อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๔

นิทเทสแห่งปุคคลวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔–๕๗พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 14 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 21 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปุคฺคลวารนิทฺเทโส

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌติ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ {๔๗.๑} ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ น จ อุปฺปชฺชติ ฯ {๔๗.๒} ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ เจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: นตฺถิ ฯ {๔๘.๑} ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ เจว นิรุชฺฌิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: นิรุชฺฌติ ฯ {๔๘.๒} ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ เจว นิรุชฺฌิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถาติ: นิรุชฺฌิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ {๔๙.๑} ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชติ น จ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ {๔๙.๒} ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ เจว นิรุชฺฌิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชตีติ: นิโรธ- สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌติ เจว อุปฺปชฺชติ จ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌตีติ: นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌติ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชติ เจว นิรุชฺฌติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานนฺติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชมานญฺจ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานนฺติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌมานนฺติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ เตสํ จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว นิรุชฺฌมานญฺจ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ โน จ เตสํ จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานนฺติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ จิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปนฺนญฺจ ฯ {๕๓.๑} ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนนฺติ: นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ จิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เจว อุปฺปนฺนญฺจ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนนฺติ: อุปฺปนฺนํ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปนฺนํ ตสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

อุปฺปนฺนํ อุปฺปชฺชมานนฺติ: ภงฺคกฺขเณ อุปฺปนฺนํ โน จ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปาทกฺขเณ อุปฺปนฺนญฺเจว อุปฺปชฺชมานญฺจ ฯ อุปฺปชฺชมานํ อุปฺปนฺนนฺติ: อามนฺตา ฯ น อุปฺปนฺนํ น อุปฺปชฺชมานนฺติ: อามนฺตา ฯ น อุปฺปชฺชมานํ น อุปฺปนฺนนฺติ: ภงฺคกฺขเณ น อุปฺปชฺชมานํ โน จ น อุปฺปนฺนํ อตีตานาคตํ จิตฺตํ น เจว อุปฺปชฺชมานํ น จ อุปฺปนฺนํ ฯ

นิรุทฺธํ นิรุชฺฌมานนฺติ: โน ฯ นิรุชฺฌมานํ นิรุทฺธนฺติ: โน ฯ น นิรุทฺธํ น นิรุชฺฌมานนฺติ: ภงฺคกฺขเณ น นิรุทฺธํ โน จ น นิรุชฺฌมานํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุทฺธํ น จ นิรุชฺฌมานํ ฯ น นิรุชฺฌมานํ น นิรุทฺธนฺติ: อตีตํ จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ โน จ น นิรุทฺธํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ น เจว นิรุชฺฌมานํ น จ นิรุทฺธํ ฯ

ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ อุปฺปาทกฺขณํ วีติกฺกนฺตํ ภงฺคกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ อตีตํ จิตฺตํ อุปฺปาทกฺขณญฺจ วีติกฺกนฺตํ ภงฺคกฺขณญฺจ วีติกฺกนฺตํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตนฺติ: อตีตํ จิตฺตํ ฯ {๕๗.๑} ยสฺส จิตฺตํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตนฺติ: อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตํ น นิรุชฺฌมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ น อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ตสฺส จิตฺตนฺติ: ภงฺคกฺขเณ จิตฺตํ ภงฺคกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ โน จ อุปฺปาทกฺขณํ อวีติกฺกนฺตํ อุปฺปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ จิตฺตํ ภงฺคกฺขณญฺจ อวีติกฺกนฺตํ อุปฺปาทกฺขณญฺจ อวีติกฺกนฺตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาร

ข้อ ๖๓

อนุโลมปุจฉา. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิสัชนา. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดไม่ใช่กำลังดับ แต่จักดับ ไม่ใช่จักเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลนอกนี้จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด ไม่ใช่กำลังดับ แต่จักดับและจักเกิด ปฏิโลมปุจฉา. จิตของบุคคลใดจักดับ ไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิสัชนา. ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด แต่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ แต่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดแต่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี ๒. อุปปาทุปปันนวาร

ข้อ ๖๔

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่กำลังเกิดในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้วก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร วิ. ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่ไม่ เกิดแล้ว บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้น ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. นิโรธุปปันนวาร

ข้อ ๖๕

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่กำลังดับในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้วก็ใช่ กำลังดับก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นก็ไม่ใช่กำลังดับ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้น ไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่ ๔. อุปปาทวาร

ข้อ ๖๖

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๑๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

ข้อ ๖๗

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่ไม่ใช่จักเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลนอกนี้ จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดก็ใช่จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดก็ใช่ ไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่

ข้อ ๖๘

อนุ. จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่ไม่ใช่จักเกิดบุคคลนอกนี้ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดก็ใช่ จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร อนุ. จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ๕. นิโรธวาร

ข้อ ๖๙

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งจิตจิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับก็ใช่ กำลังดับก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับมีไหม วิ. ไม่มี

ข้อ ๗๐

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับ แต่ไม่ใช่จักดับในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลนอกนี้ จิตของบุคคลเหล่านั้นกำลังดับก็ใช่ จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งจิตจิตของบุคคลเหล่านั้นจักดับก็ใช่ กำลังดับก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. จักดับ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. กำลังดับ

ข้อ ๗๑

อนุ. จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ไม่ใช่จักดับบุคคลนอกนี้ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับก็ใช่ กำลังดับก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ๖. อุปปาทนิโรธวาร

ข้อ ๗๒

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน อสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับ แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยดับก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยดับใช่ไหม วิ. เคยดับ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่เคยดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร

ข้อ ๗๓

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นจักดับก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ ไม่ใช่จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๗๔

อนุ. จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่ไม่ใช่จักดับบุคคลนอกจากนี้ จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดก็ใช่ จักดับก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักดับ จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ๗. อุปปัชชมานนนิโรธวาร

ข้อ ๗๕

อนุ. จิตของบุคคลใดกำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับก็ใช่ กำลังเกิดก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด และไม่ใช่กำลังดับ ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดก็ใช่ กำลังดับก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดกำลังดับ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๘. อุปปัชชมานุปปันนวาร

ข้อ ๗๖

อนุ. จิตของบุคคลใดเกิดอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่เกิดอยู่ ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้วก็ใช่ เกิดอยู่ก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เกิดอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๙. นิรุชฌมานุปปันนวาร

ข้อ ๗๗

อนุ. จิตของบุคคลใดดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่ดับอยู่ในภังคขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้วก็ใช่ ดับอยู่ก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่ดับอยู่ จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ดับอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่ดับอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่ ๑๐. อุปปันนุปปาทวาร

ข้อ ๗๘

อนุ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของ บุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่ไม่ใช่เกิดแล้ว บุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดก็ใช่ เกิดแล้วก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร

ข้อ ๗๙

อนุ. จิตของบุคคลใดเกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นเกิดแล้วก็ใช่จักเกิดก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็เกิดแล้วใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่ไม่ใช่เกิดแล้ว บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิต จิตของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดก็ใช่ เกิดแล้วก็ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. จักเกิด ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. เกิดแล้ว ๑๑. อตีตานาคตวาร

ข้อ ๘๐

อนุ. จิตของบุคคลใดเคยเกิด จิตของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของ บุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดจักเกิด จิตของบุคคลนั้นไม่ใช่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จิตของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตของบุคคลนั้นมิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๑. ปุคคลวาร ๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาร

ข้อ ๘๑

อนุ. จิตที่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าเกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตเกิดแล้ว แต่ไม่ใช่เกิดอยู่ ในอุปปาทขณะ จิตเกิดแล้วก็ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ปฏิ. จิตที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าเกิดแล้วใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. จิตที่ไม่ใช่เกิดแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดอยู่ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่เกิดแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่เกิดอยู่ แต่มิใช่ไม่เกิดแล้ว จิตที่เป็นอดีตและอนาคต ไม่ใช่เกิดอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่เกิดแล้วก็ใช่ ๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาร

ข้อ ๘๒

อนุ. จิตที่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าดับอยู่ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. จิตที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าดับแล้วใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. จิตที่ไม่ใช่ดับแล้ว ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับอยู่ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ใช่ดับแล้ว แต่มิใช่ไม่ดับอยู่ ในอุปปาทขณะ จิตที่ เป็นอนาคต ไม่ใช่ดับแล้วก็ใช่ ไม่ใช่ดับอยู่ก็ใช่ ปฏิ. จิตที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าไม่ใช่ดับแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีตไม่ใช่ดับอยู่ แต่มิใช่ไม่ดับแล้ว ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคต ไม่ใช่ดับอยู่ก็ใช่ ไม่ใช่ดับแล้วก็ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๘. จิตตยมก] นิทเทส ๑. สุทธจิตตสามัญญะ ๒. ธัมมวาร ๑๔. อติกกันตกาลวาร

ข้อ ๘๓

อนุ. จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้วจิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตล่วงไปทุกอุปปาทขณะ แต่ยังไม่ล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตล่วงไปทุกอุปปาทขณะก็ใช่ ล่วงไปทุกภังคขณะก็ใช่ ปฏิ. จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้ว จิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. จิตที่เป็นอดีต .... อนุ. จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้วจิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคต .... ปฏิ. จิตของบุคคลใดล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่ดับอยู่ ชื่อว่าล่วงกาลแล้วจิตของบุคคลนั้นล่วงไปทุกๆ ขณะที่ไม่ใช่เกิดอยู่ ก็ชื่อว่าล่วงกาลแล้วใช่ไหม วิ. ในภังคขณะ จิตไม่ล่วงภังคขณะ แต่มิใช่ไม่ล่วงอุปปาทขณะ ในอุปปาทขณะ จิตที่เป็นอนาคต ไม่ล่วงภังคขณะก็ใช่ ไม่ล่วงอุปปาทขณะก็ใช่นิทเทสแห่งปุคคลวาร จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาจิตตยมก มาติกาฐปนวาระ

บัดนี้เป็นวรรณาเนื้อความแห่งจิตตยมกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมไว้เป็นเอกเทสหนึ่งต่างหากด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ มีกุศลธรรมเป็นต้นที่ได้แสดงไว้แล้วในมูลยมกแล้วจึงแสดงต่อจากอนุสยมก.

ในจิตตยมกนั้น เบื้องแรกพึงทราบบาลีววัตถาน ก่อนในจิตตยมกนี้ มี ๒ วาระ คือ

มาติกาฐปนวาระ - วาระอันว่าด้วยการตั้งมาติกา

ฐปิตมาติกาวิสัชนาวาระ - วาระอันว่าด้วยการวิสัชนมาติกา ที่ตั้งไว้แล้ว.

ในมาติกาฐปนวาระนั้น ในเบื้องต้นมีสุทธิกมหาวาระอยู่ ๓ คือ :-

ปุคคลวาระ - วาระอันว่าด้วยบุคคล

ธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยธรรมะ

ปุคคลธัมมวาระ - วาระอันว่าด้วยปุคคลธรรมวาระ.

____________________________

การกำหนดหัวข้อ.

หัวข้อ = อุทเทส.

นิทเทส.

* มาติกาฐปนวาระ คือ อุทเทส

วิสัชนาวาระ คือ นิทเทส.

ในวาระทั้ง ๓ นั้น วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกบุคคลขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฌติ แปลว่า จิตของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าปุคคลวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นไป โดยยกธรรมเท่านั้นขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดกำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่าธัมมวาระ.

วาระใดแสดงประเภทแห่งธรรมมีการเกิดและการดับเป็นต้นของจิตเป็นไป โดยยกบุคคลและธรรมขึ้นแสดง อย่างนี้ว่า ยสฺส ยํ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ แปลว่า จิตใดของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ ดังนี้เป็นต้น วาระนั้น ชื่อว่า ปุคคลธัมมวาระ.

ต่อจากนั้น อาศัยบท ๑๖ บท มีคำว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ แปลว่า จิตของบุคคลใดมีราคะเป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๔๘ วาระ คือ :-

ปุคคลวาระ ๑๖ วาระ

ธัมมวาระ ๑๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๑๖ วาระ.

มิสสกวาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วย สราค บทเป็นต้น. มิสสกวาระ ๔๘ วาระเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้เพียงบทต้น คือสราคบทแล้วทรงย่อไว้.

ต่อจากนั้น อาศัยบทแห่งอภิธรรมมาติกา ๒๖๖ บท โดยนัยว่า ยสฺส กุสลจิตฺตํ เป็นต้น จึงได้มิสสกวาระ ๗๙๘ วาระอีก คือ

ปุคคลวาระ ๒๖๖ วาระ

ธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ

ปุคคลธัมมวาระ ๒๖๖ วาระ.

วาระเหล่านี้แปลกออกไปด้วยกุศลบทเป็นต้น. แม้วาระเหล่านั้น พระองค์ก็ทรงแสดงเพียงบทต้น คือกุศลบทแล้วทรงย่อไว้เหมือนกัน. ในจิตตยมกนี้มีบทปุจฉาวิสัชนาทำนองเดียวกัน บทเหล่าใดไม่ประกอบด้วยจิตบทเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเป็นโมฆะปุจฉา.

ก็บรรดาวาระทั้ง ๓ เหล่านั้น สุทธิกปุคคลมหาวาระซึ่งเป็นวาระแรก มีอันตวาระ ๑๔ วาระ คือ

๑. อุปปาทนิโรธกาลสัมเภทวาระ (วาระว่าด้วยการปะปนกันแห่งกาลของอุปาทะและนิโรธะ)

๒. อุปปาทุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและอุปปันะ)

๓. นิโรธุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะและอุปปันนะ)

๔. อุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะ)

๕. นิโรธวาระ (วาระว่าด้วยนิโรธะ)

๖. อุปปาทนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปปาทะและนิโรธะ)

๗. อุปปัชชมานนิโรธวาระ (วาระว่าด้วยอุปัชชมานะและนิโรธะ)

๘. อุปปัชชมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยอัปปัชชมานะและอุปปันนะ)

๙. นิรุชฌมานุปปันนวาระ (วาระว่าด้วยนิรุชฌมานะและอุปปันนะ)

๑๐. อุปปันนุปปาทวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะและอุปปาทะ)

๑๑. อตีตานาคตวาระ (วาระว่าด้วยอดีตและอนาคต)

๑๒. อุปปันนุปปัชชมานวาระ (วาระว่าด้วยอุปปันนะ อุปปัชชมานะ)

๑๓. นิรุทธนิรุชฌมานวาระ (วาระว่าด้วยนิรุทธะและนิรุชฌมานะ)

๑๔. อติกกันตกาลวาระ (วาระว่าด้วยกาลที่ก้าวล่วง).

บรรดาอันตรวาระ ๑๔ วาระเหล่านั้นใน ๓ วาระเหล่านี้ คืออุปปาทวาระ นิโรธวาระ อุปปาทนิโรธวาระ โดยอาศัยอนุโลมและปฏิโลม จึงมีวาระ ๖ คู่ รวมเป็น ๑๘ คู่ (๑๘ ยมก).

ในอุปปันนุปปาทวาระ ได้ยมก ๔ (๔ คู่) คือ โดยอนุโลม ๒ ปฏิโลม ๒ โดยอาศัยกาลอันเป็นอดีตและอนาคต.

ในวาระ ๑๐ คือ ๓ วาระที่เหลือที่ทรงแสดงไว้ข้างต้น ๓ วาระที่แสดงไว้ในระหว่าง และ ๔ วาระที่แสดงแล้ว คือวาระที่ ๗, ๘, ๙ และวาระสุดท้าย โดยอนุโลม ๑ ปฏิโลม ๑ กระทำเป็น ๒ ส่วน จึงเป็นยมก ๒๐ (๒๐ คู่).

ในอันตรวาระทั้ง ๑๔ วาระแม้ทั้งหมด กำหนดไว้ด้วยปุจฉา ๘๔ จัดเป็นยมกได้ ๔๒ มีอรรถ ๑๖๘ ด้วยประการฉะนี้. ยมก ๑๒๖ ย่อมมีในมหาวาระทั้ง ๓ คือสุทธิกปุคคลวาระ สุทธิกธัมมวาระ สุทธิกปุคคลธัมมวาระ. อนึ่ง ในสุทธิกปุคคลวาระมีได้ฉันใด ในสุทธิกธัมมวาระ และสุทธิกปุคคลธัมมวาระก็มีได้ฉันนั้น.

บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาเป็นทวีคูณแต่ยมก และอรรถเป็นทวีคูณแต่ปุจฉานั้น. ก็ในจิตตยมกนี้ มียมกหลายพัน โดยเอาวาระทั้ง ๓ นี้ คูณด้วยบท ๑๖ บท ด้วยอำนาจสราคบทเป็นต้น และคูณด้วย ๒๖๖ บท ด้วยอำนาจกุศลบทเป็นต้น ฯ ก็พระบาลีท่านย่อไว้ว่า ตโต ทิคุณา ปุจฺฉา ตโต ทิคุณา อตฺถา จ โหนฺติ แปลว่า ปุจฉาทวีคูณแต่ยมกนั้น อรรถ (วิสัชนา) ก็ทวีคูณแต่ปุจฉานั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลีในจิตตยมกนี้ก่อน ดังพรรณนามาฉะนี้. มาติกาฐปนวาระ จบ.

วิสัชนาวาระ (นิทเทส)

บัดนี้ เพื่อทรงวิสัชนาบทมาติกาโดยลำดับตามที่ตั้งไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเริ่มคำว่า ยสฺส จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปปชฺชติ แปลว่า กำลังเกิด เพราะถึงพร้อมด้วยอุปปาทขณะ.

บทว่า น นิรุชฺฌติ แปลว่า มิใช่กำลังดับ เพราะยังไม่ถึงนิโรธขณะ.

สองบทว่า ตสฺส จิตฺตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า จำเดิมแต่นั้น จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิดใช่ไหม ดังนี้.

สองบทว่า เตสํ จิตฺตํ ความว่า อุปปาทขณะแห่งจุติจิตของดวงสุดท้ายของจิตทั้งหมด ของพระขีณาสพเหล่าใด ผู้มีวัฏฏทุกข์อันขาดแล้ว กำลังเป็นไปจุติจิตนั้นนั่นแหละของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่ากำลังเกิดเพราะพึงอุปาทะ มิใช่กำลังดับเพราะยังไม่ถึงภังคขณะ. แต่บัดนี้ จิตของพระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าจักดับเพราะถึงภังคขณะ. ต่อจากนั้น จิตอื่น ชื่อว่าจักไม่เกิดขึ้นเพราะมิได้ทำปฏิสนธิ.

บทว่า อิตเรสํ ได้แก่ จิตของพระเสกขะและปุถุชน ที่เหลือเว้นพระขีณาสพผู้ถึงพร้อมด้วยปัจฉิมจิต.

สองบทว่า นิรุชฺฌิสฺสติ เจว อุปฺปชฺชิสฺสติ จ ความว่า จิตนั้นใด ถึงอุปปาทขณะ จิตนั้นนั่นแหละ จักดับไป. ส่วนจิตอื่นจักเกิดด้วย จักดับด้วย ในอัตตภาพนั้น หรือว่าในอัตตภาพอื่น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตของพระขีณาสพนั้นนั่นแหละ ในปุจฉาวิสัชนาที่ ๒จึงตรัสว่า อามันตา ดังนี้.

สองบทว่า นุปฺปชฺชติ นิรุชฺฌิสฺสติ ได้แก่ ปัจฉิมจิตของพระอหันต์ในภังคขณะบ้าง จิตที่กำลังดับของบุคคลที่เหลือบ้าง. ก็จำเดิมแต่จิตนั้นมา ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของพระอรหันต์จักไม่ดับก่อน แต่ไม่อาจอล่าวว่าจักเกิด. ใครๆ อาจกล่าวว่า จิตของบุคคลที่เหลือ จักเกิด จักไม่อาจกล่าวว่า จักไม่ดับ. เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.

ในทุติยปัญหา จิตของบุคคลใด จักไม่ดับ แต่จักเกิด บุคคลนั้นแหละมิได้มี เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงห้ามด้วยคำว่า นตฺถิ (ปฏิกเขปวิสัชนา) ดังนี้.

คำว่า อุปฺปนฺนํ นี้ เป็นชื่อของจิตที่ถึงพร้อมด้วยการเกิด อีกอย่างหนึ่ง เป็นชื่อของจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป. ในวาระนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาจิตที่ถึงพร้อมด้วยอุปาทะจึงตรัสว่า อามันตา.

คำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาจิตที่ถึงอุปาทะแล้วยังไม่ดับไป.

คำว่า อนุปิปนฺนํ ได้แก่ ยังไม่ถึงอุปปาทะ.

ในคำว่า เตสํ จิตฺตํ อุปฺชฺชิตฺถ นี้ ความว่า จิตของบุคคลทั้งหมดเป็นปัจจุบันขณะก่อนนั่นแหละ ชื่อว่าเคยเกิดแล้ว เพราะล่วงแล้วซึ่งอุปาทขณะ.

คำว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เจว อุปฺปชฺชติ จ อธิบายว่า ชื่อว่า อุปฺปชฺชิตฺถ เคยเกิด เพราะถึงแล้วซึ่งอุปาทขณะ ชื่อว่า อุปฺปชฺชติ กำลังเกิด เพราะยังไม่ล่วงอุปาทขณะ เพราะความที่บุคคลผู้เข้าถึงนิโรธสมาบัติ จิตเคยเกิดขึ้นแล้ว ในกาลก่อนแต่นิโรธ (และ)เพราะอสัญญสัตตบุคคล (จิต) เคยเกิดขึ้นแล้วในสัญญีภพ.

คำว่า อุปาทกฺขเณ อนาคตญฺจ ได้แก่ จิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต. วิสัชนาวาระ จบ.

อติกกันตกาลวาระ

ในอติกกันตกาลวาระ คำว่า อุปฺปชฺชมานํ ขณํ ได้แก่ อุปาทขณะ. ในวาระนั้น อุปาทขณะ ไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสอย่างนั้นเพราะเป็นขณะของจิตกำลังเกิด.

คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ อธิบายว่า ก็อุปาทขณะนั้นนั่นแหละก้าวล่วงแล้วไม่นาน เป็นจิตก้าวล่วงแล้ว จึงนับว่ามีกาลอันก้าวล่วงแล้ว (อติกฺกนฺตกาลํ).

คำว่า นิรุชฺฌมานํ ขณํ ได้แก่ นิโรธขณะ.

ในคำนั้น นิโรธขณะไม่ชื่อว่ากำลังมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ตรัสอย่างนั้น เพราะเป็นขณะของจิตที่กำลังดับ.

คำว่า ขณํ วีติกฺกนฺตํ อติกฺกนฺตกาลํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสถามว่า จิตของบุคคลนั้น เป็นจิตก้าวล่วงแม้นิโรธขณะอย่างนี้ย่อมชื่อว่า มีกาลก้าวล่วงแล้ว ใช่ไหม. ในข้อนั้น เพราะจิตในภังคขณะ ก้าวล่วงอุปาทขณะแล้วนับว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เมื่อจิตก้าวล่วงนิโรธขณะแล้ว ก็ย่อมชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงวิสัชนาว่า ในภังคขณะ จิตก้าวล่วงอุปาทขณะ แต่ไม่ก้าวล่วงภังคขณะ จิตที่เป็นอดีตก้าวล่วงอุปาทขณะด้วย ก้าวล่วงภังคขณะด้วย ดังนี้.

ในการวิสัชนาปัญหาที่ ๒ เพราะจิตในอดีตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง จึงชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อตีตํ จิตฺตํ ดังนี้.

ในการวิสัชนาปฏิโลมปัญหา ก็เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสองคืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว เพราะความที่ขณะเหล่านั้นยังไม่ก้าวล่วงไป ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อุปฺปาทกฺขเณ จิตฺตํ อนาคตํ จิตฺตํ ดังนี้.

ในการวิสัชนาปัญหาที่สองปรากฏชัดแล้ว พึงทราบเนื้อความในการวิสัชนาปัญหาทั้งปวงแม้ในธัมมวาระ โดยอุบายนี้แหละ.

____________________________

ข้อความที่ว่า "เป็นจิตก้าวล่วงขณะแม้ทั้งสอง แต่ไม่ชื่อว่ามีกาลก้าวล่วงแล้ว" ใจความขัดกัน เพราะจิตในอุปาทขณะและจิตในอนาคต ยังไม่ก้าวล่วงขณะทั้งสอง คืออุปาทขณะและภังคขณะ แต่ก็ต้องแปลตามบาลีอรรถกถาหน้า ๔๔๒ บรรทัดที่ ๑๒ ที่ว่าอุปฺปาทกฺขเณ จ จิตฺตํ อนาคตญฺจ จิตฺตํ อุโภปิ ขเณ (พม่าเพิ่ม ขณํ ข้างหลัง ขเณ ด้วย) วีติกฺกนฺตํ หุตฺวา อติกฺกนฺตถาลํ นาม น โหติ.

ปุคคลธัมมวาระ มีคติอย่างธัมมวาระนั่นแหละ. มิสสกวาระแม้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงย่อไว้เพียงหัวข้อ โดยนัยว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ เป็นต้น.

ส่วนความพิสดาร บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลังนั่นแหละ.

ก็ในวาระเหล่านั้น ย่อมมีปุจฉาเช่นเดียวกัน โดยที่เป็นปัญหาพึงให้พิสดาร อย่างนี้ว่า ยสฺส สราคํ จิตฺตํ อุปปชฺชติ น นิรุชฺฌติ ตสฺส จิตฺตํ นิรุชฺฌิสฺสติ นุปฺปชฺชิสฺสติ เป็นต้น แปลว่า จิตมีราคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้นจักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม. แต่เพราะจิตมีราคะ มิใช่ปัจฉิมจิต ฉะนั้นการวิสัชนาจึงชื่อว่า ไม่เหมือนกัน เพราะปัญหาว่า จิตมีระคะของบุคคลใด กำลังเกิด มิใช่กำลังดับ จิตของบุคคลนั้น จักดับ จักไม่เกิด ใช่ไหม ดังนี้ท่านให้คำวิสัชนาว่า โน ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้

วิสัชนาปัญหานั้นๆ พึงทราบตามความเหมาะสมกับปุจฉานั้นๆ ดังนี้แล.

อติกกันตกาลวาระ จบ. อรรถกถาจิตตยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา