๑. ปุคคลวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรค ๒. ทุติยปัณณาสก์ ๑. ปุคคลวรรค หมวดว่าด้วยบุคคล
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มากเพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มากเพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่อประโยชน์แก่คนหมู่มาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย (๑)
บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ บุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ (๒)
การตายของบุคคล ๒ จำพวกนี้เป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอย เดือดร้อนไปด้วย @เชิงอรรถ : @ เกื้อกูลแก่คนหมู่มาก หมายถึงเพราะพระเจ้าจักรพรรดิบังเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย@ได้สมบัติ ๒ อย่าง คือ (๑) มนุษยสมบัติ สมบัติในมนุษย์ (๒) เทวสมบัติ สมบัติในสวรรค์ และเพราะ@พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้สมบัติ ๓ อย่าง คือ (๑) มนุษยสมบัติ@สมบัติในมนุษย์ (๒) เทวสมบัติ สมบัติในสวรรค์ (๓) นิพพานสมบัติ สมบัติคือพระนิพพาน@(องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๓/๕๘, องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๕๓/๕๗) @ เป็นอัจฉริยมนุษย์ ในที่นี้หมายถึงเป็นบุคคลที่หาได้ยากไม่ปรากฏทั่วไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๕๔/๕๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๗}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค การตายของบุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ การตายของบุคคล ๒ จำพวกนี้แลเป็นเหตุให้คนจำนวนมากพลอยเดือดร้อน ไปด้วย (๓)
ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้ ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระเจ้าจักรพรรดิ ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้แล (๔)
พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้ พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒. พระปัจเจกพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้แล (๕)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. ช้างอาชาไนย สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๖)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. ม้าอาชาไนย สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๗)
สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกไหนบ้าง คือ @เชิงอรรถ : @ ถูปารหบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่การสร้างสถูปบรรจุพระธาตุไว้ (องฺ.ทุก.ฏีกา ๒/๕๖/๕๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๘}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค ๑. ภิกษุขีณาสพ ๒. พญาราชสีห์ สัตว์วิเศษ ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง (๘) เหตุที่กินนรไม่พูดภาษาคน
กินนร เห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้จึงไม่พูดภาษาคน อำนาจประโยชน์ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. ไม่พูดเท็จ ๒. ไม่กล่าวตู่ผู้อื่นด้วยเรื่องไม่จริง กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้แลจึงไม่พูดภาษาคน (๙)สิ่งที่มาตุคามไม่อิ่ม
มาตุคาม(สตรี)ไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการจนกระทั่งตาย ธรรม ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ ๑. การเสพเมถุนธรรม ๒. การคลอดบุตร มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการนี้แลจนกระทั่งตาย (๑๐)การอยู่ร่วมกัน ๒ แบบ
ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและการอยู่ร่วม กันของสัตบุรุษแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและอสัตบุรุษอยู่ร่วมกัน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ กินนร แปลว่า “คนอะไร” หมายถึงเป็นอมนุษย์ในนิยาย มี ๒ ชนิด คือชนิดหนึ่งเป็นครึ่งคนครึ่งนก@ท่อนบนเป็นคน ท่อนล่างเป็นนก อีกชนิดหนึ่งมีรูปร่างเหมือนคน เมื่อจะไปไหนมาไหน ก็ใส่ปีกใส่หาง@บินไป (องฺ.ทุก.อ. ๒/๖๑/๕๘, พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๒๕ หน้า ๙๙-๑๐๐)@ การเสพเมถุนธรรม หมายถึงการร่วมประเวณี การร่วมสังวาส กล่าวคือ การเสพอสัทธรรมอันเป็น@ประเวณีของชาวบ้าน มีน้ำเป็นที่สุด เป็นกิจที่จะต้องทำในที่ลับ เป็นการกระทำของคนที่เป็นคู่ๆ@(วิ.มหา. ๑/๕๕/๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๙๙}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค คือ ภิกษุผู้เป็นเถระในธรรมวินัยนี้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ถึงพระเถระ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะ ก็ไม่ควรว่ากล่าวเราตัวเราก็ไม่ควรว่ากล่าวพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเราเราจะพูดกับเขาว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนเขา แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำแนะนำของเขา หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเราก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับเขาว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนเขา แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำแนะนำของเขา” แม้พระมัชฌิมะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ฯลฯ แม้พระนวกะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า“ถึงพระเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ไม่ควรว่ากล่าวพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนท่านแม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำสอนของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ไม่ทำละ’ ถึงเราก็จะเบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะไม่ทำตามคำสอนของท่าน” การอยู่ร่วมกันของอสัตบุรุษและอสัตบุรุษอยู่ร่วมกันเป็นอย่างนี้แล การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษและสัตบุรุษอยู่ร่วมกัน เป็นอย่างไร @เชิงอรรถ : @ พระเถระ หมายถึงพระผู้มีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ ที่นับว่าเป็นพระผู้ใหญ่ คือมีพรรษาตั้งแต่ ๑๐@ขึ้นไป และรู้ปาติโมกข์ เป็นต้น @ พระมัชฌิมะ หมายถึงพระระดับกลางมีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ ที่นับว่าพระปูนกลาง คือมีพรรษา@ตั้งแต่ครบ ๕ แต่ยังไม่ถึง ๑๐ @ พระนวกะ ในที่นี้หมายถึงพระใหม่ มีระดับอายุ คุณธรรม ความรู้ที่นับว่ายังใหม่ มีพรรษาต่ำกว่า ๕@ที่ยังต้องถือนิสสัย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๐}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๑. ปุคคลวรรค คือ ภิกษุผู้เป็นเถระในธรรมวินัยนี้มีความคิดอย่างนี้ว่า “ถึงพระเถระก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ควรว่ากล่าวทั้งพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเราก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำแนะนำของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำแนะนำของท่าน” แม้พระมัชฌิมะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า ฯลฯ แม้พระนวกะก็มีความคิดอย่างนี้ว่า“ถึงพระเถระก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระมัชฌิมะก็ควรว่ากล่าวเรา ถึงพระนวกะก็ควรว่ากล่าวเรา ตัวเราก็ควรว่ากล่าวทั้งพระเถระ พระมัชฌิมะ และพระนวกะ ถึงหากพระเถระจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำสอนของท่าน หากพระมัชฌิมะจะว่ากล่าวเรา ฯลฯ หากพระนวกะจะว่ากล่าวเรา ก็ปรารถนาสิ่งที่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เกื้อกูลว่ากล่าวเรา เราจะพูดกับท่านว่า ‘ดีละ’ เราจะไม่เบียดเบียนท่าน แม้เห็นอยู่ก็จะทำตามคำสอนของท่าน” การอยู่ร่วมกันของสัตบุรุษและสัตบุรุษอยู่ร่วมกันเป็นอย่างนี้แล (๑๑) เหตุให้อธิกรณ์ยืดเยื้อและไม่ยืดเยื้อ
ในอธิกรณ์ใด การโต้ตอบกันด้วยวาจา ความแข่งดีเพราะทิฏฐิ ความมี ใจอาฆาต ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด ยังไม่สงบระงับภายใน ในอธิกรณ์นั้นจะมีผลตามมาดังนี้ คือ อธิกรณ์นั้นจักเป็นไปเพื่อความยืดเยื้อ เพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๓,๔,๕ ทุกนิบาต ข้อ ๑๕ หน้า ๖๗ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๐ หน้า : ๑๐๑}
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต [๓. ตติยปัณณาสก์] ๒. สุขวรรค ภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณ์ใด การโต้ตอบด้วยวาจา ความแข่งดีเพราะทิฏฐิความมีใจอาฆาต ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด สงบระงับไปด้วยดีภายในในอธิกรณ์นั้นจะมีผลตามมา ดังนี้ คือ อธิกรณ์นั้นจักไม่เป็นไปเพื่อความยืดเยื้อเพื่อความรุนแรง เพื่อความร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ผาสุก (๑๒)ปุคคลวรรคที่ ๑ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ทุติยปณฺณาสโก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต ทุติยปัณณาสก์
๕๑ เทฺวเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ พหุชนหิตาย พหุชนสุขาย พหุโน ชนสฺส อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลของชนมาก เพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้แล เมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อประโยชน์เกื้อกูลของชนมาก เพื่อสุขของชนมาก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
๕๒ เทฺวเม ภิกฺขเว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อจฺฉริยมนุสฺสา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ปุคฺคลา โลเก อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชนฺติ อจฺฉริยมนุสฺสาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้ เมื่อเกิดขึ้นในโลกย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมา-*สัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๒ จำพวกนี้แลเมื่อเกิดขึ้นในโลก ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัจฉริยมนุษย์ ฯ
๕๓ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว ปุคฺคลานํ กาลกิริยา พหุโน ชนสฺส อนุตปฺปา โหติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ ตถาคตสฺส จ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส รญฺโญ จ จกฺกวตฺติสฺส อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ ปุคฺคลานํ กาลกิริยา พหุโน ชนสฺส อนุตปฺปา โหตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกนี้ เป็นความเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก กาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ ของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายกาลกิริยาของบุคคล ๒ จำพวกนี้แล เป็นความเดือดร้อนแก่ชนเป็นอันมาก ฯ
๕๔ เทฺวเม ภิกฺขเว ถูปารหา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชา จ จกฺกวตฺตี อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว ถูปารหาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถูปารหบุคคล ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๕๕ เทฺวเม ภิกฺขเว พุทฺธา กตเม เทฺว ตถาคโต จ อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ปจฺเจกพุทฺโธ จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว พุทฺธาติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้ ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๑ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ๒ จำพวกนี้แล ฯ
๕๖ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว หตฺถาชานิโย จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ ช้างอาชาไนย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ฯ
๕๗ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว อสฺสาชานิโย จ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ ม้าอาชาไนย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ฯ
๕๘ เทฺวเม ภิกฺขเว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺติ กตเม เทฺว ภิกฺขุ จ ขีณาสโว สีโห จ มิคราชา อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อสนิยา ผลนฺติยา น สนฺตสนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวกเป็นไฉน คือ พระภิกษุขีณาสพ ๑ สีหมฤคราช ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ฯ
๕๙ เทฺวเม ภิกฺขเว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา กึปุริสา มานุสึ วาจํ น ภาสนฺติ กตเม เทฺว มา จ มุสา ภณิมฺหา มา จ ปรํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขิมฺหาติ อิเม โข ภิกฺขเว เทฺว อตฺถวเส สมฺปสฺสมานา กึปุริสา มานุสึ วาจํ น ภาสนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการนี้จึงไม่พูดภาษามนุษย์ อำนาจประโยชน์ ๒ ประการเป็นไฉน คือ เราอย่าพูดเท็จ ๑เราอย่าพูดตู่ผู้อื่นด้วยคำไม่จริง ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กินนรเห็นอำนาจประโยชน์๒ ประการนี้แล จึงไม่พูดภาษามนุษย์ ฯ
๖๐ ทฺวินฺนํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ มาตุคาโม กาลํ กโรติ กตเมสํ ทฺวินฺนํ เมถุนธมฺมสมาปตฺติยา จ วิชายนสฺส จ อิเมสํ โข ภิกฺขเว ทฺวินฺนํ ธมฺมานํ อติตฺโต อปฺปฏิวาโณ มาตุคาโม กาลํ กโรตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการทำกาลกิริยา ธรรม ๒ ประการเป็นไฉน คือ การเสพเมถุนธรรม ๑ การคลอดบุตร ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มาตุคามไม่อิ่ม ไม่ระอาต่อธรรม ๒ ประการนี้แลทำกาลกิริยา ฯ
๖๑ อสนฺตสนฺนิวาสญฺจ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ สนฺตสนฺนิวาสญฺจ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กถญฺจ ภิกฺขเว อสนฺตสนฺนิวาโส โหติ กถญฺจ อสนฺโต สนฺนิวสนฺติ อิธ ภิกฺขเว เถรสฺส ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ น วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ น วเทยฺย นโวปิ มํ น วเทยฺย เถรํปาหํ น วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ น วเทยฺยํ นวํปาหํ น วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิมสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ฯเปฯ นวสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ น วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ น วเทยฺย นโวปิ มํ น วเทยฺย เถรํปาหํ น วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ น วเทยฺยํ นวํปาหํ น วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺยํ อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย อหิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน หิตานุกมฺปี โนติ นํ วเทยฺยํ วิเหเสยฺยํปิ นํ ปสฺสมฺปิสฺส น ปฏิกเรยฺยํ เอวํ โข ภิกฺขเว อสนฺตสนฺนิวาโส โหติ เอวญฺจ อสนฺโต สนฺนิวสนฺติ ฯ {๓๐๗.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว สนฺตสนฺนิวาโส โหติ กถญฺจ สนฺโต สนฺนิวสนฺติ อิธ ภิกฺขเว เถรสฺส ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ วเทยฺย นโวปิ มํ วเทยฺย เถรํปาหํ วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ วเทยฺยํ นวํปาหํ วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิมสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ ฯเปฯ นวสฺสปิ ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เถโรปิ มํ วเทยฺย มชฺฌิโมปิ มํ วเทยฺย นโวปิ มํ วเทยฺย เถรํปาหํ วเทยฺยํ มชฺฌิมํปาหํ วเทยฺยํ นวํปาหํ วเทยฺยํ เถโร เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ มชฺฌิโม เจปิ มํ วเทยฺย ... นโว เจปิ มํ วเทยฺย หิตานุกมฺปี มํ วเทยฺย โน อหิตานุกมฺปี สาธูติ นํ วเทยฺยํ น นํ วิเหเสยฺยํ ปสฺสมฺปิสฺส ปฏิกเรยฺยํ เอวํ โข ภิกฺขเว สนฺตสนฺนิวาโส โหติ เอวญฺจ สนฺโต สนฺนิวสนฺตีติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงการอยู่ร่วมของอสัตบุรุษ ๑ การอยู่ร่วมของสัตบุรุษ ๑ แก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็การอยู่ร่วมของอสัตบุรุษเป็นอย่างไร และอสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นเถระในธรรมวินัยนี้ ย่อมคิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา แม้เราก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะ ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง เราแม้เห็นอยู่ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา แม้หากภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง แม้เราเห็นอยู่ ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะ จะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง เราแม้จะเห็นอยู่ ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา แม้ภิกษุที่มัชฌิมะก็คิดอย่างนี้ ฯลฯ แม้ภิกษุที่นวกะก็คิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็ไม่ควรว่ากล่าวเรา แม้เราก็ไม่พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะ ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเราเราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง เราแม้จะเห็นอยู่ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ... ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่ปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า จักไม่ทำละ ดังนี้ แม้เราก็พึงเบียดเบียนเขาบ้าง เราแม้จะเห็นอยู่ ก็ไม่พึงทำตามถ้อยคำของเขา ดูกรภิกษุทั้ง-*หลาย การอยู่ร่วมของอสัตบุรุษเป็นเช่นนี้แล และอสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมเช่นนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วมของสัตบุรุษเป็นอย่างไร และสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุที่เป็นเถระในธรรมวินัยนี้ ย่อมคิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็พึงว่ากล่าวเรา แม้เราก็พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึงเบียดเบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ... ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึงเบียดเบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา แม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็คิดเช่นนี้ ฯลฯ แม้ภิกษุที่เป็นนวกะก็คิดเช่นนี้ว่า ถึงภิกษุที่เป็นเถระก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นมัชฌิมะก็พึงว่ากล่าวเรา ถึงภิกษุที่เป็นนวกะก็พึงว่ากล่าวเรา เราก็พึงว่ากล่าวภิกษุที่เป็นเถระ ที่เป็นมัชฌิมะ ภิกษุที่เป็นนวกะ ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นเถระจะพึงว่ากล่าวเรา ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราก็ไม่พึงเบียดเบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นมัชฌิมะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ... ถ้าแม้ภิกษุที่เป็นนวกะจะพึงว่ากล่าวเราไซร้ ก็พึงปรารถนาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ปรารถนาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่ากล่าวเรา เราพึงพูดกะเขาว่า ดีละ ดังนี้ แม้เราไม่พึงเบียดเบียนเขา เราแม้เห็นอยู่ ก็ควรทำตามถ้อยคำของเขา ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอยู่ร่วมของสัตบุรุษเป็นเช่นนี้แล และสัตบุรุษย่อมอยู่ร่วมเช่นนี้ ฯ
๖๒ ยสฺมึ ภิกฺขเว อธิกรเณ อุภโตวจีสํสาโร ทิฏฺฐิปลาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ อชฺฌตฺตํ อวูปสนฺตํ โหติ ตเสฺมตํ ภิกฺขเว อธิกรเณ ปาฏิกงฺขํ ทีฆตฺตาย ขรตฺตาย วาฬตฺตาย สํวตฺติสฺสติ ภิกฺขู จ น ผาสุํ วิหริสฺสนฺติ ฯ ยสฺมึ จ โข ภิกฺขเว อธิกรเณ อุภโตวจีสํสาโร ทิฏฺฐิปลาโส เจตโส อาฆาโต อปฺปจฺจโย อนภิรทฺธิ อชฺฌตฺตํ สุวูปสนฺตํ โหติ ตเสฺมตํ ภิกฺขเว อธิกรเณ ปาฏิกงฺขํ น ทีฆตฺตาย ขรตฺตาย วาฬตฺตาย สํวตฺติสฺสติ ภิกฺขู จ ผาสุํ วิหริสฺสนฺตีติ ฯ ปุคฺคลวคฺโค ปฐโม ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในอธิกรณ์ใด การด่าโต้ตอบกัน ความ แข่งดีกันเพราะทิฐิ ความอาฆาตแห่งใจ ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด ยังไม่สงบระงับไป ณ ภายใน ความมุ่งหมายนี้ในอธิกรณ์นั้น จักเป็นไปเพื่อความเป็นอธิกรณ์ยืดเยื้อ กล้าแข็งร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่ไม่ผาสุก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนในอธิกรณ์ใดแล การด่าโต้ตอบกัน ความแข่งดีกันเพราะทิฐิความอาฆาตแห่งใจ ความไม่พอใจ ความขึ้งเคียด สงบระงับดีแล้ว ณ ภายในความมุ่งหมายนี้ในอธิกรณ์นั้น จักไม่เป็นไปเพื่อความเป็นอธิกรณ์ยืดเยื้อ กล้าแข็งร้ายแรง และภิกษุทั้งหลายจักอยู่เป็นผาสุก ฯ จบปุคคลวรรคที่ ๑