๕. พาลวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๕. พาลวรรค หมวดว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๑) @เชิงอรรถ : @ ธาตุ หมายถึงสิ่งที่ทรงสภาวะของตนอยู่เองตามที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้น ไม่มีผู้สร้างผู้บันดาล มี ๑๘ คือ@จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ@ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ@มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ (อภิ.วิ. ๓๕/๑๘๔/๑๐๒, วิสุทฺธิ. ๓/๖๕)@ อาบัติ ในที่นี้หมายถึงกองอาบัติ ๕ ที่มาในมาติกา คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ@และกองอาบัติ ๗ ที่มาในวิภังค์ คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓, วิ.อ. ๓/๒๗๑/๔๓๕) @ ฉลาดในการออกจากอาบัติ หมายถึงการรู้วิธีออกจากอาบัติ ๒ วิธี คือ (๑) เทสนาวิธี ได้แก่ วิธีแสดง@อาบัติหรือปลงอาบัติ (ได้แก่ อาบัติถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฏ ทุพภาสิต) (๒) กัมมวาจาวิธี@หรือ วุฏฐานวิธี ได้แก่ วิธีปฏิบัติสำหรับผู้จะเปลื้องตนออกจากอาบัติสังฆาทิเสส มี ๔ อย่าง คือ ปริวาส@มานัต อัพภาน และปฏิกัสสนา (องฺ.ทุก.อ. ๒/๙๘/๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่ทำหน้าที่ซึ่งยังมาไม่ถึง ๒. คนที่ทำหน้าที่ซึ่งมาถึงแล้ว บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๒)
คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๓)
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๔)
คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๕)
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๖)
คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๗)
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๘)
คนพาล ๒ จำพวกนี้ คนพาล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล (๙)
บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ บัณฑิต ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล (๑๐)
อาสวะ ย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๑) @เชิงอรรถ : @ อาสวะ หมายถึงกิเลสทั้งหลาย (องฺ.ทุก.อ. ๒/๑๐๙/๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๕. พาลวรรค
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๒. คนที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๒)
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๓)
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๒. คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๔)
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๕)
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๒}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๒. ทุติยปัณณาสก์ ] ๕. พาลวรรค
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๗)
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๘)
อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๑๙)
อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก คน ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๒. คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล (๒๐) พาลวรรคที่ ๕ จบ ทุติยปัณณาสก์ จบบริบูรณ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๑๓}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
๙๗ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อนาคตํ ภารํ วหติ โย จ อาคตํ ภารํ น วหติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่นำเอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๙๘ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อาคตํ ภารํ วหติ โย จ อนาคตํ ภารํ น วหติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่นำภาระที่มาถึงไป ๑ คนที่ไม่นำเอาภาระที่ยังไม่มาถึงไป ๑ ดูกรภิกษุ-*ทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๙๙ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือคนที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ ดูกร-*ภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๐ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ คนที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๑ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวก เป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๓ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๕ เทฺวเม ภิกฺขเว พาลา กตเม เทฺว โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พาลาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพาล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๖ เทฺวเม ภิกฺขเว ปณฺฑิตา กตเม เทฺว โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปณฺฑิตาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ คนที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ คนที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๗ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ นกุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๘ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ นกุกฺกุจฺจายิตพฺพํ น กุกฺกุจฺจายติ โย จ กุกฺกุจฺจายิตพฺพํ กุกฺกุจฺจายติ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่ไม่รังเกียจสิ่งที่ไม่น่ารังเกียจ ๑ ผู้ที่รังเกียจสิ่งที่น่ารังเกียจ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๐๙ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อกปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ควร ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๐ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อกปฺปิเย อกปฺปิยสญฺญี โย จ กปฺปิเย กปฺปิยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่ควรในของที่ไม่ควร ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าควรในของที่ควร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๑ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อนาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๒ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อนาปตฺติยา อนาปตฺติสญฺญี โย จ อาปตฺติยา อาปตฺติสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นอาบัติในข้อที่ไม่เป็นอาบัติ ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นอาบัติในข้อที่เป็นอาบัติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๓ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อธมฺเม ธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม อธมฺมสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๔ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อธมฺเม อธมฺมสญฺญี โย จ ธมฺเม ธมฺมสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นธรรมในข้อที่ไม่เป็นธรรม ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นธรรมในข้อที่เป็นธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๕ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อวินเย วินยสญฺญี โย จ วินเย อวินยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา วฑฺฒนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมเจริญแก่คน ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๑๑๖ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว อาสวา น วฑฺฒนฺติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ โย จ อวินเย อวินยสญฺญี โย จ วินเย วินยสญฺญี อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ อาสวา น วฑฺฒนฺตีติ ฯ พาลวคฺโค ปญฺจโม ฯ ทุติโย ปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ -----------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒ จำพวก ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ผู้ที่เข้าใจว่าไม่เป็นวินัยในข้อที่ไม่เป็นวินัย ๑ ผู้ที่เข้าใจว่าเป็นวินัยในข้อที่เป็นวินัย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะย่อมไม่เจริญแก่คน ๒จำพวกนี้แล ฯ จบพาลวรรคที่ ๕ จบทุติยปัณณาสก์ -----------------------------------------------------