ข้อ ๑๓๗๕–๑๓๘๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสตีติ: เทฺว ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสนฺติ ปญฺจ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ ปริชานิสฺสนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหิสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักละโทมนัสสิน- *ทรีย์หรือ บุคคล ๒ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่บุคคล ๕ จำพวกกำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักละโทมนัสสินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต จกฺขุนฺทฺริยญฺจ ปริชานิสฺสนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอนัญญา- *ตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ บุคคล ๖ จำพวก กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามี-*ตินทรีย์ก็หาไม่ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้น จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ และจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอัญญินทรีย์ หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานิสฺสติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ สจฺฉิกริสฺสนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ ปริชานิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นจักทำให้แจ้ง ซึ่ง อัญญาตาวินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์แต่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวก จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวิน-*ทรีย์ และจักกำหนดรู้ซึ่งจักขุนทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: จตฺตาโร ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหิสฺสนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ
ผู้ใดจักละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอนัญญาตัญ- *ญัสสามีตินทรีย์หรือ บุคคล ๔ จำพวก จักละโทมนัสสินทรีย์ แต่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามี-*ตินทรีย์ก็หาไม่ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้น จักละโทมนัสสินทรีย์ และจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจักละโทมนัสสินทรีย์ ถูกแล้ว
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสตีติ: เทฺว ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสนฺติ ปญฺจ ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอัญญินทรีย์ หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๒ จำพวก จักเจริญอัญญินทรีย์ แต่จักละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่บุคคล ๕ จำพวก จักเจริญอัญญินทรีย์ และจักละโทมนัสสินทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสตีติ: ตโย ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสนฺติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิสฺสนฺติ ปญฺจ ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ สจฺฉิกริสฺสนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหิสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นจักทำให้แจ้งซึ่ง อัญญาตาวินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๓ จำพวก จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จักละโทมนัสสิน-*ทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๕ จำพวก จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และจักละโทมนัสสินทรีย์
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: ฉ ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต อญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจัก เจริญอัญญินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอนัญญาตัญ-*ญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๖ จำพวกจักเจริญอัญญินทรีย์ แต่จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามี-*ตินทรีย์ก็หาไม่ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้น จักเจริญอัญญินทรีย์ และจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: สตฺต ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสนฺติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวสฺสนฺติ เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เต อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ สจฺฉิกริสฺสนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นจักทำ ให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จักเจริญอนัญญา-*ตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ ปุถุชนเหล่าใด จักได้เฉพาะซึ่งมรรค ปุถุชนเหล่านั้นจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
โย อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริสฺสติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวสฺสติ สตฺต ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ สจฺฉิกริสฺสนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาเวสฺสนฺติ ฯ
ผู้ใดจักเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นจักทำให้แจ้งซึ่ง อัญญาตาวินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดจักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นจักเจริญอัญญินทรีย์ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จักเจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ บุคคล ๗ จำพวก จักทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์และจักเจริญอัญญินทรีย์
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. อนาคตวาร อนุโลม จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็จักละโทมนัสสิน- ทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็จักละโทมนัสสินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอนัญญาตัญญัส- สามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. บุคคลใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักกำหนด รู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็จักเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดจักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดจักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็จักทำให้แจ้งอัญญา- ตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็จักกำหนดรู้จักขุนทรีย์ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โทมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๔ จำพวกจักละโทมนัสสินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนแต่จักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นจักละโทมนัสสินทรีย์และก็จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. บุคคลใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกจักเจริญอัญญินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกจักเจริญอัญญินทรีย์และก็จักละโทมนัสสินทรีย์ อนุ. บุคคลใดจักละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักละ โทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๕ จำพวกจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็จักละ โทมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็จัก ทำให้แจ้งอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดทำให้แจ้งอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๓. อนาคตวาร วิ. บุคคล ๖ จำพวกทำให้แจ้งอัญญินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นทำให้แจ้งอัญญินทรีย์และก็จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อนุ. บุคคลใดจักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๗ จำพวกจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลเหล่าใดเป็นปุถุชนจักได้มรรค บุคคลเหล่านั้นจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็จักเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ อัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดจักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็จักเจริญอัญญินทรีย์ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่ไม่ใช่จักเจริญอัญญินทรีย์ บุคคล ๗ จำพวกจักทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ และก็จักเจริญอัญญินทรีย์ อัญญินทรียมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๓}
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------