อุทเทสวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อภิธมฺมปิฏเก ยมกํ ทุติโย ภาโค --------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ จิตฺตยมกํ อฏฺฐมํ ปุคฺคลวารุทฺเทโส
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ พระอภิธรรมปิฎก เล่ม ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จิตตยมกที่ ๘ อุทเทสวาร อุทเทสแห่งปุคคลวาร
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นยังไม่ดับ จิตของบุคคลนั้น จักดับจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใด จักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นยังไม่ดับ จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น ดับ จิตของบุคคลนั้นจักไม่ดับ จักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่ดับ จักเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น ดับ
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น
ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ
จิตของบุคคลใดดับ จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นดับ จิตของบุคคลใดไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่ดับ
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
จิตของบุคคลใดดับ จิตของบุคคลนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นดับ จิตของบุคคลใดไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นไม่เคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่ดับ จิตของบุคคลใดดับ จิตของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นดับ จิตของบุคคลใดไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นไม่ดับ จิตของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นเคยดับแล้ว จิตของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นไม่เคยดับไปแล้ว
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เคยดับไปแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นจักไม่ดับไปหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่ดับไป จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักไม่ดับไปหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่ดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่ดับ จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นดับหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดดับ จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ฯ
จิตของบุคคลใดกำลังเกิดขึ้นอยู่ จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นกำลังเกิดขึ้นอยู่ จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นอยู่ จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นอยู่
ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ฯ
จิตของบุคคลใดกำลังดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นกำลังดับอยู่ จิตของบุคคลใดไม่ดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่ดับอยู่
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น-*แล้ว จิตของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วก็-*หาไม่ จิตของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หาไม่จิตของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็-*หาไม่ จิตของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปนฺนํ ฯ น อุปฺปนฺนํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตเกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้นอยู่หรือ จิตกำลังเกิดขึ้นอยู่ เกิดขึ้น แล้วหรือ จิตไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้นอยู่หรือ จิตไม่เกิดขึ้นอยู่ ไม่เกิดขึ้น-*แล้วหรือ
นิรุทฺธํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌมานํ นิรุทฺธํ ฯ น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธํ ฯ
จิตที่ดับแล้ว กำลังดับอยู่หรือ จิตกำลังดับอยู่ ดับแล้วหรือ จิตไม่ดับแล้ว กำลังไม่ดับอยู่หรือ จิตไม่ดับอยู่ ไม่ดับแล้วหรือ
ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตํ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตํ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตํ ฯ ธมฺมวารุทฺเทโส
จิตของบุคคลใดเมื่อเกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตของบุคคลนั้น เมื่อดับไป ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเมื่อดับไป ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตของบุคคลนั้นเมื่อเกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตของบุคคลใดเมื่อไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตของบุคคลนั้นเมื่อไม่ดับไป ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ หรือว่า จิตของบุคคลใดเมื่อไม่ดับไป ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตของบุคคลนั้นเมื่อไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมี-*กาลอันก้าวล่วงแล้ว อุทเทสแห่งปุคคลวาร จบ อุทเทสแห่งธรรมวาร
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ฯ
จิตใดเกิดขึ้น ยังไม่ดับ จิตนั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นเกิดขึ้น ไม่ดับ จิตใดไม่เกิดขึ้น ดับ จิตนั้นจักไม่ดับ จักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่ดับ จักเกิดขึ้น จิตนั้น ไม่เกิดขึ้น ดับ
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้น เกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้น
ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ
จิตใดดับ จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นดับ จิตใดไม่ดับ จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่ดับ
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นเกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นเกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
จิตใดดับ จิตนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเคยดับแล้ว จิตนั้นดับ จิตใดไม่ดับ จิตนั้นไม่เคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นไม่ดับ จิตใดดับ จิตนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดจักดับ จิตนั้นดับ จิตใดไม่ดับ จิตนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่ดับ จิตนั้นไม่ดับ จิตใดเคยดับแล้ว จิตนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดจักดับ จิตนั้นเคยดับแล้ว จิตใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่ดับ จิตนั้นไม่เคยดับแล้ว
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเคยดับแล้ว จิตนั้นเกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดจักดับ จิตนั้นเกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่ดับ จิตนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดจักดับ จิตนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่ดับ จิตนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตใดเกิดขึ้น จิตนั้นยังไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดไม่ดับ จิตนั้นเกิดขึ้น จิตใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นดับหรือ หรือว่า จิตใดดับ จิตนั้นไม่เกิดขึ้น
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ฯ
จิตใดกำลังเกิดขึ้นอยู่ จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นเกิดขึ้นอยู่ จิตใดไม่เกิดขึ้นอยู่ จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้นอยู่
ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ฯ ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ฯ
จิตใดกำลังดับอยู่ จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นดับอยู่ จิตใดไม่ดับอยู่ จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่ดับอยู่
ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นเคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้ว
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยํ วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นจักเกิด- *ขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปนฺนํ ฯ น อุปฺปนฺนํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นอยู่หรือ จิตที่เกิดขึ้นอยู่ เกิดขึ้น-*แล้วหรือ จิตที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้นอยู่หรือ จิตที่ไม่เกิดขึ้นอยู่ ไม่เกิดขึ้น-*แล้วหรือ
นิรุทฺธํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌมานํ นิรุทฺธํ ฯ น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธํ ฯ
จิตที่ดับแล้ว กำลังดับอยู่หรือ จิตที่ดับอยู่ ดับแล้วหรือ จิตที่ไม่ดับแล้ว ไม่ดับอยู่หรือ จิตที่ไม่ดับอยู่ ไม่ดับแล้วหรือ
ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตํ ยํ วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตํ ฯ ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตํ ยํ วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตํ จิตฺตํ ฯ ปุคฺคลธมฺมวารุทฺเทโส
จิตใดเมื่อเกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลก้าวล่วงแล้ว จิตนั้นเมื่อดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเมื่อดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลก้าวล่วงแล้วจิตนั้นเมื่อเกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ จิตใดเมื่อไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วจิตนั้นเมื่อดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ หรือว่า จิตใดเมื่อยังไม่ดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วง-*แล้ว จิตนั้นเมื่อยังไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วง-*แล้วหรือ อุทเทสแห่งธรรมวาร จบ อุทเทสแห่งปุคคลธรรมวาร
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น ยังไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใด จักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นไม่ดับ จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้น จักไม่ดับจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่ดับ จักเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น ดับ
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่-*เกิดขึ้น
ยสฺส ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ
จิตใดของบุคคลใดดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นดับ จิตใดของบุคคลใดไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ดับ
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้น- แล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้น-*แล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้น-*หรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคย-*เกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ฯ
จิตใดของบุคคลใดดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นดับ จิตใดของบุคคลใดไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ดับ จิตใดของบุคคลใดดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นดับ จิตใดของบุคคลใดไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ดับ จิตใดของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยดับแล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยดับแล้ว
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยดับแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่-*เกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ดับหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่ดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น หรือว่า จิตใดของบุคคลใดดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้น
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ฯ
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิดขึ้นอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น- *แล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นอยู่ จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่-*เกิดขึ้นอยู่
ยสฺส ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ฯ
จิตใดของบุคคลใดกำลังดับอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น- *แล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นดับอยู่ จิตใดของบุคคลใดไม่ดับอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ดับอยู่
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้น-*แล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตใดของบุคคลใดเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้น-*แล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้ว
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ
จิตใดของบุคคลใดเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้น แล้วก็หาไม่ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักเกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักเกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นเกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นของบุคคลนั้นเคยเกิดขึ้นแล้ว จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นของบุคคลนั้นจักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใดจักไม่เกิดขึ้น จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เกิดขึ้นแล้วก็หาไม่ จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่เคยเกิดขึ้นแล้ว
อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปนฺนํ ฯ น อุปฺปนฺนํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปนฺนํ ฯ
จิตที่เกิดขึ้นแล้ว กำลังเกิดขึ้นอยู่หรือ จิตที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ เกิดขึ้นแล้วหรือ? จิตที่ไม่เกิดขึ้นแล้ว ไม่เกิดขึ้นอยู่หรือ จิตที่ไม่เกิดขึ้นอยู่ ไม่เกิดขึ้น-*แล้วหรือ
นิรุทฺธํ นิรุชฺฌมานํ นิรุชฺฌมานํ นิรุทฺธํ ฯ น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธํ ฯ
จิตที่ดับแล้ว กำลังดับอยู่หรือ จิตที่กำลังดับอยู่ ดับไปแล้วหรือ จิตที่ไม่ดับแล้ว ไม่ดับอยู่หรือ จิตที่ไม่ดับอยู่ ไม่ดับแล้วหรือ
ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ ฯ ยสฺส ยํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ ยสฺส วา ปน ยํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส ตํ จิตฺตํ ฯ มิสฺสกวารุทฺเทโส
จิตใดของบุคคลใดเมื่อกำลังเกิดขึ้นอยู่ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้น เมื่อดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆเป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือ หรือว่า จิตใดของบุคคลใด เมื่อดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาล-*อันก้าวล่วงแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้น เมื่อเกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาล-*อันก้าวล่วงแล้ว จิตใดของบุคคลใด เมื่อยังไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมี-*กาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้น เมื่อยังไม่ดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆเป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้วหรือๆ หรือว่า จิตใดของบุคคลใด เมื่อยังไม่ดับ ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิต-*มีกาลอันก้าวล่วงแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้น จิตนั้นยังไม่เกิดขึ้น ก้าวล่วงซึ่งขณะๆ เป็นจิตมีกาลอันก้าวล่วงแล้ว อุทเทสแห่งปุคคลธรรมวาร จบ อุทเทสแห่งมิสสกวาร
ยสฺส สราคํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส วีตราคํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สโทสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส วีตโทสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สโมหํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส วีตโมหํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สงฺขิตฺตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส วิกฺขิตฺตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส มหคฺคตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อมหคฺคตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สอุตฺตรํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อนุตฺตรํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สมาหิตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อสมาหิตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส วิมุตฺตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อวิมุตฺตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส กุสลํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อกุสลํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส อพฺยากตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ยสฺส สุขาย เวทนาย สมฺปยุตฺตํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ (เอเตน อุปาเยน ยาว สรณอรณา อุทฺธริตพฺพา) ยสฺส อรณํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส อรณํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ยสฺส วา ปน อรณํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส อรณํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ฯ อุทฺเทสวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------------
จิตมีราคะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตปราศจากราคะของบุคคลใด-*เกิดขึ้น จิตมีโทสะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตปราศจากโทสะของบุคคลใดเกิดขึ้นจิตมีโมหะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตปราศจากโมหะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตหดหู่ของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตฟุ้งซ่านของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตเป็นมหัคคตะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตไม่เป็นมหัคคตะของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่าของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตเป็นสมาธิของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตไม่เป็นสมาธิของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตหลุดพ้นแล้วของบุคคลใดเกิดขึ้นจิตไม่หลุดพ้นแล้วของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตเป็นกุศลของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตเป็นอกุศลของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตเป็นอัพยากฤตของบุคคลใดเกิดขึ้น จิตสัมปยุตด้วยสุขเวทนาของบุคคลใดเกิดขึ้น (พึงยกบาลีอุเทสโดยวิธีนี้ ตลอดจนถึงจิตที่มีกิเลสและไม่มีกิเลส) จิตที่ไม่มีกิเลสของบุคคลเกิดขึ้น ยังไม่ดับ จิตที่ไม่มีกิเลสของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิดขึ้นหรือ หรือว่า จิตที่ไม่มีกิเลสของบุคคลใด จักดับ จักไม่เกิดขึ้น จิตที่ไม่มีกิเลสของบุคคลนั้น เกิดขึ้น ไม่ดับ อุทเทสแห่งมิสสกวาร จบ อุทเทสวาร จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก ภาค ๒ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จิตตยมก อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับ ไม่ใช่ จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับแต่จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับมีไหม (๖๓) @เชิงอรรถ : @ ตัวเลข [๑] หมายถึงลำดับหัวข้อธรรม ส่วนตัวเลข (๖๓) หมายถึงข้อที่อธิบายในนิทเทสหน้า ๑๘
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๒. อุปปาทุปปันนวาร
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๖๔)๓. นิโรธุปปันนวาร
จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๖๕)๔. อุปปาทวาร
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม (๖๖)
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๖๗)
จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๕. นิโรธวาร
จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม (๖๙)
จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๗๐)
จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม (๗๑)๖. อุปปาทนิโรธวาร
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม (๗๒)
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๗๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร
จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๗๔)๗. อุปปัชชมานนนิโรธวาร
จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๗๕)๘. อุปปัชชมานุปปันนวาร
จิตของบุคคลใดเกิดอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เกิดอยู่ใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม (๗๖)๙. นิรุชฌมานุปปันนวาร
จิตของบุคคลใดดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ดับอยู่ใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่ดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม (๗๗)๑๐. อุปปันนุปปาทวาร
จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วมีไหม (๗๘) จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม (๗๙)๑๑. อตีตานาคตวาร
จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด แต่จิตของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด แต่จิตของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๘๐) ๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาร
จิตที่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าเกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าเกิดแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม (๘๑) ๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาร
จิตที่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าดับแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับแล้วใช่ไหม (๘๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๑๔. อติกกันตกาลวาร
จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม (๘๓)อุทเทสแห่งปุคคลวาร จบ ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร
จิตใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับมีไหม (๘๔)๒. อุปปาทุปปันนวาร
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๘๕) ๓. นิโรธุปปันนวาร
จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๘๖)๔. อุปปาทวาร
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๘๗)
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๘๘)
จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๘๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๕. นิโรธวาร
จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๙๐)
จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดจักดับ จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๙๑)
จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดจักดับ จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม (๙๒)๖. อุปปาทนิโรธวาร
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดเคยดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตใดไม่เคยดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๙๓)
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดจักดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร
จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดจักดับ จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๙๕)๗. อุปปัชชมานนนิโรธวาร
จิตใดกำลังเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดกำลังดับ จิตนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๙๖)๘. อุปปัชชมานุปปันนวาร
จิตใดเกิดอยู่ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็เกิดอยู่ใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดอยู่ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม (๙๗)๙. นิรุชฌมานุปปันนวาร
จิตใดดับอยู่ จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็ดับอยู่ใช่ไหม จิตใดไม่ใช่ดับอยู่ จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม (๙๘)๑๐. อุปปันนุปปาทวาร
จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดเคยเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม (๙๙) จิตใดเกิดแล้ว จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดจักเกิด จิตนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม (๑๐๐) ๑๑. อตีตานาคตวาร
จิตใดเคยเกิด จิตนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดจักเกิด จิตนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดไม่เคยเกิด จิตนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๑๐๑)๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาร
จิตที่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าเกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าเกิดแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม (๑๐๒)๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาร
จิตที่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าดับแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับแล้วใช่ไหม (๑๐๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๑๔. อติกกันตกาลวาร
จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม (๑๐๔)อุทเทสแห่งธัมมวาร จบ ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับแต่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดแต่กำลังดับมีไหม (๑๐๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๒. อุปปาทุปปันนวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๑๐๖)๓. นิโรธุปปันนวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๑๐๗)๔. อุปปาทวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๑๐๘)
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม (๑๐๙)
จิตใดของบุคคลใดเคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม (๑๑๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๕. นิโรธวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๑๑๑)
จิตใดของบุคคลใดกำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๑๑๒)
จิตใดของบุคคลใดเคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม (๑๑๓)๖. อุปปาทนิโรธวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม
จิตใดของบุคคลใดเคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๗. อุปปัชชมานนนิโรธวาร
จิตใดของบุคคลใดกำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดกำลังดับ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม๘. อุปปัชชมานุปปันนวาร
จิตใดของบุคคลใดเกิดอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดอยู่ใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม๙. นิรุชฌมานุปปันนวาร
จิตใดของบุคคลใดดับอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ดับอยู่ใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่ดับอยู่ จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม๑๐. อุปปันนุปปาทวาร
จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๓. ปุคคลธัมมวาร ๑๑. อตีตานาคตวาร
จิตใดของบุคคลใดเคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดจักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตนั้นของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม ๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาร
จิตที่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าเกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าเกิดแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม ๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาร
จิตที่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าดับแล้วใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม จิตที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับแล้วใช่ไหม ๑๔. อติกกันตกาลวาร
จิตใดของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้น ของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๒. สุตตันตจิตตมิสสกวิเสส จิตใดของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม จิตใดของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตนั้นของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม อุทเทสแห่งปุคคลธัมมวาร จบ ๒. สุตตันตจิตตมิสสกวิเสส
จิตมีราคะของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตปราศจากราคะของบุคคลใดกำลังเกิด ... จิตมีโทสะของบุคคลใดกำลังเกิด ... จิตปราศจากโทสะของบุคคลใดกำลังเกิด ... จิตมีโมหะของบุคคลใดกำลังเกิด ... จิตปราศจากโมหะของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตหดหู่ของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตฟุ้งซ่านของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตเป็นมหัคคตะของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตไม่เป็นมหัคคตะของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตมีธรรมอื่นยิ่งกว่าของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่าของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตเป็นสมาธิของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตไม่เป็นสมาธิของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตหลุดพ้นแล้วของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตไม่หลุดพ้นแล้วของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ (๑๑๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] อุทเทส ๓. อภิธัมมจิตตมิสสกวิเสส ๓. อภิธัมมจิตตมิสสกวิเสส
จิตที่เป็นกุศลของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตที่เป็นอกุศลของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตที่เป็นอัพยากฤตของบุคคลใดกำลังเกิด ฯลฯ จิตที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาของบุคคลใดกำลังเกิด ... (พึงยกบาลีอุทเทสโดยวิธีนี้ ตลอดจนถึงจิตที่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้และที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้) จิตที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ของบุคคลใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ของบุคคลนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม จิตที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ของบุคคลใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตที่ไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม (๑๑๕) อุทเทสแห่งมิสสกวาร จบ อุทเทสวาร จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๗}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาจิตตยมก มาติกาฐปนวาระ
บัดนี้เป็นวรรณาเนื้อความแห่งจิตตยมกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมไว้เป็นเอกเทสหนึ่งต่างหากด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ มีกุศลธรรมเป็นต้นที่ได้แสดงไว้แล้วในมูลยมกแล้วจึงแสดงต่อจากอนุสยมก.
ในจิตตยมกนั้น เบื้องแรกพึงทราบบาลีววัตถาน ก่อนในจิตตยมกนี้ มี ๒ วาระ คือ
มาติกาฐปนวาระ - วาระอันว่าด้วยการตั้งมาติกา
ฐปิตมาติกาวิสัชนาวาระ - วาระอันว่าด้วยการวิสัชนมาติกา ที่ตั้งไว้แล้ว.
ในมาติกาฐปนวาระนั้น ในเบื้องต้นมีสุทธิกมหาวาระอยู่ ๓ คือ :-
ปุคคลวาระ - วาระอันว่าด้วยบุคคล
ธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยธรรมะ
ปุคคลธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยปุคคลธรรมวาระ.
____________________________
การกำหนดหัวข้อ.
หัวข้อ = อุทเทส.
นิทเทส.
* มาติกาฐปนวาระ คือ อุทเทส
วิสัชนาวาระ คือ นิทเทส.
ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกบุคคลขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฌติ แปลว่า จิตของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าปุคคลวาระ.
วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกธรรมเท่านั้นขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดกำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าธัมมวาระ.
วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นของจิตเป็นไป โดยยกบุคคลและธรรมขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่า ปุคคลธัมมวาระ.
ต่อจากนั้น อาศัยบท ๑๖ บท มีคำว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ แปลว่า จิตของบุคคลใดมีราคะเป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๔๘ วาระ คือ :-
ปุคคลวาระ ๑๖ วาระ
ธัมมวาระ ๑๖ วาระ
ปุคคลธัมมวาระ ๑๖ วาระ.
มิสสกวาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วย สราค บทเป็นต้น. มิสสกวาระ ๔๘ วาระเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพียงบทต้น คือสราคบทแล้วทรงย่อไว้.
ต่อจากนั้น อาศัยบทแห่งอภิธรรมมาติกา ๒๖๖ บท โดยนัยว่า ยสฺส กุสลจิตฺตํ เป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๗๙๘ วาระอีก คือ
ปุคคลวาระ ๒๖๖ วาระ
ธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ
ปุคคลธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ.
วาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วยกุศลบทเป็นต้น. แม้วาระเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงแสดงเพียงบทต้น คือกุศลบทแล้วทรงย่อไว้เหมือนกัน. ในจิตตยมกนี้มีบทปุจฉาวิสัชนาทำนองเดียวกัน บทเหล่าใดไม่ประกอบด้วยจิตบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเป็นโมฆะปุจฉา.
ก็บรรดาวาระทั้ง ๓ เหล่านั้น สุทธิกปุคคลมหาวาระซึ่งเป็นวาระแรก มีอันตวาระ ๑๔ วาระ คือ
๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ (วาระว่าด้วยการปะปนกันแห่งกาลของอุปาทะและนิโรธะ)
๒. อุปปาทุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและอุปปันะ)
๓. นิโรธุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะและอุปปันนะ)
๔. อุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะ)
๕. นิโรธวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะ)
๖. อุปปาทนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและนิโรธะ)
๗. อุปปัชชมานนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปัชชมานะและนิโรธะ)
๘. อุปปัชชมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอัปปัชชมานะและอุปปันนะ)
๙. นิรุชฌมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิรุชฌมานะและอุปปันนะ)
๑๐. อุปปันนุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะและอุปปาทะ)
๑๑. อตีตานาคตวาระ (วาระว่าด้วยอดีตและอนาคต)
๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะ อุปปัชชมานะ)
๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาระ (วาระว่าด้วยนิรุทธะและนิรุชฌมานะ)
๑๔. อติกกันตกาลวาระ (วาระว่าด้วยกาลที่ก้าวล่วง).
บรรดาอันตรวาระ ๑๔ วาระเหล่านั้นใน ๓ วาระเหล่านี้ คืออุปปาทวาระ นิโรธวาระ อุปปาทนิโรธวาระ โดยอาศัยอนุโลมและปฏิโลม จึงมีวาระ ๖ คู่ รวมเป็น ๑๘ คู่ (๑๘ ยมก).
ในอุปปันนุปปาทวาระ ได้ยมก ๔ (๔ คู่) คือ โดยอนุโลม ๒ ปฏิโลม ๒ โดยอาศัยกาลอันเป็นอดีตและอนาคต.
ในวาระ ๑๐ คือ ๓ วาระที่เหลือที่ทรงแสดงไว้ข้างต้น ๓ วาระที่แสดงไว้ในระหว่าง และ ๔ วาระที่แสดงแล้ว คือวาระที่ ๗, ๘, ๙ และวาระสุดท้าย โดยอนุโลม ๑ ปฏิโลม ๑ กระทำเป็น ๒ ส่วน จึงเป็นยมก ๒๐ (๒๐ คู่).
ในอันตรวาระทั้ง ๑๔ วาระแม้ทั้งหมด กำหนดไว้ด้วยปุจฉา ๘๔ จัดเป็นยมกได้ ๔๒ มีอรรถ ๑๖๘ ด้วยประการฉะนี้. ยมก ๑๒๖ ย่อมมีในมหาวาระทั้ง ๓ คือสุทธิกปุคคลวาระ สุทธิกธัมมวาระ สุทธิกปุคคลธัมมวาระ. อนึ่ง ในสุทธิกปุคคลวาระมีได้ฉันใด ในสุทธิกธัมมวาระ และสุทธิกปุคคลธัมมวาระก็มีได้ฉันนั้น.
บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาเป็นทวีคูณแต่ยมก และอรรถเป็นทวีคูณแต่ปุจฉานั้น. ก็ในจิตตยมกนี้ มียมกหลายพัน โดยเอาวาระทั้ง ๓ นี้ คูณด้วยบท ๑๖ บท ด้วยอำนาจสราคบทเป็นต้น และคูณด้วย ๒๖๖ บท ด้วยอำนาจกุศลบทเป็นต้น ฯ ก็พระบาลีท่านย่อไว้ว่า ตโต ทิคุณา ปุจฺฉา ตโต ทิคุณา อตฺถา จ โหนฺติ แปลว่า ปุจฉาทวีคูณแต่ยมกนั้น อรรถ (วิสัชนา) ก็ทวีคูณแต่ปุจฉานั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลีในจิตตยมกนี้ก่อน ดังพรรณนามาฉะนี้. มาติกาฐปนวาระ จบ.
วิสัชนาวาระ (นิทเทส)
บัดนี้ เพื่อทรงวิสัชนาบทมาติกาโดยลำดับตามที่ตั้งไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปปชฺชติ แปลว่า กำลังเกิด เพราะถึงพร้อมด้วยอุปปาทขณะ.
บทว่า น นิรุชฺฌติ แปลว่า มิใช่กำลังดับ เพราะยังไม่ถึงนิโรธขณะ.
สองบทว่า ตสฺส จิตฺตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า จำเดิมแต่นั้น จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิดใช่ไหม ดังนี้.
สองบทว่า เตสํ จิตฺตํ ความว่า อุปปาทขณะแห่งจุติจิตของดวงสุดท้ายของจิตทั้งหมด ของพระขีณาสพเหล่าใด ผู้มีวัฏฏทุกข์อันขาดแล้ว กำลังเป็นไปจุติจิตนั้นนั่นแหละของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่ากำลังเกิดเพราะพึงอุปาทะ มิใช่กำลังดับเพราะยังไม่ถึงภังคขณะ. แต่บัดนี้ จิตของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าจักดับเพราะถึงภังคขณะ. ต่อจากนั้น จิตอื่น ชื่อว่าจักไม่เกิดขึ้นเพราะมิได้ทำปฏิสนธิ.
บทว่า อิตเรสํ ได้แก่ จิตของพระเสกขะและปุถุชน ที่เหลือเว้นพระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยปัจฉิมจิต.
สองบทว่า นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ความว่า จิตนั้นใด ถึงอุปปาทขณะ จิตนั้นนั่นแหละ จักดับไป. ส่วนจิตอื่นจักเกิดด้วย จักดับด้วย ในอัตตภาพนั้น หรือว่าในอัตตภาพอื่น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตของพระขีณาสพนั้นนั่นแหละ ในปุจฉาวิสัชนาที่ ๒จึงตรัสว่า อามันตา ดังนี้.
สองบทว่า นุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌิสฺสติ ได้แก่ ปัจฉิมจิตของพระอหันต์ในภังคขณะบ้าง จิตที่กำลังดับของบุคคลที่เหลือบ้าง. ก็จำเดิมแต่จิตนั้นมา ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของพระอรหันต์จักไม่ดับก่อน แต่ไม่อาจอล่าวว่าจักเกิด. ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของบุคคลที่เหลือ จักเกิด จักไม่อาจกล่าวว่า จักไม่ดับ. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.
ในทุติยปัญหา จิตของบุคคลใด จักไม่ดับ แต่จักเกิด บุคคลนั้นแหละมิได้มี เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงห้ามด้วยคำว่า นตฺถิ (ปฏิกเขปวิสัชนา) ดังนี้.
คำว่า อุปฺปนฺนํ นี้ เป็นชื่อของจิตที่ถึงพร้อมด้วยการเกิด อีกอย่างหนึ่ง เป็นชื่อของจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป. ในวาระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตที่ถึงพร้อมด้วยอุปาทะจึงตรัสว่า อามันตา.
คำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป.
คำว่า อนุปิปนฺนํ ได้แก่ ยังไม่ถึงอุปปาทะ.
ในคำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺชฺชิตฺถ นี้ ความว่า จิตของบุคคลทั้งหมดเป็นปัจจุบันขณะก่อนนั่นแหละ ชื่อว่าเคยเกิดแล้ว เพราะล่วงแล้วซึ่งอุปาทขณะ.
คำว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ อธิบายว่า ชื่อว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เคยเกิด เพราะถึงแล้วซึ่งอุปาทขณะ ชื่อว่า อุปฺปชฺชติ กำลังเกิด เพราะยังไม่ล่วงอุปาทขณะ เพราะความที่บุคคลผู้เข้าถึงนิโรธสมาบัติ จิตเคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อนแต่นิโรธ (และ)เพราะอสัญญสัตตบุคคล (จิต) เคยเกิดขึ้นแล้วในสัญญีภพ.
คำว่า อุปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ ได้แก่ จิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต. วิสัชนาวาระ จบ.
อติกกันตกาลวาระ
ในอติกกันตกาลวาระ คำว่า อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ได้แก่ อุปาทขณะ. ในวาระนั้น อุปาทขณะ ไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอย่างนั้นเพราะเป็นขณะของจิตกำลังเกิด.
คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อธิบายว่า ก็อุปาทขณะนั้นนั่นแหละก้าวล่วงแล้วไม่นาน เป็นจิตก้าวล่วงแล้ว จึงนับว่ามีกาลอันก้าวล่วงแล้ว (อติกฺกนฺตกาลํ).
คำว่า นิรุชฺฌมานํ ขณํ ได้แก่ นิโรธขณะ.
ในคำนั้น นิโรธขณะไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ตรัสอย่างนั้น เพราะเป็นขณะของจิตที่กำลังดับ.
คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามว่า จิตของบุคคลนั้น เป็นจิตก้าวล่วงแม้นิโรธขณะอย่างนี้ย่อมชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้ว ใช่ไหม. ในข้อนั้น เพราะจิตในภังคขณะ ก้าวล่วงอุปาทขณะแล้วนับว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เมื่อจิตก้าวล่วงนิโรธขณะแล้ว ก็ย่อมชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงวิสัชนาว่า ในภังคขณะ จิตก้าวล่วงอุปาทขณะ แต่ไม่ก้าวล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตก้าวล่วงอุปาทขณะด้วย ก้าวล่วงภังคขณะด้วย ดังนี้.
ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ เพราะจิตในอดีตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง จึงชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อตีตํ จิตฺตํ ดังนี้.
ในการวิสัชนาปฏิโลมปัญหา ก็เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสองคืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เพราะความที่ขณะเหล่านั้นยังไม่ก้าวล่วงไป ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อนาคตํ จิตฺตํ ดังนี้.
ในการวิสัชนาปัญหาที่สองปรากฏชัดแล้ว พึงทราบเนื้อความในการวิสัชนาปัญหาทั้งปวงแม้ในธัมมวาระ โดยอุบายนี้แหละ.
____________________________
ข้อความที่ว่า "เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว" ใจความขัดกัน เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต ยังไม่ก้าวล่วงขณะทั้งสอง คืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ก็ต้องแปลตามบาลีอรรถกถาหน้า ๔๔๒ บรรทัดที่ ๑๒ ที่ว่าอุปฺปาทกฺขเณ จ จิตฺตํ อนาคตญฺจ จิตฺตํ อุโภปิ ขเณ (พม่าเพิ่ม ขณํ ข้างหลัง ขเณ ด้วย) วีติกฺกนฺตํ หุตฺวา อติกฺกนฺตถาลํ นาม น โหติ.
ปุคคลธัมมวาระ มีคติอย่างธัมมวาระนั่นแหละ. มิสสกวาระแม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงย่อไว้เพียงหัวข้อ โดยนัยว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ เป็นต้น.
ส่วนความพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลังนั่นแหละ.
ก็ในวาระเหล่านั้น ย่อมมีปุจฉาเช่นเดียวกัน โดยที่เป็นปัญหาพึงให้พิสดาร อย่างนี้ว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ อุปปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ นุปฺปชฺชิสฺสติ เป็นต้น แปลว่า จิตมีราคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม. แต่เพราะจิตมีราคะ มิใช่ปัจฉิมจิต ฉะนั้นการวิสัชนาจึงชื่อว่า ไม่เหมือนกัน เพราะปัญหาว่า จิตมีระคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม ดังนี้ท่านให้คำวิสัชนาว่า โน ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้
วิสัชนาปัญหานั้นๆ พึงทราบตามความเหมาะสมกับปุจฉานั้นๆ ดังนี้แล.
อติกกันตกาลวาระ จบ. อรรถกถาจิตตยมก จบ. -----------------------------------------------------