โกกาลิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต โกกาลิกสูตร
อถโข โกกาลิโก ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ ปาปิจฺฉา ภนฺเต สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ {๘๙.๑} ทุติยมฺปิ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กิญฺจาปิ เม ภนฺเต ภควา สทฺธายิโก ปจฺจยิโก อถโข ปาปิจฺฉาว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ {๘๙.๒} ตติยมฺปิ โข โกกาลิโก ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กิญฺจาปิ โข เม ภนฺเต ภควา สทฺธายิโก ปจฺจยิโก อถโข ปาปิจฺฉาว สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานา ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสงฺคตาติ ฯ มา เหวํ โกกาลิก มา เหวํ โกกาลิก ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ {๘๙.๓} อถโข โกกาลิโก ภิกฺขุ อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ปกฺกามิ อจิรปกฺกนฺตสฺส จ โกกาลิกสฺส ภิกฺขุโน สาสปมตฺตีหิ ปิฬกาหิ สพฺโพ กาโย ผุฏฺโฐ อโหสิ สาสปมตฺติโย หุตฺวา มุคฺคมตฺติโย อเหสุํ มุคฺคมตฺติโย หุตฺวา กาฬายมตฺติโย อเหสุํ กาฬายมตฺติโย หุตฺวา โกลฏฺฐิมตฺติโย อเหสุํ โกลฏฺฐิมตฺติโย หุตฺวา โกลมตฺติโย อเหสุํ โกลมตฺติโย หุตฺวา อามลกมตฺติโย อเหสุํ อามลกมตฺติโย หุตฺวา เวลุวสลาฏุกมตฺติโย อเหสุํ เวลุวสลาฏุกมตฺติโย หุตฺวา วิลฺลมตฺติโย อเหสุํ วิลฺลมตฺติโย หุตฺวา ปภิชฺชึสุ ปุพฺพญฺจ โลหิตญฺจ ปคฺฆรึสุ สฺวาสฺสุทํ กทฺทลิปตฺเตสุ เสติ มจฺโฉว วิสกลิกโต ฯ {๘๙.๔} อถโข ตุทิปจฺเจกพฺรหฺมา เยน โกกาลิโก ภิกฺขุ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เวหาเส ฐตฺวา โกกาลิกํ ภิกฺขุํ เอตทโวจ ปสาเทหิ โกกาลิก สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ เปสลา สารีปุตฺตโมคฺคลฺลานาติ ฯ โกสิ ตฺวํ อาวุโสติ ฯ อหํ ตุทิปจฺเจกพฺรหฺมาติ ฯ นนุ ตฺวํ อาวุโส ภควตา อนาคามี พฺยากโต อถ กิญฺจรหิ อิธาคโต ปสฺส ยาวญฺจ เต อิทํ อปรทฺธนฺติ ฯ อถโข ตุทิปจฺเจกพฺรหฺมา โกกาลิกํ ภิกฺขุํ คาถาย อชฺฌภาสิ ปุริสสฺส หิ ชาตสฺส กุธารี ชายเต มุเข ยาย ฉินฺทติ อตฺตานํ พาโล ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ โย นินฺทิยํ ปสํสติ ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย วิจินาติ มุเขน โส กลึ กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ ฯ อปฺปมตฺโต อยํ กลิ โย อกฺเขสุ ธนปราชโย (สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา) อยเมว มหตฺตโร กลิ โย สุคเตสุ มนํ ปโทสเย ฯ สตํ สหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ ฉตฺตึสติ ปญฺจ จ อพฺพุทานิ ยมริยครหี นิรยํ อุเปติ วาจํ มนญฺจ ปณิธาย ปาปกนฺติ ฯ {๘๙.๕} อถโข โกกาลิโก ภิกฺขุ เตเนวาพาเธน กาลมกาสิ กาลกโต จ โกกาลิโก ภิกฺขุ ปทุมนิรยํ อุปปชฺชติ สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเฏตฺวา ฯ อถโข พฺรหฺมา สหมฺปติ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิโต โข พฺรหฺมา สหมฺปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ โกกาลิโก ภนฺเต ภิกฺขุ กาลกโต กาลกโต จ ภนฺเต โกกาลิโก ภิกฺขุ ปทุมนิรยํ อุปปนฺโน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเฏตฺวาติ อิทมโวจ พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายิ ฯ {๘๙.๖} อถโข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิมํ ภิกฺขเว รตฺตึ พฺรหฺมา สหมฺปติ อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺโณ เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ เอกมนฺตํ ฐิโต โข ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ มํ เอตทโวจ โกกาลิโก ภนฺเต ภิกฺขุ กาลกโต กาลกโต จ ภนฺเต โกกาลิโก ภิกฺขุ ปทุมนิรยํ อุปปนฺโน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเฏตฺวาติ อิทมโวจ ภิกฺขเว พฺรหฺมา สหมฺปติ อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อญฺญตโร ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ กีวทีฆํ นุ โข ภนฺเต ปทุมนิรเย อายุปฺปมาณนฺติ ฯ ทีฆํ โข ภิกฺขุ ปทุมนิรเย อายุปฺปมาณํ ตํ น สุกรํ สงฺขาตุํ เอตฺตกานิ วสฺสานีติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสตานีติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสหสฺสานีติ วา เอตฺตกานิ วสฺสสตสหสฺสานีติ วาติ ฯ {๘๙.๗} สกฺกา ปน ภนฺเต อุปมา กาตุนฺติ ฯ สกฺกา ภิกฺขูติ ภควา อโวจ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว วีสติขาริโก โกสลโก ติลวาโห ตโต ปุริโส วสฺสสตสหสฺสสฺส อจฺจเยน เอกเมกํ ติลํ อุทฺธเรยฺย ขิปฺปตรํ โข โส ภิกฺขุ วีสติขาริโก โกสลโก ติลวาโห อิมินา อุปกฺกเมน ปริกฺขยํ ปริยาทานํ คจฺเฉยฺย น เตฺวว เอโก อพฺพุโท นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อพฺพุทา นิรยา เอวเมโก นิรพฺพุโท นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ นิรพฺพุทา นิรยา เอวเมโก อพพฺโพ นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อพพฺพา นิรยา เอวเมโก อหโห นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อหหา นิรยา เอวเมโก อฏโฏ นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ อฏฏา นิรยา เอวเมโก กุมุโท นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ กุมุทา นิรยา เอวเมโก โสคนฺธิโก นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ โสคนฺธิกา นิรยา เอวเมโก อุปฺปโล นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ อุปฺปลา นิรยา เอวเมโก ปุณฺฑรีโก นิรโย เสยฺยถาปิ ภิกฺขุ วีสติ ปุณฺฑรีกา นิรยา เอวเมโก ปทุโม นิรโย ปทุมํ โข ปน ภิกฺขุ นิรยํ โกกาลิโก ภิกฺขุ อุปปนฺโน สารีปุตฺตโมคฺคลฺลาเนสุ จิตฺตํ อาฆาเฏตฺวาติ อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา ปุริสสฺส หิ ชาตสฺส กุธารี ชายเต มุเข ยาย ฉินฺทติ อตฺตานํ พาโล ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ โย นินฺทิยํ ปสํสติ ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย วิจินาติ มุเขน โส กลึ กลินา เตน สุขํ น วินฺทติ ฯ อปฺปมตฺโต อยํ กลิ โย อกฺเขสุ ธนปราชโย (สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา) อยเมว มหตฺตโร กลิ โย สุคเตสุ มนํ ปโทสเย ฯ สตํ สหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ ฉตฺตึสติ ปญฺจ จ อพฺพุทานิ ยมริยครหี นิรยํ อุเปติ วาจํ มนญฺจ ปณิธาย ปาปกนฺติ ฯ
ครั้งนั้นแล ภิกษุ ชื่อโกกาลิกะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรและพระ-*โมคคัลลานะเป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธออย่ากล่าวอย่างนั้นเธอจงยังจิตให้เสื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก ฯ แม้ครั้งที่ ๒ โกกาลิกภิกษุก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของข้าพระองค์ เป็นผู้มีพระพุทธพจน์อันข้าพระองค์พึงเชื่อถือได้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรโกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธอจงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก ฯ แม้ครั้งที่ ๓ โกกาลิกภิกษุได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์-*ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของข้าพระองค์ เป็นผู้มีพระพุทธพจน์อันข้าพระองค์พึงเชื่อถือได้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็เป็นผู้มีความปรารถนาลามก ลุอำนาจแห่งความปรารถนาลามก พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรโกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ เธออย่ากล่าวอย่างนี้ เธอจงยังจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก ฯ ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อโกกาลิกภิกษุหลีกไปแล้วไม่นาน ร่างกายมีตุ่มเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเกิดขึ้นทั่วตัว ตุ่มเหล่านั้นเท่าเมล็ดถั่วเขียว แล้วก็โตเท่าเมล็ดถั่วดำ แล้วก็โตเท่าเมล็ดพุทรา แล้วก็โตเท่าเมล็ดกระเบา แล้วก็โตเท่าผลมะขามป้อม แล้วก็โตเท่าผลมะตูมอ่อน แล้วก็โตเท่าผลมะตูมแก่ แล้วจึงแตกหนองและเลือดหลั่งไหลออก ได้ยินว่า โกกาลิกภิกษุนั้นนอนบนใบตองกล้วยเหมือนปลากินยาพิษ ครั้งนั้นแล ตุทิปัจเจกพรหมเข้าไปหาพระโกกาลิกยังที่อยู่ครั้นแล้วยืนอยู่ที่เวหาสได้กล่าวกะโกกาลิกภิกษุว่า ดูกรโกกาลิกะ ท่านจงยังจิตให้เลื่อมใสในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเถิด เพราะพระสารีบุตรและพระ-*โมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก โกกาลิกภิกษุถามว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร ฯ ตุ. เราเป็นตุทิปัจเจกพรหม ฯ โก. ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้ที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่าเป็นอนาคามีมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนท่านมา ณ ที่นี้อีกในบัดนี้ อนึ่ง ท่านจงเห็นความผิดนี้ของท่านเท่าที่มีอยู่ ฯ ครั้งนั้นแล ตุทิปัจเจกพรหมได้กล่าวกะโกกาลิกะภิกษุด้วยคาถาว่า ผรุสวาจาเพียงดังจอบ ซึ่งเป็นเครื่องตัดทอนตนของคนพาล ผู้กล่าวคำชั่ว ย่อมเกิดขึ้นที่ปากของบุคคลผู้เป็นบุรุษพาล ผู้ ใดสรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน หรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสะสมโทษไว้ด้วยปาก ย่อมไม่ประสบความสุข เพราะโทษนั้น ฯ การปราชัยด้วยทรัพย์ในการเล่นการพนัน ด้วยตนเองจนหมด ตัวนี้ เป็นโทษมีประมาณน้อย การที่บุคคลยังใจให้ประทุษ- ร้าย ในพระอริยเจ้าผู้ดำเนินดีแล้วนี้ เป็นโทษมากกว่า บุคคล ตั้งวาจาและใจอันเป็นบาป แล้วติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึง นรกสิ้นหนึ่งแสนนิรัพพุทกัป อีก ๓๖ นิรัพพุทะ และ ๕ อัพพุทะ ฯ ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุได้กระทำกาละด้วยอาพาธนั้นเองแล้วเกิดในปทุมนรก เพราะยังจิตให้อาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ลำดับนั้นเมื่อปฐมยามแห่งราตรีผ่านไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมผู้มีวรรณะสง่างาม ยังพระ-*วิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุกระทำกาละแล้ว เกิดในปทุมนรก เพราะยังจิตให้อาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะพระเจ้าข้า ท้าวสหัมบดีพรหมครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง ครั้งนั้น เมื่อราตรีผ่านไปแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ในคืนนี้เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมผู้มีวรรณะสง่างาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้ามาหาเรายังที่อยู่ อภิวาทเราแล้วนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญโกกาลิก-*ภิกษุกระทำกาละแล้ว เกิดในปทุมนรก เพราะยังจิตให้อาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมครั้นกล่าวคำนี้แล้วอภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นเอง ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มี-*พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรกนานเท่าไรหนอพระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรกนานนัก ประมาณอายุในปทุมนรกนั้นยากที่จะกระทำการกำหนดนับได้ว่า ประมาณเท่านี้ปี ประมาณร้อยปีเท่านี้ ประมาณพันปีเท่านี้ หรือประมาณแสนปีเท่านี้ ฯ ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระองค์อาจเพื่อจะทำการเปรียบเทียบได้หรือ พระพุทธเจ้าข้า ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อาจอยู่ภิกษุ แล้วได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ เปรียบเหมือนหนึ่งเกวียนเมล็ดงาของชนชาวโกศลมีอัตรา ๒๐ ขารี เมื่อล่วงไปแสนปีบุรุษนำเอาเมล็ดงาเมล็ดหนึ่งออกจากเกวียนนั้น ดูกรภิกษุ เมล็ดงาหนึ่งเกวียนของชาวโกศลซึ่งมีอัตรา ๒๐ ขารีนั้น พึงถึงความสิ้นไปหมดไปโดยทำนองนี้เร็วกว่านั่นยังไม่ถึงหนึ่งอัพพุทะในนรกเลย ดูกรภิกษุ ๒๐ อัพพุทะในนรกจึงเป็น๑ นิรัพพุทะ ๒๐ นิรัพพุทะเป็น ๑ อพัพพะ ๒๐ อพัพพะเป็น ๑ อหหะ ๒๐ อหหะเป็น ๑ อฏฏะ๒๐ อฏฏะ เป็น ๑ กุมุทะ ๒๐ กุมุทะเป็น ๑ โสคันธิกะ๒๐ โสคันธิกะเป็น ๑ อุปปละ ๒๐ อุปปละเป็น ๑ ปุณฑรีกะ ๒๐ ปุณฑรีกะเป็น๑ ปทุมะ ดูกรภิกษุ โกกาลิกภิกษุเกิดในปทุมนรก เพราะยังจิตให้อาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ ครั้นพระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ผรุสวาจาเพียงดังจอบ ซึ่งเป็นเครื่องตัดทอนตนของคนพาล ผู้กล่าวคำชั่ว ย่อมเกิดขึ้นที่ปากของบุคคลผู้เป็นบุรุษพาล ผู้ใด สรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน หรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสะสมโทษด้วยปากย่อมไม่ประสบความสุขเพราะ โทษนั้น การปราชัยด้วยทรัพย์ ในการเล่นการพนันด้วยตน@ ขารีเท่ากับ ๒๔๖ ทะนาน เองจนหมดตัวนี้ เป็นโทษมีประมาณน้อย การที่บุคคลยังใจ ให้ประทุษร้ายในพระอริยเจ้า ผู้ดำเนินดีแล้วนี้ เป็นโทษมาก กว่า บุคคลตั้งวาจาและใจอันเป็นบาปแล้วติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึงนรกสิ้นหนึ่งแสนนิรัพพุทกัป ๓๖ นิรัพพุทะ และ ๕ อัพพุทะ ฯ จบสูตรที่ ๙
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๙. โกกาลิกสูตร ๙. โกกาลิกสูตร ว่าด้วยภิกษุชื่อว่าโกกาลิกะ
ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นผู้มีความ ปรารถนาชั่ว ลุอำนาจความปรารถนาชั่ว” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธอจงทำจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะ เป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก” แม้ครั้งที่ ๒ โกกาลิกภิกษุก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคทรงเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของข้าพระองค์ ทรงมีพระ-พุทธพจน์ที่ข้าพระองค์เชื่อถือได้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็ยังเป็นผู้ปรารถนาชั่ว ลุอำนาจความปรารถนาชั่ว พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธอจงทำจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก” แม้ครั้งที่ ๓ โกกาลิกภิกษุก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญแม้พระผู้มีพระภาคทรงเป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของข้าพระองค์ ทรงมีพระพุทธพจน์ที่ข้าพระองค์เชื่อถือได้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็ยังเป็นผู้มีความปรารถนาชั่ว ลุอำนาจความปรารถนาชั่ว พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “โกกาลิกะ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธออย่ากล่าวอย่างนั้น เธอจงทำจิตให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก” ครั้งนั้น โกกาลิกภิกษุลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำ ประทักษิณแล้วหลีกไป เมื่อโกกาลิกภิกษุหลีกไปไม่นาน ร่างกายก็มีตุ่มขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดเกิดขึ้นทั่วร่าง ตุ่มเหล่านั้นโตเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด แล้วก็โตเท่า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๐๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๙. โกกาลิกสูตร เมล็ดถั่วเขียว โตเท่าเมล็ดถั่วดำ โตเท่าเมล็ดพุทรา โตเท่าเมล็ดกระเบา โตเท่าผลมะขามป้อม โตเท่าผลมะตูมอ่อน โตเท่าผลมะตูมแก่ แล้วก็แตกเยิ้ม หนองและเลือดหลั่งไหลออกมา ได้ทราบว่าโกกาลิกภิกษุนั้นนอนบนใบตอง เหมือนปลากินยาพิษ ครั้งนั้นแล ตุทิปัจเจกพรหม เข้าไปหาโกกาลิกภิกษุถึงที่อยู่ ยืนอยู่กลาง อากาศกล่าวกับโกกาลิกภิกษุว่า “ท่านโกกาลิกะ ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสในท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเถิด เพราะท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก” โกกาลิกภิกษุถามว่า “ผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร” ตุทิปัจเจกพรหมตอบว่า “เราเป็นตุทิปัจเจกพรหม” โกกาลิกภิกษุถามว่า “ผู้มีอายุ ท่านได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคว่า เป็นอนาคามีแล้วมิใช่หรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนท่านจึงมาที่นี้อีก ท่านจงเห็นว่าความผิดนี้ของท่านมีอยู่เถิด” ลำดับนั้น ตุทิปัจเจกพรหม จึงได้กล่าวกับโกกาลิกภิกษุด้วยคาถาว่า ผรุสวาจา(คำหยาบ)เป็นเหมือนผึ่ง เครื่องตัดตนของคนพาลผู้กล่าวคำชั่ว ย่อมเกิดที่ปากของคนพาล ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรติเตียน หรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสั่งสมความผิดไว้ด้วยปาก ย่อมไม่ประสบความสุข เพราะความผิดนั้น การปราชัยด้วยทรัพย์ ในการเล่นการพนันจนหมดตัวนี้ เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย @เชิงอรรถ : @ ตุทิปัจเจกพรหม คือ พระตุทิเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ของพระโกกาลิกะ ซึ่งบรรลุอนาคามิผลแล้วไปบังเกิดใน@พรหมโลก (องฺ.ทสก.อ. ๓/๘๙/๓๖๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๐๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๙. โกกาลิกสูตร แต่การที่บุคคลมีใจประทุษร้าย ในบุคคลผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้เท่านั้น เป็นความผิดมากกว่า บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจอันชั่วติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึงนรกสิ้น ๑๓๖,๐๐๐ นิรัพพุทกัป กับอีก ๕ อัพพุทกัป ครั้งนั้น โกกาลิกภิกษุได้มรณภาพด้วยอาพาธนั้นเองแล้วไปเกิดในปทุมนรก เพราะมีจิตผูกอาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ครั้นปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมมีวรรณะงามยิ่ง ทำพระเชตวัน วิหารทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วไปเกิดในปทุมนรก เพราะมีจิตผูกอาฆาตในท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าข้า” ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมกราบทูลดังนี้แล้ว ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำ ประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ครั้นราตรีนั้นผ่านไป พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย คืนนี้เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหมมีวรรณะงามยิ่ง ทำ พระเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวกับเราดังนี้ว่า ‘ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โกกาลิกภิกษุมรณภาพแล้วไปเกิดในปทุมนรก เพราะมีจิตผูกอาฆาตในท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะ” ภิกษุทั้งหลาย ครั้นท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรา ทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประมาณอายุในปทุมนรกนานเท่าไรหนอ” @เชิงอรรถ : @ นิรัพพุทกัป เป็นจำนวนกัปที่ใช้สังขยา(การกำหนดนับ)จำนวนสูง (ตามนัย องฺ.ทสก.อ. ๓/๘๙/๓๖๖)@พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า เท่ากับ ๑ มี ๐ ตามหลัง ๖๓ ตัว บ้างว่า ๑๐๐ ล้าน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๐๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๙. โกกาลิกสูตร พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “ภิกษุ ประมาณอายุในปทุมนรกนานนัก ประมาณอายุในปทุมนรกนั้นยากที่จะนับได้ว่า ‘ประมาณเท่านี้ปี ประมาณ ๑๐๐ ปีเท่านี้ ประมาณ ๑,๐๐๐ ปีเท่านี้ ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ปีเท่านี้” ภิกษุทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์พอจะยกอุปมาได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ได้ ภิกษุ” แล้วตรัสว่า “ภิกษุ หนึ่งเกวียนเมล็ดงาของชาวโกศลมีอัตรา ๒๐ ขารี ล่วงไปแล้ว ๑๐๐,๐๐๐ ปี บุรุษจึงนำเมล็ดงาออกจากเกวียนนั้นหนึ่งเมล็ด เมล็ดงาหนึ่งเกวียนของชาวโกศลซึ่งมีอัตรา ๒๐ ขารีนั้นจะพึงหมดไปโดยทำนองนี้เร็วกว่า แต่ว่า ๑ อัพพุทนรก หาหมดไปไม่ ๒๐ อัพพุทนรก เป็น ๑ นิรัพพุทนรก ๒๐ นิรัพพุทนรก เป็น ๑ อพัพพนรก ๒๐ อพัพพนรก เป็น ๑ อุหหนรก ๒๐ อุหหนรก เป็น ๑ อัฏฏนรก ๒๐ อัฏฏนรก เป็น ๑ กุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรก เป็น ๑ โสคันธิกนรก ๒๐ โสคันธิกนรก เป็น ๑อุปปลนรก ๒๐ อุปปลนรก เป็น ๑ ปุณฑริกนรก ๒๐ ปุณฑริกนรก เป็น ๑ ปทุมนรก ภิกษุ โกกาลิกภิกษุไปเกิดในปทุมนรก เพราะมีจิตผูกอาฆาตในสารีบุตรและโมคคัลลานะ” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้แล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า @เชิงอรรถ : @ ๔ กุฑุวะ หรือ ปสตะ (ฟายมือ) เป็น ๑ ปัตถะ (กอบ) @๔ ปัตถะ เป็น ๑ อาฬหกะ @๔ อาฬหกะ เป็น ๑ โทณะ @๔ โทณะ เป็น ๑ มาณิกา @๔ มาณิกา เป็น ๑ ขารี @๒๐ ขารี เป็น ๑ วาหะ @๒๐ วาหะ เป็น ๑ ธารณะ @๑๐ ธารณะ เป็น ๑ ปละ @๑๐๐ ปละ เป็น ๑๒ ตุลา @๒๐ ตุลา เป็น ๑ ภาระ @(อภิธา.ฏี. คาถา ๔๘๐-๔๘๔) @ อัพพุทนรก นิรัพพุทนรก อพัพพนรก อุหหนรก อัฏฏนรก กุมุทนรก โสคันธิกนรก อุปปลนรก ปุณฑริกนรก@ปทุมนรก ทั้งหมดนี้ อยู่ในอเวจีมหานรก เป็นนรกเล็กอยู่ในนรกใหญ่ ไม่มีภูมิเป็นของตนเอง แต่เป็นที่ซึ่ง@สัตว์จะต้องรับกรรม เช่น อัพพุทนรก เป็นสถานที่ทรมานสัตว์โดยการนับชิ้นเนื้อเป็นเครื่องบอกระยะเวลา@ในการทรมานสัตว์ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๘๙/๓๖๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๒๐๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์] ๔. เถรวรรค ๑๐. ขีณาสวพลสูตร ผรุสวาจาเป็นเหมือนผึ่ง เครื่องตัดตนของคนพาลผู้กล่าวคำชั่ว ย่อมเกิดที่ปากของคนพาล ผู้ใดสรรเสริญคนที่ควรติเตียน หรือติเตียนคนที่ควรสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสั่งสมความผิดไว้ด้วยปาก ย่อมไม่ประสบความสุข เพราะความผิดนั้น การปราชัยด้วยทรัพย์ ในการเล่นการพนันจนหมดตัวนี้ เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย แต่การที่บุคคลมีใจประทุษร้าย ในบุคคลผู้ดำเนินไปดีแล้วนี้เท่านั้น เป็นความผิดมากกว่า บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจอันชั่วติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึงนรกสิ้น ๑๓๖,๐๐๐ นิรัพพุทกัป กับอีก ๕ อัพพุทกัป โกกาลิกสูตรที่ ๙ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๙
โกกาลิกสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า โกกาลิโก ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า ภิกษุโกกาลิกะนี้คือใคร และเหตุไรจึงเข้าไปเฝ้า.
เล่ากันว่า โกกาลิกภิกษุนี้เป็นบุตรของโกกาลิกเศรษฐีในนครโกกาลิกะ รัฐโกกาลิกะ บวชแล้วอยู่ประจำในวิหารที่บิดาสร้างไว้ แต่ภิกษุผู้เป็นศิษย์ของพระเทวทัต ชื่อว่าจูฬโกกาลิกะ. ก็โกกาลิกะบุตรพราหมณ์นั้นชื่อว่า มหาโกกาลิกะ.
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี พระอัครสาวกทั้งสองก็จาริกไปในชนบทพร้อมกับภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เมื่อวันใกล้เข้าพรรษาประสงค์จะอยู่อย่างวิเวก จึงส่งภิกษุเหล่านั้นกลับไป ตนเองถือบาตรและจีวรถึงนครนั้น ในชนบทนั้น ครั้นถึงวิหารนั้นก็ไปวิหารนั้น.
ในวิหารนั้น พระโกกาลิกะก็ทำวัตรปฏิบัติแก่พระอัครสาวกทั้งสองนั้น ท่านพระอัครสาวกก็สัมโมทนากับพระโกกาลิกะนั้นรับคำว่า ผู้มีอายุ เราจะอยู่ที่นี้ ๓ เดือน ท่านอย่าบอกเรื่องของเราแก่ใครๆ แล้วก็อยู่จำพรรษา ครั้นจำพรรษาแล้วก็ปวารณา ในวันปวารณาก็บอกลาโกกาลิกภิกษุว่า ผู้มีอายุ เราจะไปละ.
โกกาลิกภิกษุกล่าวว่า ผู้มีอายุ วันนี้อยู่เสียอีกวันหนึ่ง พรุ่งนี้ค่อยไป.
วันรุ่งขึ้นก็เข้าพระนครบอกผู้คนทั้งหลายว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่รู้กันดอกหรือว่า ท่านพระอัครสาวกทั้งสองมาอยู่ในที่นี้ ใครๆ จะไม่นิมนต์ท่านด้วยปัจจัยบ้างหรือ.
ชาวพระนครจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า พระเถระอยู่ไหนเล่า เหตุไร ท่านจึงไม่บอกพวกเรา. โกกาลิกภิกษุกล่าวว่า ผู้มีอายุ จะต้องบอกทำไม พวกท่านไม่เห็นพระเถระ ๒ รูปนั่งอยู่เหนือเถระอาสน์ดอกหรือ นั้นแหละพระอัครสาวก. ชาวพระนครเหล่านั้นรีบเร่งประชุมรวบรวมเนยใสน้ำผึ้งเป็นต้น และผ้าทำจีวรทั้งหลาย.
โกกาลิกภิกษุคิดว่า ท่านพระอัครสาวกมีความมักน้อยอย่างยิ่ง จักไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นด้วยปยุตตวาจา (วาจาพูดเลียบเคียงหาลาภ). เมื่อท่านไม่ยินดี ก็จะบอกให้ให้แก่ภิกษุประจำวัด แล้วจึงให้เขาถือลาภนั้นไปยังสำนักพระเถระ.
พระเถระเห็นแล้วก็ปฏิเสธว่า ปัจจัยไม่สมควรแก่เรา ทั้งไม่สมควรแก่โกกาลิกภิกษุ ดังนี้แล้วก็กลับไป. โกกาลิกภิกษุเกิดอาฆาตว่า อะไรเล่า ท่านพระอัครสาวกเมื่อตนเองไม่รับก็ไม่ให้แก่เรา แล้วหลีกไปเสีย.
พระอัครสาวกทั้งสองแม้นั้นมาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วก็พาบริษัทของตนจาริกไปในชนบทอีก กลับมายังนครนั้น ในรัฐนั้นนั่นแหละตามลำดับ.
พวกชาวเมืองจำพระเถระได้ ก็จัดแจงทานพร้อมบริขารสร้างมณฑปกลางพระนคร ถวายทานแล้วน้อมบริขารถวายพระเถระ.
พระเถระก็มอบแก่ภิกษุสงฆ์.
พระโกกาลิกะเห็นดังนั้นคิดว่า พระอัครสาวกนี้แต่ก่อนเป็นผู้มักน้อย บัดนี้กลายเป็นผู้มีความปรารถนาเลว ชะรอยเมื่อก่อนจะทำทีว่ามักน้อย สันโดษและสงัด จึงเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า ผู้มีอายุ พวกท่านแต่ก่อนทำเหมือนว่ามักน้อย แต่บัดนี้กลายเป็นภิกษุชั่วไปเสียแล้ว คิดว่าจำเราจักทำลายที่พึ่งของพระเถระเหล่านั้นที่ต้นตอ จึงรีบออกไปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ก็ภิกษุโกกาลิกะนี้นี่แหละ พึงทราบว่า เข้าไปเฝ้าด้วยเหตุนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเห็นโกกาลิกภิกษุนั้นรีบร้อนมา ทรงพิจารณาอยู่ทราบว่า ภิกษุนี้มาเพื่อประสงค์จะด่าพระอัครสาวก เราจะห้ามได้ไหมหนอ ทรงเห็นว่าห้ามไม่ได้ เธอทำผิดในพระเถระทั้งสองมาแล้ว จักบังเกิดในปทุมนรกโดยส่วนเดียว ทรงห้ามถึง ๓ ครั้งว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย เพื่อทรงเปลื้องวาทะที่ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โกกาลิกภิกษุติเตียนพระสารีบุตรและโมคคัลลานะแล้วก็ยังไม่ทรงห้าม และเพื่อจะทรงแสดงว่า อริยุปวาทมีโทษมาก.
บทว่า มาเหวํ ในคำนั้นแปลว่า อย่าพูดอย่างนี้เลย.
บทว่า สทฺธายิโก ได้แก่ เรียกความเชื่อถือ นำมาซึ่งความเลื่อมใส หรือมีวาจาที่ควรเชื่อได้.
บทว่า ปจฺจยิโก ได้แก่ มีวาจาที่น่านับถือ.
บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ ถูกอานุภาพของกรรมเตือนก็หลีกไป.
จริงอยู่ กรรมที่ถึงโอกาสแล้ว อะไรๆ ก็ห้ามไม่ได้.
บทว่า อจิรปกฺกนฺตสฺส ได้แก่ หลีกไปไม่นาน.
บทว่า สพฺโพ กาโย ผุฏฺโฐ อโหสิ ความว่า ทั่วตัวไม่เว้นโอกาสเพียงปลายผม ก็ได้ถูกต่อมทั้งหลายชำแรกกระดูกผุดขึ้นเต็มไป. ก็เพราะเหตุที่กรรมเห็นปานนั้น ไม่อาจให้วิบากเฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยพุทธานุภาพ ก็ย่อมให้ผลเมื่อพอพ้นอุปจารที่เฝ้า ฉะนั้น ต่อมทั้งหลายจึงผุดขึ้น เมื่อโกกาลิกภิกษุนั้นหลีกไปไม่นาน.
บทว่า กฬายกมตฺติโย แปลว่า ถั่วดำ.
บทว่า เวลุวสราฏุกมตฺติโย แปลว่า เท่าผลมะตูมอ่อน.
บทว่า ปภิชฺชึสุ แปลว่า แตกแล้ว.
เมื่อต่อมเหล่านั้นแตกแล้ว ทั่วตัวก็ได้เป็นเหมือนขนุนสุก. โกกาลิกภิกษุนั้นมีตัวอันสุกแล้ว นอนบนใบตองใกล้ซุ้มประตูพระเชตวัน เหมือนปลากลืนยาพิษ.
ครั้งนั้น ผู้คนทั้งหลายที่มาฟังธรรมก็พากันพูดว่า ชิ โกกาลิกะ ชิ โกกาลิกะ ทำไม่ถูกเลย อาศัยปากของตนอย่างเดียวก็ถึงความย่อยยับ. อารักขเทพยดาทั้งหลายฟังเสียงของผู้คนเหล่านั้น ก็ได้กระทำเสียงตำหนิเหมือนกัน อากาสเทวดาฟังอารักขเทวดาก็ตำหนิดังนั้นเหมือนกัน เหตุนั้นจึงเกิดเสียงตำหนิเป็นอันเดียวกัน โดยอุบายอย่างนี้จนถึงอกนิฏฐภพ.
บทว่า ตุทิ ได้แก่ อุปัชฌาย์ของพระโกกาลิกะชื่อตุทิเถระ บรรลุอนาคามิผล บังเกิดในพรหมโลก ท่านได้ยินเสียงตำหนิตั้งแต่ภุมมัฏฐกเทวดาต่อๆ กันไปจนถึงพรหมโลกว่า โกกาลิกะกล่าวตู่พระอัครสาวกด้วยอันติมวัตถุ กระทำกรรมไม่ถูกคิดว่า น่าสงสารเมื่อเราเห็นเขาอยู่ ก็อย่าพินาศไปเสียเลย จำเราจักสั่งสอนเขาเพื่อให้จิตเลื่อมใสในพระอัครสาวกทั้งสองดังนี้ แล้วจึงมายืนอยู่ตรงหน้าโกกาลิกะภิกษุนั้น.
ท่านหมายเอาตุทิพรหมผู้นั้น จึงกล่าวคำนี้ว่า "ตุทิปจฺเจกพฺรหฺมา."
บทว่า เปสลา หมายความว่า มีศีลเป็นที่รัก.
พระโกกาลิกะนอนลืมตาพร่าพรายกล่าวอย่างนี้ว่า ผู้นี้มีอายุท่านเป็นใคร.
บทว่า ปสฺส ยาวญฺจ เต ความว่า พระโกกาลิกะกล่าวว่า จงดู ท่านทำผิดไว้มีประมาณเท่าใด เมื่อไม่เห็นฝีหัวใหญ่ที่หน้าผากของตน สำคัญว่า พึงตักเตือนเราด้วยต่อมขนาดเมล็ดพันธุ์ผักกาด.
ครั้งนั้น ตุทิพรหมรู้ว่าโกกาลิกะนี้ไม่พอใจ จักไม่เชื่อใครๆ เหมือนปลาที่กลืนยาพิษ จึงกล่าวกะโกกาลิกะนั้นว่า ปุริสสฺส หิ เป็นต้น.
บทว่า กุฐารี ในคาถานั้น ได้แก่ วาจาหยาบเสมือนขวาน.
บทว่า ฉินฺทติ ได้แก่ ย่อมตัดที่รากทีเดียว กล่าวคือกุศลมูล.
บทว่า นินฺทิยํ ได้แก่ บุคคลทุศีลที่ พึงติเตียน.
บทว่า ปสํสติ ได้แก่ ชมเชยประโยชน์สูงสุด จึงกล่าวว่า "พระขีณาสพ"
บทว่า ตํ วา นินฺทติ โย ปสํสิโย ความว่า ก็หรือว่าผู้ใดอันเขาพึงสรรเสริญเป็นพระขีณาสพ โกกาลิกะนี้ก็ยังโจทผู้นั้น กล่าวว่าภิกษุนี้ทุศีล.
บทว่า วิจินาติ มุเขน โส กลึ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าพบโทษนั้นด้วยปาก.
บทว่า กลินา เตน ความว่า ย่อมไม่พบความสุขเพราะโทษนั้น.
จริงอยู่ การสรรเสริญผู้ที่ควรติเตียน และการติเตียนผู้ที่ควรสรรเสริญมีวิบากเสมอกัน.
บทว่า สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา ความว่า ชื่อว่าการพ่ายแพ้ทางทรัพย์ในการพนันทั้งหลายอันใด โดยทรัพย์ของตนทั้งหมด พร้อมแม้ทั้งตน ความพ่ายทรัพย์อันนี้ เป็นโทษเล็กน้อย.
บทว่า โย สุคเตสุ ความว่า ผู้ใดคิดร้ายในบุคคลผู้ปฏิบัติชอบ ความคิดร้ายของบุคคลนั้น นี้มีโทษมากกว่าโทษนั้น.
บัดนี้ ตุทิพรหมเมื่อจะแสดงว่า ความคิดร้ายนั้นมีโทษมากกว่า จึงกล่าวคำว่า สตํ สหสฺสานํ เป็นต้น.
บทว่า สตํ สหสฺสานํ ได้แก่ แสนหนึ่งด้วยการนับนิรัพพุทะ.
บทว่า ฉตฺตึสติ ได้แก่ อีก ๓๖ นิรัพพุทะ.
บทว่า ปญฺจ จ ได้แก่ ๕ อัพพุทะด้วยการนับอัพพุทะ.
บทว่า ยมริยครหี ความว่า ผู้ติเตียนพระอริยะ ย่อมเข้าถึงนรกอันใดนั้นเป็นอายุประมาณในนรกนั้น.
บทว่า กาลมกาสิ ความว่า กระทำกาละเมื่ออุปัชฌาย์หลีกไป.
บทว่า ปทุมนิรยํ ความว่า ชื่อว่าปทุมนรกที่แยกออกต่างหาก ย่อมไม่มี แต่บังเกิดในที่แห่งหนึ่งในอเวจีมหานรกนั่นแหละ.
ก็คำว่า อัพพุทะนี้เป็นชื่อของสถานที่ที่สัตว์จะพึงไหม้ ด้วยการนับอัพพุทะในอเวจีนรกนั้นเอง. แม้ในนรกชื่อว่านิรัพพุทะเป็นต้นก็นัยนี้
อนึ่ง ในนรกเหล่านี้ พึงทราบแม้การนับปีอย่างนี้.
เหมือนอย่างร้อยแสนเป็นโกฏิหนึ่งฉันใด ร้อยแสนโกฏิ ชื่อว่าปโกฏิหนึ่งก็ฉันนั้น ร้อยแสนโกฏิ ชื่อว่าโกฏิปโกฏิหนึ่ง. ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ ชื่อว่านหุตหนึ่ง. ร้อยแสนนหุตเป็นนินนหุตหนึ่ง ร้อยแสนนินนหุตเป็นอัพพุทะหนึ่ง. แต่อัพพุทะนั้นไปเอา ๒๐ คูณเป็นนิรัพพุทะ.
ในบททุกบทก็นัยนี้แล.
จบอรรถกถาโกกาลิกสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------