ธรรมปริยายสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๙๓สํสปฺปติปริยายํ โว ภิกฺขเว ธมฺมปริยายํ เทสิสฺสามิ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตโม จ ภิกฺขเว สํสปฺปติปริยาโย ธมฺมปริยาโย กมฺมสฺสกา ภิกฺขเว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา ยํ กมฺมํ กโรนฺติ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาทา ภวนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตี โหติ ลุทฺโธ โลหิตปาณี หตปหเต นิวิฏฺโฐ อทยาปนฺโน สพฺพปาณภูเตสุ โส สํสปฺปติ กาเยน สํสปฺปติ วาจาย สํสปฺปติ มนสา ตสฺส ชิมฺหํ กายกมฺมํ โหติ ชิมฺหํ วจีกมฺมํ ชิมฺหํ มโนกมฺมํ ชิมฺหา คติ ชิมฺหา อุปปตฺติ ชิมฺหคติกสฺส โข ปนาหํ ภิกฺขเว ชิมฺหูปปตฺติกสฺส ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ เย วา เอกนฺตทุกฺขา นิรยา ยา วา สํสปฺปชาติกา ติรจฺฉานโยนิ กตมา จ สา ภิกฺขเว สํสปฺปชาติกา ติรจฺฉานโยนิ อหิ วิจฺฉิกา สตปที นกุลา พิฬารา มูสิกา อุลูกา เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ ติรจฺฉานโยนิกา สตฺตา มนุสฺเส ทิสฺวา สํสปฺปนฺติ อิติ โข ภิกฺขเว ภูตา ภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมนํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมหํ ภิกฺขเว กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามิ ฯ {๑๙๓.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ อทินฺนาทายี โหติ ... กาเมสุ มิจฺฉาจารี โหติ ... มุสาวาที โหติ ... ปิสุณวาโจ โหติ ... ผรุสวาโจ โหติ ... สมฺผปฺปลาปี โหติ ... อภิชฺฌาลุ โหติ ... พฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ... มิจฺฉาทิฏฺฐิโก โหติ วิปริตฺตทสฺสโน นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ ยิฏฺฐํ นตฺถิ หุตํ นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก นตฺถิ อยํ โลโก นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ มาตา นตฺถิ ปิตา นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ โส สํสปฺปติ กาเยน สํสปฺปติ วาจาย สํสปฺปติ มนสา ตสฺส ชิมฺหํ กายกมฺมํ โหติ ชิมฺหํ วจีกมฺมํ ชิมฺหํ มโนกมฺมํ ชิมฺหา คติ ชิมฺหูปปตฺติ ชิมฺหคติกสฺส โข ปนาหํ ภิกฺขเว ชิมฺหูปปตฺติกสฺส ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ เย วา เอกนฺตทุกฺขา นิรยา ยา วา สํสปฺปชาติกา ติรจฺฉานโยนิ กตมา จ สา ภิกฺขเว สํสปฺปชาติกา ติรจฺฉานโยนิ อหิ วิจฺฉิกา สตปที นกุลา พิฬารา มูสิกา อุลูกา เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ ติรจฺฉานโยนิกา สตฺตา มนุสฺเส ทิสฺวา สํสปฺปนฺติ อิติ โข ภิกฺขเว ภูตา ภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมนํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมหํ ภิกฺขเว กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามิ ฯ {๑๙๓.๒} กมฺมสฺสกา ภิกฺขเว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา ยํ กมฺมํ กโรนฺติ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาทา ภวนฺติ ฯ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ ปาณาติปาตํ ปหาย ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ นิหิตทณฺโฑ นิหิตสตฺโถ ลชฺชี ทยาปนฺโน สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี วิหรติ โส น สํสปฺปติ กาเยน น สํสปฺปติ วาจาย น สํสปฺปติ มนสา ตสฺส อุชุ กายกมฺมํ โหติ อุชุ วจีกมฺมํ อุชุ มโนกมฺมํ อุชุ คติ อุชูปปตฺติ อุชูคติกสฺส โข ปนาหํ ภิกฺขเว อุชูปปตฺติกสฺส ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ เย จ เอกนฺตสุขา สตฺตา ยานิ วา ปน ตานิ อุจฺจากุลานิ ขตฺติยมหาสาลกุลานิ วา พฺราหฺมณมหาสาลกุลานิ วา คหปติมหาสาลกุลานิ วา อฑฺฒานิ มหทฺธนานิ มหาโภคานิ พหุตชาตรูปรชตานิ พหุตวิตฺตูปกรณานิ พหุตธนธญฺญานิ อิติ โข ภิกฺขเว ภูตา ภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมนํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมหํ ภิกฺขเว กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามิ ฯ {๑๙๓.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว เอกจฺโจ อทินฺนาทานํ ปหาย อทินฺนาทานา ปฏิวิรโต โหติ ... กาเมสุ มิจฺฉาจารํ ปหาย กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรโต โหติ ... มุสาวาทํ ปหาย มุสาวาทา ปฏิวิรโต โหติ ... ปิสุณวาจํ ปหาย ปิสุณาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ... ผรุสวาจํ ปหาย ผรุสาย วาจาย ปฏิวิรโต โหติ ... สมฺผปฺปลาปํ ปหาย สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรโต โหติ ... อนภิชฺฌาลุ โหติ ... อพฺยาปนฺนจิตฺโต โหติ ... สมฺมาทิฏฺฐิโก โหติ อวิปริตฺตทสฺสโน อตฺถิ ทินฺนํ อตฺถิ ยิฏฺฐํ อตฺถิ หุตํ อตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อตฺถิ อยํ โลโก อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ มาตา อตฺถิ ปิตา อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมญฺจ โลกํ ปรญฺจ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ โส น สํสปฺปติ กาเยน น สํสปฺปติ วาจาย น สํสปฺปติ มนสา ตสฺส อุชุ กายกมฺมํ โหติ อุชุ วจีกมฺมํ อุชุ มโนกมฺมํ อุชุ คติ อุชูปปตฺติ อุชูคติกสฺส โข ปนาหํ ภิกฺขเว อุชูปปตฺติกสฺส ทฺวินฺนํ คตีนํ อญฺญตรํ คตึ วทามิ เย วา เอกนฺตสุขา สตฺตา ยานิ วา ปน ตานิ อุจฺจากุลานิ ขตฺติยมหาสาลกุลานิ วา พฺราหฺมณมหาสาลกุลานิ วา คหปติมหาสาลกุลานิ วา อฑฺฒานิ มหทฺธนานิ มหาโภคานิ พหุตชาตรูปรชตานิ พหุตวิตฺตูปกรณานิ พหุตธนธญฺญานิ อิติ โข ภิกฺขเว ภูตา ภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ยํ กโรติ เตน อุปปชฺชติ อุปปนฺนเมนํ ผสฺสา ผุสนฺติ เอวมหํ ภิกฺขเว กมฺมทายาทา สตฺตาติ วทามิ ฯ กมฺมสฺสกา ภิกฺขเว สตฺตา กมฺมทายาทา กมฺมโยนี กมฺมพนฺธู กมฺมปฏิสรณา ยํ กมฺมํ กโรนฺติ กลฺยาณํ วา ปาปกํ วา ตสฺส ทายาทา ภวนฺติ ฯ อยํ โข ภิกฺขเว สํสปฺปติปริยาโย ธมฺมปริยาโยติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. สังสัปปติปริยายสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งความกระเสือกกระสน
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยาย ที่แสดงเหตุแห่งความ กระเสือกกระสนแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า ธรรมบรรยายที่แสดงเหตุแห่งความกระเสือกกระสน เป็นอย่างไร คือ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ปักใจอยู่ในการฆ่าและการทุบตี ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อม กระเสือกกระสนด้วยกาย วาจา และใจ กายกรรม วจีกรรม และมโน-กรรมของเขาคดเคี้ยว คติของเขาก็คดเคี้ยว การอุบัติของเขาก็คดเคี้ยว สำหรับผู้มีคติคดเคี้ยว มีอุบัติคดเคี้ยว เรากล่าวว่ามีคติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่างคือ นรกมีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานที่มีปกติกระเสือกกระสน กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานที่มีปกติกระเสือกกระสน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ ธรรมบรรยาย หมายถึงพระธรรมเทศนา (องฺ.ทสก.อ. ๓/๒๑๖/๓๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๕๓}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. กรชกายวรรค ๖. สังสัปปติปริยายสูตร คือ งู แมงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้าแมว หรือสัตว์ผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่งแม้อื่นๆ เห็นมนุษย์แล้ว ย่อมกระเสือกกระสนการอุบัติของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้เพราะกรรมที่มีแล้วอย่างนี้ คือ สัตว์นั้นย่อมอุบัติด้วยกรรมที่ตนทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากทั้งหลายย่อมถูกต้องสัตว์นี้ผู้อุบัติแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างนี้ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ลักทรัพย์ ... ๓. เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม ... ๔. เป็นผู้พูดเท็จ ... ๕. เป็นผู้พูดส่อเสียด ... ๖. เป็นผู้พูดคำหยาบ ... ๗. เป็นผู้พูดเพ้อเจ้อ ... ๘. เป็นผู้เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ... ๙. เป็นผู้มีจิตพยาบาท ... ๑๐. เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นวิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและชั่วก็ไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีคุณ บิดาไม่มีคุณ โอปปาติกสัตว์ ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งก็ไม่มีในโลก’ บุคคลนั้น ย่อม กระเสือกกระสนด้วยกาย วาจา และใจ กายกรรม วจีกรรม และมโน-กรรมของเขาคดเคี้ยว คติของเขาก็คดเคี้ยว การอุบัติของเขาก็คดเคี้ยว สำหรับบุคคลผู้มีคติคดเคี้ยว มีอุบัติคดเคี้ยว เรากล่าวว่ามีคติอย่าง ๑ ใน ๒อย่าง คือ นรกมีทุกข์โดยส่วนเดียว หรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานที่มีปกติกระเสือกกระสน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๕๔}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. กรชกายวรรค ๖. สังสัปปติปริยายสูตร กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานที่มีปกติกระเสือกกระสน เป็นอย่างไร คือ งู แมงป่อง ตะขาบ พังพอน แมว หนู นกเค้าแมว หรือสัตว์ผู้เข้าถึงกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานเหล่าใดเหล่าหนึ่งแม้อื่นๆ เห็นมนุษย์แล้ว ย่อมกระเสือกกระสนการอุบัติของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้เพราะกรรมที่มีแล้วอย่างนี้ คือ สัตว์นั้นย่อมอุบัติด้วยกรรมที่ตนทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากทั้งหลายย่อมถูกต้องสัตว์นี้ผู้อุบัติแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรมมีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ๑. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑาวุธและศัสตราวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู มุ่งหวังประโยชน์เกื้อกูลต่อ สรรพสัตว์อยู่ บุคคลนั้นย่อมไม่กระเสือกกระสนด้วยกาย วาจา และใจ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเขาตรง คติของเขาก็ตรง การ อุบัติของเขาก็ตรง สำหรับบุคคลผู้มีคติตรง มีอุบัติตรง เรากล่าวว่ามีคติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่างคือ เป็นคนมีสุขโดยส่วนเดียว หรือเป็นคนมีตระกูลสูง เช่น ตระกูลกษัตริย์มหาศาลตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาลที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินทองมาก มีทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจมาก มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก การอุบัติของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้เพราะกรรมที่มีแล้วอย่างนี้ คือสัตว์นั้นย่อมอุบัติด้วยกรรมที่ตนทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากย่อมถูกต้องสัตว์นี้ผู้อุบัติแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างนี้ ๒. บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ละเว้นขาดจากการลักทรัพย์ ... ๓. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม ... ๔. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเท็จ ... ๕. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดส่อเสียด ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๕๕}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต [๕. ปัญจมปัณณาสก์] ๑. กรชกายวรรค ๖. สังสัปปติปริยายาสูตร ๖. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ ... ๗. เป็นผู้ละเว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ... ๘. เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา ... ๙. เป็นผู้มีจิตไม่พยาบาท ... ๑๐. เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นไม่วิปริตว่า ‘ทานที่ให้แล้วมีผล ยัญที่บูชาแล้วมีผล การเซ่นสรวงมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและชั่วมี โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามีคุณ บิดามีคุณ โอปปาติกสัตว์มี สมณพราหมณ์ผู้ ประพฤติดีปฏิบัติชอบทำให้แจ้งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งมีอยู่ในโลก’ บุคคลนั้นย่อมไม่กระเสือกกระสน ด้วยกาย วาจา และใจ กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมของเขาตรงคติของเขาก็ตรง การอุบัติของเขาก็ตรง สำหรับบุคคลผู้มีคติตรง มีอุบัติตรง เรากล่าวว่ามีคติอย่าง ๑ ใน ๒ อย่างคือ เป็นคนมีสุขโดยส่วนเดียว หรือเป็นคนมีตระกูลสูง เช่น ตระกูลกษัตริย์มหาศาลตระกูลพราหมณ์มหาศาล หรือตระกูลคหบดีมหาศาลที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเงินทองมาก มีทรัพย์อันเป็นอุปกรณ์เครื่องปลื้มใจมาก มีทรัพย์และข้าวเปลือกมาก การอุบัติของสัตว์ทั้งหลายย่อมมีได้เพราะกรรมที่มีแล้วอย่างนี้ คือ สัตว์นั้นย่อมอุบัติด้วยกรรมที่ตนทำไว้ ผัสสะอันเป็นวิบากย่อมถูกต้องสัตว์นี้ผู้อุบัติแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับผลของกรรมอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ทำกรรมใดไว้ จะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เป็นธรรมบรรยายที่แสดงเหตุแห่งความกระเสือกกระสนสังสัปปติปริยายสูตรที่ ๖ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๔ หน้า : ๓๕๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธรรมปริยายสูตรที่ ๖
____________________________
อรรถกถาแก้ข้อ ๑๙๓ อันเป็นสูตรที่ ๕ แต่อรรถกถาเป็นสูตรที่ ๖.
สูตรที่ ๖ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า สํสปฺปติปริยายํ โว ภิกฺขเว ธมฺมปริยายํ ได้แก่ การแสดงธรรม กล่าวคือการแสดงเหตุแห่งความกระเสือกกระสน.
บทว่า สํสปฺปติ ความว่า สัตว์กระทำกรรมนั้นย่อมเสือกไป ไถไป แถกไป.
บทว่า ชิมฺหา คติ ความว่า สัตว์จักไปสู่คติใดด้วยกรรมนั้น คตินั้นย่อมชื่อว่าคด.
บทว่า ชิมฺหุปปตฺติ ความว่า สัตว์จักเข้าถึงคติใด แม้คติของเขานั้นก็คดเหมือนกัน.
บทว่า สํสปฺปชาติกา ได้แก่มีการเลื้อยไปเป็นสภาพ.
บทว่า ภูตา ภูตสฺส อุปปตฺติ โหติ ความว่า ความบังเกิดของสัตว์ ย่อมมีเพราะกรรมที่มีอยู่แล้ว คือเพราะกรรมที่มีอยู่โดยสภาพ.
บทว่า ผสฺสา ผุสนฺติ ได้แก่ ผัสสะที่เป็นวิบากย่อมถูกต้อง.
จบอรรถกถาธรรมปริยายสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------