อนุโลม
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ปชหนวาโร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๘ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๕ ยมกปกรณ์ ภาค ๑ ปชหนวาร อนุโลม
โย กามราคานุสยํ ปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย กามราคานุสยํ ปชหติ โส มานานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย กามราคานุสยํ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย กามราคานุสยํ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย? ถูกแล้ว. บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัยหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละกามราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย? หามิได้.
โย ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส มานานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ ปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัยหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย? หามิได้. บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย? หามิได้.
โย มานานุสยํ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส มานานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย มานานุสยํ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส มานานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย? ถูกแล้ว.
โย ทิฏฺฐานุสยํ ปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลใด ละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย? ถูกแล้ว.
โย วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย? หามิได้.
โย ภวราคานุสยํ ปชหติ โส อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลใด ละภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัยหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย? ถูกแล้ว.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส มานานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน มานานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย หรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย? หามิได้.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โส ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยํ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัย? ย่อมละมานานุสัย.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ โส วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหตีติ: ทิฏฺฐานุสยํ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯเปฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ละทิฏฐานุสัย? ย่อมละทิฏฐานุสัย กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น ฯลฯ.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โส ภวราคานุสยํ ฯเปฯ อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยํ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย? ย่อมละมานานุสัย.
โย กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โส อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัยหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย? ย่อมละมานานุสัย และภวราคานุสัย.
ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต วา ปน ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต กามราคานุสย ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต มานานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต มานานุสยญฺจ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ {๑๓๖๕.๑} ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละมานานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ. บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้นคือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ. บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลละกามราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ.
ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ ปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรุปธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา. บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลละปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา.
ยโต มานานุสยํ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต มานานุสยํ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต มานานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต มานานุสยญฺจ ปชหติ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต มานานุสยํ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต มานานุสยํ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ. บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละมานานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุในอรูปธาตุ. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ.
ยโต ทิฏฺฐานุสยํ ปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลละทิฏฐานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว ฯลฯ.
ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ
บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุในอรูปธาตุ. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว.
ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ แต่ย่อมละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุในอรูปธาตุ.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน มานานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต มานานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต มานานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ฯ {๑๓๗๑.๑} ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ ฯ {๑๓๗๑.๒} ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ ฯ
บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลละมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละมานานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือคือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? หามิได้. บุคคลละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย และกามราคานุสัย จากที่นั้น คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ {๑๓๗๒.๑} ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยํ ปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัยจากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? ย่อมละมานานุสัย. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัยจากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลละอวิชชานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัยละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯเปฯ
บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จาก ที่ใด ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุแต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัยและทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน ภวราคานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ฯ ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลย่อมละมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยจากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆา-*นุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ ยโต วา ปน อวิชฺชานุสยํ ปชหติ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหตีติ: รูปธาตุยา อรูปธาตุยา ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต ปฏิฆานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ทุกฺขาย เวทนาย ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โน จ ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉา- *นุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลละอวิชชานุสัย จากที่ใด ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น? บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นคือ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ แต่ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือในเวทนา ๒ ในกามธาตุ แต่ย่อมละปฏิฆานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลย่อมละปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น คือ ในทุกขเวทนา แต่ย่อมละกามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
โย ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก ทุกฺขาย เวทนาย รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ กามราคานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยจากที่นั้น? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยจากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้นละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และละกามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยจากที่นั้น หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ย่อมละกิเลสอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยจากที่นั้น? หามิได้.
โย ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ปฏิฆานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละปฏิฆานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น. บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น? หามิได้. บุคคลใด ละปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ย่อมละกิเลสอันอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น? หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัยจากที่นั้น. หามิได้.
โย ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ มานานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต มานานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต มานานุสยญฺจ ปชหติ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต มานานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉา-*นุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น. บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละมานานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละมานานุสัยในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละมานานุสัย และละภวราคานุสัยจากที่นั้น. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นละมานานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว. บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละมานานุสัย จากที่นั้น? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนาพระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริย-*บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ละมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละอวิชชานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น.
โย ยโต ทิฏฺฐานุสยํ ปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯเปฯ
บุคคลใด ละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้นย่อมละทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? ถูกแล้ว ฯลฯ.
โย ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ภวราคานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: โน ฯเปฯ
บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ละวิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ละภวราคานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น และละภวราคานุสัยอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น จากที่นั้น. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? หามิได้.
โย ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ ปชหติ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ถูกแล้ว. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัยจากที่นั้น? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นแต่พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ย่อมละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชา-*นุสัย และย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้น.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต มานานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต มานานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ กามราคานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ปฏิฆานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยํ ปชหติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหตีติ: โน ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละมานานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้นหรือ? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐา-*นุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละวิจิกิจฉา-*นุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นย่อมละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น ย่อมละกามราคานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลเหล่านั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลนั้นย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้นแต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? หามิได้. บุคคลใด ละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย จากที่นั้น? หามิได้.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต ทิฏฺฐานุสยํ ฯเปฯ วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ มานานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ ปฏิฆานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยํ ปชหติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัยจากที่นั้น ย่อมละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และละกามราคานุสัย จากที่นั้น ย่อมละมานานุสัยอันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยและมานานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิหานุสัย มานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? ย่อมละมานานุสัย. บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนาพระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริย-*บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต วิจิกิจฺฉานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหตีติ: อฏฺฐมโก รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ มานานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต ปฏิฆานุสยํ ปชหติ โสว ปุคฺคโล ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ ปชหติ ปฏิฆานุสยํ ตเทกฏฺฐํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ ฯเปฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละวิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น? บุคคลที่ ๘ ละวิจิกิจฉานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น ย่อมละมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้นบุคคลที่ ๘ นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละละวิจิกิจฉานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัยจากที่นั้น ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละวิจิกิจฉานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลนั้น ย่อมละวิจิกิจฉานุสัย และทิฏฐานุสัย จากที่นั้น ย่อมละปฏิฆานุสัย อันตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับอนุสัยนั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ ฯลฯ.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต ภวราคานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต ภวราคานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหตีติ: มานานุสยํ ปชหติ ฯ โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละภวราคานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? ย่อมละมานานุสัย. บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยจากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้น? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนาพระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัยในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และมานานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่.
โย ยโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหตีติ: นตฺถิ ฯ โย วา ปน ยโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี ทุกฺขาย เวทนาย โส ตโต อวิชฺชานุสยํ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โสว ปุคฺคโล รูปธาตุยา อรูปธาตุยา โส ตโต อวิชฺชานุสยญฺจ มานานุสยญฺจ ภวราคานุสยญฺจ ปชหติ โน จ โส ตโต กามราคานุสยญฺจ ปฏิฆานุสยญฺจ ทิฏฺฐานุสยญฺจ วิจิกิจฺฉานุสยญฺจ ปชหติ ฯ อนุโลมํ นิฏฺฐิตํ ฯ
บุคคลใด ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้นหรือ? ไม่มี. หรือว่า บุคคลใด ละอวิชชานุสัยจากที่ใด บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น? พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ละอวิชชานุสัย ในทุกขเวทนาพระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย จากที่นั้น แต่พระอริยบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละละอวิชชานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้น ย่อมละอวิชชานุสัย และมานานุสัยจากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่ บุคคลนั้นนั่นแหละ ละอวิชชานุสัย ในรูปธาตุ ในอรูปธาตุบุคคลนั้น ละอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย จากที่นั้น แต่บุคคลนั้น ย่อมละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย จากที่นั้นก็หาไม่. อนุโลม จบ.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๓. ปชหนวาร อนุโลมบุคคล เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัย ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๕๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
อนุ. บุคคลใดละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่
อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัย บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร
อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยใช่ไหม วิ. ใช่ เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละ มานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยฯลฯ อวิชชานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับภวราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ทุกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัย บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละทิฏฐานุสัย ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐานุสัยเป็นต้นนั้น ฯลฯ จตุกกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปัญจกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัยมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัย บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัยและภวราคานุสัยฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมโอกาส เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละปฏิฆานุสัยอัน เกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุจากนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละกามราคานุสัย
อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละมานานุสัยอันเกิด จากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละปฏิฆานุสัย
อนุ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละมานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละมานานุสัย อนุ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละ มานานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละมานานุสัย
อนุ. บุคคลละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอัน เกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละภวราคานุสัย ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร
อนุ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละภวราคานุสัย เอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละ มานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละมานานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัยฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนาบุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภว- ราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัยและ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยทุกมูลกนัย จบ ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิด จากธาตุใด ก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและมานานุสัยอันเกิด จากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุบุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใดก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใดก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย ติกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา๒ ในกามธาตุ บุคคลละวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละวิจิกิจฉานุสัยปฏิฆานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานา-นุสัย ฯลฯ
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๖๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย ในทุกข-เวทนา บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด ก็ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลละอวิชชานุสัย กามราคานุสัยมานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยและภวราคานุสัย ในทุกขเวทนา บุคคลละอวิชชานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัย ฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมปุคคโลกาส เอกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละ ปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๐}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในทุกขเวทนา ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉา- นุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละกามราคานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคา- นุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ @เชิงอรรถ : @ บุคคล ๘ คือ ท่านผู้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติมรรค ๑ โสดาปัตติผล ๑ สกทาคามิมรรค ๑ สกทาคามิผล ๑@อนาคามิมรรค ๑ อนาคามิผล ๑ อรหัตตมรรค ๑ อรหัตตผล ๑ บุคคลที่ ๘ ในที่นี้หมายถึง โสดาปัตติมรรคบุคคล@ซึ่งนับตั้งแต่อรหัตตผลเป็นที่ ๑ ลงมาถึงท่านผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคเป็นลำดับที่ ๘@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๓๒-๑๙๗/๓๗๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัย อันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละปฏิฆานุสัยและก็ละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละ ทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุ นั้น แต่ไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละมานานุสัยและก็ละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับมานานุสัยนั้น อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละภวราคานุสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละ อวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละมานานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละมานานุสัย
อนุ. บุคคลใดละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละ ภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอัน เกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุบุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละภวราคานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับภวราคานุสัยนั้น
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับวิจิกิจฉานุสัยนั้น ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
อนุ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในเวทนา ๓ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นและก็ละภวราคานุสัยเอกมูลกนัย จบ ทุกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิด จากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละกามราคานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นละปฏิฆานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ทุกมูลกนัย จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ติกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิด จากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละทิฏฐานุสัย ฯลฯ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิด จากธาตุนั้น ละมานานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับมานานุสัยนั้นแต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัย ละกามราคานุสัย มานานุสัย และละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคานุสัยเป็นต้นนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นละปฏิฆานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใดบุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุใดบุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย และมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละอวิชชา-นุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และมานานุสัยบุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ และในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย ติกมูลกนัย จบ จตุกกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย และทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละมานานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับมานานุสัยนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุ บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นละกามราคานุสัย มานานุสัย และละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับกามราคา-นุสัยเป็นต้นนั้น แต่ไม่ใช่ละปฏิฆานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละวิจิกิจฉานุสัยและทิฏฐานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น ละปฏิฆานุสัยและละเฉพาะอนุสัยที่ตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับปฏิฆานุสัยเป็นต้นนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัยและมานานุสัย ฯลฯ
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร ปฏิ. บุคคลใดละภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลนั้นละเฉพาะมานานุสัย อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละ อวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ในกามธาตุและในรูปธาตุ อรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นแต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย ปัญจกมูลกนัย จบ ฉักกมูลกนัย
อนุ. บุคคลใดละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. บุคคลใดละอวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุใด บุคคลนั้นก็ละกามราคานุสัยปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้นใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในทุกขเวทนา บุคคลนั้นละ อวิชชานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในเวทนา ๒ ใน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖๗๙}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๗. อนุสยยมก] ๒. มหาวาร ๓. ปชหนวาร กามธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัยและมานานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และภวราคานุสัย บุคคลนั้นนั่นแหละ ในรูปธาตุและอรูปธาตุ บุคคลนั้นละอวิชชานุสัย มานานุสัย และภวราคานุสัยอันเกิดจากธาตุนั้น แต่ไม่ใช่ละกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ฉักกมูลกนัย จบ อนุโลมในปชหนวาร จบ
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๒๒๑ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอนุสยยมก
บัดนี้ เป็นการวรรณนาเนื้อความแห่งอนุสยยมกเหมือนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรวบรวมเอกเทสแห่งกุศลธรรมเป็นต้นทรงแสดงไว้ในมูลยมกนั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งการหยั่งเห็นได้แล้วทรงแสดงไว้ในลำดับแห่งสังขารยมก. บัณฑิตพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกก่อนเพราะว่า ในอนุสยยมกนี้พระองค์ทรงทำบาลีเทศนาไว้อีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนทำเทศนาในขันธยมก เป็นต้น.
ถามว่า ทำเทศนาอย่างไร?
ตอบว่า ในเบื้องต้นทำเทศนาแสดงไว้ ๓ วาระ คือปริจเฉทวาระ วาระว่าด้วยการกำหนด. ปริจฉินนุทเทสวาระ วาระว่าด้วยอุทเทสที่กำหนดไว้แล้ว,อัปปัตติฏฐานวาระ วาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นก่อน, เพื่อจะให้ศึกษาอนุสัยทั้งหลาย โดยอาการ ๓ อย่าง คือโดยปริจเฉท โดยอุทเทสและโดยอุปปัตติฏฐานต่อจากนั้นก็ทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗.
ในอนุสยยมกนั้น คำว่า สตฺต อนุสยา นี้ ชื่อว่าปริจเฉทวาระ เพราะความที่อนุสัยทั้งหลาย พระองค์กำหนดจำนวนแสดงไว้ว่า อนุสัยนี้มี ๗ เท่านั้น ไม่เกินกว่านี้ ไม่ต่ำกว่านี้ ดังนี้.
คำว่า กามราคานุสโย ฯเปฯ อวิชฺชานุสโย นี้ ชื่อว่าปริจฉินทุทเทสวาระ เพราะความที่วาระนี้ทรงยกเพียงแต่ชื่อแห่งธรรมที่กำหนดไว้แล้วโดยปริจเฉทวาระนั้น ขึ้นแสดงว่า ชื่อว่าธรรมเหล่านี้เป็นธรรมชนิดนั้น ดังนี้.
ในข้อนั้น คำว่า กามราคานุสโย อนุเสติ เอตฺถ ฯเปฯ อวิชฺชานุสโดย อนุเสติ นี้ ชื่อว่าอุปปัตติฏฐานวาระ เพราะความที่วาระนี้ ทรงแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งธรรมเหล่านั้นนั่นแหละ อย่างนี้ว่า อนุสัยเหล่านี้ย่อมนอนเนื่อง ในวาระทั้งหลายชื่อนี้ ดังนี้.
อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบอนุสัยทั้งหลายแล้วทำยมกเทศนา ด้วยอำนาจแห่งมหาวาระ ๗ เหล่าใด มหาวาระเหล่านั้น มีชื่อดังนี้ คือ
๑. อนุสยวาระ (วาระว่าด้วยอนุสัย)
๒. สานุสยาวาระ (วาระว่าด้วยผู้มีอนุสัย)
๓. ปชหนวาระ (วาระว่าด้วยการละ)
๔. ปริญญาวาระ (วาระว่าด้วยการกำหนดรู้)
๕. ปหีนวาระ (วาระว่าด้วยการละได้แล้ว)
๖. อุปปัชชนาวาระ (วาระว่าด้วยการเกิด)
๗. ธาตุวาระ (วาระว่าด้วยธาตุ)
อธิบายอนุสยวาระ
บรรดามหาวาระเหล่านั้น วาระที่ ๑ ชื่อว่าอนุสยวาระ นั้นมี ๒ นัย คือด้วยสามารถแห่งอนุโลมนัยและปฏิโลมนัย. ในนัยทั้ง ๒ นั้น อนุโลมนัยมีอันตรวาระ ๓ วาระ ด้วยอำนาจแห่งบุคคลและภูมิ คือ.-
ยสฺส อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด (ปุคคลวาระ)
ยตฺถ อนุเสติ แปลว่า... กำลังนอนเนื่องในภูมิใด (โอกาสวาระ)
ยสฺส ยตฺถานุเสติ แปลว่า...กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดในภูมิใด (ปุคคโลกาสวาระ)
ในอันตรวาระ ๓ เหล่านั้น ในปุคคลวาระมี ๒๑ ยมก คือมีกามราคานุสัยเป็นมูล ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า :-
ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส ปฏิฆานุสโย อนุเสติ
ยสฺส วาปน ปฏิฆานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ฯ
ยสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ ตสฺส มานานุสโย....
ทิฏฐานุสโย...วิจิกิจฉานุสโย...ภวราคานุสโย...อวิชฺชานุสโย อนุเสติ
ยสฺส วาปน อวิชฺชานุสโย อนุเสติ ตสฺส กามราคานุสโย อนุเสติ
ที่มีปฏิฆานุสัยเป็นมูล ๕ ยมก มีมานานุสัยเป็นมูล ๔ ยมก มีทิฏฐานุสัยเป็นมูล ๓ ยมก มีวิจิกิจฉานุสัยเป็นมูล ๒ ยมก มีภวราคานุสัยเป็นมูล ๑ ยมก ด้วยสามารถแห่งการนับแลวไม่นับอีกวาระแม้ทั้งหมดที่มีมูล ๑ จึงรวมเป็น ๒๑ ยมก ด้วยประการฉะนี้.
ปุคคลวาระอื่นอีก ๑๕ ยมก คือ ที่มีมูล ๒ (ทุกมูล) อันมาแล้วในพระบาลีอย่างนี้ว่า ยสฺส กามราคานุสโย จ ปฏิฆานุสโย จ อนุเสนฺติ ดังนี้ มี ๕ ยมก ที่มีมูล ๓ (ติกมูล) มี ๔ ยมก,ที่มีมูล ๔ (จตุกกมูล) มี ๓ ยมก, ที่มีมูล ๕ (ปัญจกมูล) มี ๒ ยมก, ที่มีมูล ๖ (ฉักกมูล) มี ๑ ยมก. รวมในปุคคลวาระเป็น ๓๖ ยมกคือ ยมกที่มีมูล ๑ มี ๒๑ ยมก ที่มีมูล ๒ เป็นต้นอีก ๑๕ ยมก (๒๑+๑๕=๓๖) ดังนี้.
ในโอกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ ในปุคคโลกาสวาระก็เหมือนกัน คือมี ๓๖ เพราะฉะนั้น อันตรวาระแม้ทั้งหมดในอนุโลมนัยจึงเป็น ๑๐๘ ยมก ในปฏิโลมนัยก็เหมือนกัน (มี ๑๐๘) ดังนั้นในมหาวาระแรก คืออนุสยวาระ จึงรวมเป็น ๒๑๖ ยมก. บัณฑิตพึงทราบคำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ยมกนั้น เนื้อความคือคำวิสัชนาคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้น.
ก็ในอนุสยวาระนี้ฉันใด พึงทราบการนับยมกหนึ่งๆ แห่งมหาวาระทั้ง ๕ แม้เหล่านี้ สานุสยวาระ ปชหนวาระ ปริญญาวาระ ปหีนวาระและอุปปัชชนวาระว่า คำปุจฉาต้องคูณด้วย ๒ แต่ละยมก เนื้อความคือคำวิสัชนาต้องคูณด้วย ๒ จากคำปุจฉานั้นฉันนั้น.
แต่ว่าในมหาวาระ ๕ นี้ มีเนื้อความที่แปลกไปจาก ๓ วาระแรก คือในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสคำว่า ยตฺถ ยตฺถ แต่ทรงทำเทศนาด้วยพระดำรัสว่า ยโต ยโต ดังนี้. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกันนั่นแหละ.
ก็ในมหาวาระทั้งหมด วาระสุดท้าย ชื่อว่าธาตุวาระ นั้น ดำรงอยู่ ๒ อย่าง คือปุจฉาวาระและวิสัชนาวาระ
ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสในคำปุจฉาวาระแห่งธาตุวาระนั้นว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ แล้วเข้าถึงกามธาตุ ดังนี้ แต่ไม่ตรัสว่า เมื่อสัตว์เข้าถึงกามธาตุ จุติแล้วจากกามธาตุ ดังนี้.
ตอบว่า เมื่อว่าโดยอรรถแล้วไม่แปลกกัน เพราะคำถามแม้ทั้ง ๒ นี้ มีอรรถอย่างเดียวกันนั่นแหละ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำปุจฉายมกหนึ่งๆ นั่นแหละ แต่ยมกหนึ่งๆ โดยลำดับในที่สุดแห่งคำถามทั้งหมดแล้วจึงทำคำวิสัชนาไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุ อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครบ้าง ดังนี้.
ในบรรดาคำถามเหล่านั้น อนุโลมปุจฉามีกามธาตุเป็นมูละ ๙ คือ สุทธิกปุจฉา ๖ ยมก โดยพระบาลีว่า เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุ เข้าถึงกามธาตุ...เข้าถึงรูปธาตุ...เข้าถึงอรูปธาตุ...เข้าถึงน กามธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ เข้าถึง น อรูปธาตุ ดังนี้ และมิสสกปุจฉาอีก ๓ คือ เมื่อสัตว์จุติจากกามธาตุแล้ว เข้าถึง น กามธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง น รูปธาตุ น อรูปธาตุ... เข้าถึง นกามธาตุ น รูปธาตุ ดังนี้.
อนุโลมปุจฉาที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ ที่มีรูปธาตุเป็นมูละก็มี ๙ เหมือนกัน รวมเป็นอนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉาที่มี นกามธาตุ นรูปธาตุ และนอรูปธาตุ เป็นมูละก็มี ๒๗ นั่นแหละ. รวมคำถามทั้งหมด คืออนุโลมปุจฉา ๒๗ ปฏิโลมปุจฉา ๒๗ และคำถามที่เป็นทุกมูลอีก ๒๗ ดังพระบาลีว่า น กามธาตุยา น อรูปธาตุยา น รูปธาตุยา น อรูปธาตุยา น กามธาตุยา น รูปธาตุยา ดังนี้ จึงเป็นคำปุจฉา ๑๘. บัณฑิตพึงทำการกำหนดบาลีในธาตุวาระ และพึงทราบการกำหนดบาลี ในอนุสยยมกแม้ทั้งสิ้นด้วยประการฉะนี้ก่อน.
ก็คำใดๆ ในอนุสยยมกที่มีเนื้อความอันยาก พึงทราบการวินิจฉัยกถาในที่นั้นๆ ตั้งแต่ต้น.
ถามว่า คำว่า อนุสยา ชื่อว่าอนุสัยทั้งหลาย เพราะอรรถว่าอย่างไร?
ตอบว่า ชื่อว่าอนุสัย เพราะอรรถว่านอนเนื่อง.
ถามว่า อนุสัยนั้น ชื่อว่ามีอรรถว่านอนเนื่อง อย่างไร?
ตอบว่า ชื่ออย่างนั้น เพราะอรรถว่าละไม่ได้.
จริงอยู่ กิเลสเหล่านี้ ชื่อว่าย่อมนอนเนื่องในสันดานของสัตว์ เพราะอรรถว่าไม่ได้ ฉะนั้น อาจารย์ทั้งหลายจึงเรียกกิเลสเหล่านั้นว่า อนุสัย.
คำว่า อนุเสนฺติ แปลว่า ย่อมนอนเนื่อง.
อธิบายว่า ได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้น. อนึ่ง กิเลสที่มีอาการละไม่ได้ ชื่อว่าอนุสยัฏฐะ อรรถว่านอนเนื่อง พึงมี ก็ไม่ควรจะกล่าวว่า กิเลสมีอาการละไม่ได้นี้ ย่อมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นควรจะกล่าวว่า อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้น ดังนี้.
คำว่า อนุสยา อุปฺปชฺชนฺติ นี้ ในที่นี้เป็นคำรับรองว่า อนุสัย คือกิเลสที่มีอาการอันละไม่ได้.
ก็คำว่า อนุสโย พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกกิเลสที่มีกำลัง เพราะอรรถว่าละไม่ได้.
บัณฑิตพึงทราบว่า อนุสัยนี้เป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (รู้อารมณ์ได้) เป็นสาเหตุกะเพราะอรรถว่ามีปัจจัยปรุงแต่ง และเป็นอกุศลอย่างเดียว เป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง เพราะฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า อนุสัยย่อมเกิดขึ้น.
ในที่นี้ พึงทราบคำวินิจฉัยกถานี้ เป็นประมาณ.
ในอภิธรรม ก่อนท่านปฏิเสธวาทะทั้งหมดไว้ในกถาวัตถุว่า อนุสัยทั้งหลายเป็นอัพยากตะ เป็นอเหตุกะ เป็นจิตตวิปปยุต ดังนี้ (โปรดดูกถาวัตถุ)
ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านได้กล่าว กระทำคำถามไว้ว่า บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันเท่านั้น คือว่า บุคคลย่อมละอนุสัยคือกิเลสที่มีกำลังได้ เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นเป็นปัจจุบันมีอยู่.
ในธรรมสังคหะ ท่านกล่าวไว้ในบทภาชนีแห่งโมหะว่า ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัยร่วมกับอกุศลจิตว่า อวิชชานุสัย อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาลังคิโมหะและอกุศลมูลนี้ มีอยู่ในสมัยใด โมหะก็มีอยู่ในสมัยนั้น ดังนี้.
ในอนุสยยมกนี้นั่นแหละ ท่านกล่าวไว้ในอุปปัชชนวาระแห่งมหาวาระ ๗ วาระใดวาระหนึ่งว่า กามราคานุสัย กำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม เป็นต้น เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านอธิบายว่า คำว่า นอนเนื่อง คือได้เหตุอันสมควรแล้วจึงเกิดขึ้นนี้คำนั้นพึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้ดีแล้วด้วยสามารถแห่งแบบแผนนี้เป็นประมาณ.
แม้คำที่กล่าวว่า อนุสัยเป็นจิตตสัมปยุต เป็นไปกับด้วยอารมณ์ (คือรู้อารมณ์ได้) แม้คำนั้นท่านก็กล่าวดีแล้วนั่นแหละ ดังนั้นพึงถึงความตกลงในที่นี้ว่า ชื่อว่าอนุสัย นั้นเป็นธรรมสำเร็จแล้ว เป็นจิตตสัมปยุตและเป็นอกุศล ด้วยประการฉะนี้. และพึงทราบวิเคราะห์ในคำทั้งหลายซึ่งมีคำว่า กามราคานุสโย เป็นต้นว่า กามราคะนั้นด้วย เป็นอนุสัยเพราะอรรถว่าละไม่ได้ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ากามราคานุสัย.
แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
บัดนี้ เพื่อประกาศอุปปัตติฏฐานวาระ คือวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัย แห่งอนุสัยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ เป็นต้น.
คำว่า ตตฺถ กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดในเวทนาทั้ง ๒ คือสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาในกามาวจรภูมิ.
____________________________
คำว่า กามาวจรภูมิและกามธาตุ มีอรรถอย่างเดียวกัน
คำว่า เอตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ ได้แก่ กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านี้. อธิบายว่า กามราคานุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดร่วมและด้วยสามารถแห่งอารมณ์ในสุขเวทนาและอุเบกขาเวทนาแห่งอกุศลทั้งหลาย.
ก็อนุสัยนั้นเป็นธรรมเกิดพร้อมกับสุขเวทนาและอุเบกขา เวทนาแห่งอกุศลบ้าง ย่อมทำเวทนาทั้ง ๒ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง และทำเวทนาในกามาวจรกุศล วิบาก กิริยาที่เหลือให้เป็นอารมณ์อย่างนั้นแหละเกิดขึ้นบ้าง.
อนึ่ง อนุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้ง ๒ นั้น. แต่ว่า อนุสัยที่นอนเนื่องอยู่ในเวทนาทั้งสอง ไม่อาจเพื่อจะเกิดร่วมกับสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้น หรือว่าไม่กระทำสัญญาเป็นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นแล้วเกิดขึ้น.
ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ เวทนาทั้งสองจึงเป็นประธานในสัมปยุตธรรมที่เหลือเพราะความเกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยเพราะอรรถว่าชอบใจโดยความเป็นสุขที่มีความยินดีและความสงบ ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสองเหล่านี้ เป็นต้น.
จริงอยู่ สุขเวทนาในเวไนยสัตว์ที่จะรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่โอฬาร คืออย่างหยาบ.
อนึ่ง กามราคานุสัยนี้ เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้งสอง และในธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนาทั้งสอง เพียงเท่านั้นก็หาไม่ย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปเป็นต้นที่ปรารถนาด้วยทีเดียว แม้คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสไว้ในวิภังคปกรณ์ว่า รูปอันใด เป็นที่รัก (ปิยรูปํ) เป็นที่ชอบใจ (สาตรูปํ) มีอยู่ในโลกกามราคานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในปิยรูปและสาตรูปนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ แม้ในคัมภีร์ยมกนี้ ก็ตรัสไว้ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระว่า กามราคานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมิใด ทิฏฐานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้.
ก็กามราคานุสัยนั้น ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา ในรูปธาตุ อรูปธาตุเหล่านี้ แต่ทิฏฐานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในที่เป็นที่ไม่เนื่องกับกามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง ทิฏฐานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.
จริงอยู่ ในข้อนี้ กามราคานุสัย เว้นทุกขเวทนาพร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปารูปาจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตธรรม ๙ เพราะได้ตรัสไว้ว่า กามราคานุสัย ไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และในรูปธาตุเป็นต้น จึงเป็นอันว่า ย่อมนอนเนื่องในรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะที่เหลือ.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสถ้อยคำนั้นในปกรณ์นี้?
ตอบว่า เพราะความที่สภาวะเหล่านั้นเป็นของละเอียด.
จริงอยู่ พระองค์ไม่ตรัสว่า กามราคานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปเหล่านี้ เป็นต้น เพราะความที่เวทนาทั้งสองเท่านั้นเป็นประธานคือเป็นอารมณ์ชัด และเพราะความที่รูปเหล่านี้เป็นอารมณ์ละเอียด คือปรากฏไม่มาก โดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง แต่ว่าเมื่อว่าโดยอรรถแล้ว ย่อมเป็นได้ ฉะนั้น พึงทราบว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในรูปทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละด้วย.
จริงอยู่ พระศาสดาย่อมไม่ตรัสถึงธรรมทั้งปวงในที่ทั้งปวง เว้นแต่ธรรมใดย่อมหยั่งเห็นได้ด้วยอำนาจแห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำเพื่อให้รู้ธรรมก็ย่อมตรัสธรรมนั้นทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ตรัสในที่บางแห่ง. จริงอย่างนั้นแหละ คำใดที่พระองค์ตรัสปุจฉาว่า ทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่ไหน ดังนี้ ย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่าทิฏฐานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้ ธรรมทั้งหมดนั้นพระองค์ตรัสไว้แล้ว.
ในที่อื่นอีก คำใดย่อมได้คำวิสัชนาอย่างนี้ว่า วิจิกิจฉานุสัย มานานุสัยและทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้และวิจิกิจฉานุสัย กามราคานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุและวิจิกิจฉานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้พระองค์มิได้ตรัสคำนั้นทั้งหมด ตรัสเพียงเวทนา ๓ กับรูปธาตุ อรูปธาตุเท่านั้น.
ก็อรูปธรรมที่สัมปยุตด้วยเวทนา และรูปทั้งหมด มิได้ตรัสไว้. มิได้ตรัสไว้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นทิฏฐานุสัย ก็ย่อมนอนเนื่องในที่นั้นนั่นแหละ. ข้อนี้ฉันใดในที่นี้มิได้ตรัสอิฏฐารมณ์มีรูปเป็นต้นไว้ ถึงอย่างนั้น กามราคานุสัยก็ย่อมนอนเนื่องในรูปที่เป็นอิฏฐารมณ์ ฉันนั้นนั่นแหละ. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้ก่อน.
บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยพระบาลีว่า ทุกฺขาย เวทนาย เป็นต้นว่า ได้แก่เวทนาทั้ง ๓ คือ โทมนัสสเวทนา ๒ และทุกขเวทนาที่สัมปยุตด้วยกายวิญญาณ ๑ นี้ ชื่อว่าอนุสยนัฏฐาน คือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย. ก็ปฏิฆานุสัยนั้นย่อมนอนเนื่องในโทมนัสสเวทนา ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นพร้อมกัน และด้วยสามารถแห่งอารมณ์ด้วย และย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนาที่เหลือด้วยสามารถแห่งอารมณ์.
ก็ปฏิฆานุสัยนั้น เมื่อนอนเนื่องในเวทนาเหล่านั้น ย่อมนอนเนื่องแม้ในสัญญา สังขารและวิญญาณเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนาเหล่านั้น.
จริงอยู่ ปฏิฆานุสัยนี้เกิดร่วมกับเวทนาใด ก็เป็นสภาพเกิดร่วมกับธรรมทั้งหลาย แม้มีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นนั่นแหละ หรือว่า ย่อมกระทำเวทนาใดให้เป็นอารมณ์ ก็ย่อมทำแม้ธรรมทั้งหลายมีสัญญาเป็นต้นที่สัมปยุตด้วยเวทนานั้นเหมือนกัน.
ก็ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นแม้มีอยู่ ทุกขเวทนาเทียวจึงเป็นใหญ่ในสัมปยุตธรรมที่เหลือ เพราะความเกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยโดยอรรถว่าไม่ชอบใจ และเพราะความที่ตนเสวยทุกข์ในธรรมที่ไม่ชอบใจ ฉะนั้น พระองค์จึงตรัสคำนี้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนานี้ ดังนี้.
จริงอยู่ ความสุขคือสุขเวทนา ในเผ่าพันธุ์แห่งสัตว์ที่พระองค์ทรงแนะนำในการรู้ธรรม เพื่อความรู้ธรรมด้วยสามารถแห่งสภาวะที่เป็นโอฬาร มีอยู่.
อนึ่ง ปฏิฆานุสัย เมื่อนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ย่อมไม่นอนเนื่องในทุกขเวทนา และสัมปยุตตธรรมแห่งเวทนาเท่านั้นย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ที่ไม่น่าปรารถนาด้วย. ดังคำที่ตรัสไว้ในคัมภีร์วิภังคปกรณ์ว่ารูปอันใดอันไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจมีอยู่ในโลก ปฏิฆานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมนอนเนื่องในรูปที่ไม่น่ารัก ไม่น่าชอบใจนี้ ดังนี้ มิใช่หรือ.
แม้ในปกรณ์แห่งยมกนี้ ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระก็ตรัสไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในเวทนาทั้งสองในกามธาตุนี้ แต่กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้นก็หาไม่ ในรูปธาตุ อรูปธาตุที่ไม่เนื่องกันนี้ ปฏิฆานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง กามราคานุสัยก็ไม่นอนเนื่อง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่เหลือมีรูปเป็นต้น โดยเว้นเวทนา ๒ คือสุข อุเบกขา พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรม เว้นรูปาวจรธรรมที่เป็นไปในภูมิ และเว้นโลกุตตรธรรม ๙ เพราะความที่เทศนานั้น พระองค์ตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในกามาวจรเวทนาทั้ง ๒ และในรูปธาตุเป็นต้น ดังนี้.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่ตรัสไว้?
ตอบว่า เพราะเป็นสภาวะละเอียด.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแก่ธรรมเหล่านี้ เพราะความที่ทุกขเวทนาเป็นใหญ่โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละและในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น เพราะความเป็นธรรมละเอียด ดังนี้ แต่เมื่อว่าโดยอรรถแล้วย่อมเป็นได้เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่านี้นั่นแหละ ดังนี้.
ถามว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ เป็นอิฏฐารมณ์ของปฏิฆะ หรือไม่?
ตอบว่า เวทนาทั้งสองนอกนี้ ไม่เป็นอารมณ์ของปฏิฆะ ก็หาไม่.
จริงอยู่ โทมนัสของผู้มีฌานเสื่อมแล้ว ย่อมเกิดเพราะปรารภเวทนาเหล่านั้นอันเป็นไปกับด้วยสัมปยุตตธรรม ด้วยสามารถแห่งความเดือนร้อนคือโทมนัส ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงความเสื่อมของผู้ได้อิฏฐารมณ์บ้าง ย่อมเกิดเพราะตามระลึกถึงสิ่งที่ไม่ได้ของผู้ไม่ได้อิฏฐารมณ์บ้างก็ข้อนี้เป็นเพียงโทมนัสเท่านั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะปฏิฆานุสัยนั้นเป็นกิเลสที่มีกำลังเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งการกระทบในอนิฏฐารมณ์ ฉะนั้นปฏิฆะแม้เกิดร่วมกับโทมนัสในที่นี้ ย่อมไม่เป็นปฏิฆานุสัย เพราะไม่ทำปฏิฆกิจของตน ย่อมถึงความเป็นอัพโพหาริก คือถึงการกล่าวอ้างไม่ได้.
พยาบาทแม้เกิดร่วมกับเจตนาในปาณาติบาต ย่อมไม่ชื่อว่าเป็นมโนกรรม ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้น ไม่เป็นปฏิฆานุสัย คือว่าย่อมถึงการกล่าวอ้างไม่ได้สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมละปฏิฆะ คือโทมนัสเห็นปานนี้ โดยหมายเอาโทมนัสอันอาศัยเนกขัมมะอันเป็นอิฏฐารมณ์บางอย่างโดยสภาวะนั้นปฏิฆานุสัย ก็ย่อมไม่นอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ที่เป็นที่นอนเนื่องแห่งมานานุสัย โดยพระบาลีว่า กามธาตุยา ทฺวีสุ เวทนาสุ เป็นต้นมี ๓ คือกามาวจรเวทนา ๒ รูปธาตุและอรูปธาตุ ๑. บัณฑิตพึงทราบความนอนเนื่องแห่งมานานุสัยอันเป็นสหชาตะเหมือนกามราคานุสัยในอกุศลเวทนาทั้งหลาย. ก็มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในกามาวจรแม้ทั้งหมด พร้อมทั้งสัมปยุตตธรรมในสุขทุกข์ อทุกขมสุขเวทนาทั้งหลาย และในรูปธาตุทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. ในปฏิโลมนัยแห่งอนุสยวาระ มานานุสัยนี้ เว้นทุกขเวทนา และโลกุตตรธรรม ๙ ย่อมนอนเนื่องในรูปและอรูปธาตุที่เหลือเท่านั้นเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่อง มานานุสัยก็ย่อมไม่นอนเนื่องในธรรมที่เนื่องด้วยทุกขเวทนานี้ ดังนี้. พึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมไม่นอนเนื่องในโลกุตตธรรมอย่างเดียวเท่านั้น แท้จริงยังนอนเนื่องแม้ในธรรมทั้งปวงทีเดียวที่เป็นไปกับภูมิ ๓ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวง ดังนี้.
ก็ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพสกฺกายปริยาปนฺเนสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งปวงที่นับเนื่องด้วยสักกายะ เพราะอรรถว่าอาศัยสังสารวัฏ ดังนี้. ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัยเหล่านี้ ย่อมนอนเนื่องในจิตตุปบาท ๕ ดวงคือโลภสัมปยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องที่เป็นสหชาตะ.
ก็หรือว่า ธรรมทั้ง ๒ นั้น ย่อมนอนเนื่องด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ในปวัตติกาล เพราะปรารภจิตตุปบาท ๕ เหล่านี้ หรือธรรมอื่นอันเป็นไปกับภูมิ ๓ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็ภวราคานุสัย บัณฑิตพึงกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ ในกามธาตุ เพราะความเกิดขึ้นในทิฏฐิวิปปยุตตจิต ๔ ดวงแม้ก็จริงถึงอย่างนั้น ภวราคานุสัยนั้น เมื่อเกิดกับเวทนาทั้งปวงในกามธาตุ ย่อมได้เฉพาะในรูปาวจร อรูปาวจรเท่านั้น และย่อมไม่ทำธรรมแม้อันหนึ่งซึ่งเนื่องด้วยกามธาตุให้เป็นอารมณ์เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภวราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุนี้ โดยกำหนดไว้ด้วยสามารถแห่งการนอนเนื่องในอารมณ์ ดังนี้.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าราคะนี้ มี ๒ ด้วยสามารถแห่งกามราคะและภวราคะ.
ใน ๒ อย่างนั้น กามราคะ ท่านกล่าวว่า ย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ แห่งกามธาตุ ดังนี้.
ก็ถ้าว่า แม้ภวราคะพึงเป็นดุจกามราคะอย่างนี้ไซร้ การแสดงภวราคะกับด้วยกามราคะก็พึงเป็นเหมือนการคาบเกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นพระองค์ทรงแยกกิเลสมีราคะเป็นต้นไว้ เพื่อต้องการแสดงความแตกต่างกันของกามราคะกับภวราคะแล้ว จึงทรงแสดงเทศนาอย่างนี้. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งภวราคานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
ก็อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อวิชชานุสัยย่อมนอนเนื่องในธรรมทั้งหลายที่นับเนื่องด้วยสักกายะทั้งปวงไว้ในที่นี้ ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบความที่อวิชชานุสัยเป็นธรรมนอนเนื่องอันเป็นสหชาติในจิตตุปบาท ๑๒ ดวง. ก็เมื่อว่าด้วยสามารถแห่งการกระทำอารมณ์แล้วอวิชชานุสัยไม่ปรารภธรรมอะไรๆ อันเป็นไปในภูมิ ๓ แล้วเป็นไปหามีไม่. บัณฑิตพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอวิชชานุสัย ดังพรรณนามาฉะนี้.
นี้เป็นวินิจฉัยกถาในปริจเฉทวาระ ปริจฉินนุทเทสวาระ อุปปัตติฏฐานวาระก่อน.
มหาวาระ ๗
ก็ในอนุสยวาระที่หนึ่งแห่งมหาวาระ ๗ คำใดที่กล่าวไว้ว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้ ตอบรับคำว่า อามนฺตา แปลว่า ใช่ ดังนี้. คำนั้น ย่อมปรากฏราวกะว่าให้คำตอบที่ไม่ดี.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะกามราคะและปฏิฆะไม่เกิดในขณะเดียวกัน เหมือนอย่างว่ามนาตนะ ธัมมายตนะ กายสังขาร วจีสังขาร ย่อมเกิดขึ้นในขณะเดียวกันในคำว่า มนายตนะกำลังเกิดแก่บุคคลใด ธัมมายตนะก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.
ท่านตอบรับว่า ใช่ (อามนฺตา) ในขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งอัสสาสะปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นก็กำลังเกิดขึ้น เป็นต้นฉันใด กามราคะและปฏิฆะ ย่อมเกิดฉันนั้นหามิได้. เพราะกามราคะย่อมเกิดในโลภสหคตจิตตุปบาท ๘ ดวง ส่วนปฏิฆะย่อมเกิดในโทมนัสสหคตจิตตุปบาท ๒ ดวง ด้วยประการฉะนี้ความเกิดขึ้นในขณะเดียวกันของธรรมเหล่านั้น (กามราคะ ปฏิฆะ) จึงไม่มี เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทำคำปฏิเสธในที่นี้ว่า โน ดังนี้. ก็ในที่นี้ ท่านไม่ถือเอาโวหารอันกำลังเป็นไป ด้วยสามารถแห่งปัจจุบันขณะราวกะในยมกทั้งหลายในหนหลังเพราะเนื้อความนั้นไม่ปฏิเสธ ก็ต้องตอบรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้ จึงควรถือเอาโดยประการอื่นๆ.
ถามว่า ควรถือเอาด้วยอาการอย่างไร?
ตอบว่า ด้วยสามารถแห่งกิเลสที่ละไม่ได้.
จริงอยู่ โวหารที่กำลังเป็นไปว่า อนุเสติ นี้ ท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่ยังละไม่ได้ มิได้หมายเอาความเป็นปัจจุบันขณะเพราะท่านกล่าวหมายเอากิเลสที่เป็นสภาวะที่ละไม่ได้ ฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยอันบุคคลใดยังละไม่ได้แม้ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้ จึงเป็นสภาวะให้ถึงความเป็นธรรมนอนเนื่อง ในคำปุจฉาว่า กามราคานุสัยกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็กำลังนอนเนื่องแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้.
อนึ่ง ในอนุสัยเหล่านั้น อนุสัยหนึ่งอันบุคคลใดยังมิได้ละ อนุสัยนอกนี้ของบุคคลนั้นก็ยังละไม่ได้นั่นแหละ ฉะนั้น จึงกล่าวว่า อามนฺตา ดังนี้.
ผิว่า คำใดท่านรับรองว่า อามนฺตา ในอุปปัชชนวาระข้างหน้า เพราะคำถามอย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดแก่บุคคลใดปฏิฆานุสัยก็กำลังเกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ดังนี้. ในข้อนี้พึงถือเอาเนื้อความอย่างไร แม้ในข้อนั้น ท่านก็ถือเอาด้วยสามารถแห่งการที่กิเลสนั้นยังละไม่ได้ก็หรือ ครั้นเมื่อปัจจัยคือการเกิดขึ้นมีอยู่ ก็พึงถือเอาด้วยสามารถแห่งการไม่ปฏิเสธความเกิด.
เหมือนอย่างว่า ช่างเขียนเป็นต้น เริ่มจิตกรรมมีการวาดเขียนเป็นต้น เมื่อการงานยังไม่เสร็จ ถูกมิตรสหายเป็นต้นถามว่า ท่านทำอะไรในวันเหล่านี้ที่เราเห็นแล้วๆแม้ในขณะที่ยังไม่ทำการงานเหล่านั้น ก็ย่อมกล่าวว่า เรากำลังทำจิตกรรม กำลังทำกัฏฐกรรม แม้ขณะนั้นไม่ได้ทำจิตกรรมเป็นต้นก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ชื่อว่ากำลังทำอยู่นั่นแหละ เพราะอาศัยขณะที่ทำแล้ว และขณะที่ควรจะทำต่อไป ฉันใด อนุสัยทั้งหลายในสันดานใดที่ยังละไม่ได้ ก็ฉันนั้นนั่นแหละ.
ก็หรือว่า เมื่อปัจจัยให้เกิดอนุสัยเหล่านั้นมีอยู่ในสันดานใด การเกิดขึ้นแห่งอนุสัยเหล่านั้นอันธรรมดามิได้ห้ามไว้ในข้อนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งอนุสัย แม้ในขณะที่ยังไม่เกิดขึ้น อย่างนี้ว่า กามราคานุสัยกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด เพราะอาศัยกาลที่เคยเกิดแล้วด้วยและจะเกิดขึ้นในกาลอื่นด้วย ปฏิฆานุสัยของบุคคลนั้น ก็ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนั่นแหละ ดังนี้ ในการวิสัชนาแม้อื่นจากนี้ก็ดี ที่มีรูปอย่างนี้ก็ดี ก็นัยนี้แหละ.
คำว่า โน จ ตสฺส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะความที่กามราคถและพยาบาทเป็นสภาวะ อันพระอนาคามีละได้แล้วโดยไม่เหลือ.
คำว่า ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ ปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.
คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. ในฐานะทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้แม้ข้างหน้า ก็นัยนี้แหละ.
ในคำถามที่หนึ่งและที่สองแห่งโอกาสวาระ ท่านทำการปฏิเสธว่า โน ดังนี้ เพราะกามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนา ๒ แห่งกามธาตุ ปฏิฆานุสัยย่อมนอนเนื่องในทุกขเวทนา ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน.
ในคำถามที่ ๓ ท่านกล่าวรับรองว่า อามนฺตา เพราะการนอนเนื่องแม้แห่งธรรมทั้งสองในเวทนาทั้งสองแห่งกามธาตุฐานะคือที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งมานานุสัยในรูปธาตุ อรูปธาตุกับด้วยกามราคานุสัยนั้นเป็นที่ที่ไม่ทั่วไป เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่าอนึ่ง กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องในรูปธาตุนั้น ดังนี้.
โดยนัยนี้ บัณฑิตพึงตรวจดูวาระว่าด้วยที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งปวง แล้วจะพึงทราบที่เป็นที่เกิดขึ้นอันเป็นสาธารณะและอสาธารณะ.
ในคำถามที่มีมูล ๒ เพราะกามราคานุสัย ย่อมไม่เกิดในที่เดียวกัน และย่อมไม่ทำธรรมหนึ่งให้เป็นอารมณ์ ฉะนั้นจึงทำปฏิเสธว่า นตฺถิ ดังนี้. ก็ในที่นี้พึงทราบว่า อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ พึงนอนเนื่องในที่ใด ที่นั้นย่อมไม่เป็นที่ๆ เดียวกันเพราะฉะนั้น คำถามนี้ว่า มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในที่นั้น ดังนี้ ชื่อว่าย่อมไม่เป็นคำปุจฉาเลย. ในอนุสัยแม้อื่นๆ ที่มีรูปอย่างนี้ ก็นัยนี้แหละ.
คำว่า จตุนฺนํ ในปุคคโลกาสวาระ ได้แก่ บุคคล ๔ จำพวก คือปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามีและพระอนาคามี.
ในปฏิโลมนัย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความนี้แล้ว จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลใด เป็นต้น. ทรงถือเอาพระอนาคามีและพระอรหันต์ จึงตรัสถามว่า กามราคานุสัยย่อมไม่นอนเนื่องแก่บุคคลทั้งสองในภูมิทั้งปวง ดังนี้. บัณฑิตพึงถือเอากามาวจรธรรมแม้ทั้งหมดอันสัมปยุตด้วยเวทนา ในพระบาลีว่า กามธาตุยา ตีสุ เวทนาสุ ดังนี้บ้าง และถือเอาวัตถุและอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้นบ้าง. อนุสยาวารกถา จบ.
สานุสยวารกถา
ก็ในสานุสยวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า โย กามราคานุสเยน สานุสโย นี้ อธิบายว่าเปรียบเหมือนบุคคลผู้มีอาพาธด้วยโรคอย่างใดอย่างหนึ่งมิโรคชราอันแน่นอนเป็นต้นตราบใดโรคทั้งหลายยังไม่พ้นไปจากบุคคลนั้น ผู้นั้นย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีโรค แม้ในขณะแห่งโรคนั้นยังไม่เกิด ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น อนุสัยทั้งหลายแห่งสัตว์ผู้มีปกติไปตามวัฏฏะ ผู้มีกิเลสยังไม่ถึงการถอนขึ้นด้วยอริยมรรคเพียงใดแม้ในขณะที่อนุสัยทั้งหลายยังไม่เกิดขึ้น เขาก็ชื่อว่าเป็นผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัยนั่นแหละเพราะอาศัยความที่สัตว์เป็นผู้มีอนุสัยเห็นปานนี้ จึงรับรองด้วยคำว่า อามนฺตา ดังนี้.
คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับอนุสยวาระนั่นแหละ.
ก็ในโอกาสวาระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปธาตุยา อรูปธาตุยา เอตฺถ มานานุสเยน สานุสโยอธิบายว่า ในธาตุทั้งหลายเหล่านั้น ความที่บุคคลเป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย พึงปรากฏ แต่ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยไม่พึงปรากฏก็เพื่อแสดงที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยนั้น พระองค์จึงเริ่มวาระนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า มานานุสเยน สานุสโย เป็นต้นจากวาระนั้น ฯ ก็เมื่อเป็นอย่างนั้น จึงตรัสว่า บุคคลผู้เป็นไปกับด้วยมานานุสัย คือมีมานานุสัย เกิดขึ้นแต่ธาตุทั้งสองนั้น ดังนี้. ก็เมื่อพระองค์ไม่ตรัสอรรถแห่งปัญหาแรก ย่อมจะไม่ปรากฏ ฉะนั้น จึงไม่ตรัสอรรถปัญหาแรก พึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานี้ อย่างนี้.
คำว่า ยโต กามราคานุสเยน ได้แก่ กามราคานุสัยเกิดขึ้นแล้วแต่ที่ใด.
คำว่า สานุสโย ได้แก่ บุคคลชื่อว่าผู้เป็นไปกับด้วยอนุสัย คือมีอนุสัย แม้ด้วยปฏิฆานุสัยก็เกิดขึ้นแต่ที่นั้น ดังนี้. แต่เพราะอนุสัยทั้งสอง คือกามราคะ ปฏิฆะ นั้นไม่เกิดแต่ที่เดียวกัน ฉะนั้น จึงปฏิเสธว่า โน ดังนี้.
คำว่า อรหา สพฺพตฺถ นี้ ท่านทำสัตตมีวิภัตติ ในที่แสดงอรรถโดยสิ้นเชิง ด้วยสามารถแห่งอรรถนี้ว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอนุสัยอย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งปวง ดังนี้.
พึงทราบวินิจฉัยอรรถในคำทั้งปวงโดยอุบายนี้. สานุสยวารกถา จบ.
ปชหนวารกถา
ในปชหนวาระ บทว่า ปชหติ ได้แก่ ย่อมละอนุสัยด้วยมรรคนั้น คือว่า ย่อมทำให้ถึงความเป็นธรรมชาติที่ไม่เกิดขึ้นต่อไป ด้วยอำนาจแห่งปหานปริญญา.
คำว่า อามนฺตา เป็นคำรับรอง โดยหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค.
คำว่า ตเทกฏฐํ ปชหติ นี้ ตรัสหมายเอาความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตั้งอยู่ในปริญญาอันเลิศ คือปหานะ.
คำว่า โน นี้ ปฏิเสธหมายเอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค.
คำว่า ยโต กามราคานุสยํ ปชหติ ได้แก่ ย่อมละกามราคานุสัยซึ่งเกิดขึ้นแต่ที่ใด.
คำว่า อฏฺฐมโก ได้แก่ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค โดยนับตั้งแต่พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตผล เป็นที่หนึ่ง พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั้น จึงชื่อว่าเป็นพระอริยบุคคลที่ ๘.
จริงอยู่ พระอรหันต์เป็นพระอริยบุคคลที่หนึ่ง เพราะความที่ท่านเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ โดยการนับตามลำดับพระทักขิไณยบุคคล. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรคเป็นที่ ๒ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิผลเป็นที่ ๓ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรคเป็นที่ ๔ ฯลฯ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคเป็นที่ ๘. พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตตมรรคนั้น ตรัสว่าเป็นบุคคลที่ ๘.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อฏฺฐมโก นี้ เป็นนามสัญญาของท่าน.
คำว่า อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อฏฺฐมกญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ได้แก่ พระเสขะและอเสขะทั้งหลายกับด้วยปุถุชน.
จริงอยู่ ในบุคคลเหล่านั้น ปุถุชนย่อมละกามราคานุสัยไม่ได้ เพราะความที่ปุถุชนนั้นไม่มีปหานปริญญา. อธิบายว่า เว้นบุคคลที่เหลือ คือผู้ถึงพร้อมด้วยมรรคทั้ง ๒ ได้แก่โสดาปัตติมรรค อนาคามิมรรค เพราะความที่อนุสัยเหล่านั้นท่านละได้แล้ว.
พึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยนี้. ปชหนวารกถา จบ.
ปริญญาวารกถา
ในปริญญาวาระ คำว่า ปริชานาติ ได้แก่ ย่อมรู้แจ้งปริญญาทั้ง ๓ คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. จริงอยู่ แม้วาระนี้ พระองค์ก็ทรงวิสัชนาด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคเท่านั้น ราวกะปชหนวาระ. ปริญญาวารกถา จบ.
ปหีนวารกถา
พระองค์ทรงเริ่มเทศนาในปหีนวาระไว้ ด้วยอำนาจแห่งพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล เพราะว่า อนุสัยเหล่านี้แม้ทั้งสองอันพระอนาคามีละได้แล้ว ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.
ในโอกาสวาระ ท่านกล่าว เพราะคำถามว่า กามราคานุสัยที่ละได้แล้วในภูมิใด ปฏิฆานุสัยก็ละได้แล้วในภูมินั้น ใช่ไหม ดังนี้ ไม่สมควรจะกล่าวคำว่า ละได้แล้ว หรือว่า ละไม่ได้แล้ว ดังนี้
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่ภูมินั้นเป็นที่เกิดขึ้นอันไม่ทั่วไป.
จริงอยู่ ที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง ของปฏิฆานุสัยก็เป็นอย่างหนึ่ง. คือว่า อนุสัยของมรรคบุคคลผู้ไม่เจริญแล้ว ย่อมเกิดขึ้นในภูมิใด ครั้นท่านเจริญมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ชื่อว่าละได้แล้วในที่นั้นนั่นแหละ. ก็ในบรรดาอนุสัยทั้งสองนั้น ปฏิฆานุสัยย่อมไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย แม้กามราคานุสัยก็ไม่เกิดขึ้นในที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งปฏิฆานุสัยฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้ว หรือว่าละยังไม่ได้ในที่ (ภูมิ) นั้น เพราะว่า กามราคานุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่เป็นที่เกิดของตนจึงไม่ควรกล่าวว่า อนุสัยนั้น ท่านละได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่ท่านละยังไม่ได้. ที่ใด เป็นที่เกิดขึ้นแห่งกามราคานุสัย ไม่ควรกล่าวว่าท่านละไม่ได้แล้วในที่นั้น เพราะความที่กามราคานุสัยนั้นไม่ได้อยู่ในที่นั้น.
ก็ในคำนี้ว่า ยตฺถ กามราคานุสโย ปหีโน ตตฺถ มานานุสโย ปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าหมายเอาที่เป็นที่สาธารณะ จึงตรัสว่า อามนฺตา. เพราะว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ ในกามธาตุ มานานุสัยย่อมนอนเนื่องในเวทนาทั้ง ๒ เหล่านั้นด้วย ในรูปธาตุและอรูปธาตุทั้งหลายด้วยแต่มานานุสัยนั้น เว้นที่เป็นที่อสาธารณะ ในที่เป็นที่สาธารณะ ย่อมชื่อว่า ท่านละได้แล้วกับทั้งกามราคานุสัย ฉะนั้น จึงรับรองว่า อามนฺตา ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบความเป็นผู้ละได้แล้ว และคำอันไม่พึงกล่าวในโอกาสวาระแม้ทั้งปวงโดยนัยนี้.
ก็คำว่า นตฺถิ ในอนาคตสถานทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยเช่นกับคำที่กล่าวแล้วในหนหลัง. ปุคคโลกาสวาระมีคติอย่างโอกาสวาระนั่นแหละ. ในปฏิโลมนัย คำว่า ยสฺส กามราคานุสโย อปฺปหีโน นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามด้วยอำนาจแห่งความเป็นปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามี.
จริงอยู่ อนุสัยทั้ง ๒ เหล่านี้ บุคคล ๖ จำพวก ตั้งแต่ปุถุชนจนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค ละยังไม่ได้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นในที่นี้ ประสงค์เอาพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค เพราะพระบาลีว่า ปรโต ติณฺณํ ปุคฺคลานํ ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ เป็นต้นเพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า อามนฺตา โดยหมายเอาปุถุชน พระโสดาบันและพระสกทาคามีเท่านั้น.
คำว่า ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ ได้แก่ พระโสดาบันและพระสกทาคามี. พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลวาระโดยนัยนี้. ก็โอกาสวาระและปุคคลโลกาสวาระ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ปหีนวารกถา จบ. ในอุปปัชชนวาระ เช่นกับอนุสัยวาระนั่นแหละ.
ธาตุวารกถา
บัณฑิตพึงทราบธาตุวาระก่อนว่า กติ อนุสยา อนุเสนฺติ ได้แก่ อนุสัยเท่าไร ที่เป็นสภาพไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.
คำว่า กติ อนุสยา นานุเสนฺติ อนุสัยเท่าไรไม่ไปตามสันดานแล้วอาศัยอยู่.
คำว่า กติ อนุสยา ภงฺคา ความว่า บัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยเท่าไรย่อมนอนเนื่อง อนุสัยเท่าไรย่อมไม่นอนเนื่อง ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้คำใดที่ควรกล่าว คำนั้นท่านก็กล่าวแล้วในที่เป็นที่กำหนดพระบาลีในหนหลังนั่นแหละ. แต่ในนิเทสวาระ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งปุถุชนว่า อนุสัย ๗ ย่อมนอนเนื่องแก่ใครดังนี้.
คำว่า กสฺสจิ ปญฺจ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งพระโสดาบันและพระสกทาคามี.
จริงอยู่ ทิฏฐานุสัยและวิจิกิจฉานุสัย อันท่านเหล่านั้นละได้แล้ว เพราะเหตุนั้น อนุสัยทั้ง ๕ เท่านั้น จึงนอนเนื่อง ดังนี้.
บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาเนื้อความในบทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แห่งบทว่า อนุเสนฺติ ในอนุสยวาระฉันใด ในธาตุวาระนี้ พึงทราบว่าไม่พึงถือเอาฉันนั้น.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความที่อนุสัยนั้นไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น.
จริงอยู่ เมื่อบุคคลกำลังเข้าถึงกามธาตุ วิบากจิตและรูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานย่อมเกิด แต่อกุศลจิตย่อมไม่เกิดในขณะนั้น. ก็อนุสัยทั้งหลาย ย่อมเกิดขึ้นในขณะแห่งอกุศลจิต ย่อมไม่เกิดขึ้นในขณะแห่งวิบากจิต เพราะเหตุนั้น เพราะความไม่เกิดในขณะดังกล่าวแล้วนั้นจึงไม่ควรถือเอา.
ถามว่า พึงถือเอาอย่างไร?
ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้โดยประการใด ก็พึงถือเอาโดยประการนั้น.
ถามว่า ย่อมหยั่งเห็นได้อย่างไร?
ตอบว่า ย่อมหยั่งเห็นได้ เพราะอรรถว่าเป็นกิเลสที่ยังละไม่ไม้.
เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกุศลและอัพยากตจิต เพราะความที่ราคะโทสะและโมหะอันตนละยังไม่ได้ ท่านก็เรียกว่าผู้มีราคะโทสะและโมหะ ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องแก่บุคคลนั้นๆ แม้ในขณะแห่งปฏิสนธิ เพราะความที่มรรคภาวนายังมิได้ละ ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสว่า อนุสัยเหล่านั้นย่อมนอนเนื่องอย่างเดียว แต่พึงทราบว่าอนุสัยเหล่านั้น ชื่อว่านอนเนื่องเพราะความเป็นสภาวะที่ยังละไม่ได้นั่นแหละด้วย ดังนี้.
คำว่า อนุสยา ภงฺคา นตฺถิ อธิบายว่า ก็ชื่อว่าอนุสัย อันบัณฑิตพึงจำแนกอย่างนี้ว่า อนุสัยใดกำลังนอนเนื่องแก่บุคคลใดอนุสัยนั้นเท่านั้นย่อมนอนเนื่อง, อนุสัยใดมิได้กำลังนอนเนื่อง, อนุสัยนั้นเท่านั้น ก็ย่อมไม่นอนเนื่อง, อนุสัยนี้ย่อมนอนเนื่องและย่อมไม่นอนเนื่อง,อนุสัยนี้พึงนอนเนื่องด้วยไม่พึงนอนเนื่องด้วย ดังนี้ ย่อมไม่มี.
คำว่า รูปธาตุํ อุปปชฺชนฺตสฺส กสฺสจิ ตโย นี้ ตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งพระอนาคามี.
จริงอยู่ กามราคะ ปฏิฆะ ทิฏฐิและวิจิกิจฉานุสัยแม้ทั้ง ๔ ท่านละได้แล้วโดยไม่เหลือ อนุสัย ๓ นอกนี้ท่านยังละไม่ได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กสฺสจิ ตโย อนุสยา อนุเสนฺติ แปลว่า อนุสัย ๓ ย่อมนอนเนื่องแก่ใคร ดังนี้.
คำว่า น กามธาตุ อธิบายว่า เมื่อเข้าถึงธาตุทั้ง ๒ ที่เหลือ เพราะความที่ท่านปฏิเสธกามธาตุ.
คำว่า สตฺเตว นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดแล้วตรัสว่า ชื่อว่า การเกิดในกามธาตุของพระอริยสาวกผู้จุติจากรูปธาตุย่อมไม่มี มีอยู่แต่ปุถุชนเท่านั้น เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า สตฺเตว ดังนี้. แม้ในคำว่า สตฺเตว แห่งบุคคลผู้จุติจากอรูปธาตุแล้วเข้าถึงกามธาตุนี้ ก็นัยนี้แหละ.
ถามว่า เพราะเหตุไร คำว่า ความเกิดขึ้นในรูปธาตุย่อมไม่มี ดังนี้.
ตอบว่า เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานอันเป็นธรรมให้สำเร็จในการเกิดนั้นไม่มี.
จริงอยู่ บุคคลนั้นเข้าถึงธาตุนั้น เพราะก้าวล่วงรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้น รูปาวจรฌานของท่านจึงไม่มีอยู่ในที่นั้น เพราะความไม่มีรูปาวจรฌานนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า การเกิดขึ้นในรูปธาตุจึงไม่มี ดังนี้.
ในข้อว่า อรูปธาตุยา จุตสฺส น กามธาตุํ นี้ ทรงประสงค์เอาในอรูปธาตุเท่านั้น. พึงทราบเนื้อความในวิสัชนาทั้งปวง โดยนัยนี้ ดังนี้แล. ธาตุวารกถา จบ. อรรถกถาอนุสยยมก จบ. -----------------------------------------------------