กาลีสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๒๖เอกํ สมยํ อายสฺมา มหากจฺจาโน อวนฺตีสุ วิหรติ กุรรฆเร ปวตฺเต ปพฺพเต ฯ อถโข กาลี อุปาสิกา กุรรฆริกา เยนายสฺมา มหากจฺจาโน เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข กาลี อุปาสิกา กุรรฆริกา อายสฺมนฺตํ มหากจฺจานํ เอตทโวจ วุตฺตมิทํ ภนฺเต ภควตา กุมารีปเญฺหสุ อตฺถสฺส ปตฺติ หทยสฺส สนฺติ เชตฺวาน เสนํ ปิยสาตรูปํ เอโกห ฌายี สุขมานุโพธึ ตสฺมา ชเนน น กโรมิ สกฺขึ สกฺขี น สมฺปชฺชติ เกนจิ เมติ ฯ อิมสฺส นุ โข ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส กถํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ ปฐวีกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ เอเก สมณพฺราหฺมณา อตฺถาภินิพฺพตฺเตสุํ ยาวตา โข ภคินิ ปฐวีกสิณสมาปตฺติปรมตา ตทภิญฺญาสิ ภควา ตทภิญฺญาย ภควา อาทิมทฺทส อาทีนวมทฺทส นิสฺสรณมทฺทส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนมทฺทส ตสฺส อาทิทสฺสนเหตุ อาทีนวทสฺสนเหตุ นิสฺสรณทสฺสนเหตุ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนเหตุ อตฺถสฺส ปตฺติ หทยสฺส สนฺติ วิทิตา โหติ อาโปกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... เตโชกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... วาโยกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... นีลกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... ปีตกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... โลหิตกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... โอทาตกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... อากาสกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ ... วิญฺญาณกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ เอเก สมณพฺราหฺมณา อตฺถาภินิพฺพตฺเตสุํ ยาวตา โข ภคินิ วิญฺญาณกสิณสมาปตฺติปรมตา ตทภิญฺญาสิ ภควา ตทภิญฺญาย ภควา อาทิมทฺทส อาทีนวมทฺทส นิสฺสรณมทฺทส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนมทฺทส ตสฺส อาทิทสฺสนเหตุ อาทีนวทสฺสนเหตุ นิสฺสรณทสฺสนเหตุ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนเหตุ อตฺถสฺส ปตฺติ หทยสฺส สนฺติ วิทิตา โหติ อิติ โข ภคินิ ยนฺตํ วุตฺตํ ภควตา กุมารีปเญฺหสุ อตฺถสฺส ปตฺติ หทยสฺส สนฺติ เชตฺวาน เสนํ ปิยสาตรูปํ เอโกห ฌายี สุขมานุโพธึ ตสฺมา ชเนน น กโรมิ สกฺขึ สกฺขี น สมฺปชฺชติ เกนจิ เมติ ฯ อิมสฺส โข ภคินิ ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. มหาวรรค ๖. กาลีสูตร ๖. กาลีสูตร ว่าด้วยอุบาสิกาชื่อกาลี
สมัยหนึ่ง ท่านพระมหากัจจานะอยู่ ณ ปวัตตบรรพต เขตกรุงกุรรฆระ แคว้นอวันตีชนบท ครั้งนั้นแล อุบาสิกาชื่อกาลีชาวกรุงกุรรฆระ เข้าไปหาท่านพระมหากัจจานะถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระมหากัจจานะดังนี้ว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระดำรัสนี้ไว้ในกุมารีปัญหา ว่า การบรรลุประโยชน์ เป็นความสงบแห่งหทัย เราชนะเสนา ที่มีรูปเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจแล้ว เป็นผู้เดียวเพ่งอยู่ ได้ตรัสรู้ความสุขโดยลำดับ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องอ้างบุคคลเป็นพยาน การอ้างอิงใครๆ เป็นพยานจึงไม่มีสำหรับเรา ท่านเจ้าข้า เนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ จะพึงเห็นได้โดยพิสดาร อย่างไรหนอ ท่านพระมหากัจจานะตอบว่า น้องหญิง สมณพราหมณ์พวกหนึ่งทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคได้ทรงรู้ประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์นั้นแล้วได้ทรงเห็นเบื้องต้น ... โทษ ... ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ... มัคคามัคคญาณทัสสนะ เพราะเหตุที่ทรงเห็นเบื้องต้น โทษ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก และมัคคามัคคญาณทัสสนะ การบรรลุประโยชน์จึงเป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าเป็นความสงบแห่งหทัย @เชิงอรรถ : @ กุมารีปัญหา หมายถึงคำถามของธิดามาร ปรากฏในมารธีตุสูตร (สํ.ส. ๑๕/๑๖๑/๑๕๒)@ ประโยชน์ ในที่นี้หมายถึงพระอรหัตตผล (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔) @ เสนา ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔)@ ดูเชิงอรรถที่ ๓ ข้อ ๒๑ (สีหนาทสูตร) หน้า ๔๕ ในเล่มนี้ @ เบื้องต้น หมายถึงสมุทัยสัจ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔) @ โทษ หมายถึงทุกขสัจ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔) @ ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก หมายถึงนิโรธสัจ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔)@ มัคคามัคคญาณทัสสนะ หมายถึงมัคคสัจ ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๖/๓๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๕๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๑. ปฐมปัณณาสก์] ๓. มหาวรรค ๖. กาลีสูตร สมณพราหมณ์พวกหนึ่งทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีอาโปกสิณเป็น อารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์เชั้นยอด คือสมาบัติที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ... ทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีอากาส-กสิณเป็นอารมณ์ ... สมณพราหมณ์พวกหนึ่งทำประโยชน์ชั้นยอด คือสมาบัติที่มีวิญญาณกสิณเป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว แต่พระผู้มีพระภาคได้ทรงรู้ประโยชน์ชั้นยอดคือสมาบัติที่มีวิญญาณกสิณเป็นอารมณ์นั้นแล้วได้ทรงเห็นเบื้องต้น ... โทษ ... ธรรมเป็นเครื่องสลัดออก ... มัคคามัคคญาณทัสสนะ เพราะเหตุที่ทรงเห็นเบื้องต้น โทษธรรมเป็นเครื่องสลัดออก และมัคคามัคคญาณทัสสนะ การบรรลุประโยชน์เป็นอันพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่าเป็นความสงบแห่งหทัย เหตุดังนี้แล พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสพระดำรัสไว้ในกุมารีปัญหาว่า การบรรลุประโยชน์เป็นความสงบแห่งหทัย เราชนะเสนาที่มีรูปเป็นที่รักเป็นที่ชื่นใจแล้ว เป็นผู้เดียวเพ่งอยู่ ได้ตรัสรู้ความสุขโดยลำดับ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องอ้างบุคคลเป็นพยาน การอ้างอิงใครๆ เป็นพยานจึงไม่มีสำหรับเรา น้องหญิง เนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยย่อนี้ พึงเห็นได้โดยพิสดารอย่างนี้แล กาลีสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๕๘}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากาลีสูตรที่ ๖
กาลีสูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า กุมารีปญฺเหสุ ได้แก่ ในคำถามของธิดามารผู้ยังสาว.
ตรัสพระอรหัตอย่างเดียว ด้วยบททั้งสองว่า อตฺถสฺส ปตฺติ หทยสฺส สนฺติ การบรรลุประโยชน์เป็นความสงบแห่งพระหฤทัย.
บทว่า เสนํ ได้แก่ กองทัพกิเลสมีราคะเป็นต้น.
บทว่า ปิยสาตรูปํ ได้ชื่ออย่างนี้ ก็เพราะกิเลสเกิดในวัตถุทั้งหลายที่น่ารักและน่าชื่นใจ.
บทว่า เอโกหํ ฌายี สุขมานุโพธึ ความว่า เราผู้เดียวเท่านั้น (รู้จักกองทัพกิเลสอย่างนี้แล้ว) จึงเข้าฌาน ตรัสรู้ได้โดยง่าย.
บทว่า สกฺขึ ความว่า ได้แก่ ประจักษ์ธรรมที่ถึงความเป็นประจักษ์พยาน.
บทว่า สกฺขึ น สมฺปชฺชติ เกนจีเม ความว่า เราไม่มีมิตรธรรมกับใครๆ.
บทว่า ปฐวีกสิณสมาปตฺติปรมา โข ภคินิ เอเก สมณพฺราหฺมณา อตฺถาภินิพฺพตฺเตสุํ ความว่า สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง ยึดถือว่า ปฐวีกสิณสมาบัติเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสูงสุด จึงทำให้เกิด.
บทว่า ยาวตา โข ภคินี ปฐวีกสิณสมาปตฺติปรมตา ความว่า ความที่ประโยชน์มีปฐวีกสิณสมาบัติก็ยอดสูงสุด ประมาณเพียงใด.
บทว่า ตทภิญฺญาสิ ภควา ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงรู้ชัดซึ่งปฐวีกสิณสมาบัตินั้น ด้วยความรู้ยิ่งซึ่งประโยชน์นั้นด้วยพระปัญญา.
บทว่า อาทิมทฺทสฺส ได้แก่ ได้ทรงเห็นสมุทัยสัจ.
บทว่า อาทีนวมทฺทสฺส ได้แก่ ได้ทรงเห็นทุกขสัจ.
บทว่า นิสฺสรณมทฺทสฺส ได้แก่ ได้ทรงเห็นนิโรธสัจ.
บทว่า มคฺคามคฺคญาณทสฺสนมทฺทสฺส ได้แก่ ทรงเห็นมรรคสัจ.
บทว่า อตฺถสฺส ปตฺติ ได้แก่ การซ่องเสพประโยชน์ กล่าวคือพระอรหัต เพราะเห็นสัจจะ ๔ เหล่านี้ เป็นความสงบแห่งพระหฤทัย เพราะความกระวนกระวายและความเร่าร้อนสงบไปหมด.
จบอรรถกถากาลีสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------