อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๒๓

สังขาร ๓ อุทเทสวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๒๓–๑๐๒๙7 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

สงฺขารยมกํ ปณฺณตฺติวาโร

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ สังขารยมก ปัณณัตติวาร

ข้อ ๑๐๒๓

ตโย สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร ฯ อสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขาโร สญฺญา จ เวทนา จ จิตฺตสงฺขาโร ฐเปตฺวา วิตกฺกวิจาเร สพฺเพปิ จิตฺตสมฺปยุตฺตกา ธมฺมา จิตฺตสงฺขาโร ฯ อุทฺเทสวาโร

สังขาร ๓ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร. ลมอัสสาสะและปัสสาสะ ชื่อว่า กายสังขาร วิตกและวิจาร ชื่อว่า วจีสังขาร สัญญาและเวทนา ชื่อว่า จิตตสังขาร ธรรมที่สัมปยุตด้วยจิต แม้ทั้งหมด เว้นวิตกและวิจาร ชื่อว่าจิตตสังขาร.

ข้อ ๑๐๒๔

กาโย กายสงฺขาโร กายสงฺขาโร กาโย ฯ วจี วจีสงฺขาโร วจีสงฺขาโร วจี ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตํ ฯ

กายชื่อว่า กายสังขารหรือ กายสังขาร คือกายหรือ?อุทเทสวาร วจี ชื่อว่า วจีสังขารหรือ วจีสังขาร คือวจีหรือ? จิต ชื่อว่า จิตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือจิตหรือ?

ข้อ ๑๐๒๕

น กาโย น กายสงฺขาโร น กายสงฺขาโร น กาโย ฯ น วจี น วจีสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร น วจี ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตํ ฯ --------

ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่กายหรือ? ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่วจีหรือ? ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่จิตหรือ?

ข้อ ๑๐๒๖

กาโย กายสงฺขาโร สงฺขารา วจีสงฺขาโร ฯ กาโย กายสงฺขาโร สงฺขารา จิตฺตสงฺขาโร ฯ วจี วจีสงฺขาโร สงฺขารา กายสงฺขาโร ฯ วจี วจีสงฺขาโร สงฺขารา จิตฺตสงฺขาโร ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร สงฺขารา กายสงฺขาโร ฯ จิตฺตํ จิตฺตสงฺขาโร สงฺขารา วจีสงฺขาโร ฯ

กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ สังขารคือวจีสังขารหรือ? กาย ชื่อว่ากายสังขารหรือ สังขาร คือจิตตสังขารหรือ? วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ สังขาร คือกายสังขารหรือ? วจี ชื่อว่าวจีสังขารหรือ สังขาร คือจิตตสังขารหรือ? จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ สังขาร คือกายสังขารหรือ? จิต ชื่อว่าจิตตสังขารหรือ สังขาร คือวจีสังขารหรือ?

ข้อ ๑๐๒๗

น กาโย น กายสงฺขาโร น สงฺขารา น วจีสงฺขาโร ฯ น กาโย น กายสงฺขาโร น สงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโร ฯ น วจี น วจีสงฺขาโร นสงฺขารา น กายสงฺขาโร ฯ น วจี น วจีสงฺขาโร นสงฺขารา น จิตฺตสงฺขาโร ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโร น สงฺขารา น กายสงฺขาโร ฯ น จิตฺตํ น จิตฺตสงฺขาโร น สงฺขารา น วจีสงฺขาโร ฯ --------

ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ? ไม่ใช่กาย ไม่ใช่กายสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ? ไม่ใช่วจี ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ? ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ? ไม่ใช่จิต ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?

ข้อ ๑๐๒๘

กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ฯ กายสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาโร ฯ วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร วจีสงฺขาโร ฯ

กายสังขาร คือวจีสังขารหรือ วจีสังขาร คือกายสังขารหรือ? กายสังขาร คือจิตตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือกายสังขารหรือ? วจีสังขาร คือจิตตสังขารหรือ จิตตสังขาร คือวจีสังขารหรือ?

ข้อ ๑๐๒๙

น กายสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร น กายสงฺขาโร ฯ น กายสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร น กายสงฺขาโร ฯ น วจีสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร น จิตฺตสงฺขาโร น วจีสงฺขาโร ฯ อุทฺเทสวาโร ฯ -------

ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่กาย- *สังขารหรือ? ไม่ใช่กายสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่กายสังขารหรือ? ไม่ใช่วจีสังขาร ไม่ใช่จิตตสังขารหรือ ไม่ใช่จิตตสังขาร ไม่ใช่วจีสังขารหรือ?อุทเทสวาร จบ.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๑. ปทโสธนวาร สังขารยมก ๑. ปัณณัตติวารอุทเทส

ข้อ

สังขาร ๓ คือ ๑. กายสังขาร (สภาพที่กายปรุงแต่ง) ๒. วจีสังขาร (สภาพที่ปรุงแต่งวาจา) ๓. จิตตสังขาร (สภาพที่จิตปรุงแต่ง) ลมอัสสาสปัสสาสะชื่อว่ากายสังขาร วิตกและวิจารชื่อว่าวจีสังขาร สัญญาและเวทนาชื่อว่าจิตตสังขาร เว้นวิตกและวิจารแล้ว สภาวธรรมที่สัมปยุตด้วยจิตแม้ทั้งหมดชื่อว่าจิตตสังขาร ๑. ปทโสธนวาร อนุโลม

ข้อ

กายเป็นกายสังขารใช่ไหม กายสังขารเป็นกายใช่ไหม วจีเป็นวจีสังขารใช่ไหม วจีสังขารเป็นวจีใช่ไหม จิตเป็นจิตตสังขารใช่ไหม จิตตสังขารเป็นจิตใช่ไหมปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นกายใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นวจีใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นจิตใช่ไหม @เชิงอรรถ : @ อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๕๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร ๒. ปทโสธนมูลจักกวาร อนุโลม

ข้อ

กายเป็นกายสังขารใช่ไหม สังขารเป็นวจีสังขารใช่ไหม กายเป็นกายสังขารใช่ไหม สังขารเป็นจิตตสังขารใช่ไหม วจีเป็นวจีสังขารใช่ไหม สังขารเป็นกายสังขารใช่ไหม วจีเป็นวจีสังขารใช่ไหม สังขารเป็นจิตตสังขารใช่ไหม จิตเป็นจิตตสังขารใช่ไหม สังขารเป็นกายสังขารใช่ไหม จิตเป็นจิตตสังขารใช่ไหม สังขารเป็นวจีสังขารใช่ไหมปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจี ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิต ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๑. ปัณณัตติวารนิทเทส ๑. ปทโสธนวาร ๓. สุทธสังขารวาร อนุโลม

ข้อ

กายสังขารเป็นวจีสังขารใช่ไหม วจีสังขารเป็นกายสังขารใช่ไหม กายสังขารเป็นจิตตสังขารใช่ไหม จิตตสังขารเป็นกายสังขารใช่ไหม วจีสังขารเป็นจิตตสังขารใช่ไหม จิตตสังขารเป็นวจีสังขารใช่ไหมปัจจนีกะ

ข้อ

สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นกายสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นกายสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นวจีสังขาร ไม่เป็นจิตตสังขารใช่ไหม สภาวธรรมที่ไม่เป็นจิตตสังขาร ไม่เป็นวจีสังขารใช่ไหมปัณณัตติวารอุทเทส จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังขารยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาสังขารยมก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงต่อจากสัจจยมกทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นไว้เป็นเอกเทศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งธรรมที่จะสงเคราะห์ได้. แม้ในสังขารยมกนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระที่เหลือ คือมหาวาระทั้งหลายมีปัณณัตติวาระเป็นต้นและอันตรวาระเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.

ส่วนการแปลกกันในสังขารยมกนี้ มีดังนี้ ในปัณณัติวาระก่อน ปทโสธนวาระว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ, จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ, จกฺขุํ จกฺขุธาตุ ทุกฺขํ ทุกฺขสจฺจํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันพระองค์ทรางปรารภแล้วแสดงแล้วในภายหลังฉันใด แม้สังขาร ๓ เบื้องต้น พระองค์ไม่ทรงปรารภแล้วเหมือนอย่างนั้น (แต่) ทรงแสดงจำแนกไว้ว่าอสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร = ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ชื่อว่ากายสังขาร ดังนี้ เป็นต้น.

ในสังขาร ๓ เหล่านั้น สังขารแห่งกาย ชื่อว่ากายสังขาร.

สังขารอันเป็นผลของกรัชกายอันเกิดแล้วจากเหตุนั่นแหละ ชื่อว่ากายสังขาร เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น คือลมอัสสาสะปัสสาสะ มีในกาย เนื่องด้วยกาย.

นัยอื่นอีก :-

สภาวะใดอันปัจจัยย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่งเหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร.

ถามว่า สังขารนั้นอันอะไรย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่ง.

ตอบว่า สังขารนั้นอันกายย่อมปรุงแต่ง ก็สังขารนี้อันกรัชกาย ย่อมปรุงแต่งราวกะเครื่องสูบปรุงแต่งลม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ (= ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น) กายสังขาร คือสังขารแห่งกาย.

อธิบายว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อันกายกระทำแล้ว.

ก็สภาพใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาพนั้น ชื่อว่าสังขาร เพราะคำว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนจึงพูดต่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจาร จึงชื่อว่าวจีสังขาร ดังนี้.

ถามว่า อะไรเป็นสังขาร.

ตอบว่า วจีเป็นสังขาร สังขารแห่งวจี ชื่อว่าวจีสังขาร. คำว่า วจีสังขารนี้เป็นชื่อของหมวดสองแห่งวิตกและวิจาร อันเป็นสมุฏฐานแห่งการเปล่งวาจา.

ก็สภาวะใดอันปัจจัยย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร แม้ในบทที่สาม เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือสัญญาและเวทนา มีในจิต เนื่องด้วยจิต ดังนี้นั่นแหละ.

ถามว่า อันอะไรย่อมปรุงแต่ง. ตอบว่า อันจิตย่อมปรุงแต่ง.

สังขารแห่งจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะกระทำฉัฏฐีวิภัตให้ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัต คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตสิกธรรมทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเว้นวิตกและวิจารเสีย เพราะทรงถือเอาวิตกวิจารเป็นแผนกหนึ่ง โดยความเป็นวจีสังขาร.

บัดนี้พระองค์ทรงเริ่มปทโสธนวาระว่า กาโย กายสงฺขาโร เป็นต้น ยมก ๖ อย่าง คือยมก ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่าง ในปฏิโลมนัย แห่งปทโสธนวาระนั้น ยมก ๑๒ อย่าง คือยมก ๖ อย่างในอนุโลมนัย ๖ อย่างในปฏิโลมนัย เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ ในปทโสธนมูลจักกวาระให้เป็นสอง.

ส่วนในสุทธสังขารวาระ ตรัสยมกทั้งหลายไว้โดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ จกฺขุํ ดังนี้ ในวาระทั้งหลายมีสุทธักขันธวาระเป็นต้นฉันใด ก็ตรัสยมก ๖ อย่างในสุทธิกวาระ แม้ทั้งปวงฉันนั้นคือยมก ๓ อย่าง ในอนุโลม ๓ อย่าง ในปฏิโลม คือมีกายสังขารเป็นมูลสอง มีวจีสังขารเป็นมูลหนึ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ไม่ตรัสว่า กาโยสงฺขาโร, สงฺขาโร กาโย.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่แห่งยมก ๖ อย่างเหล่านั้นไม่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระเนื้อความย่อมมีด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํเพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์เอาขันธ์อันประเสริฐมีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้นฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย ฉันนั้น

ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กายสงฺขาโร ย่อมได้ด้วยบท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะหรือปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่ากาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจีและจิต เพราะความที่แห่งสังขารทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขารวาระ.

อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อมไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระแต่ในปทโสธนวาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น. ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้นวจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตตสังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ในยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะนับแล้วไม่นับอีก (อคิคหิตคฺคหเณน) เพราะเหตุนั้น จึงตรัสยมกไว้ ๖ อย่างคือ ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่างในปฏิโลมนัยเพื่อแสดงยมก ๓ อย่างนั่นแหละ.

อธิบายว่า ก็ในสุทธสังขารมูลจักกวาระ ไม่ทรงถือเอาแล้วในที่นี้ พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัตติวาระด้วยประการฉะนี้.

ก็ในอนุโลมแห่งนิทเทสวาระก่อน ชื่อแห่งสังขารทั้งหลายมีกายสังขารเป็นต้น ไม่ใช่กายเป็นต้น เพราะเหตุใด เหตุนั้นท่านจึงปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่.

ในปฏิโลม คำถามว่า น กาโย นกายสงฺขาโร ดังนี้ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมใดไม่เป็นกาย ธรรมนั้นไม่เป็นแม้กายสังขารหรือ คำตอบที่ว่า กายสังขารไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร. อธิบายว่า กายสังขารไม่ใช่กาย กายนั้นก็ไม่ใช่กายสังขาร.

คำว่า อวเสสา อธิบายว่า หมวดสองแห่งสังขารที่เหลืออย่างเดียวก็หามิได้ แม้ธรรมชาติอันต่างด้วยสังขตบัญญัติที่เหลือแม้ทั้งหมดอันพ้นแล้วจากกายสังขาร ก็ไม่ชื่อว่ากาย และไม่ชื่อว่ากายสังขารพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัณณัตติวาระ จบ.

ก็ในปวัตติวาระ ในสังขารยมกนี้ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล ยมก ๓ อย่างเท่านั้น คือยมกที่มีกายสังขารเป็นมูล ๒ อย่าง ที่มีวจีสังขารเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมได้ในคำถามว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด วจีสังขารก็กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ยมก ๓ อย่างนั้น ท่านถือเอาแล้วแม้ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี แห่งปวัตติวาระนั้นก็มีนัยนี้พึงทราบการนับยมกด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างในวาระทั้งปวงในปวัตติวาระอย่างนี้.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระนี้ พึงทราบลักษณะนี้ดังต่อไปนี้.

ก็ในสังขารยมกนี้ ประเภทแห่งกาลมีปัจจุบันกาลเป็นต้น พึงถือเอาด้วยอำนาจปวัตติกาล ด้วยคำเป็นต้นว่าในอุปาทะขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ, ในอุปาทะขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจาร ดังนี้ ไม่พึงถือเอาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิกาลพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปฏิวัตติกาลด้วยคำเป็นต้นว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้น ในที่นั้น คือในทุติยฌาน ตติยฌาน แม้ในจตุตถฌาน (ภูมิ) พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจโอกาสวาระพึงทราบวินิจฉัยแห่งเนื้อความด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่ได้นั้นๆ ในปวัตติวาระนี้ ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบนัยมุขในปวัตติวาระนั้นดังต่อไปนี้.

คำว่า เว้นวิตกวิจาร ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌาน.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งทุติยฌานและตติยฌานของบุคคลเหล่านั้น

บทว่า กามาวจรานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดแล้วในกามาวจรภูมิ แต่ว่าลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมไม่มีแก่เทวดาในรูปาวจรภูมิ รูปนั่นแหละย่อมไม่มีแม้แก่เทวดาในอรูปาวจรภูมิ.

คำว่า เว้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจารของสัตว์ผู้เกิดแล้วในรูปภพและอรูปภพ.

คำว่า ในปฐมฌาน ในกามาวจร ดังนี้ ได้แก่ ในปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วในกามาวจรภูมิ ก็ปฐมฌานในกามาวจรภูมินี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจมรรคอันเลิศ (อรหัตตมัค) หาถือเอาด้วยอำนาจอัปปนาไม่ เพราะว่าหมวดสองแห่งสังขารนี้ย่อมเกิดขึ้นในจิตที่เป็นไปกับด้วยวิตกวิจาร แม้ที่ยังไม่ถึงอัปปนา.

คำนี้ว่า ในภังคขณะแห่งจิต ท่านกล่าวไว้แล้ว เพราะความที่แห่งกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐานแน่นอน เพราะจิตเมื่อเกิดอยู่นั่นแหละย่อมยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น เมื่อดับอยู่ย่อมไม่ยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น.

คำว่า ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาสพรหมเป็นไปอยู่ ได้แก่ภวังคจิต อันเป็นจิตดวงที่สองนับแต่ปฏิสนธิจิต คำนั้นท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ภวังคจิตนั้น แม้เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พรหมในสุทธาวาสภูมินั้น แม้ก็จริงแต่วิบากจิตที่ไม่ปะปนกันย่อมเป็นไปตลอดกาลเพียงไร ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นตลอดกาลเพียงนั้นนั่นแหละ, พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วด้วยวิบากจิตของฌานใด วิบากจิตของฌานนั้น เมื่อเกิดอยู่ แม้โดยร้อย (ครั้ง) บ้าง แม้โดยพัน (ครั้ง) บ้าง ชื่อว่าปฐมจิต นั่นแหละ,หมายถึงภวังค์ที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิต.

ส่วน อาวัชชนจิต ในภวนิกันติ (ชวนะ) ไม่เป็นเช่นกับด้วยวิบากจิต (เพราะอาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต) ชื่อว่าทุติยจิต พึงทราบว่า คำว่า ทุติยจิต นั้น ท่านกล่าวหมายเอาอาวัชชนจิตนั้น.

คำว่า แห่งบุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยปัจฉิมจิต ได้แก่ พระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่ไม่เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิ อันเป็นจิตดวงสุดท้ายแห่งจิตทั้งปวง.

คำว่า ซึ่งปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยทุติยฌานของรูปาวจรบุคคล และด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยจตุตถฌานของรูปาวจรบุคคล.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งปัจฉิมจิตเป็นต้น ของบุคคลเหล่านั้น.

ท่านให้คำตอบรับว่า ถูกแล้ว (ใช่) เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ ของกายสังขารพร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอน มิได้ตอบรับรองเพราะการดับแห่งจิตตสังขารพร้อมกับกายสังขาร.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า จิตตสังขารแม้เว้นจากกายสังขารย่อมเกิดขึ้นด้วยย่อมดับด้วย ส่วนกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะแห่งจิตย่อมตั้งอยู่ตราบเท่าที่จิต ๑๖ ดวง เหล่าอื่นอีกเกิดขึ้น.

หลายบทว่า เตสํ โสฬสนฺนํ สพฺพปจฺฉิเมน สทฺธึ นิรุชฺฌติ ได้แก่ รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงใดย่อมดับไปพร้อมกับจิตที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น ย่อมไม่ดับไปในอุปาทะหรือฐีติขณะแห่งจิตดวงใดๆ และย่อมไม่เกิดขึ้นแม้ในภังคขณะท่านกล่าวว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ พร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอนว่า นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.

แต่ว่า ในอรรถกถาสิงหลแห่งวิภังคปกรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่ารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมดับไปในอุปาทขณะแห่งจิตดวงจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ คำกล่าวนั้นย่อมมีผิดจากพระบาลีนี้ ท่านกล่าวแล้วในพระบาลีว่า " ก็บาลีนั่นแหละมีกำลังกว่าอรรถกถา " พึงถือเอาคำกล่าวนั้นเป็นประมาณ.

ในคำถามนี้ว่า กายสังขารย่อมเกิดแก่บุคคลใด วจีสังขารก็ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะกายสังขารย่อมเกิดขึ้นในอุปาทขณะแห่งจิต แต่วิตกวิจารย่อมดับไปในขณะนั้นหามิได้พึงทราบวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ปริญญาวาระเป็นไปโดยปกตินั่นแหละ.

อรรถกถาสังขารยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา