สมาธิสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๖ อังคุตตรนิกาย ทสก-เอกาทสกนิบาต สมาธิสูตร
อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สิยา นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺส น อาปสฺมึ อาโปสญฺญี อสฺส น เตชสฺมึ เตโชสญฺญี อสฺส น วายสฺมึ วาโยสญฺญี อสฺส น อากาสานญฺจายตเน อากาสานญฺจายตนสญฺญี อสฺส น วิญฺญาณญฺจายตเน วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญี อสฺส น อากิญฺจญฺญายตเน อากิญฺจญฺญายตนสญฺญี อสฺส น เนวสญฺญานาสญฺญายตเน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญี อสฺส น อิธโลเก อิธโลกสญฺญี อสฺส น ปรโลเก ปรโลกสญฺญี อสฺส สญฺญี จ ปน อสฺสาติ ฯ สิยา อานนฺท ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺส น อาปสฺมึ อาโปสญฺญี อสฺส น เตชสฺมึ เตโชสญฺญี อสฺส น วายสฺมึ วาโยสญฺญี อสฺส น อากาสานญฺจายตเน อากาสานญฺจายตนสญฺญี อสฺส น วิญฺญาณญฺจายตเน วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญี อสฺส น อากิญฺจญฺญายตเน อากิญฺจญฺญายตนสญฺญี อสฺส น เนวสญฺญานาสญฺญายตเน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญี อสฺส น อิธโลเก อิธโลกสญฺญี อสฺส น ปรโลเก ปรโลกสญฺญี อสฺส สญฺญี จ ปน อสฺสาติ ฯ {๖.๑} ยถากถํ ปน ภนฺเต สิยา ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺส น อาปสฺมึ อาโปสญฺญี อสฺส น เตชสฺมึ เตโชสญฺญี อสฺส น วายสฺมึ วาโยสญฺญี อสฺส น อากาสานญฺจายตเน อากาสานญฺจายตนสญฺญี อสฺส น วิญฺญาณญฺจายตเน วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญี อสฺส น อากิญฺจญฺญายตเน อากิญฺจญฺญายตนสญฺญี อสฺส น เนวสญฺญานาสญฺญายตเน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญี อสฺส น อิธโลเก อิธโลกสญฺญี อสฺส น ปรโลเก ปรโลกสญฺญี อสฺส สญฺญี จ ปน อสฺสาติ ฯ {๖.๒} อิธานนฺท ภิกฺขุ เอวํสญฺญี โหติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานนฺติ เอวํ โข อานนฺท สิยา ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺส น อาปสฺมึ อาโปสญฺญี อสฺส น เตชสฺมึ เตโชสญฺญี อสฺส น วายสฺมึ วาโยสญฺญี อสฺส น อากาสานญฺจายตเน อากาสานญฺจายตนสญฺญี อสฺส น วิญฺญาณญฺจายตเน วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญี อสฺส น อากิญฺจญฺญายตเน อากิญฺจญฺญายตนสญฺญี อสฺส น เนวสญฺญานาสญฺญายตเน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสญฺญี อสฺส น อิธโลเก อิธโลกสญฺญี อสฺส น ปรโลเก ปรโลกสญฺญี อสฺส สญฺญี จ ปน อสฺสาติ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเตโชธาตุว่าเป็นเตโชธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวาโยธาตุว่าเป็นวาโยธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากาสานัญ-*จายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่า เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌานเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้เป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุหรือหนอแล ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุ ฯ อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์... ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา ก็การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ พ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสำคัญอย่างนี้ว่านั่นสงบ นั่นประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง ความสิ้นแห่งตัณหา ความปราศจากความกำหนัด ความดับ นิพพานดังนี้ ดูกรอานนท์ ตนไม่พึงมีความสำคัญในปฐวีธาตุว่าเป็นปฐวีธาตุเป็นอารมณ์ไม่พึงมีความสำคัญในอาโปธาตุว่าเป็นอาโปธาตุเป็นอารมณ์ ... ไม่พึงมีความสำคัญในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้าเป็นอารมณ์ ก็แต่ว่าพึงเป็นผู้มีสัญญา การได้สมาธิเห็นปานนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างนี้แล ฯ จบสูตรที่ ๖
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. อานิสังสวรรค ๖. สมาธิสูตร ๖. สมาธิสูตร ว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวาย อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีได้หรือหนอ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยไม่ต้องมี สัญญา(ความจำได้หมายรู้)ในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน ในธาตุน้ำว่าเป็นธาตุน้ำ ในธาตุไฟว่าเป็นธาตุไฟ ในธาตุลมว่าเป็นธาตุลม ในอากาสานัญจายตนฌาน ว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌาน ในวิญญาณัญจายตนฌาน ว่าเป็นวิญญาณัญจายตน-ฌาน ในอากิญจัญญายตนฌาน ว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌาน ในเนวสัญญานา- สัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้ ในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้า แต่ต้องมีสัญญา” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “อานนท์ มีได้ การที่ภิกษุได้สมาธิโดยไม่ต้องมีสัญญาในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน ในธาตุน้ำว่าเป็นธาตุน้ำ ในธาตุไฟว่าเป็นธาตุไฟ ในธาตุลมว่าเป็นธาตุลม ในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌาน ใน วิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌาน ในอากิญจัญญายตนฌานว่า เป็นอากิญจัญญายตนฌาน ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานา สัญญายตนฌาน ในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้ ในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้า แต่ต้องมีสัญญา”@เชิงอรรถ : @ มีสัญญาในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน หมายถึงการบริกรรมดินเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานโดยกำหนดว่า “ดิน ดิน”@(องฺ.ทสก.อ. ๓/๖/๓๑๙) @ อากาสานัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดอากาศคือช่องว่างอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นฌาน@ขั้นที่ ๑ ของอรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘) @ วิญญาณัญจายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดวิญญาณอันหาที่สุดมิได้เป็นอารมณ์ เป็นฌานขั้นที่ ๒ ของ@อรูปฌาน ๔ (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘) @ อากิญจัญญายตนฌาน หมายถึงฌานที่กำหนดภาวะไม่มีอะไรเป็นอารมณ์ ฌานนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า@สัญญัคคะ (ที่สุดแห่งสัญญา) เพราะเป็นภาวะสุดท้ายของการมีสัญญากล่าวคือผู้บรรลุอากิญจัญญายตน-@ฌานแล้ว ขั้นต่อไปจะเข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานบ้าง เข้าถึงสัญญานิโรธบ้าง (ที.สี.อ. ๔๑๔/๓๐๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๑. อานิสังสวรรค ๖. สมาธิสูตร ท่านพระอานนท์ทูลถามว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีได้อย่างไร การที่ภิกษุได้สมาธิโดยไม่ต้องมีสัญญาในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน ในธาตุน้ำว่าเป็นธาตุน้ำ ในธาตุไฟว่าเป็นธาตุไฟ ในธาตุลมว่าเป็นธาตุลม ในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌาน ในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตน- ฌาน ในอากิญจัญญายนตฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตนฌาน ในเนวสัญญานา- สัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ในโลกนี้ว่าเป็นโลกนี้ ในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้า แต่ต้องมีสัญญา” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสัญญา อย่างนี้ว่า ภาวะที่สงบ ประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง ความสิ้นไปแห่งตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ นิพพานอานนท์ มีได้อย่างนี้แล การที่ภิกษุได้สมาธิโดยไม่ต้องมีสัญญาในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน ในธาตุน้ำว่าเป็นธาตุน้ำ ในธาตุไฟว่าเป็นธาตุไฟ ในธาตุลมว่าเป็นธาตุลม ในอากาสานัญจายตนฌานว่าเป็นอากาสานัญจายตนฌาน ในวิญญาณัญจายตนฌานว่าเป็นวิญญาณัญจายตนฌาน ในอากิญจัญญายตนฌานว่าเป็นอากิญจัญญายตน- ฌาน ในเนวสัญญานาสัญญายตนฌานว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ใน โลกนี้ว่าเป็นโลกนี้ ในโลกหน้าว่าเป็นโลกหน้า แต่ต้องมีสัญญา” สมาธิสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ คำว่า “ภาวะที่สงบประณีต คือ ความระงับสังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิกิเลสทั้งปวง ความสิ้นไปแห่ง@ตัณหา ความคลายกำหนัด ความดับ และนิพพาน” ทั้งหมดนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสมุ่งแสดงถึงสมาธิใน@ผลสมาบัติ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๖/๓๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๑๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. สมาธิสุตตวัณณนา [ฉบับมหาจุฬาฯ] พรรณนาพระสูตรว่าด้วยการได้สมาธิของภิกษุ
[๖] ในพระสูตรที่ ๖ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้
คำว่า ไม่ต้องมีสัญญาในธาตุดินว่าเป็นธาตุดิน (เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺส) ความว่า ไม่พึงมีสัญญาด้วยสัญญาที่ทำปฐวีธาตุให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า ปฐวีธาตุ
แม้ในคำเป็นต้นว่า อาโปธาตุ ก็นัยนี้เหมือนกัน
คำว่า ไม่มีสัญญา ... ในโลกนี้ (น อิธโลเก) ความว่า ไม่พึงมีสัญญาด้วยสัญญาในฌานหมวด ๔ และหมวด ๕ ที่เกิดขึ้นในโลกนี้
คำว่า ไม่มีสัญญา ... ในปรโลก (น ปรโลเก) ความว่า ไม่พึงมีสัญญาด้วยสัญญาในฌานหมวด ๔ และหมวด ๕ ในปรโลก
คำว่า แต่ต้องมีสัญญา (สญฺญี จ ปน อสฺส) ความว่า ก็แลเมื่อเป็นเช่นนี้ พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “สมาบัติของภิกษุนั้น จึงเป็นสมาบัติที่ยังมีวิตกแน่นอน”
คำว่า ภาวะที่สงบ ประณีต (เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ) ความว่า เมื่อภิกษุนั่งเข้าอัปปนาสมาธิว่า “ภาวะที่สงบสงัด” จิตตุปบาทย่อมเป็นไปแม้ตลอดทั้งวันว่า “ภาวะที่สงบสงัด” เท่านั้น เมื่อภิกษุนั่งเข้าอัปปนาสมาธิว่า “ภาวะที่ประณีต ละเอียด” จิตตุปบาทย่อมเป็นไปแม้ตลอดทั้งวันว่า “ภาวะที่ประณีตละเอียด” เท่านั้น
คำว่า คือความระงับสังขารทั้งปวง (ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ) ความว่า เมื่อภิกษุนั่งเข้าอัปปนาสมาธิว่า “นิพพาน นิพพาน” จิตตุปบาทย่อมเป็นไปแม้ตลอดทั้งวันว่า “นิพพาน นิพพาน” เท่านั้น ก็คำนี้ทั้งหมด ท่านกล่าวหมายถึงสมาธิในผลสมาบัติ.
๖. สมาธิสุตฺตวณฺณนา
[๖] ฉฏฺเฐ เนว ปฐวิยํ ปฐวีสญฺญี อสฺสาติ ปฐวึ อารมฺมณํ กตฺวา
ปฐวีติ เอวํ อุปฺปนฺนาย สญฺญาย สญฺญี น ภเวยฺย. อาปาทีสุปิ เอเสว นโย.
น อิธโลเกติ อิธโลเก อุปฺปชฺชนกจตุกฺกปญฺจกชฺฌานสญฺญาย น สญฺญี ภเวยฺย.
น ปรโลเกติ ปรโลเก อุปฺปชฺชนกจตุกฺกปญฺจกชฺฌานสญฺญาย น สญฺญี ภเวยฺย.
สญฺญี จ ปน อสฺสาติ อถ จ ปนสฺส สมาปตฺติ สวิตกฺกสมาปตฺติเยว อสฺสาติ
วุจฺจติ. เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตนฺติ สนฺตํ สนฺตนฺติ อปฺเปตฺวา นิสินฺนสฺส ทิวสํปิ
จิตฺตุปฺปาโท "สนฺตํ สนฺตนฺ"เตฺวว ปวตฺตติ, ปณีตํ ปณีตนฺติ อปฺเปตฺวา นิสินฺนสฺส
ทิวสํปิ จิตฺตุปฺปาโท "ปณีตํ ปณีตนฺ"เตฺวว ปวตฺตติ. ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถติ
สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพสงฺขารสมโถติ นิพฺพานํ นิพฺพานนฺติ อปฺเปตฺวา นิสินฺนสฺส
ทิวสํปิ จิตฺตุปฺปาโท "นิพฺพานํ นิพฺพานนฺ"เตฺวว ปวตฺตีติ. สพฺพํ เจตํ
ผลสมาปตฺติสมาธึ สนฺธาย วุตฺตํ.
@เชิงอรรถ: ฉ.ม. อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ
-----------------------------------------------------