ข้อ ๑๓๙๕–๑๔๐๔
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาตีติ: เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหิตฺถ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานนฺติ อคฺคมคฺคสมงฺคี โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ ปริชานาติ ฯ
ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นเคยละแล้วซึ่ง โทมนัสสินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดเคยละแล้วซึ่งโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๒ จำพวกเคยละโทมนัสสินทรีย์แล้ว แต่ย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค เคยละโทมนัสสินทรีย์แล้วและย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาตีติ: ฉ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานนฺติ อคฺคมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาวิตฺถ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ ปริชานาติ ฯ
ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นเคยเจริญแล้วซึ่ง อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดเคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคล ๖ จำพวก เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่ย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นเคยเจริญแล้วซึ่ง อัญญินทรีย์หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์หรือ หามิได้
โย จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถ โส จกฺขุนฺทฺริยํ ปริชานาตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นเคยทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมกำหนดรู้จักขุนทรีย์ หามิได้
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหตีติ: ฉ ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหนฺติ อนาคามิมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ภาวิตฺถ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ ปชหติ ฯ
ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นเคยเจริญแล้วซึ่ง อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดเคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์ บุคคล ๖ จำพวกเคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์แต่ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค เคยเจริญแล้วซึ่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และย่อมละโทมนัสสินทรีย์
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นเคยเจริญแล้วซึ่ง อัญญินทรีย์หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์ หามิได้
โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ ปชหตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นเคยทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมละโทมนัสสินทรีย์ หามิได้
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวติ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตฺถ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น เคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยเจริญแล้วซึ่งอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หามิได้
โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ภาเวตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น เคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หามิได้
โย อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถาติ: โน ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ สจฺฉิกริตฺถ โส อญฺญินฺทฺริยํ ภาเวตีติ: โน ฯ
ผู้ใดย่อมเจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นเคยทำให้แจ้ง แล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือ หามิได้ หรือว่า ผู้ใดเคยทำให้แจ้งแล้วซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมเจริญอัญญินทรีย์ หามิได้
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุโลม จักขุนทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวก เคยละโทมนัสสินทรีย์ แต่ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคเคยละโทมนัสสินทรีย์และก็กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลัง กำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกเคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่ไม่ใช่กำลัง กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคเคยเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์และก็กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยเจริญอัญญินทรีย์ ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดกำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยทำให้แจ้งอัญญา- ตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังกำหนดรู้ จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โทมนัสสินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดกำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๖ จำพวกเคยเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่ไม่ใช่กำลัง ละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคเคยเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์และก็กำลังละโทมนัสสินทรีย์ อนุ. บุคคลใดกำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดกำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยทำให้แจ้งอัญญา- ตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดกำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ เคยเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. บุคคลใดกำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยทำให้ แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ อัญญินทรียมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดกำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็เคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดเคยทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็กำลังเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อัญญินทรียมูลกนัย จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอินทริยยมก
บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.
ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น
พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.
ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.
ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.
โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.
อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.
ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.
คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.
คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.
คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.
คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.
คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.
จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.
คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.
คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.
คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.
คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.
ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.
คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.
พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.
ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.
คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)
แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.
ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).
ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.
บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.
นิคมคาถา
ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.
บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.
อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------