ข้อ ๑๓๘๕–๑๓๙๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสตีติ: เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสนฺติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ละโทมนัส- *สินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวกจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๖ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานิสฺสนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้แจ้ง ซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรค จักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสตีติ: จตฺตาโร ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสนฺติ ปญฺจ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๔ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๕ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ละโทมนัส-*สินทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: ตโย ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหิสฺสนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้แจ้งซึ่ง อัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๓ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญา-*ตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ ตโย ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจัก ไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๖ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๓ จำพวก ไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสนฺติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ เทฺว ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจัก ไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคล ๗ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ถูกแล้ว
โย อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ เทฺว ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวสฺสนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกริสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกริสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ -------------
ผู้ใดจักไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่ทำให้แจ้งซึ่ง อัญญาตาวินทรีย์หรือ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๒ จำพวก จักไม่เจริญอัญญิน-*ทรีย์ และจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ ถูกแล้ว
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร ปัจจนีกะ จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่กำหนดรู้ จักขุนทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่จัก ไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่กำหนดรู้ จักขุนทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่จักกำหนดรู้ จักขุนทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่ มิใช่จักไม่ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จัก กำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โสมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๔ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่จัก ไม่ละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่เจริญอัญญินทรีย์บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ จักไม่เจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่จัก ไม่ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่จักไม่ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อัญญินทรียมูลกนัย จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------