิได้นำมาเป็น รายได้ มารวมคำนวณเป็นรายได้ด้วย บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๖๖ วรรคสองเฉพาะที่กระทำกิจการขนส่งผ่านประเทศต่าง ๆ

  150. ๗๕

    (ยกเลิก)

  151. ๗๖

    (ยกเลิก)

  152. ๗๖ ทวิ

    บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของ ต่างประเทศมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่ง เป็เหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบริัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้ ประกอบกิจการในประเทศไทยและให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้างหรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อ เช่นว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลเป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่ง ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการและ เสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรที่กล่าวแล้ว ในกรณีที่กล่าวในวรรคแรก ถ้าบุคคลผู้มีหน้าที่และความรับผิดในการยื่นรายการ และเสียภาษีไม่สามารถจะคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีตามบทบัญญัติในส่วนนี้ได้ ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยการประเมินภาษีตามมาตรา ๗๑(๑) มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีการประเมินตามความในมาตรานี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้

  153. ๗๖ ตรี

    (ยกเลิก) บัญชีอัตราภาษีเงินได้ (๑)๒๕๒ สำหรับบุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๕ ๒๕๒๕ ๒๕๒๕ ๒๕๐๒ บัญชีอัตราภาษีเงินได้

    (๑) สำหรับบุคคลธรรมดา แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๑๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๒๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๐ เงินได้สุทธิส่วนที่เกิน ๔,๐๐๐,๐๐๐ บาท ร้อยละ ๓๗ (๒)๒๕๓ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

    (ก) ภาษีจากกำไรสุทธิของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ร้อยละ ๓๐

    (ข) ภาษีตามมาตรา ๗๐นอกจากที่ ระบุใน

    (ค) ร้อยละ ๑๕

    (ค) ภาษีตามมาตรา ๗๐เฉพาะกรณี การจ่ายเงินได้พึงประเมิน ตาม มาตรา ๔๐(๔)

    (ข) ร้อยละ ๑๐

    (ง) ภาษีตามมาตรา ๗๐ทวิ ร้อยละ ๑๐

    (จ) ภาษีจากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ของมูลนิธิ หรือสมาคมที่ประกอบ กิจการซึ่งมีรายได้อันมิใช่รายได้ ตามมาตรา ๖๕ทวิ

    (๑๓) ร้อยละ๑๐

  154. หมวด ๔ ภาษีมูลค่าเพิ่ม๒๕๔

  155. ส่วน ๑ ข้อความทั่วไป

    6 มาตรา
  156. ๗๗

    ภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีอากรประเมิน บัญชีอัตราภาษีเงินได้

    (๒) สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แก้ไขเพิ่ มเติมโดยพระ ราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๓๔ หมวด ๔ภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่วนที่ ๑ถึงส่วนที่ ๑๔มาตรา ๗๗ถึง มาตรา ๙๐/๕แก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔(ยกเลิกหมวด ๔ภาษีการค้า มาตรา ๗๗ถึง มาตรา ๙๓และบัญชีอัตราภาษีการค้าท้ายหมวด ๔ลักษณะ ๒แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๒๙)

  157. ๗๗/๑

    ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่ งอื่น

    (๑) “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล หรือนิติ บุคคล

    (๒) “บุคคลธรรมดา”หมายความรวมถึงกองมรดก

    (๓) “คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” หมายความว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญ กองทุน หรือ มูลนิธิที่มิใช่นิติบุคคลและให้หมายความรวมถึงหน่วยงาน หรือกิจการของเอกชนที่กระทำโดยบุคคล ธรรมดาตั้งแต่สองคนขึ้นไปอันมิใช่นิติบุคคล

    (๔) “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา ๓๙ องค์การของรัฐบาลตามมาตรา ๒สหกรณ์และองค์กรอื่นที่กฎหมายกำหนดให้เป็นนิติบุคคล

    (๕) “ผู้ประกอบการ” หมายความว่าบุคคลซึ่งขายสินค้าหรือให้บริการในทางธุรกิจ หรือวิชาชีพไม่ว่าการกระทำดังกล่าวจะได้รับประโยชน์หรือได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ และไม่ว่าจะได้ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วหรือไม่

    (๖) “ผู้ประกอบการจดทะเบียน” หมายความว่า ผู้ประกอบการที่ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา ๘๕หรือมาตรา ๘๕/๑หรือที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตาม มาตรา ๘๕/๓

    (๗) “ตัวแทน”หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งทำสัญญาหรือมีหน้าที่รับผิดชอบในการ เก็บรักษาสินค้า หาลูกค้า หรือทำการใด ๆอันเกี่ยวกับการประกอบกิจการในราชอาณาจักรแทน ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

    (๘) “ขาย” หมายความว่ จำหน่ ย จ่ ย โอนสินค้าไม่ว่าจะมีประโยชน์หรือ ค่าตอบแทนหรือไม่ และให้หมายความรวมถึง

    (ก) สัญญาให้เช่าซื้อสินค้า สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อแล้ว หรือสัญญาจะขายสินค้าที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ และ เงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (ข) ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนเพื่อขาย

    (ค) ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักร

    (ง) นำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใด ๆเว้นแต่การนำสินค้าไปใช้เพื่อการประกอบ กิจการของตนเองโดยตรงตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (จ) มีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา ๘๗(๓) หรือมาตรา ๘๗วรรคสอง

    (ฉ) มีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบ กิจการ ณวันเลิกประกอบกิจการ แต่ไม่รวมถึงสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินดังกล่าวของ ผู้ประกอบการซึ่งได้ วบเข้ากันหรือได้โอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการใหม่อันได้ ควบเข้ากันหรือผู้รับโอนกิจการต้องอยู่ในบังคับที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓

    (ช) กรณีอื่นตามที่ก หนดในกฎกระทรวง

    (๙) “สินค้า”หมายความว่า ทรัพย์สินที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่างที่อาจมีราคาและ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ถือเอาได้ไม่ว่าจะมีไว้เพื่อขาย เพื่อใช้ หรือเพื่อการใด ๆและให้หมายความรวมถึงสิ่งของทุกชนิดที่ นำเข้า

    (๑๐) “บริการ” หมายความว่าการกระทำใด ๆอันอาจหาประโยชน์อันมีมูลค่าซึ่ง มิใช่เป็นการขายสินค้ และให้หมายความรวมถึงการใช้บริการของตนเองไม่ว่าประการใด ๆแต่ทั้งนี้ ไม่รวมถึง

    (ก) การใช้บริการหรือการนำสินค้าไปใช้เพื่อประกอบกิจการของตนเอง โดยตรงตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (ข) การนำเงินไปหาประโยชน์โดยการฝากธนาคารหรือซื้อพันธบัตรหรือ หลักทรัพย์

    (ค) การกระทำตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี (๑๑)“ผู้นำเข้า”หมายความว่าผู้ประกอบการหรือบุคคลอื่นซึ่งนำเข้า (๑๒)๒๕๗ “นำเข้า” หมายความว่า นำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักร และให้ หมายความรวมถึงการนำสินค้าที่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าตามกฎหมายว่ ด้วยศุลกากรออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออกด้วย (๑๓)“ผู้ส่งออก” หมายความว่าผู้ประกอบการซึ่งส่งออก

    (๑๔) “ส่งออก” หมายความว่า ส่งสินค้าออกนอกราชอาณาจักรเพื่อส่งไป ต่างประเทศ และให้หมายความรวมถึง (ก)๒๕๘ การนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรเฉพาะสินค้าที่ ต้องเสียอากรขาออกหรือที่ได้รับยกเว้นอากรขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี หนด

    (ข) การขายสินค้าของคลังสินค้าทัณฑ์บนประเภทร้านค้าปลอดอากรตาม กฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่ขายให้แก่ผู้ที่เดินทางออกไปนอกราชอาณาจัทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด (๑๕)“ซื้อ”หมายความว่ การรับโอนหรือรับมอบสินค้าจากการขาย (๑๖)“ราคา”หมายความว่าเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใด ๆอันอาจคิดคำนวณ ได้เป็นเงินซึ่งได้มีการชำระหรือตกลงจะชำระเพื่อการซื้อขายสินค้าหรือการให้บริการ

    (๑๗) “ภาษีขาย” หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามมาตรา ๘๒/๔ วรรคหนึ่งและ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่เสียในกรณีที่เป็นการขายสินค้าตาม (ง) (จ) (ฉ) หรือ

    (ช) ของ(๘) หรือในกรณีที่เป็นการให้บริการตาม

    (๑๐) แต่ไม่รวมถึงภาษีที่ต้องเสียตามมาตรา ๘๒/๑๖

    (๑๘) “ภาษีซื้อ” หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูก ผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บตามมาตรา ๘๒/๔วรรคสี่ และให้หมายความรวมถึ

    (ก) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสียเมื่อนำเข้าสินค้า

    (ข) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เสีย เนื่องจากได้รับโอน สินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่ ด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่ ด้วยพิกัดอัตรา ศุลกากรตามมาตรา ๘๒/๑๕

    (ค) ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ได้นำส่งตามมาตรา ๘๓/๕มาตรา ๘๓/๖และมาตรา ๘๓/๗

    (๑๙) “ภาษีสรรพสามิต” หมายความรวมถึง ภาษีสุรา ค่าแสตมป์ยาสูบ ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่ และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นในลักษณะทำนองเดียวกันตามที่กำหนด โดยพระราชกฤษฎีกา

    (๒๐) “สถานประกอบการ”หมายความว่า สถานที่ซึ่งผู้ประกอบการใช้ประกอบ กิจการเป็นประจำ และให้หมายความรวมถึงสถานที่ซึ่งใช้เป็นที่ผลิตหรือเก็บสินค้าเป็นประจำด้วย ในกรณีผู้ประกอบการไม่มีสถานประกอบการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าที่อยู่อาศัยของ ผู้ประกอบการนั้นเป็นสถานประกอบการ ถ้าผู้ประกอบการมีที่อยู่อาศัยหลายแห่งให้ผู้ประกอบการ เลือกเอาที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งเป็นสถานประกอบการ (๒๑)๒๕๙ “เขตปลอดอากร”หมายความว่า เขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร เขตอุตสาหกรรมส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและเขต ที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้า

    (๒๒) “ใบกำกับภาษี”หมายความรวมถึง ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเพิ่มหนี้ ใบลด หนี้ ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธีอื่นตามมาตรา ๘๓/๕ และใบเสร็จรับเงินของกรมสรรพากร ของกรมศุลกากรหรือของกรมสรรพสามิต ทั้งนี้ เฉพาะส่วนที่ เป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม (๒๓)“เดือนภาษี”หมายความว่าเดือนประดิทิน เว้นแต่

    (ก) ในกรณีที่ผู้ประกอบการเริ่มประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใด ให้เริ่มนับเดือนภาษีแรกตั้งแต่วันเริ่มประกอบกิจการหรือ วันที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑/๓ถึงวันสิ้นเดือนภาษีนั้น แล้วแต่ รณี

    (ข) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับอนุมัติให้ถอนทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือเลิกประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือตายและผู้จัดการมรดก หรือ ทายาทมิได้ยื่นขอโอนกิจการหรือถูกอธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีใด ให้เดือนภาษีสุดท้ายสิ้นสุดลงในวันที่อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๙

    (ค) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบ แสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามช่วงเวลาภาษีตามมาตรา ๘๓/๑

  158. ๗๗/๒

    การกระทำกิจการดังต่อไปนี้ในราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้อง เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ๓๐)พ.ศ.

    (๑) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยผู้ประกอบการ

    (๒) การนำเข้าสินค้าโดยผู้นำเข้า การให้บริการในราชอาณาจักรให้หมายถึง บริการที่ทำในราชอาณาจักรโดยไม่คำนึง ว่าการใช้บริการนั้นจะอยู่ในต่างประเทศหรือในราชอาณาจัก การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักรให้ถือว่า การให้บริการนั้น เป็นการให้บริการในราชอาณาจักร

  159. ๗๗/๓

    นอกจากกรณีตามมาตรา ๙๑/๔กิจการใดที่อยู่ในบังคับต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๒หรือได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๓ย่อมไม่อยู่ใน บังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔นี้

  160. ๗๗/๔

    เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้ บุคคลดังต่อไปนี้ ที่ได้ทำสัญญาซื้อขายสิ ค้ หรือสัญญาให้บริการกับผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องจัดส่ง สำเนาสัญญาหรือเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่กำหนดไว้ไปให้เจ้าพนักงานสรรพากร ณที่ว่าการ อำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนาภายในวันที่สิบห้าของเดือนถัดจากเดือนที่ได้ทำสัญญาดังกล่าว

    (๑) กระทรวง ทบวง กรม หรือราชการส่วนท้องถิ่น ให้จัดส่งสำเนาสัญญาตาม ประเภทลักษณะและมูลค่าของสัญญาตามที่อธิบดีกำหนด

    (๒) บุคคลอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้จัดส่งสำเนาสัญญาหรือ เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ตามประเภทลักษณะและมูลค่าของสัญญาหรือเอกสาร ตามที่อธิบดี กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี มูลค่าของสัญญาตาม(๑) และ(๒) จะต้องกำหนดไม่น้อยกว่า ๕๐๐,๐๐๐บาท

  161. ๗๗/๕

    ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นการขายสินค้าหรือการ ให้บริการ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด

  162. ส่วน ๒ ความรับผิดในการเสียภาษี

    4 มาตรา
  163. ๗๘

    ภายใต้บังคับมาตรา ๗๘/๓ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ เกิดจากการขายสินค้า ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) การขายสินค้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (๒) (๓) (๔) หรือ

    (๕) ให้ความรับผิด ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนส่งมอบสินค้า ก็ให้ ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆด้วย

    (ก) โอนกรรมสิทธิ์สินค้า

    (ข) ได้รับชำระราคาสินค้า หรือ

    (ค) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆแล้วแต่กรณี

    (๒) การขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ใน สินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อถึงกำหนดชำระราคาตามงวดที่ถึง กำหนดชำระราคาแต่ละงวดเว้นแต่กรณีที่ได้ีการกระทำดัต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนถึงกำหนดชำระราคา แต่ละงวดก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆด้วย

    (ก) ได้รับชำระราคาสิ ค้า หรือ

    (ข) ได้ออกใบกำกับภาษี ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆแล้วแต่กรณี

    (๓) การขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว ทั้งนี้ เฉพาะสัญญาการตั้งตัวแทนเพื่อขายตามประเภทของสินค้าและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อตัวแทนได้ส่งมอบ สินค้าให้ผู้ซื้อ เว้นแต่กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อ ก็ให้ถือว่า ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆด้วย

    (ก) ตัวแทนได้โอนกรรมสิทธิ์สินค้าให้ผู้ซื้อ

    (ข) ตัวแทนได้รับชำระราคาสินค้า

    (ค) ตัวแทนได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

    (ง) ได้มีการนำสินค้ ไปใช้ไม่ว่าโดยตัวแทนหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆแล้วแต่กรณี

    (๔) การขายสินค้าโดยส่งออกให้ความรับผิดเกิดขึ้นดังต่อไปนี้

    (ก) การส่งออกนอกจากที่ระบุใน (ข) หรือ

    (ค) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อชำระ อากรขาออกวางหลักประกันอากรขาออก หรือจัดให้มีผู้ค้ำประกันอากรขาออก เว้นแต่ในกรณีที่ไม่ ต้องเสียอากรขาออกหรือได้รับยกเว้นอากรขาออกแล้วแต่กรณี ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มี การออกใบขนสินค้าขาออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (ข)๒๖๕ การส่งออกในกรณีที่นำสินค้าเข้าไปในเขตปลอดอากรตามมาตรา ๗๗/๑ (๑๔)(ก) ให้ความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่นำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตดังกล่าว

    (ค) การส่งออกซึ่งสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

    (๕) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ๐ตามมาตรา ๘๐/๑(๕) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ที่ ๓๕)พ.ศ. ๒๕๔๔ มาตรา ๘๒/๑(๒) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อโอนกรรมสิทธิ์สินค้า เพื่อเป็การบรรเทาภาระในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการขายสินค้าแก่กระทรวง ทบวงกรมหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าตามสัญญาและมีการชำระราคาที่ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และ เงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม (๑)

    (๒) และ(๓) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้

  164. ๗๘/๑

    ภายใต้บังคับมาตรา ๗๘/๓ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่เกิดจากการให้บริการ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) การให้บริการนอกจากที่อยู่ในบังคับตาม(๒) (๓) หรือ

    (๔) ให้ความรับผิด ทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่กรณีที่ได้ารกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับ ชำระราคาค่าบริการ ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆด้วย

    (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

    (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆแล้วแต่กรณี

    (๒) การให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำให้ความ รับผิดตามส่วนของบริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง เว้นแต่ กรณีที่ได้มีการกระทำดังต่อไปนี้เกิดขึ้นก่อนได้รับชำระราคาค่าบริการตามส่วนของบริการที่สิ้นสุดลง ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อได้มีการกระทำนั้น ๆด้วย

    (ก) ได้ออกใบกำกับภาษี หรือ

    (ข) ได้ใช้บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น ทั้งนี้ โดยให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามส่วนของการกระทำนั้น ๆแล้วแต่กรณี

    (๓) การให้บริการที่ทำในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ ความรับผิดทั้งหมดหรือบางส่วนเกิดขึ้นเมื่ อได้มีการชำระราคาค่าบริการทั้งหมดหรือบางส่วนแล้วแต่ กรณี

    (๔) การให้บริการที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๐ตามมาตรา ๘๐/๑(๕) และภายหลังได้มีการโอนสิทธิในบริการอันทำให้ผู้รับโอนสิทธิในบริการมีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา ๘๒/๑(๒) ให้ความรับผิดทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เพื่ อเป็นการบรรเทาภาระในการยื่ นแบบแสดงรายการและการชำระภาษีของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนสำหรับการให้บริการแก่กระทรวง ทบวงกรมหรือราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ เฉพาะการให้บริการตามสัญญาและมีการชำระราคาค่าบริการที่เป็นไปตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ให้อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดความรับผิดตาม

    (๑) และ(๒) เกิดขึ้นเป็นอย่างอื่นได้ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  165. ๗๘/๒

    ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มที่เกิดจากการนำเข้าให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) การนำเข้านอกจากที่อยู่ในบังคับตาม (๒) (๓) หรือ

    (๔) ให้ความรับผิดเกิดขึ้น เมื่อชำระอากรขาเข้ วางหลักประกันอากรขาเข้า หรือจัดให้ีผู้ค้ำประกันอากรขาเข้า เว้นแต่กรณีที่ ไม่ต้องเสียอากรขาเข้าหรือได้รับยกเว้นอากรขาเข้า ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นในวันที่มีการออก ใบขนสินค้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร (๒)๒๖๘ การนำเข้ากรณีนำสินค้าในราชอาณาจักรเข้าไปในเขตปลอดอากรแล้วนำ สินค้าออกจากเขตดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อส่งออกตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๗๗/๑(๑๒) ให้ความรับผิด เกิดขึ้นในวันที่นำสินค้านั้นออกจากเขตดังกล่าวโดยมิใช่เพื่อส่งออก

    (๓) การนำเข้ากรณีของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ให้ความรับผิดเกิดขึ้น เมื่อทางราชการได้ขายทอดตลอดหรือขายโดยวิธีอื่นเพื่อนำเงิ มาชำระค่าภาษี ค่ เก็บรักษาค่าย้ายขน หรือค่าภาระติดพันตามวิธีการตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

    (๔) การนำเข้าสินค้าที่จ แนกประเภทไว้ในภาคว่ ด้วยของที่ได้ับยกเว้นอากรตาม กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑(๒)

    (ค) ถ้าภายหลัง สินค้านั้นต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร อันทำให้ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมาย ดังกล่าวหรือผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑(๓) ให้ความรับผิด เกิดขึ้นพร้อมกับความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

  166. ๗๘/๓

    ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้า หรือการให้บริารในกรณีดังต่อไปนี้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

    (๑) การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง เช่น สิทธิในสิทธิบัตร กู๊ดวิลล์ การขายกระแสไฟฟ้า การขายสินค้าที่มีล ษณะทำนองเดียวกัน หรือการขายสินค้ บางชนิดที่ตามลักษณะของสินค้าไม่อาจ กำหนดได้แน่นอนว่ามีการส่งมอบเมื่อใด

    (๒) การขายสินค้าหรือการให้บริการด้วยเครื่องอัตโนมัติโดยวิธารชำระราคาด้วย การหยอดเงินใช้เหรียญหรือบัตร หรือในลักษณะทำนองเดียวกัน

    (๓) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยการชำระราคาด้วยการใช้บัตรเครดิต หรือ ในลักษณะทำนองเดียวกัน

    (๔) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายสินค้าตามมาตรา ๗๗/๑(๘) (ก)

    (๕) การขายสินค้าตามมาตรา ๗๗/๑(๘) (ง) (จ) (ฉ) หรือ

    (ช) กฎกระทรวงดังกล่าวจะกำหนดให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น แตกต่างกันตามประเภทของสินค้าหรือประเภทของการให้บริการก็ได้ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๕)พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  167. ส่วน ๓ ฐานภาษี

    8 มาตรา
  168. ๗๙

    ภายใต้บังคับมาตรา ๗๙/๑ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการ ให้บริการ ได้แก่มูลค่าทั้งหมดที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ รวมทั้งภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา ๗๗/๑(๑๙)ถ้ามีด้วย มูลค่าของฐานภาษีให้หมายความถึง เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการหรือ ประโยชน์ใดๆซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน มูลค่าของฐานภาษีไม่ให้รวมถึง

    (๑) ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ลดให้ในขณะขายสินค้า หรือให้บริการและได้หักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวออกจากราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการ โดย ได้แสดงให้เห็นไว้ชัดแจ้ ว่าได้มีการหักส่วนลดหรือค่าลดหย่อนไว้ในใบกำกับภาษีในแต่ละครั้งที่ออก แล้ว ทั้งนี้ เว้นแต่ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนในการขายสินค้าหรือให้บริการของผู้ประกอบการจด ทะเบียนที่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อตามมาตรา ๘๖/๖หรือมาตรา ๘๖/๗ผู้ประกอบการจด ทะเบียนจะไม่แสดงส่วนลดหรือค่าลดหย่อนดังกล่าวให้เห็นชัดแจ้งไว้ในใบกำกับภาษีอย่างย่อก็ได้

    (๒) ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (๓) ภาษีขาย

    (๔) ค่าตอบแทนที่มีลักษณะ และเงื่อนไขตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

  169. ๗๙/๑

    ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะ อย่าง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าโดยการส่งออก ได้แก่มูลค่าของสินค้าส่งออกโดย ให้ใช้ราคา เอฟ.โอ.บี. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตตามที่ก หนดในมาตรา ๗๗/๑(๑๙) และ ภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา แต่ทั้งนี้ไม่ให้รวมอากรขาออก ราคาเอฟ.โอ.บี. ได้แก่ราคาสินค้า ณด่านศุลกากรส่งออกโดยไม่รวมค่าประกันภัย และค่าขนส่งจากด่านศุลกากรส่งออกไปต่างประเทศ

    (๒) ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ

    (ก) ในกรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียมและ ประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บในราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขนคนโดยสารนั้น

    (ข) ในกรณีรับขนสิ ค้ ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนีย และประโยชน์ อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรก่อนหักรายจ่ายใด ๆเนื่องในการรับขนสินค้านั้นออก นอกราชอาณาจัก

    (๓) ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในกิจการเฉพาะอย่างประเภท ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ อื่นนอกจาก (๑) หรือ

    (๒) ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  170. ๗๙/๒

    ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

    (๑) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าทุกประเภท ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดย ให้ใช้ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนดในมาตรา ๗๗/๑

    (๑๙) ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนและภาษีและค่าธรรมเนียมอื่น ตามที่จะได้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การนำเข้าสินค้าที่ผู้นำเข้าได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วย การส่งเสริมการลงทุนหรือตามกฎหมายอื่น ให้นำอากรขาเข้าซึ่งได้รับยกเว้นหรือลดหย่อนดังกล่าวมา รวมเป็นมูลค่าของฐานภาษี ราคา ซี.ไอ.เอฟ. ได้แก่ราคาสินค้าบวกด้วยค่าประกันภัยและค่าขนส่งถึงด่าน ศุลกากรที่นำสินค้านั้นเข้ ในราชอาณาจัเว้ แต่

    (ก) ในกรณีที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศให้ราคาในท้องตลาดสำหรับของ ประเภทใดประเภทหนึ่งที่ต้องเสียอากรตามราคาเป็นรายเฉลี่ยตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคาซี.ไอ.เอฟ.

    (ข) ในกรณีที่เจ้าพนักงานศุลกากรได้ทำการประเมินราคาเพื่อเสียอากรขาเข้า ใหม่ตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรให้ถือราคานั้นเป็นราคาสินค้าในการคำนวณราคาซี.ไอ.เอฟ.

    (๒) ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับ ยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑(๒)

    (ค) ถ้าภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรอันทำให้ผู้ที่มีความรับผิด ตามกฎหมายดังกล่ วหรือผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีูลค่ เพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑(๓) ฐานภาษี สำหรับสินค้านั้น ได้แก่มูลค่าตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้นตาม มาตรา ๗๘/๒(๔)

  171. ๗๙/๓

    การคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการ ให้บริการตามมาตรา ๗๙ให้ถือมูลค่าของฐานภาษีเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

    (๑) การขายสินค้าหรือการให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่า ราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดของสินค้าหรือการให้บริการใน วันที่ วามรับผิดเกิดขึ้น

    (๒) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้หรือได้ใช้ บริการไม่ว่าโดยตนเองหรือบุคคลอื่น โดยมิใช่เพื่อการประกอบกิจการโดยตรงตามมาตรา ๗๗/๑(๘) (ง) หรือ

    (๑๐) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาดของสินค้าหรือบริการในวันที่ความรับผิด ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ เกิดขึ้น

    (๓) การขายสินค้าตามมาตรา ๗๗/๑(๘)

    (จ) ที่เกิดจากสินค้าขาดจากรายงานสินค้า และวัตถุดิบตามมาตรา ๘๗(๓) หรือมาตรา ๘๗วรรคสองมูลค่าของฐานภาษีให้ถือตามราคาตลาด ของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

    (๔) การขายสินค้าที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๐ตามมาตรา ๘๐/๑(๕) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าอันทำให้ผู้รับโอนสินค้ามีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา ๘๒/๑(๒) มูลค่าของฐานภาษีให้ถือราคาตลาดตามสภาพหรือปริมาณของสินค้าที่เป็นอยู่ใน วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น

    (๕) การขายสินค้าในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือมีทรัพย์สินที่ ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณวันเลิกประกอบกิจการ มูลค่าของฐานภาษีให้ถือตาม ราคาตลาดในวันเลิ ประกอบกิจ ราคาตลาดตามมาตรานี้ให้ถือราคาเฉลี่ยของราคาตลาดที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริง ทั่วไปในวันที่ความรับผิดในการเสียภาษีูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ทั้งนี้ ตามที่ได้มีการตรวจสอบราคาตาม หลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดและในกรณีที่ไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดีโดยอนุมัติ รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้มาซึ่งราคาตลาดได้

  172. ๗๙/๔

    ในกรณีที่มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับจากการขาย สินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้าเป็นเงินตราต่างประเทศให้คำนวณเงินตราต่างประเทศนั้นเป็น เงินตราไทยตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) ในกรณีได้รับเงินตราต่ งประเทศจากการขายสินค้าหรือการให้บริการและได้มี การขายเงินตราต่างประเทศที่ได้รับชำระนั้นเป็นเงินตราไทยในเดือนที่ความรับผิดในการเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ให้ถือเงินตราไทยจากการขายนั้นเป็มูลค่ ของฐานภาษีที่ได้รับหรือพึงได้รับ จากการขายสินค้าหรือการให้บริการ แล้วแต่กรณี เว้นแต่มิได้มีการขายเงินตราต่างประเทศในเดือนที่ ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ เกิดขึ้ ให้ถือตามอัตราถัวเฉลี่ ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ในวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ความรับผิดในการเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น

    (๒) ในกรณีนำเข้าสินค้าให้คำนวณราคาซี.ไอ.เอฟ. ของสินค้านำเข้าที่เป็นเงินตรา ต่างประเทศเป็นเงินตราไทยตามอัตราที่กรมศุลกากรใช้คำนวณเพื่อเรียกเก็บอากรขาเข้าตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร

  173. ๗๙/๕

    ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าและการขายซึ่งยาสูบตามประเภท และชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) าหรับการนำเข้าให้เป็นไปตามมาตรา ๗๙/๒

    (๒) สำหรับการขาย ได้แก่ มูลค่าของยาสูบที่ได้มาจากการหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของยาสูบ โดยให้คำนวณจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตรา ภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในจำนวนเต็มของราคาขายปลี

  174. ๗๙/๖

    ฐานภาษีสำหรับการนำเข้ และการขายซึ่ น้ำมันดิบ และ ผลิตภัณฑ์น้ำมันตามความหมายที่กำหนดไว้ในมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

    (๑) สำหรับการนำเข้า ให้เป็นไปตามมาตรา ๗๙/๒

    (๒) สำหรับการขาย

    (ก) กรณีน้ำมันดิบให้เป็นไปตามมาตรา ๗๙

    (ข) กรณีผลิตภัณฑ์น้ำมันแต่ละชนิด ได้แก่ มูลค่าของผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดนั้นที่ ได้มาจากการหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของผลิตภัณฑ์น้ำมัน ดังกล่าว โดยให้ค นวณจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ มตามอัตราภาษีูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในจำนวนเต็มของ ราคาขายปลีก ราคาขายปลีกของผลิตภัฑ์น้ำมัแต่ละชนิดตามวรรคหนึ่ ให้คำนวณตาม หลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดโดยกฎกระทรวง คำว่า “น้ำมันดิบ”หมายความว่าน้ำมันดิบตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม เว้นแต่ อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นโดยจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรก็ได้ คำว่า “ผลิตภัณฑ์น้ำมัน”หมายความว่าน้ำมันเบนซิน น้ำมันก๊าด น้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับเครื่องบินไอพ่นน้ำมันดีเซล น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก น้ำมันเตา น้ำมันหล่อลื่น ก๊าซปิโตรเลียม เหลว และผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่น ทั้งนี้ เฉพาะสินค้าที่คณะกรรมการกลางกำหนดราคาสินค้าและ ป้องกันการผูกขาดได้กำหนดราคาขายปลี ไว้

  175. ๗๙/๗

    ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ หรือการนำเข้า สินค้าที่มิได้บัญญัติไว้ในส่วนนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา และในพระราชกฤษฎีกา จะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขใด ๆเพื่อการคำนวณมูลค่าของฐานภาษีสำหรับกิจการดังกล่าวด้วย ก็ได้

  176. ส่วน ๔ อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

    3 มาตรา
  177. ๘๐

    ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ ๑๐.๐ในการคำนวณภาษีูลค่าเพิ่มสำหรับ การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ ทั้งนี้ เว้นแต่กรณีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๐/๒ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

    (๑) การขายสินค้า

    (๒) การให้บริการ

    (๓) การนำเข้า อัตราภาษีตามวรรคหนึ่งให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาแต่ต้องกำหนด อัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้า การให้บริการ และการนำเข้าทุกกรณี

  178. ๘๐/๑

    ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ ๐ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับ การประกอบกิจการประเภทต่างๆดังต่อไปนี้

    (๑) การส่งออกสินค้าที่ มิใช่การส่งออกสินค้าซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมู ลค่าเพิ่มตาม มาตรา ๘๑(๓)

    (๒) การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ตามประเภทหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ ให้รวมถึงการให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรเพื่อใช้ผลิตสินค้าในเขตปลอดอากรเพื่อส่งออก และ การให้บริการที่กระทำในเขตดังกล่าวเพื่อใช้ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกด้วย๒๘๐ (๓)๒๘๑ การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่ กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคล

    (๔) การขายสินค้าหรือการให้บริการกับกระทรวง ทบวงกรมราชการส่วนท้องถิ่น หรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ทั้งนี้ เฉพาะกรณีที่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี หนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (๕) การขายสินค้าหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญ พิเศษของสหประชาชาติสถานเอกอัครราชทูตสถานทูตสถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ทั้งนี้ เฉพาะ การขายสินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๖) การขายสินค้าหรือการให้บริการระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับคลังสินค้าทัณฑ์ บนหรือระหว่างผู้ประกอบการกับผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขตปลอดอากร ไม่ว่าจะอยู่ ในเขตเดียวกันหรือไม่ หรือระหว่างคลังสินค้าทัณฑ์บนกับผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการอยู่ในเขต ปลอดอากร ทั้งนี้ เฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนด๒๘๒ คลังสินค้าทัณฑ์บนตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความถึงคลังสินค้าทัณฑ์บนตามกฎหมาย ว่าด้วยศุลกากร ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๓)พ.ศ. ๒๕๔๑

  179. ๘๐/๒

    ให้ใช้อัตราภาษีร้อยละ ๒.๕ ในการคำนวณภาษีมูลค่ เพิ่ สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจักร ซึ่งกิจการดังกล่าวต้องคำนวณเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑๖ อัตราภาษีตามวรรคหนึ่ง ให้ลดลงได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ต้องกำหนด อัตราภาษีให้เป็นอัตราภาษีเดียวกันสำหรับการขายสินค้าและการให้บริการทุกกรณี

  180. ส่วน ๕ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

    4 มาตรา
  181. ๘๑

    ให้ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการประกอบกิจการประเภทต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

    (๑) การขายสินค้าที่มิใช่การส่งออก หรือการให้บริการดังต่อไปนี้

    (ก) การขายพืชผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นลำต้น กิ่ง ใบเปลือก หน่อ ราก เหง้า ดอกหัว ฝัก เมล็ด หรือส่วนอื่น ๆของพืชและวัตถุพลอยได้จากพืช ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสด หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเป็นการชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง หรือ ด้วยการจัดทำหรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่น หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่ง ด้วยวิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง ทำให้แห้ง บดทำให้เป็นชิ้น หรือด้วยวิธีอื่น ข้าวสารหรือผลิตภัณฑ์ที่ ได้จากการสีข้าว แต่ไม่รวมถึงไม้ซุง ฟื หรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเลื่อยไม้ หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ บรรจุกระป๋อง ภาชนะหรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (ข) การขายสัตว์ไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต และในกรณีสัตว์ไม่มีชีวิตไม่ว่าจะ เป็นเนื้อ ส่วนต่าง ๆของสัตว์ ไข่ น้ำนม และวัตถุพลอยได้จากสัตว์ ทั้งนี้ ที่อยู่ในสภาพสดหรือรักษา สภาพไว้เพื่อมิให้เสียเป็การชั่วคราวในระหว่างขนส่งด้วยการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็หรือด้วยการ จัดทำหรือปรุงแต่งโดยวิธีการอื่น หรือรักษาสภาพไว้เพื่อมิให้เสียเพื่อการขายปลีกหรือขายส่งด้วย วิธีการแช่เย็น แช่เย็นจนแข็ง ทำให้แห้ง บดทำให้เป็นชิ้น หรือด้วยวิธีอื่น แต่ไม่รวมถึงผลิตภัณฑ์ อาหารที่บรรจุกระป๋อง ภาชนะหรือหีบห่อที่ทำเป็นอุตสาหกรรมตามลักษณะและเงื่อนไขที่อธิบดี กำหนด

    (ค) การขายปุ๋ย

    (ง) การขายปลาป่นอาหารสัตว์

    (จ) การขายยาหรือเคมีภัฑ์ที่ใช้สำหรับพืชหรือสัตว์เพื่อบำรุ รักษาป้องกัน ทำลายหรือกำจัดศัตรูหรือโรคของพืชและสัตว์

    (ฉ) การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน

    (ช) การให้บริการการศึกษาของสถานศึกษาของทางราชการ สถานศึกษาตาม ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ กฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชน หรือโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน

    (ซ) การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขาและลักษณะการ ประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (ฌ) การให้บริการการประกอบโรคศิลปะการสอบบัญชี การว่าความ หรือการ ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ทั้งนี้ เฉพาะวิชาชีพอิสระที่มี กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพอิสระนั้น

    (ญ) การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วย สถานพยาบาล

    (ฎ) การให้บริการวิจัย หรือการให้บริการทางวิชาการ ทั้ งนี้ ในสาขาและ ลักษณะการประกอบกิจการที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (ฏ) การให้บริารห้องสมุดพิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์

    (ฐ) การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน

    (ฑ) การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น

    (ฒ) การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ ทั้งนี้ เฉพาะบริการในสาขาและ ลักษณะการประกอบกิจการตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

    (ณ) การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร

    (ด) การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศซึ่งมิใช่เป็นการขนส่งโดยอากาศยาน หรือเรือเดินทะเล

    (ต) การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

    (ถ) การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้ ไม่รวมถึ บริการที่เป็น พาณิชย์ของราชการส่วนท้องถิ่น หรือเป็นการหารายได้หรือผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นกิจการ สาธารณูปโภคหรือไม่ก็ตาม

    (ท) การขายสินค้าหรือการให้บริการของกระทรวง ทบวงกรมซึ่งส่งรายรับ ทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย

    (ธ) การขายสินค้าหรือการให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนาหรือการ สาธารณกุศลภายในประเทศซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น

    (น) การขายสินค้าหรือการให้บริการตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

    (๒) การนำเข้าสินค้าดังต่อไปนี้

    (ก) สินค้าตาม(๑) (ก) ถึง

    (ฉ) (ข)๒๘๕ สินค้าจากต่างประเทศที่นำเข้าไปในเขตปลอดอากร ทั้งนี้ เฉพาะสินค้า ที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้ ตามกฎหมายว่ ด้วยการนั้น

    (ค) สินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตาม กฎหมายว่าด้วยพิัดอัตราศุลกากร

    (ง) สินค้าซึ่งนำเข้าและอยู่ในอารักขาของศุลกากร แล้วได้ส่งกลับออกไป ต่างประเทศโดยได้คืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

    (๓) การส่งออกซึ่งสินค้าหรือบริการของผู้ ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสีย ที่ ๓๕)พ.ศ. ๒๕๔๔ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑๖ การยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มาหรับการประกอบกิจการตามมาตรานี้ อธิบดีจะเสนอให้ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดลักษณะของกิจการและเงื่อนไขในการประกอบ กิจการที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรานี้ก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้วให้ ประกาศคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าวในราชกิจจานุเบกษา และหากกิจการนั้นมิได้เป็นไปตาม ลักษณะและเงื่อนไขที่กำหนด กิจการนั้นจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรานี้

  182. ๘๑/๑

    ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ใน บังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐานภาษีไม่เกินมูลค่าของฐานภาษีของ กิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พระราชกฤษฎีกาตามวรรคหนึ่งจะกำหนดจำนวนมูลค่าของฐานภาษีของกิจการ ขนาดย่อมให้แตกต่างกันในกิจการแต่ละประเภทไม่ได้ แต่จำนวนมูลค่าของฐานภาษีที่กำหนดจะต้อง ไม่้อยกว่า ๖๐๐,๐๐๐บาทต่อปี

  183. ๘๑/๒

    กิจการใดได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามส่วนนี้หรือตามกฎหมาย อื่นให้ผู้ประกอบการได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามหมวดนี้ แต่อธิบดีจะกำหนดให้ผู้ประกอบการต้อง จัดทำรายงานตามส่วน ๑๑ก็ได้

  184. ๘๑/๓

    ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ดังต่อไปนี้ มีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีกำหนดเพื่อขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวดนี้ได้โดยต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓

    (๑) กิจการขายสินค้าตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๘๑(๑) (ก) ถึง (ฉ)

    (๒) กิจการขนาดย่อมตามมาตรา ๘๑/๑

    (๓) กิจการอื่นตามที่ก หนดโดยพระราชกฤษฎี เมื่อผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่งได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑(๒) แล้ว ผู้ประกอบการดังกล่าวจะเลิกเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ต่อเมื่อได้ใช้สิทธิขอถอนทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๐(๓) และอธิบดีได้สั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

  185. ส่วน ๖ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีและการคำนวณภาษี

    19 มาตรา
  186. ๘๒

    ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามบทบัญญัติ ในหมวดนี้

    (๑) ผู้ประกอบการ

    (๒) ผู้นำเข้า

  187. ๘๒/๑

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้บุคคลดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย

    (๑) ในกรณีที่ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร และได้ขายสินค้าหรือให้บริการ ในราชอาณาจักรเป็นปกติธุระโดยมีตัวแทนอยู่ในราชอาณาจักร ได้แก่ ตัวแทนดังกล่าว

    (๒) ในกรณีการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ ๐ตามมาตรา ๘๐/๑(๕) ถ้าภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้าหรือโอนสิทธิในบริการนั้นไป ให้กับบุคคลที่มิใช่องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถาน เอกอัครราชทูต สถานทูตสถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล ได้แก่ ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิใน บริการดังกล่าว

    (๓) ในกรณีสินค้านำเข้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากร ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑(๒)

    (ค) ถ้า ภายหลังสินค้านั้นต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร ได้แก่

    (ก) ผู้ที่มีความรับผิดตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร

    (ข) ผู้รับโอนสินค้า ถ้ามีการโอนสินค้าดังกล่าว

    (๔) ในกรณีที่มีการควบเข้ากัน ได้แก่ ผู้ที่ควบเข้ากันและผู้ประกอบการใหม่

    (๕) ในกรณีโอนกิจการได้แก่ ผู้โอนและผู้รับโอน

  188. ๘๒/๒

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการอยู่นอกราชอาณาจักร ให้ผู้มีหน้าที่ รับผิดชอบในการประกอบกิจการรวมตลอดถึ ลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทนซึ่งมีอ นาจในการจัดการ แทนโดยตรงหรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มร่วมกับบุคคลตาม มาตรา ๘๒

  189. ๘๒/๓

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๒/๗มาตรา ๘๒/๘และมาตรา ๘๒/๑๖ ให้ผู้ประกอบการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ โดยคำนวณจากภาษีขายหักด้วยภาษีซื้อในแต่ละเดือนภาษี หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ ให้ผู้ประกอบการชำระภาษีเท่ากับส่วนต่างนั้น ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย ให้เป็นเครดิตภาษีและให้ผู้ประกอบการนั้นมีสิทธิ ได้รับคืนภาษีหรือนำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตามส่วน ๘ ภาษีซื้อที่มิได้นำไปหักในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีตามวรรคหนึ่งเพราะมีเหตุ จำเป็นตามที่อธิบดี หนดให้มีสิทธินำไปหัในการคำนวณภาษีในเดือนภาษีหลังจากนั้ นได้ตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามปีนับจากวันที่ได้มีการออกใบกำกับ ภาษี

  190. ๘๒/๔

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๓/๕มาตรา ๘๓/๖และมาตรา ๘๓/๗ให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการเมื่อความรับผิดใน การเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยคำนวณจากฐานภาษีตามส่วน ๓และอัตราภาษีตามส่วน ๔ บทบัญญัติมาตรานี้มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จะเสนอหรือแสดง ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้แจ้ ให้ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการทราบด้วยหรือไม่ก็ตาม ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ตามมาตรานี้ ย่อมเป็นภาษีขายของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดถูกผู้ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บ ตามมาตรานี้ เนื่องจากการซื้อสินค้าหรือรับบริการมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน ย่อมเป็น ภาษีซื้อของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น

  191. ๘๒/๕

    ภาษีซื้อในกรณีดังต่อไปนี้ไม่ให้นำมาหักในการคำนวณภาษีตาม มาตรา ๘๒/๓

    (๑) กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ เว้นแต่เป็นกรณีมีเหตุอันสมควรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๒) กรณีใบกำกับภาษีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๓) ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๔) ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรองหรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนอง เดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๕) ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ที่ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษีตามส่วน ๑๐

    (๖) ภาษีซื้อตามที่อธิบดี หนดโดยอนุมัติัฐมนตรี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  192. ๘๒/๖

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนประกอบกิจการทั้งประเภทที่ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มและประเภทที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำ สินค้าหรือบริการที่ได้มาหรือได้รับมาในการประกอบกิจการของตนไปใช้หรือจะใช้ในกิจการทั้งสอง ประเภทให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นเฉลี่ยภาษีซื้อที่จะนำมาหักออกจากภาษีขายในการคำนวณ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

  193. ๘๒/๗

    ในการขายยาสูบตามประเภทและชนิดที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ รัฐมนตรีตามมาตรา ๗๙/๕ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้ คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๗๙/๕(๒) ของส่วน ๓และอัตราภาษีตามส่วน ๔สำหรับการขาย ทุกทอด

  194. ๘๒/๘

    ในการขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามมาตรา ๗๙/๖ให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนเรียกเก็บภาษีูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อ โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๗๙/๖(๒) (ก) หรือ

    (ข) ของส่วน ๓และอัตราภาษีตามส่วน ๔สำหรับการขายทุกทอด

  195. ๘๒/๙

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการและ ได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓แล้ว ต่อมาหากมีเหตุการณ์ อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการมี จำนวนเพิ่มขึ้นไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่คำนวณ จากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นมารวมในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ถือเป็นภาษี ขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ออกใบเพิ่มหนี้ตามมาตรา ๘๖/๙

    (๑) มีการเพิ่มราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสิ ค้าเกินกว่าจำนวนที่ตกลงซื้อขายกัน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

    (๒) มีารเพิ่มราคาค่ บริารเนื่องจากให้บริารเกินกว่าข้อกำหนดที่ ตกลงกัคำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดต่ำกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบเพิ่มหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตาม ใบเพิ่มหนี้ดังกล่าวมาหักออกในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยให้ถือเป็นภาษีซื้อของตนในเดือนภาษี ที่ได้รับใบเพิ่มหนี้นั้น ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  196. ๘๒/๑๐

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่ อเสียภาษีมูลค่ เพิ่ ตามมาตรา ๘๒/๓แล้ว ต่อมาหากมี เหตุการณ์อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้เกิดขึ้นอันเป็นเหตุให้ภาษีขายที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือ บริการมีจำนวนลดลงไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวนำภาษีขายที่ คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ลดลงนั้นมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้ ออกใบลดหนี้ตามมาตรา ๘๖/๑๐

    (๑) มีการลดราคาสินค้าที่ขายเนื่องจากสินค้าผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน สินค้าชำรุด เสียหาย หรือขาดจำนวน คำนวณราคาสินค้าผิดพลาดสูงกว่าที่เป็นจริง หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่ อธิบดีกำหนด

    (๒) มีการลดราคาค่าบริการเนื่องจากการให้บริการผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน บริการ ขาดจำนวน คำนวณราคาค่าบริการผิดพลาดสูงกว่าที่เป็จริ หรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดี กำหนด

    (๓) ได้ับสินค้าที่ขายกลับคืนมาเนื่องจากสินค้าชำรุดบกพร่อง ไม่ตรงตามตัวอย่าง ไม่ตรงตามคำพรรณนาหรือเนื่องจากเหตุอื่นตามที่อธิบดีกำหนด

    (๔) มีการบอกเลิกสัญญาบริการเนื่องจากเหตุและตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับใบลดหนี้ นำภาษีมูลค่าเพิ่มที่ปรากฏตามใบลด หนี้ดังกล่าวมาหักออกจากภาษีซื้อของตนในเดือนภาษีที่ได้รับใบลดหนี้นั้น

  197. ๘๒/๑๑

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓แล้ว ต่อมาหากมีหนี้ สูญ เกิดขึ้นจากการขายสินค้าหรือการให้บริการ และการจำหน่ายหนี้สูญดังกล่าวได้เป็นไปตามจำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีำหนด ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำภาษีขายที่คำนวณจาก ส่วนของหนี้สูญดังกล่าวมาหักออกจากภาษีขายของตนในเดือนภาษีที่ได้มีการจำหน่ายหนี้สูญ การคำนวณส่วนของหนี้สูญเพื่อนำมาหักออกจากภาษีขายตามวรรคหนึ่งให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด หนี้สูญรายใดที่ได้จำหน่ายไปตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนได้รับ ชำระในภายหลัง ให้นำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญตามวรรคหนึ่งที่ได้รับชำระดังกล่าวมา รวมเป็นภาษีขายในเดือนภาษีที่ได้รับชำระ

  198. ๘๒/๑๒

    ในการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตราร้อยละ ๐ตามมาตรา ๘๐/๑(๕) และภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้ หรือโอนสิทธิใน บริการอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่มีหน้าที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑(๒) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้น โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๗๙/๓(๔) ของส่วน ๓และอัตราภาษีตามมาตรา ๘๐

  199. ๘๒/๑๓

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และได้เข้ามา ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว โดยไม่ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา ๘๕/๓หรือในกรณีที่ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการจากต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มเมื่อความรับผิดในการเสียภาษีเกิดขึ้นโดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามส่วน ๓และอัตรา ภาษีตามมาตรา ๘๐หรือมาตรา ๘๐/๑แล้วแต่กรณี

  200. ๘๒/๑๔

    ให้ผู้นำเข้าเสียภาษีมูลค่ เพิ่มและชำระภาษีสำหรับสินค้านำเข้า เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น โดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามส่วน ๓และอัตรา ภาษีตามมาตรา ๘๐

  201. ๘๒/๑๕

    ในการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ ได้รับยกเว้นอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรและภายหลังได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ในสินค้า อันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ผู้รับโอนสินค้าที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑(๓) เสียภาษีมูลค่าเพิ่มและชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้นโดยให้คำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๗๙/๒(๒) ของส่วน ๓และอัตราภาษีตามมาตรา ๘๐

  202. ๘๒/๑๖

    เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบ กิจการเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการในราชอาณาจัและกิจการดังกล่าวมีมูลค่าของฐาน ภาษีเกินกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามมาตรา ๘๑/๑แต่ไม่เกินกว่ามูลค่าของฐาน ภาษีซึ่งได้คำนวณตามหลักเกณฑ์ตามที่ก หนดโดยพระราชกฤษฎีกาให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มโดยคำนวณจากฐานภาษีในเดือนภาษีตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๐/๒ ในการคำนวณฐานภาษีตามวรรคหนึ่งมิให้นำมาตรา ๗๙วรรคสาม(๓) มาใช้บังคับ ห้ามมิให้ผู้ประกอบการตามวรรคหนึ่งซึ่งได้จดทะเบียนภาษีมู ลค่าเพิ่ม เรียกเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อสินค้าหรือบริการตามมาตรา ๘๒/๔หรือออกใบกำกับภาษี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  203. ๘๒/๑๗

    บทบัญญัติมาตรา ๘๒/๑๖มิได้เป็นการห้ามผู้ประกอบการที่จะ ใช้สิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามที่กำหนดในมาตรา ๘๒/๓แต่เมื่อใช้สิทธิดังกล่าวแล้วจะขอให้นำมาตรา ๘๒/๑๖มาใช้บังคับอีกไม่ได้

  204. ๘๒/๑๘

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา ๘๒/๑๖แจ้งให้อธิบดีทราบในกรณีและภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (๑) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา ๘๒/๓ให้แจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

    (๒) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต่อมามีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่า ของฐานภาษีตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา ๘๒/๑๖ให้แจ้งต่ออธิบดี ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีมูลค่าของฐานภาษีเกินกว่ามูลค่ ของฐานภาษีตามที่กำหนดในพระราช กฤษฎีกาดังกล่าว ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓ และไม่มีสิทธิคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑๖อีกต่อไป ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ห้ามมิให้นำภาษีซื้อที่ถูกผู้ประกอบการ จดทะเบียนอื่นเรียกเก็บในขณะที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๑๖มาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๒/๓

  205. ส่วน ๗ การยื่ แบบและการชำระภาษี

    11 มาตรา
  206. ๘๓

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๓/๑ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบ แสดงรายการภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่า จะได้ขายสินค้าหรือให้บริการในเดือนภาษีนั้นหรือไม่ก็ตาม การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายใน วันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีให้ยื่นและชำระ ณที่ว่าการอำเภอ ท้องที่ที่สถานประกอบตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดสถานที่เป็นอย่างอื่น ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดง รายการภาษีและชำระภาษี ให้แยกยื่ และชำระเป็รายสถานประกอบการ ทั้ นี้ เว้ แต่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขออนุมัติยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ รวมกัน ณที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือ ณสถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีแล้ว ให้ถือปฏิบัติตั้งแต่เดือนภาษีที่อธิบดีกำหนดเป็นต้ ไป ในการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามวรรคหนึ่ง หากมีเครดิตภาษีหรือมีภาษีที่ต้อง ขอคืนให้ดำเนินการตามส่วน ๘

  207. ๘๓/๑

    สำหรับกิจการบางประเภทและหรือบางขนาดซึ่งผู้ประกอบการ จดทะเบียนเป็นบุคคลธรรมดาอาจตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบ แสดงรายการภาษีและชำระภาษีตามช่วงเวลาภาษี โดยให้แต่ละช่วงเวลาภาษีมีกำหนดไม่เกินสาม เดือนก็ได้ และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่า ช่วงเวลาภาษีแต่ละช่วงตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาเป็นเดือนภาษีสำหรับกิจการนั้น ๆ

  208. ๘๓/๒

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑(๑) (๓) (๔) หรือ

    (๕) และมาตรา ๘๒/๒มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี เช่นเดียวกับผู้ประกอบการจดทะเบียน

  209. ๘๓/๓

    ให้บุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้มีหน้าที่ในการยื่นแบบแสดงรายการ ภาษีแทนหรือร่วมกับผู้ประกอบการจดทะเบียน

    (๑) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ ความสามารถได้แก่ ผู้อนุบาลหรือผู้พิท ษ์ แล้วแต่กรณี

    (๒) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้นำเข้าเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งถึงแก่ความ ตายได้แก่ ผู้จัดการมรดก ทายาทหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดก

    (๓) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ได้แก่ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งในคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนั้น

    (๔) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ได้แก่ กรรมการผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการ

    (๕) ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเลิกกันโดยมีการชำระบัญชี ได้แก่ ผู้ชำระบัญชีและกรรมการ ผู้อำนวยการ ผู้จัดการ หรือผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการซึ่ง ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันเลิกนิติบุคคลนั้น ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  210. ๘๓/๔

    ภายใต้บังคับส่วน ๑๓และส่วน ๑๔ในกรณีที่ผู้ประกอบการ จดทะเบียนยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าการคลาดเคลื่อนนั้นจะเป็นเหตุให้ จำนวนภาษีในเดือนภาษีเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นแบบแสดง รายการภาษีเพิ่มเติ อีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ให้ถูกต้องครบถ้วนโดยยื่น สถานที่ที่ได้ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ก่อน

  211. ๘๓/๕

    ในการขายทอดตลาดให้ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทอดตลาดทรัพย์สิน ของผู้ประกอบการจดทะเบียน มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่ต้อง เสีย ให้ผู้มีหน้าที่นำส่งตามวรรคหนึ่ง นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มโดยยื่นรายการตามแบบ นำส่งภาษีที่อธิบดี หนด สถานที่และกำหนดเวลาตามที่บญญัติไว้ในมาตรา ๕๒และให้นำมาตรา ๕๔และมาตรา ๕๕มาใช้บังคับโดยอนุโลม ให้ผู้ทอดตลาดที่เป็นส่วนราชการออกใบเสร็จรับเงินให้ผู้ซื้อในการขายทอดตลาด และจัดทำสำเนาให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไว้เพื่อเป็นหลักฐาน ในกรณีที่ส่วนราชการขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถูกยึดมาตาม กฎหมายโดยวิธีอื่นนอกจากการขายทอดตลาดให้นำความในมาตรานี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ตามวรรคสามและวรรคสี่ ให้ถือเป็นใบกำกับ ภาษี เว้นแต่ใบเสร็จรับเงินที่ส่วนราชการออกให้ในการขายทอดตลาดทรัพย์สินของผู้ประกอบการ จดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ไม่ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี

  212. ๘๓/๖

    เมื่อมีการชำระราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการให้กับ ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ ให้ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริารมีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษี

    (๑) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรซึ่งได้เข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๘๕/๓

    (๒) ผู้ ประกอบการที่ ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นใน ราชอาณาจักร

    (๓) ผู้ประกอบการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ให้นำมาตรา ๘๓/๕วรรคสองมาใช้บังคับ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  213. ๘๓/๗

    ในการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มใน อัตราร้อยละ ๐ให้ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้ รับโอนสิทธิในบริการมีหน้ ที่นำส่งเงินภาษีูลค่าเพิ่มที่ตนมี หน้าที่ต้องเสียตามมาตรา ๘๒/๑๒ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดขึ้น ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่บุคคลนั้นมีภูมิลำเนา ให้นำมาตรา ๘๓/๕วรรคสองมาใช้บังคับ

  214. ๘๓/๘

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๓/๙ ให้ผู้นำเข้าที่ มี หน้าที่เสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าตามแบบที่อธิบดีกรมศุลกากรกำหนดต่อเจ้าพนักงานศุลกากร ณด่าน ศุลกากรตามที่กำหนดในกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากร พร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ในกรณีนำเข้าสินค้ เข้าไปในคลังสินค้าทัฑ์บนตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือ ในกรณีนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออก ของผู้ได้รับการส่งเสริมตาม กฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนผู้น เข้าจะวางเงินประกัน หลักประกันหรือจัดให้มีผู้ค้ำประกัน เพื่อเป็นประกันภาษีมูลค่าเพิ่มแทนการชำระภาษีก็ได้ วิธีการประกันและการถอนประกัน ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ในการนำเข้าสินค้าที่จำแนกประเภทไว้ในภาคว่าด้วยของที่ได้รับยกเว้นอากรตาม กฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรซึ่งได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑(๒)

    (ค) ถ้าภายหลัง สินค้านั้นต้องเสียอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรให้ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีตามมาตรา ๘๒/ ๑(๓) ยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีตามวรรคหนึ่งพร้อมกับการชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วย ศุลกากร

  215. ๘๓/๙

    ในกรณีที่มีการนำสินค้าที่นำเข้าเข้าไปในคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม กฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเขตปลอดอากรถ้าภายหลังสินค้านั้นได้ปล่อยออกจากคลัสินค้าทัณฑ์บน โดยมิใช่เพื่อส่งออก หรือได้มีการนำสินค้าออกจากเขตปลอดอากรโดยมิใช่เพื่อส่งออก ให้ผู้นำเข้าที่มี หน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มยื่นใบขนสินค้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มต่อเจ้าพนักงานศุลกากรพร้อมกับการ ชำระอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

  216. ๘๓/๑๐

    ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (๑) สำหรับสินค้าที่นำเข้า ให้กรมศุลกากรเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร และในกรณี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๕)พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ของตกค้างตามมาตรา ๗๘/๒(๓) ให้กรมศุลกากรหักภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่มเพื่อ กรมสรรพากรตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีก หนด

    (๒) สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิตด้วยให้กรม สรรพสามิตเรียกเก็บเพื่อกรมสรรพากร

  217. ส่วน ๘ เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    5 มาตรา
  218. ๘๔

    เครดิตภาษีที่เหลืออยู่ในแต่ละเดือนภาษีจากการคำนวณภาษีตาม มาตรา ๘๒/๓ให้ผู้ ประกอบการจดทะเบียนมีิทธินำไปชำระภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา หรือมีสิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดง รายการภาษีของเดือนภาษีนั้นตามมาตรา ๘๓หรือมาตรา ๘๓/๑เว้นแต่ในกรณีที่มารยื่นแบบแสดง รายการภาษีเพิ่มเติมเพราะการยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรา ๘๓/๔ก็ให้มี สิทธิขอคืนพร้อมกับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเพิ่มเติมนั้น

  219. ๘๔/๑

    การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (๑) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีที่มีภาษีต้องคืน แต่ผู้ประกอบการ จดทะเบียนมิได้ขอคืนตามมาตรา ๘๔ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายใน สามปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีสำหรับเดือนภาษีนั้น

    (๒) การขายสินค้าหรือการให้บริการในกรณีอื่น ให้ยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับ แต่วันที่ได้ชำระภาษี คำร้องขอคืนภาษีให้เป็ไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด ในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถาน ประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี รวมกัน ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษีรวมกัน ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือ ณสถานที่ที่อธิบดีกำหนดตาม มาตรา ๘๓วรรคสี่ และในกรณีที่ผู้ขอคืนภาษีมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ให้ยื่นคำร้องขอคืน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ผู้ขอคืนมีภูมิลำเนา ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  220. ๘๔/๒

    การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการนำเข้าในกรณีดังต่อไปนี้ให้ กระทำได้ตามเงื่อนไขดังนี้

    (๑) ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล การ ขอคืนภาษีให้กระทำภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้ เป็นหนังสือ หรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

    (๒) ในกรณีผู้นำเข้าที่มิได้เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และต่อมาได้ส่งสินค้ากลับออกไป การขอคืนภาษี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และ อัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรที่กำหนดไว้สำหรับขอคืนอากร ขาเข้า คำร้องขอคืนภาษีตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด ในกรณีผู้ขอคืนภาษีเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนให้ยื่นคำร้องขอคืน ณที่ว่าการ อำเภอท้องที่ตามที่กำหนดในมาตรา ๘๔/๑วรรคสามและในกรณีผู้ขอคืนภาษีมิได้เป็นผู้ประกอบการ จดทะเบียนให้ยื่นคำร้องขอคืนณด่านศุลกากรขาเข้

  221. ๘๔/๓

    การคืนภาษีมูลค่าเพิ่ ม ให้ผู้ได้รับคืนภาษีได้รับดอกเบี้ยตาม หลักเกณฑ์ตามมาตรา ๔ทศ

  222. ๘๔/๔

    ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ผู้ เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักรที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนเพื่อนำออกไปนอก ราชอาณาจักรขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ถู เรียกเก็บไว้แล้วได้

  223. ส่วน ๙ การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    20 มาตรา
  224. ๘๕

    ผู้ประกอบการซึ่งจะเริ่มประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ให้ มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อนวันเริ่มประกอบกิจการ คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้าผู้ประกอบการมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๒๕๔๑ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและการออกใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดและให้ผู้ประกอบการดังกล่าวเป็น ผู้ประกอบการจดทะเบียนนับแต่วันที่ระบุไว้ในใบทะเบียนภาษีูลค่าเพิ่ม

  225. ๘๕/๑

    ผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้อง ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (๑) สำหรับผู้ประกอบการซึ่งประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการและมีมูลค่า ของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดโดย พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๘๑/๑ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่

    (ก) วันที่มูลค่าของฐานภาษีในการประกอบกิจการเกินมูลค่าของฐานภาษีของ กิจการขนาดย่อมสำหรับกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไว้ แล้วหรือ

    (ข) วันที่พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับ สำหรับกรณีที่มีการตราพระราชกฤษฎีกา กำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมขึ้นใหม่ หรือมีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกา กำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมน้อยกว่าที่กำหนดไว้ก่อน

    (๒) สำหรับผู้ประกอบการที่ได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๑/๓ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้แจ้งต่ออธิบดี ให้นำมาตรา ๘๕วรรคสองวรรคสามและวรรคสี่มาใช้บังคับ

  226. ๘๕/๒

    ให้ตัวแทนตามมาตรา ๘๒/๑(๑) เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการ จดทะเบียนภาษีมูลค่ เพิ่มของผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรด้วย

  227. ๘๕/๓

    ให้ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (๑) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว

    (๒) ผู้ ประกอบการที่ ให้บริการจากต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นใน ราชอาณาจักร

    (๓) ผู้ประกอบการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร อธิบดีจะผ่อนผันให้ผู้ประกอบการตาม (๑) หรือ

    (๓) ซึ่งการประกอบกิจการของ ผู้ประกอบการดังกล่าวมีลักษณะและวิธารตามที่อธิบดีกำหนดมีิทธิขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นการชั่วคราวก็ได้ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ การยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว และการออกใบทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ให้เป็นไปตามแบบหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี หนด เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์และ เงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่า การเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักร อย่างใด เป็นการเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นครั้งคราว

  228. ๘๕/๔

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแสดงใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ณที่เปิดเผยซึ่งเห็นได้ง่ายในสถานประกอบการเป็นรายสถานประกอบการ

  229. ๘๕/๕

    ในกรณีที่ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ในสาระสำคัญ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ทราบถึงการสูญหาย ถูกทำลาย หรือ ชำรุด การยื่นคำขอและการออกใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบแทนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ถือเป็นใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  230. ๘๕/๖

    ในกรณีที่มีการเปลี่ ยนแปลงรายการที่ ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มในสาระสำคัญ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงชื่อสถานประกอบการ ประเภทกิจการ ประเภทสินค้าหรือบริการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น สถานที่ที่ได้ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น การแจ้ การเปลี่ยนแปลงรายการตามวรรคหนึ่ และการออกใบทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่เปลี่ยนแปลงรายการแล้ว ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี กำหนด

  231. ๘๕/๗

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะเปิดสถานประกอบการ เพิ่มเติม ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ที่ได้ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ก่อนวันเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน เพื่อขอรับ ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสถานประกอบการนั้น ในการปิดสถานประกอบการบางแห่ง ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนแจ้งการ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ เปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับ จากวันปิดสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ปิดสถานประกอบการคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ของสถานประกอบการนั้ สถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีู มูลค่า เพิ่ ไว้พร้อมกับการแจ้งการ เปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้นำมาตรา ๘๕/๖วรรคสองมาใช้บังคับ

  232. ๘๕/๘

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะย้ายสถานประกอบการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวันย้ายสถานประกอบการไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ให้ผู้ ประกอบการจดทะเบียนที่ย้ายสถานประกอบการแจ้ การเปิดสถาน ประกอบการแห่งใหม่ ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการแห่งใหม่ตั้งอยู่ก่อนวันเปิดสถาน ประกอบการแห่ ใหม่ไม่น้อยกว่าสิบห้ วัเพื่อขอรับใบทะเบียนภาษีมูลค่ เพิ่ หรับสถาน ประกอบการแห่งใหม่นั้น พร้อมกับคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการเดิม ให้นำมาตรา ๘๕/๖วรรคสองมาใช้บังคับ

  233. ๘๕/๙

    ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดลักษณะและเงื่อนไขของสถาน ประกอบการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นเป็นการชั่วคราวเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจได้ สถานประกอบการชั่วคราวที่มีลักษณะและเงื่อนไขเป็นสถานประกอบการเฉพาะกิจ ตามที่อธิบดีกำหนดไม่ให้ถือว่าเป็นสถานประกอบการที่อยู่ในบังคับของมาตรา ๘๕/๖มาตรา ๘๕/๗ และมาตรา ๘๕/๘แต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งจัดตั้งสถานประกอบการเฉพาะกิจจะต้องทำ รายงานและปฏิบัติตามแบบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

  234. ๘๕/๑๐

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้ มีิ ทธิขอให้อธิบดีสั่ง ถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้

    (๑) ในกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมไว้ แล้วได้แก่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งกิจการของตนมีมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษี ของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามปีก่อนการ ขอถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (๒) ในกรณีที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของฐานภาษีของ กิจการขนาดย่อมให้สูงขึ้นกว่าที่กำหนดไว้่อน ได้แก่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งกิจการของตนมี มูลค่าของฐานภาษีก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาด ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ย่อมเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าสามปี

    (๓) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้แจ้งต่ออธิบดีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม มาตรา ๘๑/๓ได้แก่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า ระยะเวลาตามที่ก หนดในกฎกระทรวงโดยนับแต่วันที่ผู้นั้นเริ่มเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและ ต้องมีมูลค่าของฐานภาษีของกิจการต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมที่กำหนดไว้ในพระ ราชกฤษฎีกาตลอดระยะเวลาดังกล่าว

    (๔) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ซึ่ง กิจการของตนมีมูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่กำหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกาเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าระยะเวลาตามที่กำหนดในกฎกระทรวงก่อนการขอ ถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม การใช้สิทธิขอให้อธิบดีสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตาม แบบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด กฎกระทรวงตาม(๓) จะกำหนดระยะเวลาให้แตกต่างกันในกิจการแต่ละประเภทก็ได้ แต่ระยะเวลาที่กำหนดจะต้องไม่น้อยกว่าสองปี

  235. ๘๕/๑๑

    กิจการใดที่ผู้ประกอบการได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว และมีมูลค่าของฐานภาษีสูงกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราช กฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๘๑/๑แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกากำหนดมูลค่าของ ฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมสูงกว่าที่กำหนดไว้ก่อนซึ่งมีผลทำให้มูลค่าของฐานภาษีของกิจการ ดังกล่าวต่ำกว่ามูลค่าของฐานภาษีของกิจการขนาดย่อมที่กำหนดขึ้ นใหม่ ให้การจดทะเบียนของ ผู้ประกอบการนั้นยังคงมีผลต่อไป เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้ใช้สิทธิตามมาตรา ๘๕/๑๐

    (๒) และ(๔) ขอให้อธิบดีสั่งถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  236. ๘๕/๑๒

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะหยุดประกอบกิจการ ชั่วคราวเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสามสิบวัน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการหยุดประกอบ กิจการชั่วคราว ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ภายในสิบห้าวันนับจากวันที่หยุด ประกอบกิจการชั่วคราว

  237. ๘๕/๑๓

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดประสงค์จะโอนกิจการบางส่วน หรือทั้งหมดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการโอนกิจการและการเปลี่ยนแปลงรายการ ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถ้ามี หรือแจ้งการโอนและแจ้งการเลิกประกอบกิจการตามมาตรา ๘๕/๑๕ แล้วแต่กรณี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ก่อนวันโอนกิจการ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ในกรณีที่ผู้รับโอนกิจการเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนให้ผู้รับโอนแจ้งการรับโอน กิจการ และการเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มถ้ามี ณสถานที่ที่ผู้รับโอนได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ไม่้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันรับโอนกิจการ และในกรณีที่ผู้รับโอนไม่ใช่ผู้ประกอบการ จดทะเบียนให้ผู้รับโอนยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันรับโอนกิจการ และเมื่อได้ยื่นคำขอแล้วให้ผู้รับโอนประกอบกิจการดังกล่าวต่อเนื่องไปพลางก่อนได้ ให้นำมาตรา ๘๕/๑๕วรรคสองมาใช้บังคับในกรณีที่เป็นการโอนกิจการทั้งหมด

  238. ๘๕/๑๔

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นนิติบุคคลใดประสงค์จะควบ เข้ากัน ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกประกอบกิจการตามมาตรา ๘๕/๑๕ตามแบบที่ อธิบดีกำหนด และให้นิติบุคคลใหม่ซึ่งได้ควบเข้ากันยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้จดทะเบียนนิติบุคคลใหม่

  239. ๘๕/๑๕

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดเลิกประกอบกิจการให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นแจ้งการเลิกกิจการตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับจากวันเลิกประกอบกิจการ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เลิกกิจการคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ที่ ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้พร้อมกับการแจ้งเลิกประกอบกิจการ

  240. ๘๕/๑๖

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นบุ คลธรรมดาถึงแก่ ความตายให้ความเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนของผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวสิ้นสุดลง และให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตายมีสิทธิประกอบกิจการ ต่อไปได้อีกไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถึงแก่ความตาย แต่ต้องแจ้งให้นาย ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มทราบถึงความตายของผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเร็วที่สุด ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตายใช้สิทธิ ดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวมีสิทธิและความรับผิดในฐานะ ผู้ประกอบการจดทะเบียนและในกรณีที่มีเหตุอันสมควรผู้ครอบครองทรัพย์มรดกนั้นอาจขอให้อธิบดี สั่งขยายเวลาตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งได้โดยแสดงเหตุผลความจำเป็นต่ออธิบดี ให้อธิบดีมีอำนาจ สั่งขยายเวลาได้ตามที่เห็นสมควรโดยจะกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยก็ได้ ในกรณีที่ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตายไม่ใช้ สิทธิดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกดังกล่าวคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของ ผู้ตาย ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึงแก่ความตาย หากผู้จัดการมรดกหรือทายาทประสงค์จะประกอบกิจการของผู้ประกอบการจด ทะเบียนที่ถึงแก่ความตายต่อไป ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทนั้นมีสิทธิขอโอนกิจการของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดและให้นำ มาตรา ๘๕/๑๓วรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม และเมื่ออธิบดีได้สั่งให้โอนกิจการแล้วให้สิทธิของ ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกตามมาตรานี้สิ้นสุดลง ให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทที่รับโอนกิจการคืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ตาย ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือการยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม แล้วแต่กรณี และในกรณีที่ผู้ครอบครอง ทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตายได้ใช้สิทธิดำเนินกิจการตามวรรคหนึ่ง แต่เมื่อ พ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งหรือระยะเวลาที่อธิบดีได้ขยายให้ตามวรรคสองแล้วไม่มีผู้จัดการมรดก หรือทายาทขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามวรรคสี่ ให้ผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่ รับผิดชอบในการดำเนิ กิจการของผู้ ประกอบการจดทะเบียนที่ ถึงแก่ความตายคื ใบทะเบีย ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณสถานที่ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันพ้นกำหนด ดังกล่าว

  241. ๘๕/๑๗

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนใดกระทำผิดบทบัญญัติในหมวดนี้ อธิบดีมีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ และให้ แจ้งการเพิกถอนดังกล่าวให้ผู้ประกอบการทราบเป็นหนังสือ ให้ผู้ประกอบการที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่ง คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่ เพิ่ม สถานที่ ที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการเพิกถอน

  242. ๘๕/๑๘

    ในกรณีที่อธิบดีสั่งถอนทะเบียนตามมาตรา ๘๕/๑๐หรือใน กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิ ประกอบกิจการตามมาตรา ๘๕/๑๕ หรือในกรณีที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนถึงแก่ความตายและผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนิน กิจการของผู้ตายได้ใช้สิทธิดำเนินกิจการ แต่ต่อมาสิทธิดำเนินกิจการสิ้นสุดลงโดยไม่มีผู้จัดการมรดก หรือทายาทขอโอนกิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายตามมาตรา ๘๕/๑๖หรือใน กรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๗ให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนินกิจการของผู้ตาย ดังกล่าว แล้วแต่กรณี ยังคงต้องรับผิดในฐานะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนต่อไปจนกว่าอธิบดีจะสั่ง ขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๙ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  243. ๘๕/๑๙

    ในกรณีดังต่อไปนี้ให้อธิบดีสั่งขีดชื่อผู้ประกอบการจดทะเบียน ดังกล่าวออกจากทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

    (๑) เมื่ออธิบดีสั่งถอนทะเบียนตามมาตรา ๘๕/๑๐

    (๒) เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการตามมาตรา ๘๕/๑๕

    (๓) เมื่อผู้ประกอบการจดทะเบียนตายและไม่มีผู้จัดการมรดกหรือทายาทยื่นขอโอน กิจการของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ถึงแก่ความตายตามมาตรา ๘๕/๑๖

    (๔) เมื่ออธิบดีสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๗ ให้อธิบดีแจ้งคำสั่งขีดชื่อให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก ทายาท หรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกทราบเป็นหนังสือโดยไม่ชักช้า ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือผู้ครอบครองทรัพย์มรดกที่รับผิดชอบในการดำเนิน กิจการของผู้ตายและได้ใช้สิทธิดำเนิ กิจการตามมาตรา ๘๕/๑๖ พ้ ความรับผิดในฐานะ ผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่อธิบดีมีคำสั่งขีดชื่อออกจากทะเบียน ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ให้อธิบดีแจ้งการขีดชื่อออกทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มนั้นต่อนายทะเบียนนิติบุคคลตามกฎหมายนั้น ๆภายในสามสิบวันและให้นายทะเบียน ดังกล่าวจดแจ้งการเพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ในทะเบียนโดยไม่ชักช้า

  244. ส่วน ๑๐ ใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้

    15 มาตรา
  245. ๘๖

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๖/๑มาตรา ๘๖/๒และมาตรา ๘๖/๘ให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำใบกำกับภาษีและสำเนาใบกำกับภาษีสำหรับการขายสินค้า หรือการ ให้บริการทุกครั้ง และต้องจัดทำในทันทีที่ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ ส่งมอบใบกำกับภาษีนั้นแก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ ส่วนสำเนาใบกำกับภาษีให้เก็บรักษาไว้ตาม มาตรา ๘๗/๓ ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา ๘๕/๓จะออกใบกำกับภาษีได้ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบกำกับภาษีให้ออกเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็น อย่างอื่น การออกใบกำกับภาษีโดยตัวแทนในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  246. ๘๖/๑

    ห้ามมิให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังต่อไปนี้ออกใบกำกับภาษี

    (๑) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรและได้ให้ตัวแทนของตนออก ใบกำกับภาษีแทนตนตามมาตรา ๘๖/๒

    (๒) ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ทรัพย์สินถู นำออกขายทอดตลาดหรือขายโดยวิธี อื่นโดยบุคคลอื่นตามมาตรา ๘๓/๕

    (๓) ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา ๘๓/๖(๓)

  247. ๘๖/๒

    ผู้ ประกอบการจดทะเบียนใดที่ อยู่นอกราชอาณาจักรและมี ตัวแทนทำการแทนตน หากประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีในนามของตนให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นยื่นคำขออนุมัติต่ออธิบดีตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด ให้ตัวแทนที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขอและได้รับอนุมัติแล้ว ออกใบกำกับภาษี แทนผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และให้ตัวแทน ดังกล่าวมีหน้าที่และความรับผิดชอบเช่นเดียวกับและร่วมกับผู้ประกอบการจดทะเบียนในส่วนที่ เกี่ยวกับใบกำกับภาษี

  248. ๘๖/๓

    ในการขายทอดตลาดตามมาตรา ๘๓/๕ให้ผู้ทอดตลาดที่มิใช่ ส่วนราชการซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษีหรือใบรับตามมาตรา ๑๐๕แล้วแต่กรณี ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนเจ้าของทรัพย์สิน

  249. ๘๖/๔

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๖/๕และมาตรา ๘๖/๖ใบกำกับภาษีต้อง มีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

    (๑) คำว่า “ใบกำกับภาษี”ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

    (๒) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออก ใบกำกับภาษี และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตาม มาตรา ๘๖วรรคสี่ หรือมาตรา ๘๖/๒ หรือผู้ทอดตลาดเป็นผู้ออกใบกำกับภาษีในนามของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา ๘๖/๓ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของ ตัวแทนนั้นด้วย

    (๓) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

    (๔) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

    (๕) ชื่อ ชนิด ประเภทปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ

    (๖) จำนวนภาษีมูลค่ เพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือของบริ โดยให้แยก ออกจากมูลค่าของสินค้าและหรือของบริการให้ชัดแจ้ง

    (๗) วัเดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

    (๘) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด รายการในใบกำกับภาษีให้ทำเป็นภาษาไทย เป็นหน่วยเงินตราไทย และใช้ตัวเลข ไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็น หน่วยเงินตราต่างประเทศ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี ใบกำกับภาษีอาจออกรวมกันสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการหลายอย่างก็ได้ เว้นแต่อธิบดีจะได้กำหนดให้การออกใบกำกับภาษีสำหรับสินค้าหรือบริการบางอย่างหรือหลายอย่าง ต้องกระทำแยกต่ งหากโดยมิให้ วมไว้ในใบกำกับภาษีเดียวกักับรายการอื่

  250. ๘๖/๕

    ใบกำกับภาษีดังต่อไปนี้อธิบดีอาจกำหนดให้ีรายการเป็นอย่าง อื่นได้

    (๑) ใบกำกับภาษีของสินค้าหรือบริการเฉพาะอย่างตามมาตรา ๗๙/๑

    (๒) ใบกำกับภาษีของยาสูบตามมาตรา ๗๙/๕หรือน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมัน ตามมาตรา ๗๙/๖

    (๓) ใบกำกับภาษีที่อธิบดีอนุมัติให้ทำเป็นภาษาต่างประเทศหรือเป็นหน่วยเงินตรา ต่างประเทศตามมาตรา ๘๖/๔วรรคสอง

    (๔) ใบกำกับภาษีของสิ ค้าหรือบริการอื่นตามที่ก หนดในกฎกระทรวง

  251. ๘๖/๖

    เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบ กิจการขายสินค้าในลักษณะขายปลีกหรือประกอบกิจการให้บริการในลักษณะบริการรายย่อยแก่ บุคคลจำนวนมากอธิบดีมีอำนาจกำหนดลัษณะและหรือเงื่อนไขของการประกอบกิจการดังกล่าวให้ เป็นกิจการค้าปลีก และในกิจการค้าปลีกการแสดงราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการจะต้องเป็นการ แสดงราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่าง ย่อได้ แต่ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียนจะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อไม่ได้ ใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

    (๑) คำว่า “ใบกำกับภาษี”ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

    (๒) ชื่อหรือชื่อย่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ ออกใบกำกับภาษี

    (๓) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี

    (๔) ชื่อ ชนิด ประเภทปริมาณและมูลค่าของสินค้าหรือของบริการ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

    (๕) ราคาสินค้าหรือราคาค่าบริการโดยต้องมีข้อความระบุชัดเจนว่าได้รวม ภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว

    (๖) วัน เดือน ปี ที่ออกใบกำกับภาษี

    (๗) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ชื่อ ชนิด หรือประเภทของสินค้าตามวรรคหนึ่งจะออกเป็นรหัสก็ได้โดย ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องแจ้งรหัสให้อธิบดีทราบล่วงหน้าอย่างน้อยสิบห้าวันก่อนวันใช้รหัสนั้น รายการในใบกำกับภาษีอย่างย่อให้ทำเป็นภาษาไทยเป็นหน่วยเงินตราไทยและใช้ ตัวเลขไทยหรืออารบิค เว้นแต่ในกิจการบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องทำเป็นภาษาต่างประเทศ ให้ กระทำได้เมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดี ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการค้าปลีกซึ่งประสงค์จะใช้เครื่องบันทึก การเก็บเงินเพื่อการออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ให้ยื่นคำขออนุัติต่ออธิบดีและการใช้เครื่องบันทึกการ เก็บเงินดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการใช้เครื่อง บันทึกการเก็บเงินที่อธิบดีกำหนด ให้นำมาตรา ๘๖/๔วรรคสามมาใช้บังคับในการออกใบกำกับภาษีตามมาตรานี้

  252. ๘๖/๗

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการอย่างอื่นซึ่งมิใช่เป็น กิจการค้าปลีก ซึ่งมีความประสงค์จะออกใบกำกับภาษีอย่างย่อและหรือใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๘๖/๖จะขออนุมัติต่ออธิบดีพร้อมกับแสดงเหตุผลและความจำเป็นก็ได้ และในการอนุมัติ อธิบดีจะกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขใด ๆตามที่เห็นสมควรก็ได้

  253. ๘๖/๘

    เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ ประกอบกิจการขายสิ ค้าหรือให้บริการรายย่อยอธิบดีมีอำนาจกำหนดลักษณะและเงื่อนไขของการ ประกอบกิจการขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยเพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ได้ ในการประกอบกิจการรายย่อยผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่ วไม่จำต้องออก ใบกำกับภาษี สำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการที่มีมูลค่าครั้งหนึ่งไม่เกินจำนวนเงินตามที่อธิบดี กำหนด แต่จำนวนเงินดังกล่าวจะต้องไม่เกินหนึ่งพันบาท ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการจะ เรียกร้องให้ออกใบกำกับภาษี และให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่ อนไขที่จะให้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าหรือให้บริการรายย่อยปฏิบัติตามที่เห็นสมควร

  254. ๘๖/๙

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไปแล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่ องจากมูลค่ ของสิ ค้ หรือบริการมีจำนวนเพิ่ ขึ้ เพราะ เหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๘๒/๙ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถออกใบเพิ่มหนี้ได้ทันในเดือนภาษี ที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ก็ให้ออกใบเพิ่มหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจาก เดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ใบเพิ่มหนี้ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

    (๑) คำว่า “ใบเพิ่มหนี้”ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

    (๒) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออก ใบเพิ่มหนี้ และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบเพิ่มหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา ๘๖วรรคสี่ หรือมาตรา ๘๖/๒ให้ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

    (๓) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

    (๔) วัน เดือน ปี ที่ออกใบเพิ่มหนี้

    (๕) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิมรวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่ ถ้ามี มูลค่า ของสินค้าหรือบริการที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่าที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการ ผลต่าง ของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่เรียกเก็บเพิ่มสำหรับส่วนต่างนั้น

    (๖) คำอธิบายสั้น ๆถึงสาเหตุในการออกใบเพิ่มหนี้

    (๗) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ให้นำมาตรา ๘๖/๔วรรคสองมาใช้บังคับ และให้ถือว่าใบเพิ่มหนี้ตามมาตรานี้เป็น ใบกำกับภาษี

  255. ๘๖/๑๐

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้ขายสินค้าหรือให้บริการไป แล้ว แต่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มใหม่เนื่องจากมูลค่าของสินค้ หรือบริการมีจ นวนลดลงเพราะ เหตุการณ์ตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๘๒/๑๐ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษี ที่เหตุการณ์ดังกล่ วเกิดขึ้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถออกใบลดหนี้ได้ทันในเดือนภาษีที่ มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก็ให้ออกใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการในเดือนภาษีถัดจาก เดือนที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ใบลดหนี้ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้

    (๑) คำว่า “ใบลดหนี้”ในที่ที่เห็นได้เด่นชัด

    (๒) ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออก ใบลดหนี้ และในกรณีที่ตัวแทนเป็นผู้ออกใบลดหนี้ในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนตามมาตรา ๘๖วรรคสี่หรือมาตรา ๘๖/๒ให้ะบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของตัวแทนนั้นด้วย

    (๓) ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

    (๔) วัน เดือน ปี ที่ออกใบลดหนี้

    (๕) หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษีเดิม รวมทั้งหมายเลขลำดับของเล่มถ้ามี มูลค่า ของสินค้าหรือบริารที่แสดงไว้ในใบกำกับภาษีดังกล่าว มูลค่ ที่ถูกต้องของสินค้าหรือบริการผลต่าง ของจำนวนมูลค่าทั้งสองและจำนวนภาษีที่ใช้คืนสำหรับส่วนต่างนั้น

    (๖) คำอธิบายสั้น ๆถึ สาเหตุในการออกใบลดหนี้

    (๗) ข้อความอื่นที่อธิบดีกำหนด ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ให้นำมาตรา ๘๖/๔วรรคสองมาใช้บังคับ และให้ถือว่าใบลดหนี้ตามมาตรานี้เป็น ใบกำกับภาษี

  256. ๘๖/๑๑

    ในกรณีที่มีการขีดชื่ อผู้ ประกอบการจดทะเบียนออกจาก ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพราะผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ หรือเพราะอธิบดีสั่ง เพิกถอนการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ประกอบการจดทะเบียน อธิบดีจะอนุญาตให้ ผู้ประกอบการนั้นออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ต่อไปเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะหยุด ประกอบกิจการก็ได้ แต่ผู้รับอนุญาตดังกล่าวจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดี กำหนด

  257. ๘๖/๑๒

    ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้จัดทำใบกำกับภาษีหรือใบเพิ่ม หนี้หรือใบลดหนี้แล้ว ต่อมาหากได้รับการร้องขอจากผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งทำใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้สูญหายถูกทำลายหรือชำรุดในสาระสำคัญให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้น ออกใบแทนใบกำกับภาษีใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ให้กับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือใบแทนใบลดหนี้ ให้มีรายการ เช่นเดียวกับใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ แล้วแต่กรณี โดยให้มีข้อความระบุไว้ในที่ที่เห็นได้ ชัดว่าเป็นใบแทนและออกเพื่อแทนใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ฉบับใด

  258. ๘๖/๑๓

    ห้ มมิให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือมิใช่ผู้มีสิทธิ ออกใบกำกับภาษีได้ตามหมวดนี้ ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ บุ คลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตาม กฎหมายบุคคลนั้นต้องรับผิดในภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือ ใบลดหนี้นั้นเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

  259. ๘๖/๑๔

    ใบเสร็จรับเงินที่กรมสรรพากรออกให้สำหรับการรับชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๓/๖หรือตามมาตรา ๘๓/๗และใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากรหรือกรม สรรพสามิตออกให้ในการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อกรมสรรพากรตามมาตรา ๘๓/๑๐(๑) หรือ

    (๒) ให้ถือเป็นใบกำกับภาษี ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  260. ส่วน ๑๑ การจัดทำรายงานและการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสาร

    4 มาตรา
  261. ๘๗

    ภายใต้บังคับมาตรา ๘๗/๑และมาตรา ๘๗/๒ให้ผู้ประกอบการจด ทะเบียนมีหน้าที่จัดทำรายงานเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มดังต่อไปนี้

    (๑) รายงานภาษีขาย

    (๒) รายงานภาษีซื้อ

    (๓) รายงานสินค้าและวัตถุดิบเฉพาะผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการ ขายสินค้า ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๘๒/๑๖ให้มีหน้าที่ จัดทำรายงานมูลค่าของฐานภาษี และรายงานสินค้าและวัตถุดิบ รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่งและวรรคสองให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ วิธีลงรายการในรายงานให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และการลงรายการให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไปซึ่งสินค้าหรือ บริการนั้น ทั้งนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

  262. ๘๗/๑

    ในกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหมาะสมอธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรี มี อำนาจให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานแตกต่างไปจากที่ำหนดในมาตรา ๘๗ก็ได้

  263. ๘๗/๒

    ให้อธิบดีอำนาจกำหนดให้ตัวแทนของผู้ประกอบการจดทะเบียน จัดทำรายงานเกี่ยวกับกิจการที่ตนทำการแทนได้ตามที่เห็นสมควร แม้ว่าตัวแทนนั้นจะมิได้เป็น ผู้ประกอบการจดทะเบีย การจัดทำรายงานของตัวแทนตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามแบบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

  264. ๘๗/๓

    ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษี และผู้ ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงานตามบทบัญญัติในส่วนนี้ เก็บและรักษารายงาน ใบกำกับภาษี สำเนาใบกำกับภาษี พร้อมทั้งเอกสารประกอบการลงรายงานดังกล่าวหรือเอกสารอื่นที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ อธิบดีกำหนดไว้ ณสถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นหรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกำหนดเป็นเวลา ไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวันทำรายงานแล้วแต่ รณี เว้นแต่

    (๑) ในกรณีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวตามมาตรา ๘๕/๓ การเก็บรักษารายงานและเอกสารดังกล่าวให้เป็นไปตามหลัเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่อธิบดี กำหนดแต่ระยะเวลาดังกล่าวต้องไม่เกินกว่าห้าปี

    (๒) ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ ให้ผู้ประกอบการ จดทะเบียนหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี หรือผู้ที่มีหน้าที่ต้องจัดทำรายงาน เก็บและรักษารายงานและเอกสารดังกล่าวข้างต้นที่ตนมีหน้าที่ต้องเก็บรักษาอยู่ในวันเลิกประกอบ กิจการต่อไปอีกสองปี

    (๓) ในกรณีที่เห็นสมควร อธิบดีจะกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนเก็บและ รักษาไว้เกินห้าปีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินเจ็ดปี การเก็บใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานอื่นที่ใช้ประกอบการลงรายงานภาษีซื้อ ตามมาตรา ๘๗(๒) ให้จัดเก็บเรียงตามลำดับและตรงตามรายการในรายงานและเป็ไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

  265. ส่วน ๑๒ อำนาจเจ้าพนักงานประเมิน

    7 มาตรา
  266. ๘๘

    เจ้าพนังานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่ เพิ่ม เบี้ยปรับและ เงินเพิ่มตามหมวดนี้ในเมื่อ

    (๑) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้ ที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

    (๒) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดง รายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้าโดยแสดงจำนวนภาษีที่ต้องเสียต่ำกว่าความเป็น จริง

    (๓) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมินหรือไม่ยอม ตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

    (๔) ผู้ประกอบการไม่สามารถแสดงใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อ หรือสำเนาใบกำกับ ภาษีในกรณีภาษีขายพร้อมทั้งหลักฐานอื่นเพื่อการคำนวณภาษีหรือการเครดิตภาษี

    (๕) ผู้ประกอบการไม่เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายและหลักฐานต่าง ๆ ประกอบการลงรายงานตามที่กฎหมายกำหนดไว้หรือ

    (๖) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑มิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

  267. ๘๘/๑

    เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษีมูลค่าเพิ่ม เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามหมวดนี้ ในเมื่อปรากฏว่ บุ คลใดออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มี สิทธิที่จะออกตามกฎหมายตามมาตรา ๘๖/๑๓โดยให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมิน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามจำนวนที่ปรากฏในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้นั้นได้

  268. ๘๘/๒

    เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการตามมาตรา ๘๘และมาตรา ๘๘/๑ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจ

    (๑) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการภาษีแบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า ตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี แบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขนสินค้า

    (๒) แก้ไขเพิ่มเติ รายการในแบบแสดงรายการภาษีแบบนำส่งภาษี หรือแบบใบขน สินค้าเพื่อให้ถูกต้อง

    (๓) ประเมินภาษีในกรณีที่มีหลักฐานแสดงว่า ผู้ประกอบการเสียภาษีหรือแสดง มูลค่าของฐานภาษีต่ำกว่าความเป็นจริง

    (๔) กำหนดมูลค่าที่ควรได้รับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่ หรือพฤติการณ์ของ ผู้ประกอบการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบการเองหรือของผู้ประกอบการที่กระทำกิจการทำนอง เดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงมูลค่าที่ได้รับได้โดยสมควร

    (๕) แก้ไขเปลี่ยนแปลงมูลค่าของสินค้าที่ซื้อหรือของค่าบริการจากการรับบริการ แล้วแต่กรณี เมื่อมีกรณีตามมาตรา ๘๘(๓) (๔) หรือ (๕)

    (๖) ประเมินภาษีตามที่ รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๘๘(๓) (๔) หรือ

    (๕) โดยไม่จำต้องปฏิบัติตาม (๑) ถึง

    (๔) ก็ได้ ในการใช้อำนาจของเจ้าพนังานประเมินเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๘๘(๖) ให้ถือว่า ผู้ประกอบการซึ่งต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑แต่มิได้จดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่ม มีความรับผิดในการเสียภาษีเสมือนเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน

  269. ๘๘/๓

    เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเข้าไปในสถานประกอบการของ ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนหรือไม่ หรือในสถานที่อื่นที่เกี่ยวข้องระหว่าง พระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือระหว่างเวลาทำการของผู้ประกอบการ และทำการตรวจสอบ เพื่อให้ทราบว่าผู้ประกอบการได้ปฏิบัติการโดยถูกต้องตามบทบัญญัติในหมวดนี้หรือไม่ ในการนี้ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งผู้ประกอบการหรือบุคคลที่อยู่ในสถานที่นั้นให้ปฏิบัติการเท่าที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานต่าง ๆอันควรแก่เรื่อง และมีอ นาจยึดเอกสาร หลักฐานเหล่านั้นมาตรวจสอบไต่สวนได้ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้เจ้าพนักงานประเมินแสดงบัตรประจำตัวพร้อม ทั้งหนังสือหรือหลักฐานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องเมื่อเข้าไปทำการตรวจสอบ

  270. ๘๘/๔

    ในการดำเนินการของเจ้ พนักงานประเมินในส่วนนี้ เจ้าพนักงาน ประเมินมีอำนาจออกหมายเรียกผู้มีหน้าที่เสียภาษี ผู้ทำการแทน หรือพยานกับมีอำนาจสั่งบุคคล เหล่านั้นให้นำบัญชี เอกสารหรือหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาตรวจสอบไต่สวนได้ หรือออกคำสั่งให้ พยานตอบคำถามเป็นหนังสือ แต่จะต้องให้เวลาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวันนับแต่วันได้รับหมายเรียก หรือได้รับคำสั่ง

  271. ๘๘/๕

    เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๘หรือมาตรา ๘๘/๑แล้ว ให้แจ้งการประเมินเป็นหนังสือไปยังผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุคคลตาม มาตรา ๘๘/๑ในกรณีนี้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือบุคคลตามมาตรา ๘๘/๑จะใช้สิทธิอุทธรณ์การประเมิน ตามบทบัญญัติในส่วน ๒ของหมวด ๒ลัษณะ๒ก็ได้ เว้นแต่ในกรณีที่เจ้าพนังานประเมินได้ทำ การประเมินเพราะเหตุตามมาตรา ๘๘(๓) ห้ามมิให้อุทธรณ์

  272. ๘๘/๖

    การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินให้กระทำได้ภายใน กำหนดเวลาดังต่อไปนี้

    (๑) สำหรับผู้ประกอบการ

    (ก) สองปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือวัน สุดท้ายแห่งกำหนดเวลาที่รัฐมนตรีหรืออธิบดีขยายหรือเลื่อนออกไปแล้วแต่วันใดจะเป็นวันหลัง ทั้งนี้ เฉพาะในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

    (ข) สองปีนับแต่วันที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษี ทั้งนี้ เฉพาะ ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีหลังวันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลาดังกล่าวใน

    (ก) แต่ต้องไม่เกินสิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

    (ค) สิบปีนับแต่วันสุดท้ายแห่งกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี ในกรณีที่ ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบแสดงรายการภาษีโดย แสดงฐานภาษีต่ำกว่ามูลค่าที่ผู้ประกอบการได้รับหรือพึงได้รับเป็นจำนวนเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของ ฐานภาษีที่แสดงในแบบแสดงรายการภาษี

    (๒) สำหรับผู้นำเข้าซึ่งมิใช่ผู้ประกอบการสองปีนับแต่วันยื่นใบขนสินค้า เว้นแต่กรณี ที่ผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาลสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง คำวินิจฉัยข้อโต้แย้งอากรขาเข้าเป็นหนัสือหรือนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี

    (๓) สำหรับผู้ที่มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๓/๕มาตรา ๘๓/๖หรือ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ มาตรา ๘๓/๗สองปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลานำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีมีเหตุอันควรเชื่ ถือว่า ผู้ประกอบการ ผู้นำเข้า หรือผู้ หน้ ที่นำส่ ภาษีมูลค่าเพิ่มแสดงรายการตามแบบแสดงรายการภาษีแบบใบขนสินค้าหรือแบบนำส่งภาษีไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริ หรือไม่สมบูรณ์ ให้เจ้าพนังานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีประเมินภาษีได้ภายใน กำหนดเวลาห้าปีนับแต่กำหนดเวลาตาม (๑) (ก)

    (๒) และ(๓) แล้วแต่กรณี

  273. ส่วน ๑๓ เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม

    3 มาตรา
  274. ๘๙

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษี หรือบุ คลตามมาตรา ๘๖/๑๓เสียเบี้ยปรับ ในกรณีและตามอัตราดังต่อไปนี้

    (๑) ประกอบกิจการโดยมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕หรือมาตรา ๘๕/๑หรือประกอบกิจการเมื่อถูกสั่งเพิกถอนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๗แล้ว ให้ เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียในเดือนภาษีตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ ดังกล่าวหรือเป็นเงินหนึ่งพันบาทต่อเดือนภาษีแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

    (๒) มิได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาให้เสียเบี้ย ปรับอีกสองเท่าของเงินภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษี

    (๓) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีหรือแบบนำส่งภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาด อันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งในเดือนภาษีคลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่า ของเงินภาษีที่เสียคลาดเคลื่อนหรือที่นำส่งคลาดเคลื่อน

    (๔) ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไว้ไม่ถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดอันเป็นเหตุให้จำนวน ภาษีขายหรือจำนวนภาษีซื้อในเดือนภาษีที่แสดงไว้คลาดเคลื่อนไป ให้เสียเบี้ยปรับอีกหนึ่งเท่าของ จำนวนภาษีขายที่แสดงไว้ขาดไปหรือจำนวนภาษีซื้อที่แสดงไว้เกินไป

    (๕) มิได้จัดทำใบกำกับภาษีและส่งมอบให้แก่ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการตามที่ กำหนดในส่วน ๑๐ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี

    (๖) ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย ตามมาตรา ๘๖/๑๓ให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือ ใบลดหนี้นั้น

    (๗) นำใบกำกับภาษีปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนมาใช้ในการคำนวณภาษีให้เสีย เบี้ยปรับอีกสองเท่าของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษีนั้น ในกรณีใบกำกับภาษีที่ผู้ได้รับประโยชน์ไม่สามารถนำพิสูจน์ได้ว่าบุคคลใดเป็นผู้ออก ใบกำกับภาษี ให้ถือว่าเป็นใบกำกับภาษีปลอม

    (๘) มิได้เก็บสำเนาใบกำกับภาษีในกรณีภาษีขายไว้ตามที่กฎหมายกำหนดให้เสียเบี้ย ปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีตามใบกำกับภาษี

    (๙) มิได้เก็บใบกำกับภาษีในกรณีภาษีซื้อที่ใช้เครดิตภาษีในการคำนวณภาษีไว้ตามที่ - กฎหมายกำหนดให้เสียเบี้ยปรับอีกร้อยละสองของจำนวนภาษีที่นำมาเครดิตนั้น (๑๐)มิได้ทำรายงานตามที่กฎหมายกำหนดหรือรายงานอื่นตามที่อธิบดีกำหนดตาม มาตรา ๘๗/๑หรือมีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบให้เสียเบี้ยปรับอีกสองเท่าของเงินภาษี ซึ่งคำนวณจากฐานภาษีที่มิได้ทำรายงานหรือมิได้ลงรายการในรายงานให้ถูกต้อง เบี้ยปรับตามมาตรานี้อาจงดหรือลดลงได้ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติ รัฐมนตรี

  275. ๘๙/๑

    บุคคลใดไม่ชำระภาษีหรือนำส่งภาษีให้ครบถ้วนภายใน กำหนดเวลาตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ ๑.๕ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของ เงินภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ ในกรณีที่อธิบดีอนุมัติให้ขยายเวลาเสียภาษีตามที่กำหนดในมาตรา ๓อัฏฐและได้มี การชำระภาษีหรือนำส่งภาษีภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้นั้น เงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งให้ลดลงเหลือ ร้อยละ๐.๗๕ต่อเดือนหรือเศษของเดือ การคำนวณเงินเพิ่มตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้เริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่น แบบแสดงรายการภาษีหรือยื่นแบบนำส่งภาษีตามส่วน ๗จนถึงวันชำระภาษีหรือนำส่งภาษี แต่เงินเพิ่ม ที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องชำระหรือนำส่ง

  276. ๘๙/๒

    เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มตาม หมวดนี้ให้ถือเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม

  277. ส่วน ๑๔ บทกำหนดโทษ

    6 มาตรา
  278. ๙๐

    บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท

    (๑) ผู้ไม่จัดส่งสำเนาสัญญาหรือเอกสารตามมาตรา ๗๗/๔(๒)

    (๒) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา ๘๓หรือ มาตรา ๘๓/๑

    (๓) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา ๘๓/๒

    (๔) ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามมาตรา ๘๓/๓ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ -

    (๕) ผู้มีหน้าที่นำส่งเงินภาษีมูลค่าเพิ่มไม่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๓/๕ มาตรา ๘๓/๖หรือมาตรา ๘๓/๗

    (๖) ผู้นำเข้าไม่ยื่นใบขนสินค้าตามมาตรา ๘๓/๘หรือมาตรา ๘๓/๙

    (๗) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้ การเปลี่ ยนแปลงรายการทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๖

    (๘) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๗ วรรคสามมาตรา ๘๕/๘วรรคสองมาตรา ๘๕/๑๕วรรคสองหรือมาตรา ๘๕/๑๗วรรคสอง

    (๙) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการย้ายสถานประกอบการตามมาตรา ๘๕/๘ วรรคหนึ่ง

    (๑๐) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการหยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามมาตรา ๘๕/๑๒

    (๑๑) ผู้ครอบครองทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดก หรือทายาทของผู้ประกอบการ จดทะเบียนไม่คืนใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑๖วรรคสามหรือวรรคห้ (๑๒)ผู้ประกอบการจดทะเบียนออกใบกำกับภาษี ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ โดยมีรายการในส่วนที่เป็นสาระสำคัญไม่ครบถ้วนตามมาตรา ๘๖/๔มาตรา ๘๖/๕ มาตรา ๘๖/๖มาตรา ๘๖/๗มาตรา ๘๖/๙มาตรา ๘๖/๑๐หรือมาตรา ๘๖/๑๑ (๑๓)ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ออกใบแทนใบกำกับภาษี ใบแทนใบเพิ่มหนี้ หรือ ใบแทนใบลดหนี้ตามมาตรา ๘๖/๑๒

    (๑๔) ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสินค้าเกินจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบตาม มาตรา ๘๗

    (๑๕) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดทำรายงานโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๘๗หรือตามที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๘๗/๑

    (๑๖) ผู้ประกอบการจดทะเบียนจงใจไม่เก็บและรักษาใบกำกับภาษี หรือสำเนา ใบกำกับภาษี หรือเก็บรักษาเอกสารดักล่าวโดยไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธ และเงื่อนไขที่ กำหนดตามมาตรา ๘๗/๓

  279. ๙๐/๑

    บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้อง ระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท

    (๑) ตัวแทนละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนของผู้ประกอบการที่อยู่นอก ราชอาณาจักรตามมาตรา ๘๕/๒

    (๒) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แสดงใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๔

    (๓) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเปิดสถานประกอบการเพิ่มเติมหรือปิด สถานประกอบการตามมาตรา ๘๕/๗วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง

    (๔) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการโอนกิจการบางส่วนหรือการรับโอนกิจการ ตามมาตรา ๘๕/๑๓

    (๕) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่แจ้งการเลิกหรือการโอนกิจการทั้งหมดตามมาตรา ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๘๕/๑๓หรือมาตรา ๘๕/๑๕วรรคหนึ่ง

    (๖) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรจัดทำรายงานโดยไม่ เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๘๗/๒

  280. ๙๐/๒

    บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (๑) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘๒/๑๘(๒)

    (๒) ผู้ประกอบการใดซึ่งมีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มประกอบกิจการโดยไม่ จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา ๘๕/๑มาตรา ๘๕/๑๓วรรคสองหรือมาตรา ๘๕/๑๔

    (๓) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จัดทำใบกำกับภาษีหรือสำเนาใบกำกับภาษี หรือ จัดทำแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริารตามมาตรา ๘๖วรรคหนึ่ง หรือไม่จัดทำใบกำกับภาษีหรือ สำเนาใบกำกับภาษีและไม่ส่งมอบให้ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการตามที่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการเรียกร้องตาม มาตรา ๘๖/๘วรรคสอง

    (๔) ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราวออกใบกำกับภาษีที่ไม่เป็นไป ตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๘๖วรรคสอง

    (๕) ตัวแทนออกใบกำกับภาษีในนามของผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๘๖วรรคสี่

    (๖) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่ปฏิบัติตามระเบียบเกี่ยวกับการใช้เครื่องบันทึกการ เก็บเงินตามมาตรา ๘๖/๖วรรคหก

    (๗) ผู้ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๘๘/๔

  281. ๙๐/๓

    บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้อง ระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    (๑) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรออกใบกำกับภาษีโดย ไม่มีสิทธิตามมาตรา ๘๖/๒วรรคสอง

    (๒) ผู้ประกอบการจดทะเบียนใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงินโดยไม่ได้รับอนุมัติตาม มาตรา ๘๖/๖วรรคหกหรือมาตรา ๘๖/๗

    (๓) ผู้ประกอบการจดทะเบียนไม่จัดทำรายงานตามมาตรา ๘๗หรือตามที่อธิบดี กำหนดตามมาตรา ๘๗/๑

    (๔) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรไม่จัดทำรายงานตาม มาตรา ๘๗/๒

    (๕) ผู้ขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่การปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานประเมิน หรือขัดคำสั่งของเจ้ พนักงานประเมินตามมาตรา ๘๘/๓วรรคหนึ่ง ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔

  282. ๙๐/๔

    บุคคลดังต่อไปนี้ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่ระบุไว้ ต้อง ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาท

    (๑) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิที่จะออกเอกสารดังกล่าวตาม มาตรา ๘๖วรรคสองหรือมาตรา ๘๖/๑

    (๒) ตัวแทนผู้ประกอบการจดทะเบียนที่อยู่นอกราชอาณาจักรโดยเจตนาหลีกเลี่ยง หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิตามมาตรา ๘๖/๒วรรคหนึ่ง

    (๓) ผู้ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้โดยไม่มีสิทธิจะออกเอกสาร ดังกล่าวตามมาตรา ๘๖/๑๓

    (๔) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ลงรายการหรือลงรายการเป็นเท็จในรายงานตามมาตรา ๘๗หรือตามที่อธิบดี กำหนดตามมาตรา ๘๗/๑

    (๕) ผู้ ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลี เลี่ยง ภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว

    (๖) ผู้ประกอบการจดทะเบียนโดยเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง ภาษีมูลค่าเพิ่ม กระทำการใด ๆโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนอง เดียวกัน

    (๗) ผู้ประกอบการโดยเจตนานำใบกำกับภาษีปลอมหรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี

  283. ๙๐/๕

    ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามหมวดนี้เป็นนิติ บุคคล กรรมการผู้จัด ผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับ ความผิดนั้น ๆด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้ยินยอมหรือมีส่วนในการกระทำความผิดของนิติ บุคคลนั้น

  284. หมวด ๕ ภาษีธุรกิจเฉพาะ๓๗๙

    22 มาตรา
  285. ๙๑

    ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีอากรประเมิน ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐)

  286. ๙๑/๑

    ในหมวดนี้

    (๑) “รายรับ”หมายความว่าเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆอันมี มูลค่าที่ได้รับหรือพึ ได้รับไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักรอันเนื่องมาจากการประกอบกิจ

    (๒) “มูลค่า”หมายความว่าราคาตลาดของทรัพย์สิน ของกิจการ ของค่าตอบแทน หรือของประโยชน์ใดๆ

    (๓) “ราคาตลาด”หมายความว่า ราคาที่ซื้อขายกันหรือที่คิดค่าบริการกันตามความ เป็นจริงทั่วไปในขณะใดขณะหนึ่ง ในกรณีที่ราคาตลาดมีหลายราคาหรือไม่อาจทราบราคาตลาดได้แน่นอนให้อธิบดี โดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศใช้เกณฑ์คำนวณเพื่อให้ได้ราคาตลาดเป็นมูลค่าของสินค้าหรือ บริการได้

    (๔) “ขาย”หมายความรวมถึงสัญญาจะขาย ขายฝากแลกเปลี่ยน ให้ ให้เช่าซื้อ หรือจำหน่ายจ่ายโอนไม่ว่าจะมีประโยชน์ตอบแทนหรือไม่ ให้นำบทนิยามคำว่า “บุคคล”“บุคคลธรรมดา”“คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล” “นิติ บุคคล”“ตัวแทน”“สถานประกอบการ”และ“เดือนภาษี”ตามมาตรา ๗๗/๑มาใช้บังคับ

  287. ๙๑/๒

    ภายใต้บังคับมาตรา ๙๑/๔การประกอบกิจการดังต่อไปนี้ใน ราชอาณาจักรให้อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามบทบัญญัติในหมวดนี้

    (๑) การธนาคารตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายเฉพาะ

    (๒) การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุ กิจเครดิตฟองซิเอร์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ (๓)๓๘๓ การรับประกันชีวิตตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต

    (๔) การรับจำนำตามกฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ

    (๕) การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ เช่น การใหู้้ยืมเงิน ค้ำประกัน แลกเปลี่ยนเงินตรา ออกซื้อ หรือขายตั๋วเงิน หรือรับส่งเงินไปต่างประเทศด้วยวิธีต่าง ๆ

    (๖) การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นจะได้มา โดยวิธีใดก็ตาม ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามที่กำหนดโดยพระราช กฤษฎีกา

    (๗) การขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน ตลาดหลักทรัพย์ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๓๓)พ.ศ. ๒๕๔๑

    (๘) การประกอบกิจการอื่นตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ในกรณีที่บุคคลอยู่นอกราชอาณาจักรประกอบกิจการโดยผ่านสถานประกอบการ หรือตัวแทนของตนที่อยู่ในราชอาณาจักร ให้ถือว่าประกอบกิจการในราชอาณาจักรตามมาตรานี้ ในกรณีที่มีปัญหาว่ กิจการใดเป็นกิจการตาม

    (๕) หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้ คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขต และเงื่อนไขของการประกอบกิจการที่อยู่ ภายใต้บังคับตามมาตรานี้ก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ประกาศ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

  288. ๙๑/๓

    ให้ยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการดังต่อไปนี้

    (๑) กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทยธนาคารออมสินธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ารเกษตร

    (๒) กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

    (๓) กิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์เฉพาะการให้กู้ ยืมแก่สมาชิกหรือแก่สหกรณ์ออม ทรัพย์อื่น

    (๔) กิจการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

    (๕) กิจการของการเคหะแห่งชาติเฉพาะการขายหรือให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์

    (๖) กิจการรับจำนำของกระทรวง ทบวงกรมและราชการส่วนท้องถิ่น

    (๗) กิจการอื่นตามมาตรา ๙๑/๒ตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  289. ๙๑/๔

    กิจการเฉพาะอย่างของกิจการตามที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑/๒ ดังต่อไปนี้ ให้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔

    (๑) กิจการเฉพาะอย่างที่มิใช่กิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒

    (๒) กิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒ซึ่งพระราช กากำหนดให้เป็นกิจการที่เสียภาษีูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่มีปัญหาว่ากิจการใดเป็นกิจการที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการตามมาตรา ๙๑/๒หรือไม่ อธิบดีจะเสนอให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรพิจารณากำหนดขอบเขต และ เงื่อนไขของการประกอบกิจการก็ได้ และเมื่อคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรได้วินิจฉัยแล้ว ให้ ประกาศคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรในราชกิจจานุเบกษา

  290. ๙๑/๕

    ฐานภาษีสำหรับการประกอบกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ได้แก่รายรับดังต่อไปนี้ที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับหรือพึงได้รับเนื่องจากการประกอบกิจการ

    (๑) สำหรับกิจการธนาคารตามมาตรา ๙๑/๒(๑) รายรับจากการประกอบกิจการ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ คือ

    (ก) ดอกเบี้ย ส่วนลดค่าธรรมเนียม ค่าบริก หรือกำไรก่อนหัรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายหรือที่ได้จากตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆและ

    (ข) กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆจากการแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราการออก ตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆหรือการส่งเงินไปต่างประเทศ

    (๒) สำหรับกิจการธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ตาม มาตรา ๙๑/๒(๒) รายรับจากการประกอบกิจการคือ

    (ก) รายรับตาม(๑) (ก) และ

    (ข) รายรับตาม(๑)

    (ข) (๓)๓๘๗ สำหรับกิจการรับประกันชีวิตตามมาตรา ๙๑/๒(๓) รายรับจากการ ประกอบกิจการได้แก่ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ

    (๔) สำหรับกิจการโรงรับจำนำตามมาตรา ๙๑/๒(๔) รายรับจากการประกอบ กิจการคือ

    (ก) ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และ

    (ข) เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทนหรือประโยชน์ใด ๆอันมีมูลค่าที่ได้รับหรือพึง ได้รับจากการขายของที่จำนำหลุดเป็นสิทธิ

    (๕) สำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา ๙๑/๒(๕) รายรับจากการ ประกอบกิจการคือ

    (ก) รายรับตาม(๑) (ก) และ

    (ข) รายรับตาม(๑) (ข)

    (๖) สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒

    (๖) รายรับจากการประกอบกิจการคือ รายรับก่อนหักรายจ่ ยใดๆทั้งสิ้น

    (๗) สำหรับกิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ ไทยในตลาดหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒(๗) รายรับจากการประกอบกิจการคือรายรับก่อนหัก รายจ่ายใด ๆทั้งสิ้น

    (๘) สำหรับกิจการอื่นตามมาตรา ๙๑/๒(๘) รายรับจากการประกอบกิจการ ให้ เป็นไปตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  291. ๙๑/๖

    อัตราภาษีธุรกิจเฉพาะมีดังต่อไปนี้

    (๑) ร้อยละ ๐.๑สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕(๗)

    (๒) ร้อยละ๒.๕สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕(๓)

    (ก) และมาตรา ๙๑/๕(๔)

    (๓) ร้อยละ ๓.๐สำหรับรายรับตามมาตรา ๙๑/๕นอกจากกรณีตาม(๑) และ(๒)

  292. ๙๑/๗

    ให้บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับของหมวดนี้มีหน้าที่ ๓๓)พ.ศ. ๒๕๔๑ ๒๕๓๔ เสียภาษีตามบทบัญญัติในหมวดนี้ ในกรณีผู้ประกอบกิจการอยู่ อกราชอาณาจัรให้ผู้มีหน้าที่ บผิดชอบในการ ประกอบกิจการรวมตลอดถึงลูกจ้าง ตัวแทนหรือผู้ทำการแทนซึ่งมีอำนาจในการจัดการแทนโดยตรง หรือโดยปริยายที่อยู่ในราชอาณาจักรเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีร่วมกับบุคคลตามวรรคหนึ่ง

  293. ๙๑/๘

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะเสียภาษีโดยคำนวณจากฐาน ภาษีตามมาตรา ๙๑/๕ในเดือนภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ตาม มาตรา ๙๑/๖แต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีสิทธิอุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ ในส่วน ๒หมวด ๒ลักษณะ ๒ การคำนวณรายรับตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามวิธีการ หลักเกณฑ์ และการปฏิบัติ ทางบัญชี และเพื่อประโยชน์ในการคำนวณรายรับเมื่อได้เลือกปฏิบัติเป็นอย่างใดแล้วให้ถือปฏิบัติเป็น อย่างเดียวกันตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้เปลี่ยนแปลงได้ ความในวรรคหนึ่ งและวรรคสองมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา ๙๑/๒(๖) และให้ผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีกรณีดังกล่าวเสียภาษีโดยคำนวณจากฐานภาษีตามมาตรา ๙๑/๕(๖) ในขณะที่จดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามอัตราภาษีที่กำหนดไว้ในมาตรา ๙๑/๖รวมทั้งมีสิทธิ อุทธรณ์การประเมินภาษีตามบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ในส่วน ๒หมวด ๒ลักษณะ ๒๓๙๑

  294. ๙๑/๙

    ในกรณีกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒(๗) ให้สมาชิกที่ เป็นตัวแทนของผู้ขายหักภาษีธุรกิจเฉพาะจากเงินที่ขาย และยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษี ตามมาตรา ๙๑/๑๐แทนผู้ขายในนามของตนเอง โดยผู้ขายไม่ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีอีก และ ให้ถือว่าสมาชิกเป็ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีนี้ด้วย

  295. ๙๑/๑๐

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่ อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่นเป็นรายเดือนภาษีพร้อมกับชำระภาษีถ้ามี ไม่ว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีจะมีรายรับ ในเดือนภาษีหรือไม่ก็ตาม การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษีสำหรับเดือนภาษีใดให้ยื่นภายใน วันที่สิบห้าของเดือนถัดไป เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการชำระภาษี ให้ยื่น ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ เว้นแต่อธิบดีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น ถ้ามีผู้มีหน้าที่เสียภาษีสถานประกอบการหลายแห่ง การยื่นแบบแสดงรายการภาษี และการชำระภาษีตามวรรคหนึ่งให้แยกยื่นเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เสียภาษี จะยื่นคำร้องต่ออธิบดีขอยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่ ใดแห่งหนึ่ง หรือ ณสถานที่ที่อธิบดีกำหนดตามวรรคสามก็ได้ และเมื่ออธิบดีพิจารณาเห็นสมควรจะอนุมัติก็ได้ ความในวรรคหนึ่งถึงวรรคสี่มิให้ใช้บังคับแก่การยื่นแบบแสดงรายการภาษีและการ ชำระภาษีของผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร ตามมาตรา ๙๑/๒(๖) และให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีกรณีดังกล่าวยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามแบบที่ อธิบดีกำหนดในขณะจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับชำระภาษีต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนั้น๓๙๔ ในการชำระภาษีตามวรรคห้า ให้กรมที่ ดิ เรียกเก็บภาษีธุ กิจเฉพาะเพื่อ กรมสรรพากรและห้ามพนักงานเจ้าหน้าที่ลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้รับเงินภาษี ที่ต้องชำระให้ครบถ้วนถู ต้องแล้ว๓๙๕ ภาษีที่ได้ชำระแล้วตามวรรคห้า ให้ส่งเป็นรายได้แผ่นดินตามระเบียบที่รัฐมนตรี กำหนด๓๙๖

  296. ๙๑/๑๑

    การขอคืนภาษีธุรกิจเฉพาะให้กระทำได้ตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    (๑) ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมี สิ ทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีภายในสามปีนับแต่วันพ้น กำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษี

    (๒) คำร้องขอคืนภาษีให้เป็ไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้ยื่น ที่ว่า อำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ เว้นแต่ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ ยื่นแบบแสดงรายการภาษีรวมกัน ที่ว่าการอำเภอท้องที่แห่ ใดแห่งหนึ่งหรือ สถานที่อื่นตาม มาตรา ๙๑/๑๐วรรคสี่ ก็ให้ยื่นคำร้องขอคืนภาษี ณที่แห่งนั้น

  297. ๙๑/๑๒

    บุคคลซึ่งประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ตามมาตรา ๙๑/๒โดยกิจการนั้นไม่ได้รับยกเว้นตามมาตรา ๙๑/๓และผู้ประกอบกิจการไม่ได้รับ ยกเว้นการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๑๓ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะโดยให้ ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะภายในสามสิบวันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ คำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด ๙๑/๑๐วรรคห้า เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๓๔)พ.ศ. ๒๕๔๑ ๙๑/๑๐วรรคหกเพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๓๔)พ.ศ. ๒๕๔๑ ๙๑/๑๐วรรคเจ็ด เพิ่มโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๓๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ และให้ยื่น ณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้าผู้กระทำกิจการมีสถานประกอบการหลายแห่ ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจ เฉพาะณที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ หลัเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขในการขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ และการออก ใบทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะให้เป็นไปตามที่อธิบดีกำหนด ในกรณีผู้ประกอบการนอกราชอาณาจักรให้บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการ ดังกล่าวเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอก ราชอาณาจักรด้วย

  298. ๙๑/๑๓

    ผู้ประกอบกิจการดังต่อไปนี้ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

    (๑) ผู้ประกอบกิจการขายหลักทรัพย์ตามมาตรา ๙๑/๒(๗)

    (๒) ผู้ประกอบกิจการที่ประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว

    (๓) ผู้ประกอบกิจการอื่นตามที่อธิบดีประกาศกำหนดเมื่อมีเหตุอันสมควร ให้อธิบดีมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่จะพิจารณากำหนดว่าการ ประกอบกิจการในลักษณะใดเป็นการประกอบกิจการชั่วคราวตาม(๒)

  299. ๙๑/๑๔

    ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหน้าที่ทำรายงานแสดง รายรับก่อนหักรายจ่ายที่ต้องเสียภาษี และรายรับที่ไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี รายงานที่ต้องจัดทำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามแบบที่อธิบดีกำหนด และให้จัดทำ เป็นรายสถานประกอบการ วิธีลงรายการในรายงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่อธิบดี กำหนดและการลงรายการในรายงานให้ลงภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีรายรับ ทั้งนี้ เว้นแต่ใน กรณีที่อธิบดีเห็นสมควรสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทหรือในกรณีจำเป็นเฉพาะราย อธิบดี จะกำหนดเป็นอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

  300. ๙๑/๑๕

    เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินภาษี เบี้ยปรับ และเงิน เพิ่มตามหมวดนี้ในเมื่อ

    (๑) ปรากฏแก่เจ้าพนักงานประเมินว่าผู้มีหน้าที่เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

    (๒) ในกรณีเจ้าพนักงานประเมินมีหลักฐานแสดงว่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษียื่นแบบแสดง รายการไม่ถูกต้อง หรือมีข้อผิดพลาดทำให้จำนวนภาษีที่ต้องเสียคลาดเคลื่อนไป หรือ

    (๓) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีหรือผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการแทนผู้ประกอบกิจการ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามของเจ้าพนักงานประเมิน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่สามารถแสดงหลักฐานเพื่อการคำนวณภาษี

  301. ๙๑/๑๖

    เพื่อประโยชน์ในการดำเนิ การตามมาตรา ๙๑/๑๕เจ้า พนักงานประเมินมีอำนาจ

    (๑) จัดทำรายการลงในแบบแสดงรายการตามหลักฐานที่เห็นว่าถูกต้อง เมื่อผู้ ประกอบกิจการมิได้ยื่นแบบแสดงรายการ

    (๒) แก้ไขเพิ่มเติมรายการในแบบแสดงรายการหรือในเอกสารอื่นประกอบแบบ แสดงรายการเพื่อให้ถูกต้อง

    (๓) กำหนดราคาขายสินค้าโดยเทียบเคียงกับราคาขายในวันเดียวกัน หรือใกล้เคียง กันของสินค้าประเภทหรือชนิดเดียวกันตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงกันได้

    (๔) กำหนดดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตรา การออกตั๋วเงิน หรือการส่งเงินไป ต่างประเทศตามราคาตลาดที่อาจเทียบเคียงได้

    (๕) กำหนดรายรับซึ่งผู้ประกอบกิจการควรได้รับเพราะผู้ประกอบกิจการกับผู้ซื้อมี การควบคุมหรือความสัมพันธ์กันในด้านทุนหรือด้านการจัดการ

    (๖) กำหนดดอกเบี้ย ราคาทรัพย์สิน หรือค่าบริการตามราคาตลาดในวันให้กู้ยืมเงิน วันที่โอน หรือให้บริการในกรณีที่การให้กู้ยืมเงินการโอนทรัพย์สิน หรือการให้บริการนั้นไม่มีดอกเบี้ย ค่าตอบแทนหรือค่าบริการ หรือมีดอกเบี้ย ค่าตอบแทนหรือค่าบริการต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุ อันสมควร

    (๗) กำหนดรายรับโดยพิจารณาถึงฐานะความเป็นอยู่หรือพฤติการณ์ของผู้ประกอบ กิจการ หรือสถิติการค้าของผู้ประกอบกิจการเองหรือของผู้ประกอบกิจการอื่นที่กระทำกิจการทำนอง เดียวกัน หรือพิจารณาจากหลักเกณฑ์อย่างอื่นอันอาจแสดงรายรับได้โดยสมควร

    (๘) ประเมินภาษีตามที่รู้เห็นหรือพิจารณาว่าถูกต้องเมื่อมีกรณีตามมาตรา ๙๑/๑๕

    (๓) โดยไม่ต้องปฏิบัติตาม (๑) ถึง

    (๗) ก็ได้

  302. ๙๑/๑๗

    ภาษีตามหมวดนี้ ถ้าในเดือนภาษีใดมีจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยบาท เป็นอันไม่ต้องเสียสำหรับเดือนภาษีนั้น

  303. ๙๑/๑๘

    บุคคลใดประกอบกิจการที่อยู่ภายใต้บังคับต้องเสียภาษีธุรกิจ เฉพาะประกอบกิจการโดยไม่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา ๙๑/๑๒ต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ ๒๕๓๔ บุคคลตามมาตรา ๙๑/๑๒วรรคห้า ละเลยไม่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียน ของผู้ประกอบกิจการที่อยู่นอกราชอาณาจัต้องระวางโทษเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง

  304. ๙๑/๑๙

    ผู้มีหน้ ที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใด ไม่จัดทำรายงานตามมาตรา ๙๑/๑๔ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

  305. ๙๑/๒๐

    ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะผู้ใดจัดทำรายงานโดยไม่เป็นไป ตามแบบหรือไม่จัดทำเป็นรายสถานประกอบการ หรือลงรายการในรายงานไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดตามมาตรา ๙๑/๑๔วรรคสองหรือวรรคสามต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองพันบาท

  306. ๙๑/๒๑

    ให้นำบทบัญญัติในหมวด ๔ดังต่อไปนี้ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

    (๑) ส่ว ๗การยื่นแบบและการชำระภาษี มาตรา ๘๓/๒และมาตรา ๘๓/๓

    (๒) ส่วน ๘เครดิตภาษีและการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา ๘๔/๓

    (๓) ส่วน ๙การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา ๘๕/๔มาตรา ๘๕/๕มาตรา ๘๕/๖มาตรา ๘๕/๗มาตรา ๘๕/๘มาตรา ๘๕/๙มาตรา ๘๕/๑๒มาตรา ๘๕/๑๓มาตรา ๘๕/๑๔ มาตรา ๘๕/๑๕มาตรา ๘๕/๑๖มาตรา ๘๕/๑๗มาตรา ๘๕/๑๘และมาตรา ๘๕/๑๙

    (๔) ส่วน ๑๑การจัดทำรายงาน และการเก็บรักษาหลักฐานและเอกสารมาตรา ๘๗/ ๓

    (๕) ส่ว ๑๒อำนาจเจ้ พนักงานประเมิ มาตรา ๘๘/๓มาตรา ๘๘/๔และมาตรา ๘๘/๕

    (๖) ส่ว ๑๓เบี้ยปรับ - เงินเพิ่ม ทุกมาตรา

    (๗) ส่วน ๑๔บทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติมาตราดังกล่าวข้างต้น รวมทั้ง มาตรา ๙๐/๕

  307. ลักษณะ ๒ ภาษีป้าย๔๐๘

  308. หมวด ๖ อากรแสตมป์

    1 มาตรา
  309. ๑๐๓

    ในหมวดนี้ เว้นแต่ข้อความจะแสดงให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ตราสาร”หมายความว่าเอกสารที่ต้องเสียอากรตามหมวดนี้ “กระดาษ”หมายความตลอดถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆซึ่งใช้เขียนตราสาร “แสตมป์”๔๐๙ หมายความว่า แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ และ แสตมป์ดุนบนกระดาษนี้ ให้หมายความรวมถึง แสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนด ลักษณะโดยกฎกระทรวง “กระทำ”เมื่อใช้เกี่ยวกับตราสาร หมายความว่า การลงลายมือชื่อตามบทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ “ปิดแสตมป์”หมายความว่าการปิดแสตมป์ทับกระดาษ หรือการมีแสตมป์ดุนบน กระดาษ “ขีดฆ่า”๔๑๐ หมายความว่า การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีก โดยในกรณีแสตมป์ ปิดทับได้ลงลายมือชื่อ หรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือขีดเส้นคร่อมฆ่าแสตมป์ที่ปิดทับกระดาษ และลงวัน เดือน ปีที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณีแสตมป์ดุนได้เขียนบนตราสารหรือยื่นตราสารให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุนให้แสตมป์ดุนปรากฏอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น “ปิดแสตมป์บริบูรณ์”๔๑๑ หมายความว่

    (๑) ในกรณีแสตมป์ปิดทับ คือ การได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อน กระทำหรือในทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์ั้นแล้ว หรือ

    (๒) ในกรณีแสตมป์ดุน คือ การได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่ น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนังานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว หรือ

    (๓) ในกรณีชำระเป็นตัวเงิน คือ การได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ ต้องเสียตามบทบัญญัติในหมวดนี้ หรือตามระเบียบซึ่ งอธิบดีจะได้กำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรี การปิดแสตมป์บริบูรณ์ตามที่กำหนดใน (๑) และ

    (๒) ดังกล่าวข้างต้นนั้น ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ปฏิบัติตามที่กำหนดใน

    (๓) แทนได้ “ใบรับ”หมายความว่

    (ก) บันทึก หรือหนังสือใด ๆที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระ - เงินหรือตั๋วเงิน หรือ

    (ข) บัทึก หรือหนังสือใด ๆที่เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระ หรือปลดให้แล้ว บันทึก หรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใดๆหรือไม่ ไม่ำคัญ “พนักงานเจ้าหน้าที่”หมายความว่าเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง “นายตรวจ”๔๑๒ หมายความว่าเจ้าพนักงานซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง

  310. ส่วน ๑ การเสียอากร

    12 มาตรา
  311. ๑๐๔

    ตราสารที่ระบุไว้ในบัญชีท้ายหมวดนี้ ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม อัตราที่กำหนดไว้ในบัญชีนั้น

  312. ๑๐๕

    ในกรณีต่อไปนี้ผู้ขาย ผู้ให้เช่าซื้อ ผู้รับเงิน หรือผู้รับชำระราคาต้อง ออกใบรับให้แก่ผู้ซื้อ ผู้เช่าซื้อ ผู้จ่ายเงิน หรือผู้ชำระราคาในทันทีทุกคราวที่รับเงินหรือรับชำระราคาไม่ ว่าจะมีการเรียกร้องให้ออกใบรับหรือไม่ก็ตาม

    (๑) การรับเงินหรือรับชำระราคาจากการขายสินค้าหรือการให้บริการของ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔และการรับเงินหรือรับชำระราคาจากการ กระทำกิจการของผู้ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม หมวด ๕ซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะ กำหนดเกินหนึ่งพับาทไม่ได้

    (๒) การรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีอื่นซึ่งรวมเงินหรือราคาที่ได้รับชำระแต่ละ ครั้งเกินจำนวนเงินตามที่อธิบดีกำหนด แต่อธิบดีจะกำหนดเกินหนึ่งหมื่นบาทไม่ได้ ถ้าการรับเงินหรือรับชำระราคาในกรณีเดียวกันมีจำนวนเกินกว่าที่อธิบดีกำหนดตาม (๑) หรือ

    (๒) แต่มีเงื่อนไขให้รับเงินหรือรับชำระราคาในภายหลังเป็นหลายงวด ให้ออกใบรับทุกคราว ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคานั้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มีข้อความแสดงว่า ได้รับเงินหรือรับชำระราคาแล้วจะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบรับที่ต้องออกตามมาตรานี้ก็ได้ มาตรานี้ไม่ใช้บังคับแก่การจำหน่ายแสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาลที่ยัง มิได้ใช้ รัษฎากรพุทธศักราช ๒๔๘๒ -

  313. ๑๐๕ ทวิ

    ในการออกใบรับให้ผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕(๑) หรือผู้มีหน้าที่ออกใบรับตามมาตรา ๑๐๕(๒) เฉพาะผู้ซึ่งกระทำเป็นปกติธุระทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ และเก็บต้นขั้วหรือสำเนาใบรับดังกล่าวไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกใบรับ๔๑๕ ถ้ ปรากฏว่าการรับเงินหรือรับชำระราคาที่ต้องทำต้นขั้วหรือสำเนาใบรับตามวรรค หนึ่ง ไม่มีต้นขั้วหรือสำเนาใบรับ ให้สันนิษฐานว่าไม่ได้ออกใบรับ ใบรับและต้นขั้ว หรือสำเนาใบรับตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีตัวเลขไทยหรืออารบิค และอักษรไทยให้ปรากฏข้อความต่อไปนี้ (๑)๔๑๖ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ออกใบรับ

    (๒) ชื่อหรือยี่ห้อของผู้ออกใบรับ

    (๓) เลขลำดับของเล่มและของใบรับ

    (๔) วัน เดือน ปี ที่ออกใบรับ

    (๕) จำนวนเงินที่รับ

    (๖) ชนิดชื่อ จำนวนเงิ และราคาสินค้าในกรณีารขายหรือให้เช่ ซื้อสินค้าเฉพาะ ชนิดที่มีราคาตั้งแต่หนึ่งร้อยบาทขึ้นไป ในกรณีผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้ขายส่งขายสินค้าให้แก่ผู้ซึ่งทำการค้าสินค้าประเภท เดียวกับสินค้าที่ขายนั้นให้แสดงชื่อหรือยี่ห้อและที่อยู่ของผู้ซื้อไว้ในใบรับที่ต้องออกตามวรรคหนึ่งด้วย ทุกคราวที่ได้รับชำระเงินหรือชำระราคา ข้อความในใบรับเช่นว่านี้ ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มี ภาษาไทยกำกับไว้ด้วย ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่กิจการตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

  314. ๑๐๕ ตรี

    ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ รับเงินหรือรับชำระราคามีจำนวนครั้งหนึ่ง ๆไม่ถึง จำนวนที่อธิบดีกำหนดตามมาตรา ๑๐๕(๑) ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผู้ ประกอบกิจการที่จดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะรวมเงินที่รับมาเฉพาะในกรณีดังกล่ วทุกครั้งและเมื่อ สิ้นวันหนึ่ง ๆได้จำนวนเท่าใด ให้ทำบันทึกจำนวนเงินนั้นรวมขึ้นเป็นวัน ๆตามแบบที่อธิบดีกำหนด และเก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันทำบันทึก

  315. ๑๐๕ จัตวา

    ในการขายสินค้าให้ผู้ประกอบการตามหมวด ๔ที่เป็น ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออกหรือผู้ขายส่ง เมื่อมีการขายสินค้าให้ออกใบส่งของให้แก่ผู้ซื้อและให้ทำสำเนา เก็บไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ พุทธศักราช ๒๕๒๐ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ ที่ ๓๐)พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปี นับแต่วันที่ออกใบส่งของ ใบส่งของและสำเนาตามความในวรรคก่อนอย่างน้อยต้องมีตัวเลขและอักษรไทยให้ ปรากฏข้อความต่อไปนี้

    (๑) ชื่อ หรือยี่ห้อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขาย

    (๒) ชื่อ หรือยี่ห้อของผู้ซื้อ

    (๓) เลขลำดับของเล่ม (ถ้ามี) และของใบส่งของ

    (๔) วันเดือน ปี ที่ออกใบส่งของ

    (๕) ชนิด ชื่อ จำนวน และราคาของสินค้าที่ขาย ตัวเลขไทยนั้นจะใช้เลขอารบิคแทนก็ได้ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด ๔ซึ่งได้ออกใบกำกับภาษีที่มี ข้อความแสดงว่าได้่งสินค้าให้แก่ผู้ซื้อแล้ว จะถือเอาใบกำกับภาษีนั้นเป็นใบส่งของที่ต้องออกตาม มาตรานี้ก็ได้

  316. ๑๐๖

    ใบรับที่ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ แม้ไม่อยู่ในบังคับให้จำต้องออกใบรับ ตามความในมาตรา ๑๐๕เมื่อผู้มีส่วนได้เสียเรียกร้อง ผู้มีหน้าที่ออกใบรับต้องออกให้ในทันทีที่ถูก เรียกร้อง

  317. ๑๐๗

    เว้นแต่ที่บัญญัติในมาตรา ๑๑๑ถ้าไม่มีข้อตกลงเป็นอย่างอื่นผู้มี หน้าที่เสียอากรและผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าให้เป็นไปตามบัญชีท้ายหมวดนี้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าเขียนหนังสือไม่เป็น จะให้ผู้อื่นเขียนวันเดือนปีแทนก็ได้ ถ้าผู้มีหน้าที่ขีดฆ่าไม่ยอมขีดฆ่า หรือไม่มีตัวอยู่ที่จะทำการขีดฆ่าได้ ให้ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์ขีดฆ่าแทนได้

  318. ๑๐๘

    ถ้าทำตราสารหลายลัษณะตามที่ ระบุในบัญชีท้ ยหมวดนี้บ กระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น เช่าและกู้ยืมรวมกันไว้ หรือทำตราสารลักษณะ เดียวกันหลายเรื่องบนกระดาษแผ่นเดียวกัน หรือเป็นฉบับเดียวกัน เช่น ขายของสิ่งหนึ่งให้แก่คนหนึ่ง และขายอีกสิ่งหนึ่งให้แก่อีกคนหนึ่ง ซึ่งตามสภาพควรจะแยกกันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ให้ครบทุก ลักษณะหรือทุกเรื่อง โดยปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นรายตราสารแยกไว้ ให้ปรากฏว่าตราสารใดอยู่ที่ใด และแสตมป์ดวงใดสำหรับตราสารลัษณะหรือเรื่องใด

  319. ๑๐๙

    สัญญาใดเป็นตราสารซึ่งเกิดขึ้นโดยมีหนังสือโต้ตอบกันและมิได้ปิด แสตมป์บริบูรณ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า หนังสือฉบับหนึ่งฉบับใดที่จำเป็นในการทำให้เกิดสัญญานั้นขึ้น ได้ปิด แสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าแสตมป์แล้วให้ถือว่าสัญญานั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว

  320. ๑๑๐

    คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสารใด แม้จะได้ปิดแสตมป์ หรับคู่ฉบับหรือ คู่ฉีกนั้นตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้แล้วก็ดี ถ้ามิได้นำตราสารต้นฉบับหรือพยานหลักฐานมาแสดง - ให้เป็นที่พอใจว่าตราสารต้นฉบับนั้นได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว มิให้ถือว่าคู่ฉบับหรือคู่ฉีกนั้นได้ปิด แสตมป์บริบูรณ์ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรสำหรับตราสารต้นฉบับและขีด ฆ่าแล้ว

  321. ๑๑๑

    ถ้าตราสารที่ต้องเสียอากรได้ทำขึ้นนอกสยาม ให้เป็นหน้าที่ของผู้ทรง ตราสารคนแรกในสยามต้องเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าภายใน ๓๐วัน นับ แต่วันที่ได้รับตราสารนั้น ถ้าไม่ปฏิบัติตามนี้ให้ถือว่าเป็นตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ถ้ามิได้ปฏิบัติตามความในวรรคก่อน ผู้ทรงคนใดคนหนึ่งแห่งตราสารต้องเสียอากร โดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก่อนแล้วจึงจะยื่นตราสารเพื่อให้จ่ายเงินรับรองสลักหลัง โอนหรือถือเอาประโยชน์ได้ ผู้ ทรงตราสารคนใดได้ตราสารตามความในมาตรานี้ มาไว้ในครอบครองก่อนพ้น กำหนดเวลาที่กล่าวในวรรค ๑ผู้ทรงคนนั้นจะเสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่าก็ได้ โดยมีสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ทรงคนก่อนๆ

  322. ๑๑๒

    ถ้าตั๋วเงินที่ยื่นให้ชำระเงินมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากร โดยปิดแสตมป์ครบจำนวนอากรและขีดฆ่า และใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากร จากเงินที่จะชำระก็ได้

  323. ส่วน ๒ เบ็ดเตล็ด

    13 มาตรา
  324. ๑๑๓

    ตราสารใดมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือผู้ทรงตรา สารหรือผู้ถือเอาประโยชน์ชอบที่จะยื่ ตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอเสียอากรได้ เมื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับตราสารแล้ว ให้อนุมัติให้เสียอากรภายในบังคับแห่งบทบัญญัติต่อไปนี้ ๑.๔๒๐ ถ้าตราสารที่มิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์นั้นเป็นตราสารที่กระทำขึ้นในประเทศ ไทยเมื่อผู้ขอเสียอากรได้ยื่นตราสารนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเสียอากรภายใน๑๕วัน นับแต่วัน ต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ก็ให้อนุมัติให้เสียเพียงอากรตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ ๒. ถ้ากรณีเป็นอย่างอื่นก็ให้อนุมัติให้เสียอากร และให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากร ดังต่อไปนี้อีกด้วย

    (ก) ถ้าปรากฏต่อพนังานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลา ไม่พ้นกำหนด ๙๐วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์ ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็น ๒เท่าจำนวน อากรหรือเป็นเงิน ๔บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

    (ข) ถ้าปรากฏต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่า ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์เป็นเวลา พ้นกำหนด๙๐วัน นับแต่วันต้องปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ให้เรียกเก็บเงินเพิ่มอากรเป็๕เท่าจำนวน อากรหรือเป็นเงิน ๑๐บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า -

  325. ๑๑๔

    โดยการตรวจสอบตามความในมาตรา ๑๒๓ก็ดโดยการกล่าวหา แจ้งความของบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือมิใช่ก็ดี ถ้าปรากฏว่า

    (๑) มิได้มีการออกใบรับในกรณีที่ต้องออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕หรือ มาตรา ๑๐๖ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็น จำนวน ๖เท่าของเงินอากร หรือเป็นเงิน ๒๕บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า

    (๒) ตราสารมิได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์โดย

    (ก) มิได้ปิดแสตมป์เลย ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินอากรจนครบ และเงินเพิ่มอากรอีกเป็นจำนวน๖เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕บาทแล้วแต่อย่างใด จะมากกว่า

    (ข) ปิดแสตมป์น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บ เงินอากรจนครบและเงินเพิ่มอีกเป็นจำนวน ๖เท่าของเงินอากรที่ขาด หรือเป็นเงิน ๒๕บาทแล้วแต่ อย่างใดจะมากกว่า

    (ค) ในกรณีอื่นให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเรียกเก็บเงินเพิ่มอากร เป็น จำนวน ๑เท่าของเงินอากรที่ต้องเสีย หรือเป็นเงิน ๒๕บาทแล้วแต่อย่างใดจะมากกว่า วรรคท้าย๔๒๒ (ยกเลิก)

  326. ๑๑๕

    เงินอากรและเงินเพิ่มอากรที่กล่าวในมาตรา ๑๑๓และมาตรา ๑๑๔นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดการเรียกเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียอากรก่อน ถ้าไม่ได้เงินจากผู้มีหน้าที่ เสียอากร จึงให้จัดการเรียกเก็บจากผู้ทรงตราสารหรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสารนั้ ผู้ถูกเรียกเก็บเงินอากรและเงินเพิ่มอากรตามความในวรรคก่อนจะอุทธรณ์คำสั่งก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒หมวด ๒ลัษณะ๒มาใช้บังคับโดยอนุโลม

  327. ๑๑๖

    วิธเสียเงินอากรและเงินเพิ่มอากรดังบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑๓ หรือมาตรา ๑๑๔ให้เสียโดยวิธีชำระเป็นตัวเงินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อได้รับชำระเงินแล้วให้ พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบรับเงินและสลักหลังตราสาร หรือทำหลักฐานขึ้นในกรณีไม่มีตราสาร ทั้งนี้ เพื่อแสดงการรับเงินอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตลอดทั้งชื่อและตำบลที่อยู่ของผู้เสียเงินแล้วลงชื่อ พนักงานเจ้าหน้าที่และวันเดือนปีไว้เป็นสำคัญ ๑๖)พ.ศ. ๒๕๐๒ -

  328. ๑๑๗

    ตราสารหรือหลักฐานตามความในมาตรา ๑๑๖ที่มีผู้เสียอากร หรือเสียอากรและเงินเพิ่มอากรถ้ามี ตามความในมาตรา ๑๑๓หรือมาตรา ๑๑๔แล้ว ให้ถือว่าเป็น ตราสารที่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ ส่วนเงินเพิ่มอากรที่เรียกเก็บให้ถือเป็นเงินอากร

  329. ๑๑๘

    ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือ สำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวน ตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากร ตามมาตรา ๑๑๓และมาตรา ๑๑๔

  330. ๑๑๙

    ตราสารซึ่งเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลต้องลงนามหรือรับรู้ก็ดี ตราสารซึ่งต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงานรัฐบาลหรือเทศบาลก็ดี ตราสารซึ่งต้องให้เจ้าพนังานรัฐบาล หรือเทศบาลลงบันทึกก็ดี ห้ามมิให้เจ้าพนักงานลงนามรับรู้ ยอมให้ทำหรือบันทึกไว้จนกว่าจะได้เสีย อากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้ และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ ไม่เป็นการ เสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา ๑๑๓และมาตรา ๑๑๔

  331. ๑๒๐

    ผู้ใดได้เสียอากรหรือค่าเพิ่มอากรโดยมิใช่เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ผู้นั้นมี สิทธิไล่เบี้ยเอาค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรซึ่งตนได้เสียไปจากบุคคลผู้มีหน้าที่เสียได้

  332. ๑๒๑

    ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นรัฐบาล เจ้าพนักงานผู้กระทำงานของ รัฐบาลโดยหน้ ที่ บุ คลผู้กระทำการในนามของรัฐบาล องค์ารบริหารราชการส่วนท้องถิ่ สภากาชาดไทยวัดวาอาราม และองค์การศาสนาใดๆในราชอาณาจักรซึ่งเป็นนิติบุคคล อากรเป็นอัน ไม่ต้องเสีย แต่ข้อยกเว้นนี้มิให้ใช้แก่องค์การของรัฐบาลที่ใช้ทุนหรือทุนหมุนเวียนเพื่อประกอบการ พาณิชย์ หรือการพาณิชย์ซึ่งองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดทำ

  333. ๑๒๒

    ผู้ใดได้เสียค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรเกินไปไม่น้อยกว่า ๒บาท สำหรับตราสารลักษณะเดียวหรือเรื่องเดียว ผู้นั้นชอบที่จะทำคำร้องเป็นหนังสือยื่นต่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ เมื่ออธิบดีเห็นว่าเกินไปจริงก็ให้คืนค่าอากรหรือค่าเพิ่มอากรที่เกินไปนั้นแก่ผู้เสียอากรได้ แต่คำร้องที่กล่าวนั้นต้องยื่นภายในเวลา ๖เดือน นับแต่วันเสียอากร หรือค่าเพิ่มอากรและต้อง ประกอบด้วยคำชี้แจงหรือเอกสารซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่หรืออธิบดีเห็นควรให้ยื่นสนับสนุนคำร้อง

  334. ๑๒๓

    เมื่อมีเหตุสมควรพนังานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจมีอำนาจเข้าไป ในสถานการค้าหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้องระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก หรือในเวลาที่เปิด มาตรา ๑๑๗แก้ไขเพิ่ มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๔๙๖ - ทำการของสถานการค้า หรือสถานที่นั้นเพื่อทำการตรวจสอบตราสารว่า ได้ปิดแสตมป์บริบูรณ์ตาม ความในมาตรา ๑๐๔หรือไม่ หรือทำการตรวจสอบเพื่อทราบว่ ได้ออกใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ มาตรา ๑๐๖หรือทำ หรือเก็บต้นขั้ว สำเนาใบรับ ใบรับตามความในมาตรา ๑๐๕ทวิ หรือทำ หรือเก็บบันทึกตามความในมาตรา ๑๐๕ตรี หรือไม่ กับมีอ นาจเรียกและยึดตราสาร หรือเอกสาร และออกหมายเรียกตัวผู้มีหน้าที่เสียอากร ผู้ทรงตราสาร หรือผู้ถือเอาประโยชน์แห่งตราสาร และ พยานหลักฐานอื่นอันควรแก่เรื่องมาไต่สวนได้

  335. ๑๒๓ ทวิ

    เพื่อให้การเสียอากรในหมวดนี้เป็นไปโดยรัดกุม ให้อธิบดีโดย อนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดวิธีการให้ผู้มีหน้าที่เสียอากรปฏิบัติ การกำหนดวิธีการเช่นว่านี้เมื่อได้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ เพื่อความสะดวกของผู้มีหน้ ที่เสียอากร การปฏิบัติในการขีดฆ่าตามความในมาตรา ๑๐๓หรือการปฏิบัติตามความในมาตรา ๑๐๕มาตรา ๑๐๕ทวิ มาตรา ๑๐๕ตรี และมาตรา ๑๐๕ จัตวานั้น อธิบดีโดยอนุัติรัฐมนตรีมีอ นาจกำหนดวิธีการให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น หรือจะยกเว้นไม่ให้ ต้องปฏิบัติก็ได้

  336. ๑๒๓ ตรี

    ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำนวนเงินที่แสดงไว้ ในใบรับตามลักษณะแห่งตราสาร ๒๘.

    (ข) และ(ค) แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ต่ำไป พนักงาน เจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดจำนวนเงินที่แสดงไว้ในใบรับนั้นตามจำนวนเงินที่สมควรได้รับตามปกติ และ ให้ผู้ออกใบรับมีหน้าที่เสียค่าอากรจากจำนวนเงินที่กำหนดนั้น ผู้ออกใบรับซึ่งถูกกำหนดจำนวนเงินตามวรรคหนึ่งจะอุทธรณ์การกำหนดจำนวนเงิ นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามส่วน ๒หมวด ๒ลักษณะ ๒มาใช้บังคับโดย อนุโลม

  337. ส่วน ๓ บทลงโทษ

    7 มาตรา
  338. ๑๒๔

    ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสีย อากรหรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท ๑๒)พ.ศ. ๒๔๙๗ ๒๕๒๑ -

  339. ๑๒๕

    ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง ๑๐บาทสำหรับมูลค่าตั้งแต่ ๑๐บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้ชำระนั้น เพื่อหลี เลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำ หรือทำตราสารให้ผิด ความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกิน สองร้อยบาท

  340. ๑๒๖

    ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จ ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

  341. ๑๒๗

    ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา ๑๐๕ตรี หรือไม่ออกใบรับ ให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา ๑๐๖หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสีย ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

  342. ๑๒๗ ทวิ

    ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่ีการออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา ๑๐๕หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงิน น้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่ง เดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ

  343. ๑๒๘

    ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอม ให้ยึดตราสารหรือเอกสารหรือไม่ปฏิบติตามหมายของพนักงานเจ้ หน้าที่ หรือนายตรวจตามความ ในมาตรา ๑๒๓หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๕ทวิ มาตรา ๑๐๕จัตวา หรือมาตรา ๑๒๓ทวิ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

  344. ๑๒๙

    ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่า เป็แสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวาง โทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ ๒๕๐๒ - บัญชีอัตราอากรแสตมป์๔๓๗ ค่าอ ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ ๑.๔๓๘ เช่าที่ดิน โรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือ แพ ทุกจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๑,๐๐๐บาทแห่งค่าเช่าหรือเงินกินเปล่า หรือทั้งสอง อย่ งรวมกันตลอดอายุการเช่า ๑บาท ผู้ให้เช่า ผู้เช่า หมายเหตุ

    (๑) ถ้าสัญญาเช่ มิได้กำหนดอายุการเช่า ให้ถือ ว่ามีกำหนด ๓ปี

    (๒) ถ้าสัญญาเช่าฉบับใดครบกำหนดอายุการเช่า หรือครบกำหนด ๓ปี ตาม(๑) แล้ว ผู้เช่ายังคงครอง ทรัพย์สินอยู่ และผู้ให้เช่ารู้ความนั้นแล้วไม่ทักท้วง ทั้ง มิได้ทำสัญญาใหม่ให้ถือว่าสัญญาเช่าเดิมนั้นได้เริ่มทำ กันใหม่โดยไม่มีกำหนดอายุการเช่า และต้องเสียอากร ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ถือว่าเริ่มทำสัญญาใหม่ นั้น ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร เช่าทรัพย์สินใช้ในการทำนา ไร่ สวน ๒.๔๓๙ โอนใบหุ้น ใบหุ้นกู้ พันธบัตร และใบรับรองหนี้ ซึ่งบริษัท สมาคมคณะบุคคลหรือองค์การใดๆเป็นผู้ออก คิดตามราคาหุ้นที่ชำระแล้วหรือตามราคาในตราสาร แล้วแต่อย่างใดจะมากกว่าทุกจำนวนเงิน ๑,๐๐๐บาท หรือเศษของ๑,๐๐๐บาท ๑บาท ผู้โอน ผู้รับโอน ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ก. โอนพันธบัตรของรัฐบาลไทย ข. โอนใบหุ้น ใบหุ้ นกู้ และใบรับรองหนี้ ซึ่ง สหกรณ์หรือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตรเป็นผู้ออก ๓.๔๔๐ เช่าซื้อทรัพย์สิน ๑บาท ผู้ให้เช่า ผู้เช่า บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะ ๒แห่งประมวลรัษฎากรแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๔๙๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๑. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๒. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ ทุกจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ บาทหรือเศษของ ๑,๐๐๐บาทแห่งราคาทั้งหมด ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร เช่าซื้อทรัพย์สินใช้ในการทำนา ไร่ สวน ๔.๔๔๑ จ้างทำของ ทุกจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๑,๐๐๐บาทแห่งสินจ้างที่ก หนดไว้ ๑บาท ผู้รับจ้าง ผู้รับจ้าง หมายเหตุ

    (๑) ถ้าในเวลากระทำสัญญาจ้างทำของไม่ทราบ จำนวนสินจ้างว่าเป็นราคาเท่าใด ให้ประมาณจำนวน สิ จ้างตามสมควรแล้วเสียอากรตามจำนวนสินจ้างที่ ประมาณนั้น

    (๒) ถ้ามีการรับเงินสินจ้างเป็นคราว ๆและอากร ที่เสียไว้เดิมยังไม่ครบให้เสียอากรเพิ่มเติมให้ครบตาม จำนวนที่ต้องเสียทุกครั้งในทันทีที่มีการรับเงิน

    (๓) เมื่อการรับจ้างทำของได้สิ้นสุดลงแล้วและ ปรากฏว่าได้เสียอากรเกินไปให้ขอคืน ตามมาตรา ๑๒๒ได้ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร สัญญาที่ทำขึ้นนอกประเทศไทยและการปฏิบัติ ตามข้อสัญญานั้นมิได้ทำในประเทศไทย ๕.๔๔๒ กู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจาก ธนาคาร ทุกจำนวนเงิน ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐บาทแห่งยอดเงินให้กู้ยืม หรือตกลงให้เบิกเงิน เกินบัญชี ๑บาท ผู้ให้กู้ ผู้กู้ ค่าอากรตามลักษณะแห่งตราสารนี้ เมื่อคำนวณ แล้วถ้าเกิน ๑๐,๐๐๐บาทให้เสีย ๑๐,๐๐๐บาท ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร การกู้ยืมเงินซึ่งสมาชิกกู้ยืมจากสหกรณ์หรือ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๓. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๔. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๕. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๔)พ.ศ. ๒๕๒๙ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ สหกรณ์กู้ยืมจากสหกรณ์หรือจากธนาคารเพื่อ การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ๖.๔๔๓ กรมธรรม์ประกันภัย

    (ก) กรมธรรม์ประกันวินาศภัย ทุก ๒๕๐บาทหรือเศษของ๒๕๐บาทแห่งเบี้ย ประกันภัย ๑บาท ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย

    (ข) กรมธรรม์ประกันชีวิต ทุก ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐ บาท แห่งจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ๑บาท ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย

    (ค) กรมธรรม์ประกันภัยอื่น ๆ ทุ ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐ บาท แห่งจำนวนเงินที่เอาประกันภัย ๑บาท ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย

    (ง) กรมธรรม์เงินปี ทุก ๒,๐๐๐บาทหรือเศษของ๒,๐๐๐บาท แห่งต้นทุนเงินปีนั้น หรือถ้าไม่ปรากฏต้นทุน ให้คิดทุก ๒,๐๐๐บาทหรือเศษของ๒,๐๐๐บาทแห่ง ๓๓ เท่าของรายได้ประจำปี ๑บาท ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย

    (จ) กรมธรรม์ประกันภัยซึ่งผู้รับประกันภัยนำไป ให้ผู้อื่นประกันอีกต่อหนึ่ง ๑บาท ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย

    (ฉ) บันทึกการต่ออายุกรมธรรม์ประกันภัยเดิม กึ่งอัตราซึ่ง ผู้รับประกันภัย ผู้รับประกันภัย เรียกเก็บ สำ หรับ กรมธรรม์ เดิม ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

    (ก) การประกันภัยสัตว์พาหนะซึ่งใช้ใน การเกษตรกรรม

    (ข) บันทึกประกันภัยหรือกรมธรรม์ประกันภัย ชั่วคราวซึ่งรับรองจะออกกรมธรรม์ประกัภัยตัวจริง แต่ถ้าผู้ทรงจะเรียกร้องเอาสิทธิอย่างอื่นนอกจากให้ส่ง มอบกรมธรรม์ประกันภัยตัวจริงแล้วต้องปิดแสตมป์ เสียก่อนเช่นเดียวกับที่จะต้องปิดสำหรับประกันภัยตัว จริง บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๖. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ ๗.๔๔๔ ใบมอบอำนาจ คือ ใบตั้งตัวแทนซึ่งมิได้กระทำ ในรู ปลักษณะตราสารสัญญา รวมทั้ งใบตั้ ง อนุญาโตตุลาการ

    (ก) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคน กระทำการครั้งเดียว ๑๐บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ

    (ข) มอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคน ร่วมกระทำการมากกว่าครั้งเดียว ๓๐บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ

    (ค) มอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่ งคนต่างกระทำกิจการแยกกัน ได้คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบคนละ ๓๐บาท ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจ หมายเหตุ ถ้าผู้มอบอำนาจมีหลายคน แต่มิได้เป็นผู้มี อำนาจร่วมกันแล้วมอบอำนาจในตราสารฉบับเดียวกัน ต้องคิดตามรายตัวบุคคลผู้มอบคนหนึ่ง เป็นเรื่องหนึ่ง ตามมาตรา ๑๐๘ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

    (๑) ใบแต่งทนายและใบมอบอำนาจซึ่ง ทนายความให้แก่เสมียนของตน เพื่อเป็ตัวแทน ดำเนินคดีในศาล

    (๒) ใบมอบอำนาจให้โอนหรือให้กระทำการใด ๆ เกี่ยวด้วยสัตว์พาหนะ ตามกฎหมายว่าด้วยสัตว์ พาหนะ

    (๓) ใบมอบอำนาจให้รับเงินหรือสิ่งของแทน

    (๔) ใบมอบอำนาจซึ่งสหกรณ์เป็นผู้มอบ และใบ มอบอำนาจตั้งสหกรณ์เป็นตัวแทนจัดการให้สหกรณ์ ได้รับสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ๘.๔๔๕ ใบมอบฉันทะสำหรับให้ลงมติในที่ประชุมของ บริษัท

    (ก) มอบฉันทะสำหรับการประชุมครั้งเดียว ๒๐บาท ผู้มอบฉันทะ ผู้มอบฉันทะ

    (ข) มอบฉันทะสำหรับการประชุมกว่าครั้งเดียว ๑๐๐บาท ผู้มอบฉันทะ ผู้มอบฉันทะ ๙.๔๔๖

    (๑) ตั๋วแลกเงินหรือตราสารทำนองเดียวกับที่ใช้ อย่างตั๋วแลกเงิน ฉบับละ ๓บาท ผู้สั่งจ่าย ผู้สั่งจ่าย บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๗. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร ๘. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์

    (๒) ตั๋วสัญญาใช้เงินหรือตราสารทำนอง เดียวกับที่ใช้อย่างตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉบับละ ๓บาท ผู้ออกตั๋ว ผู้ออกตั๋ว ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ถ้าตั๋วออกเป็นสำรับและฉบับแรกในสำรับนั้น ปิดแสตมป์บริบูรณ์แล้ว ฉบับอื่น ๆไม่ต้องปิดอีกแต่ ต้องสลักหลังฉบับนั้น ๆไว้ว่า ได้เสียอากรแล้ว ๑๐.๔๔๗ บิลออฟเลดิง ๒บาท ผู้กระทำตราสาร ผู้กระทำตราสาร หมายเหตุ ถ้าออกเป็นสำรับให้ปิดแสตมป์ตามอัตราทุก ฉบับ ๑๑.(๑)๔๔๘ ใบหุ้นหรือใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของ บริษัท สมาคมคณะบุคคลหรือองค์การใดๆ ๕บาท ผู้ทรงตราสาร ผู้ทรงตราสาร

    (๒) พันธบัตรของรัฐบาลใด ๆที่ขายในประเทศ ไทย ทุกจำนวนเงิน ๑๐๐บาทหรือเศษของ ๑๐๐ บาท ๑บาท ผู้ทรงตราสาร ผู้ทรงตราสาร ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ใบหุ้น ใบหุ้นกู้ หรือใบรับรองหนี้ของสหกรณ์ ๑๒.๔๔๙ เช็ค หรือหนังสือคำสั่งใด ๆ ซึ่งใช้แทนเช็ค ฉบับละ ๓บาท ผู้สั่งจ่าย ผู้สั่งจ่าย ๑๓.๔๕๐ ใบรับฝากเงินประเภทประจำของธนาคาร โดย มีดอกเบี้ย ๕บาท ผู้รับฝาก ผู้รับฝาก ๑๔.๔๕๑ เลตเตอร์ออฟเครดิต

    (ก) ออกในประเทศไทย - เงินต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐บาท ๒๐บาท ผู้ออกตราสาร ผู้ออกตราสาร บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๙. แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๐.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๑.(๑) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระ ราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๒.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๓.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๔.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ - เงินตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป ๓๐บาท ผู้ออกตราสาร ผู้ออกตราสาร

    (ข) ออกในต่างประเทศ และให้ชำระเงินใน ประเทศไทยคราวละ ๒๐บาท ผู้ทรงคนแรกใน ผู้ทรงคนแรกใน ประเทศไทย ประเทศไทย หมายเหตุ ตราสารเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกในประเทศ ไทยและให้ชำระเงินในต่างประเทศ ต้องทำเนาเก็บ ไว้ในประเทศไทย ส่วนการเสียอากรให้ปิดแสตมป์ บริบูรณ์ เฉพาะในฉบับ เนาดังกล่าวนั้น ๑๕.๔๕๒ เช็คสำหรับผู้เดินทาง

    (ก) ออกในประเทศไทยฉบับละ ๓บาท ผู้ออกเช็ค ผู้ออกเช็ค

    (ข) ออกในต่างประเทศ แต่ให้ชำระในประเทศ ไทยฉบับละ ๓บาท ผู้ทรงคนแรกใน ผู้ทรงคนแรกใน ประเทศไทย ประเทศไทย ๑๖.๔๕๓ ใบรับของ ซึ่งออกให้เนื่องในกิจการรับขนส่ง สินค้าโดยทางน้ำ ทางบกและทางอากาศคือ ตราสาร ซึ่ งลงลายมือชื่อพนักงานหรือนายสินค้าของ ยานพาหนะรับขนส่ง ซึ่งออกรับของดังระบุไว้ในใบรับ นั้นเมื่อไม่ได้ออกบิลออฟเลดิง ฉบับละ ๑บาท ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ หมายเหตุ ถ้าออกเป็นสำรับให้ปิดแสตมป์ตามอัตราทุก ฉบับ ๑๗.๔๕๔ ค้ำประกัน

    (ก) สำหรับกรณีที่มิได้จำกัดจำนวนเงินไว้ ๑๐บาท ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน

    (ข) สำหรับจำนวนเงินไม่เกิน ๑,๐๐๐บาท ๑บาท ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน

    (ค) สำหรับจำนวนเงินเกิน ๑,๐๐๐บาทแต่ไม่ เกิน ๑๐,๐๐๐บาท ๕บาท ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน

    (ง) สำหรับจำนวนเงินเกิน ๑๐,๐๐๐บาทขึ้นไป ๑๐บาท ผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำประกัน ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

    (ก) ค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่รัฐบาลให้ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๕.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๖.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๗.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์ ราษฎรกู้ ยืมหรือยืมเพื่ อการบริโภคหรือการ เกษตรกรรม

    (ข) ค้ำประกันหนี้เนื่องแต่การที่ สหกรณ์ให้ สมาชิกกู้ยืมหรือยืม ๑๘.๔๕๕ จำนำ จำนวนหนี้ทุก ๒,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๒,๐๐๐บาท ๑บาท ผู้รับจำนำ ผู้รับจำนำ ถ้าการจำนำมิได้จำกัดจำนวนหนี้ไว้ ๑บาท ผู้รับจำนำ ผู้รับจำนำ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร

    (ก) ตั๋วจำนำของโรงจำนำที่ได้รับอนุญาตตาม กฎหมาย

    (ข) จำนำอันเกี่ยวกับกู้ยืมซึ่งได้ปิดแสตมป์ บริบูรณ์แล้วตามข้อ ๕ ๑๙.๔๕๖ ใบรับของคลังสินค้า ๑บาท นายคลังสินค้า นายคลังสินค้า ๒๐.๔๕๗ คำสั่งให้ส่งมอบของ คือตราสารซึ่งบุคคลผู้ ปรากฏชื่อในตราสารนั้น หรือซึ่งบุคคลผู้นั้นตราชื่อไว้ หรือผู้ทรงมีสิทธิที่จะรับมอบสินค้าอันอยู่ในอู่ หรือเมือง ท่ หรือคลังสินค้าซึ่งรับเก็บหรือรับฝากโดยเรียกเก็บ ค่าเช่า หรือรับสินค้าอันอยู่ที่ท่าสินค้าโดยที่เจ้าของลง ลายมือชื่อหรือมีผู้อื่นลงลายมือชื่อแทนในเมื่อขายหรือ โอนทรัพย์สินอันปรากฏในตราสารนั้น ๑บาท ผู้ออกคำสั่ง ผู้ออกคำสั่ง ๒๑.๔๕๘ ตัวแทน

    (ก) มอบอำนาจเฉพาะการ ๑๐บาท ตัวการ ตัวการ

    (ข) มอบอำนาจทั่วไป ๓๐บาท ตัวการ ตัวการ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร การตั้งตัวแทนในกรณีสหกรณ์เป็นตัวการ ๒๒.๔๕๙ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ๑บาท อนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๘.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๑๙.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๐.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๑.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๒.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๐)พ.ศ. ๒๕๒๕ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์

    (ก) ในกรณีซึ่งพิพาทกันด้วยจำนวนเงินหรือ ราคาทุกจำนวนเงิน ๑,๐๐๐ บาท หรือเศษของ ๑,๐๐๐บาท

    (ข) ในกรณีอื่นซึ่งไม่กล่าวถึงจำนวนเงินหรือ ๑๐บาท อนุญาโตตุลาการ อนุญาโตตุลาการ ราคา ๒๓.๔๖๐ คู่ฉบับหรือคู่ฉีกแห่งตราสาร คือ ตราสารซึ่งมีข้อความอย่างเดียวกักับ

    (๑) ถ้าไม่มีบุคคล ต้นฉบับหรือต้นสัญญา และผู้กระทำตราสารได้ลง อีกฝ่ายหนึ่งเป็น ลายมือชื่อไว้อย่างเดียวกับต้นฉบับ คู่สัญญาคนที่เสีย อากรสำหรับ ต้นฉบับเป็นผู้เสีย

    (ก) ถ้าต้นฉบับเสียอากรไม่เกิน ๕บาท ๑บาท

    (๒) ถ้ามีบุคคล คนเดียวกับผู้ขีด อีกฝ่ายหนึ่งเป็น ฆ่าต้นฉบับ คู่สัญญา บุคคล อีกฝ่ายหนึ่งนั้น ต้องเป็นผู้เสีย อากร

    (ข) ถ้าเกิ ๕บาท ๕บาท ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร ถ้าฝ่ายที่ต้องเสียอากรเป็นสหกรณ์ ๒๔.๔๖๑ หนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทจำกัดที่ส่งต่อ นายทะเบียน ๒๐๐บาท ผู้เริ่มก่อการ ผู้เริ่มก่อการ ๒๕.๔๖๒ ข้อบังคับของบริษัทจำกัดที่ส่งต่อนายทะเบียน ๒๐๐บาท ๒๖.๔๖๓ ข้อบังคับใหม่หรือสำเนาหนังสือบริคณห์สนธิ หรือข้อบังคับของบริษัทจำกัดซึ่งเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ส่ง ต่อนายทะเบียน ๕๐บาท ๒๗.๔๖๔ หนังสือสัญญาห้างหุ้นส่วน ๑๐๐บาท ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๓.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๔.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๕.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๖.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ บัญชีอัตราอากรแสตมป์ ท้ายหมวด ๖ลักษณะแห่งตราสาร๒๗.แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช กำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร(ฉบับที่ ๑๒)พ.ศ. ๒๕๒๖ ค่าอากร ผู้ที่ต้องเสียอากร ผู้ ที่ ต้องขีดฆ่า ลักษณะแห่งตราสาร แสตมป์ แสตมป์

    (ก) หนังสือสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน

    (ข) หนังสือสัญญาที่ แก้ไขสัญญาจัดตั้งห้าง หุ้นส่วน ๕๐บาท ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วน ๒๘.๔๖๕ ใบรับ เฉพาะตามที่ระบุต่อไปนี้

    (ก) ใบรับรางวัลสลากกินแบ่งของรัฐบาล

    (ข) ใบรับสำหรับการโอน หรือก่อตั้งสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในเมื่อนิติกรรมที่เป็เหตุให้ ออกใบรับนั้นมีการจดทะเบียนตามกฎหมาย

    (ค) ใบรับสำหรับการขาย ขายฝาก ให้เช่าซื้อ หรือโอนกรรมสิทธิ์ ยานพาหนะ ทั้งนี้ เฉพาะ ยานพาหนะซึ่งมีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วย ยานพาหนะนั้นๆ ถ้าใบรับตาม (ก) (ข) หรือ

    (ค) มีจำนวนเงิน ตั้ งแต่ ๒๐๐บาทขึ้นไปทุก ๒๐๐บาทหรือเศษของ ๑บาท ผู้ออกใบรับ ผู้ออกใบรับ ๒๐๐บาท ยกเว้นไม่ต้องเสียอากร๔๖๖ ใบรับ สำหรับจำนวนเงินที่ผู้รับต้องเสีย ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีธุรกิจเฉพาะ ๒๙.๔๖๗ (ยกเลิก) ๓๐.๔๖๘ (ยกเลิก)

  345. หมวด ๗ อากรมหรสพ๔๖๙

  346. ลักษณะ ๓ ภาษีบำรุงท้องที่๔๗๐

  347. ลักษณะ ๔ เงินช่วยการประถมศึกษา๔๗๑

  348. ลักษณะ ๔ ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์๔๗๒

  349. ลักษณะ ๕ ภาษีการซื้อข้าว๔๗๓

  350. ลักษณะ ๖ ภาษีการซื้อน้ำตาล๔๗๔

  351. ลักษณะ ๗ ภาษีโรงแรมภัตตาคาร๔๗๕

หมายเหตุและเชิงอรรถท้ายฉบับ · 106,453 ตัวอักษร
ที่มาของตัวบทนี้
ผู้เผยแพร่ไฟล์
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (ฉบับรวมการแก้ไข)เว็บไซต์ของหน่วยงานเจ้าของเรื่อง
หน้าเผยแพร่ของหน่วยงาน
https://www.senate.go.th/ตัวบทกฎหมายที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา — การพิจารณาของผู้ดำเนินการ (ไม่ใช่สัญญาอนุญาต ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย) — สัญญาอนุญาตประกาศอยู่ในระเบียนชุดข้อมูลนี้ — คือหลักฐานสัญญาอนุญาตของตัวบททั้งฉบับ
ไฟล์ต้นทาง
https://www.senate.go.th/assets/portals/28/fileups/146/files/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3.pdf184 หน้า
ค่าตรวจสอบไฟล์ (checksum)
sha256:6f35e9ddb537e33cc81069eb5b2e62c953f67d7bb59581bad990bcedcee9db29ดึงเมื่อ 2026-08-24T00:38:18.393Z
วิธีดึงข้อความ
pdftotext -layout บน ToUnicode ที่ซ่อม (repair-tounicode.py)ผ่านด่านตรวจของ ai-law: ซ่อม ToUnicode · คืนสระ ำ · ลำดับมาตราต่อเนื่อง · เทียบพยาน OCR