อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๐๓๖

อุปปาทวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๓๖–๑๑๑๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 80 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 80 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 60 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปวตฺติวาโร

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌาเน กามาวจเร ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌาเน กามาวจเร ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: จตุตฺถชฺฌาเน รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌาเน ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน กามาวจเร ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ยตฺถ วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน จตุตฺถชฺฌาเน ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌาเน กามาวจเร รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ จตุตฺถชฺฌาเน อสญฺญสตฺเต ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ จตุตฺถชฺฌาเน อสญฺญสตฺเต ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: จตุตฺถชฺฌาเน รูปาวจเร อรูปาวจเร ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌาเน ตติยชฺฌาเน จตุตฺถชฺฌาเน ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ อสญฺญสตฺเต ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยตฺถ วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ อวิตกฺกอวิจารจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ ยสฺสยตฺถเก นิโรธสมาปนฺนานนฺติ น ลพฺภติ ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ฯเปฯ ยตฺถกมฺปิ สพฺพตฺถ เอกสทิสํ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อิตเรสํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: นตฺถิ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อิตเรสํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมภวิกานํ เย จ รูปาวจรํ อรูปาวจรํ อุปปชฺชิตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา กามาวจรานํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อาสนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชต ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: นตฺถิ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ สุทฺธาวาสานํ ทุติเย จิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ สุทฺธาวาสํ อุปปชฺชนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ ---------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชติ วิตกฺกวิจารานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ ภงฺคกฺขเณ เตสํเยว วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา อสฺสาสปสฺสาเสหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ วินา วิตกฺกวิจาเรหิ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชตีติ: สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชติ สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชติ ฯ --------

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อิตเรสํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ กามาวจรานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ อิตเรสํ สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถาติ: อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร อุปฺปชฺชิตฺถ สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: นตฺถิ ฯ ยสฺส วา ปน จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: อุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ สมาปนฺนานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ รูปาวจเร อรูปาวจเร สวิตกฺกสวิจารปจฺฉิมจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อวิตกฺกอวิจารปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อวิตกฺกอวิจารํ ปจฺฉิมจิตฺตํ อุปฺปชฺชิสฺสติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนานํ รูปาวจรานํ อรูปาวจรานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: กามาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ กายสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ รูปาวจเร อรูปาวจเร ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ กายสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ

ยสฺส ยตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ โน จ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถาติ: สวิตกฺกสวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ วจีสงฺขาโร นุปฺปชฺชิตฺถ อวิตกฺกอวิจารภูมิยํ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ จิตฺตสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิสฺสติ วจีสงฺขาโร จ นุปฺปชฺชิตฺถ ฯ อุปฺปาทวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลัง เกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร กาย-สังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ วจี-สังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและของบุคคลผู้อุบัติอยู่ใน กามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๒๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิดอนุโลมโอกาส

ข้อ ๒๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในทุติยฌานและตติยฌาน ในฌานนั้นกายสังขารกำลังเกิด แต่วจี- สังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในปฐมฌานและในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นกายสังขารกำลังเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิด ปฏิ. วจีสังขารในภูมิใดกำลังเกิด กายสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นวจีสังขารกำลังเกิด แต่กาย-สังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในปฐมฌานและในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นวจีสังขารกำลังเกิดและกายสังขารก็กำลังกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารในภูมิใดกำลังเกิด กายสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในจตุตถฌาน และในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นจิตต- สังขารกำลังเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานและในกามาวจรภูมิ ในภูมินั้นจิตตสังขารกำลังเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๒๒

อนุ. วจีสังขารในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ในฌานนั้นจิตตสังขารกำลังเกิดแต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในปฐมฌาน และในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจร-ภูมิ ในภูมินั้นจิตตสังขารกำลังเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิด อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๒๓

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน)ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๒๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กาย-สังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจี-สังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๒๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นกายสังขารไม่ใช่กำลังเกิดแต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในจตุตถฌานและในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นกายสังขารไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. วจีสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด กายสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในทุติยฌานและตติยฌาน ในฌานนั้นวจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด แต่กาย-สังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในจตุตถฌานและในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นวจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิดและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในจตุตถฌาน และในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ ในภูมินั้นกายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นกายสังขารไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. จิตตสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด กายสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๒๗

อนุ. วจีสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่ กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน ในฌานนั้นวจีสังขารไม่ใช่ กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้น วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. จิตตสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๒๘

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กาย-สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ วิ. ใช่ (พึงขยายคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด ให้พิสดารโดยนัยอย่างเดียวกันกับ ในคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดในภูมิใด คำว่าของบุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติมีไม่ได้) ๒. อตีตวาร ว่าด้วยธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๒๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยเกิด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยเกิด ฯลฯ วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๕๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร

ข้อ ๓๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยเกิด ฯลฯ วิ. ใช่ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๓๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดเคยเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ในภูมิใด เหมือนกันทุกแห่ง)อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๓๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นใน ภูมินั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็เคยเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่กายสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและกายสังขารก็เคยเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่กายสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและกายสังขารก็เคยเกิด

ข้อ ๓๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เมื่อจิตดวงที่ ๒ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็เคยเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๓๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

ข้อ ๓๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๓๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่เคยเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๓๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานเมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและวจีสังขารก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในฌานนั้นไม่เคยเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน เมื่อจิตดวงที่ ๒ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและกายสังขารก็ไม่เคยเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยเกิดบุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กาย- สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจิตตสังขารก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๓๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน เมื่อจิตดวงที่ ๒ของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจิตตสังขารก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๓๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิด ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและกายสังขารก็จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและกายสังขารก็จักเกิด

ข้อ ๔๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและวจีสังขารก็จักเกิดอนุโลมโอกาส

ข้อ ๔๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดจักเกิด ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๔๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและวจีสังขารก็จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐม-ฌานและบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิอรูปาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็จักเกิด

ข้อ ๔๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับ แห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจร-ภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและวจีสังขารก็จักเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๔๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ปัจฉิมภวิกบุคคลในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ และบุคคลเหล่าใดจักอุบัติในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิแล้วปรินิพพานกำลังจุติ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๔๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๔๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๔๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่กายสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น)บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและกายสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๔๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับ แห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๔๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๕๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็เคย เกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๖๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิดอนุโลมโอกาส

ข้อ ๕๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๕๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่เคยเกิดในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและวจีสังขารก็เคยเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่กาย-สังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๕๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๕๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี

ข้อ ๕๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๕๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๕๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ เมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่เคยเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌานในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะเมื่อจิตดวงที่ ๒ ของบุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในสุทธาวาสภูมิเป็นไปอยู่บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด และ จิตตสังขารก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๕๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในสุทธาวาสภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่เคยเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๕๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๖๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิด ใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารของบุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็กำลังเกิด ใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิดอนุโลมโอกาส

ข้อ ๖๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๖๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและวจีสังขารก็จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็กำลังเกิด

ข้อ ๖๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจารของบุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและวจีสังขารก็กำลังเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๖๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตต-สังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๖๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของ บุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๖๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๖๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด วจีสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด(ในลำดับแห่งจิตนั้น) ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้นนั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ในภังคขณะแห่งลมอัสสาสปัสสาสะของบุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน ในอุปปาทขณะแห่งจิตของบุคคลเหล่านั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร นั่นแหละซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและกายสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้นจากลมอัสสาสปัสสาสะ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ใช่

ข้อ ๖๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด จิตตสังขารของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งจิตของบุคคลทั้งหมด ในอุปปาทขณะแห่งจิตซึ่งเว้น จากลมอัสสาสปัสสาสะ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิวจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจาร บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๗๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร ๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๖๙

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด ในลำดับแห่งจิตนั้น กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดแต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. กายสังขารของบุคคลใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดแต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๗๐

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็จักเกิด ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดแต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นเคยเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดจักเกิด ฯลฯ วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร อนุโลมโอกาส

ข้อ ๗๑

อนุ. กายสังขารในภูมิใดเคยเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๗๒

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่วจีสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและวจีสังขารก็จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็เคยเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ กายสังขารของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้เข้าปฐมฌานทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิจิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่กายสังขารไม่เคยเกิด บุคคลผู้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในกามาวจรภูมิ จิตต-สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและกายสังขารก็เคยเกิด

ข้อ ๗๓

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดเคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิด แต่จิตตสังขารไม่ใช่จักเกิด บุคคลนอกนี้ในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นเคยเกิดและจิตตสังขารก็จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็เคยเกิดใช่ไหม วิ. ในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่วจีสังขารไม่เคยเกิด ในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและวจีสังขารก็เคยเกิด ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๗๔

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร

ข้อ ๗๕

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดมีไหม วิ. ไม่มี ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. เคยเกิด ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๗๖

อนุ. กายสังขารในภูมิใดไม่เคยเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๗๗

อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด วจีสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่วจีสังขารมิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจารในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิ บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและวจีสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ บุคคลผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌาน วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด ในภังคขณะแห่งปัจฉิมจิตที่มีทั้งวิตกและวิจารในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ปัจฉิมจิตที่ไม่มีทั้งวิตก

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๑. อุปปาทวาร ๖. อตีตานาคตวาร และวิจารจักเกิดในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งด้วยจิตนั้น) บุคคลผู้เข้า จตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและกายสังขารก็ไม่เคยเกิด อนุ. กายสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เข้าจตุตถฌานและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิกายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ กายสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจิตต-สังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด กายสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในกามาวจรภูมิ จิตตสังขารของ บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่กายสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในรูปาวจรภูมิและอรูปาวจรภูมิและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและกายสังขารก็ไม่เคยเกิด

ข้อ ๗๘

อนุ. วจีสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่เคยเกิด จิตตสังขารของบุคคล นั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิด แต่จิตตสังขารมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ วจีสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่เคยเกิดและจิตตสังขารก็ไม่ใช่จักเกิด ปฏิ. จิตตสังขารของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด วจีสังขารของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่เคยเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๘๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๖. สังขารยมก] ๒. ปวัตติวาร ๒. นิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในภูมิที่มีทั้งวิตกและวิจาร จิตต- สังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิด แต่วจีสังขารมิใช่ไม่เคยเกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิตในภูมิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ จิตตสังขารของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักเกิดและวจีสังขารก็ไม่เคยเกิด อุปปาทวาร จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๒๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสังขารยมก

บัดนี้ เป็นการวรรณนาสังขารยมก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงต่อจากสัจจยมกทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลเป็นต้นที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นไว้เป็นเอกเทศหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งธรรมที่จะสงเคราะห์ได้. แม้ในสังขารยมกนั้น พึงทราบประเภทแห่งวาระที่เหลือ คือมหาวาระทั้งหลายมีปัณณัตติวาระเป็นต้นและอันตรวาระเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง.

ส่วนการแปลกกันในสังขารยมกนี้ มีดังนี้ ในปัณณัติวาระก่อน ปทโสธนวาระว่า รูปํ รูปกฺขนฺโธ, จกฺขุํ จกฺขฺวายตนํ, จกฺขุํ จกฺขุธาตุ ทุกฺขํ ทุกฺขสจฺจํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันพระองค์ทรางปรารภแล้วแสดงแล้วในภายหลังฉันใด แม้สังขาร ๓ เบื้องต้น พระองค์ไม่ทรงปรารภแล้วเหมือนอย่างนั้น (แต่) ทรงแสดงจำแนกไว้ว่าอสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขาโร = ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ชื่อว่ากายสังขาร ดังนี้ เป็นต้น.

ในสังขาร ๓ เหล่านั้น สังขารแห่งกาย ชื่อว่ากายสังขาร.

สังขารอันเป็นผลของกรัชกายอันเกิดแล้วจากเหตุนั่นแหละ ชื่อว่ากายสังขาร เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น คือลมอัสสาสะปัสสาสะ มีในกาย เนื่องด้วยกาย.

นัยอื่นอีก :-

สภาวะใดอันปัจจัยย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่งเหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร.

ถามว่า สังขารนั้นอันอะไรย่อมกระทำพร้อม คือปรุงแต่ง.

ตอบว่า สังขารนั้นอันกายย่อมปรุงแต่ง ก็สังขารนี้อันกรัชกาย ย่อมปรุงแต่งราวกะเครื่องสูบปรุงแต่งลม แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ (= ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น) กายสังขาร คือสังขารแห่งกาย.

อธิบายว่า ลมอัสสาสะ ปัสสาสะ อันกายกระทำแล้ว.

ก็สภาพใดย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาพนั้น ชื่อว่าสังขาร เพราะคำว่า ดูก่อนวิสาขะผู้มีอายุ บุคคลตรึกแล้วตรองแล้วก่อนจึงพูดต่อภายหลัง เพราะเหตุนั้น วิตกและวิจาร จึงชื่อว่าวจีสังขาร ดังนี้.

ถามว่า อะไรเป็นสังขาร.

ตอบว่า วจีเป็นสังขาร สังขารแห่งวจี ชื่อว่าวจีสังขาร. คำว่า วจีสังขารนี้เป็นชื่อของหมวดสองแห่งวิตกและวิจาร อันเป็นสมุฏฐานแห่งการเปล่งวาจา.

ก็สภาวะใดอันปัจจัยย่อมปรุงแต่ง เหตุนั้นสภาวะนั้น ชื่อว่าสังขาร แม้ในบทที่สาม เพราะคำว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือสัญญาและเวทนา มีในจิต เนื่องด้วยจิต ดังนี้นั่นแหละ.

ถามว่า อันอะไรย่อมปรุงแต่ง. ตอบว่า อันจิตย่อมปรุงแต่ง.

สังขารแห่งจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร เพราะกระทำฉัฏฐีวิภัตให้ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัต คำว่า จิตตสังขาร นี้เป็นชื่อของเจตสิกธรรมทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเว้นวิตกและวิจารเสีย เพราะทรงถือเอาวิตกวิจารเป็นแผนกหนึ่ง โดยความเป็นวจีสังขาร.

บัดนี้พระองค์ทรงเริ่มปทโสธนวาระว่า กาโย กายสงฺขาโร เป็นต้น ยมก ๖ อย่าง คือยมก ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่าง ในปฏิโลมนัย แห่งปทโสธนวาระนั้น ยมก ๑๒ อย่าง คือยมก ๖ อย่างในอนุโลมนัย ๖ อย่างในปฏิโลมนัย เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ ในปทโสธนมูลจักกวาระให้เป็นสอง.

ส่วนในสุทธสังขารวาระ ตรัสยมกทั้งหลายไว้โดยนัยเป็นต้นว่า รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ จกฺขุํ ดังนี้ ในวาระทั้งหลายมีสุทธักขันธวาระเป็นต้นฉันใด ก็ตรัสยมก ๖ อย่างในสุทธิกวาระ แม้ทั้งปวงฉันนั้นคือยมก ๓ อย่าง ในอนุโลม ๓ อย่าง ในปฏิโลม คือมีกายสังขารเป็นมูลสอง มีวจีสังขารเป็นมูลหนึ่ง โดยนัยเป็นต้นว่า กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร ไม่ตรัสว่า กาโยสงฺขาโร, สงฺขาโร กาโย.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า เพราะความที่แห่งยมก ๖ อย่างเหล่านั้นไม่มีอยู่ด้วยอำนาจแห่งบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระเนื้อความย่อมมีด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ รูปํ ขนฺโธ, ขนฺโธ รูปํ, จกฺขุํ อายตนํ, อายตนํ จกฺขุํเพราะในขันธยมกเป็นต้น ทรงประสงค์เอาขันธ์อันประเสริฐมีรูปเป็นต้น อายตนะอันประเสริฐ มีจักขุเป็นต้นฉันใดในสังขารยมกนี้ ไม่มีเนื้อความว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย ฉันนั้น

ส่วนเนื้อความอันหนึ่งว่า กายสงฺขาโร ย่อมได้ด้วยบท ๒ บท คือกายและสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสว่า กาโย สงฺขาโร สงฺขาโร กาโย เพราะไม่มีเนื้อความว่า อัสสาสะหรือปัสสาสะ ด้วยอำนาจการชำระบทหนึ่งๆ ในสุทธิกวาระ แต่พึงตรัสว่ากาโย กายสงฺขาโร เป็นบทต้น แม้คำว่า กาโย กายสงฺขาโร ย่อมไม่สมควรด้วยบทของกาย วจีและจิต เพราะความที่แห่งสังขารทั้งหลายที่ท่านประสงค์เอาแล้ว ท่านไม่ถือเอาในที่นี้ นี้เป็นสุทธสังขารวาระ.

อธิบายว่า ก็ในการชำระบท แม้เว้นจากเนื้อความการกล่าวย่อมไม่สมควร นัยนั้นท่านถือเอาแล้วในสุทธสังขารวาระแต่ในปทโสธนวาระนี้ ยมก ๖ อย่างย่อมสมควร เพราะกระทำมูลแห่งสังขารหนึ่งๆ คือ กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร, วจีสงฺขาโร กายสงฺขาโร เป็นต้น. ให้เป็นสอง เพราะความที่แห่งกายสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากวจีสังขาร คือคนละอย่างกับวจีสังขาร เป็นต้นวจีสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากจิตตสังขารเป็นต้น และจิตตสังขารเป็นอย่างหนึ่งจากสังขารเป็นต้น ในยมก ๖ อย่างเหล่านั้น ย่อมได้ ๓ อย่างเท่านั้น เพราะนับแล้วไม่นับอีก (อคิคหิตคฺคหเณน) เพราะเหตุนั้น จึงตรัสยมกไว้ ๖ อย่างคือ ๓ อย่างในอนุโลมนัย ๓ อย่างในปฏิโลมนัยเพื่อแสดงยมก ๓ อย่างนั่นแหละ.

อธิบายว่า ก็ในสุทธสังขารมูลจักกวาระ ไม่ทรงถือเอาแล้วในที่นี้ พึงทราบอุทเทสวาระแห่งปัณณัตติวาระด้วยประการฉะนี้.

ก็ในอนุโลมแห่งนิทเทสวาระก่อน ชื่อแห่งสังขารทั้งหลายมีกายสังขารเป็นต้น ไม่ใช่กายเป็นต้น เพราะเหตุใด เหตุนั้นท่านจึงปฏิเสธว่า โน = ไม่ใช่.

ในปฏิโลม คำถามว่า น กาโย นกายสงฺขาโร ดังนี้ ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมใดไม่เป็นกาย ธรรมนั้นไม่เป็นแม้กายสังขารหรือ คำตอบที่ว่า กายสังขารไม่เป็นกาย แต่เป็นกายสังขาร. อธิบายว่า กายสังขารไม่ใช่กาย กายนั้นก็ไม่ใช่กายสังขาร.

คำว่า อวเสสา อธิบายว่า หมวดสองแห่งสังขารที่เหลืออย่างเดียวก็หามิได้ แม้ธรรมชาติอันต่างด้วยสังขตบัญญัติที่เหลือแม้ทั้งหมดอันพ้นแล้วจากกายสังขาร ก็ไม่ชื่อว่ากาย และไม่ชื่อว่ากายสังขารพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัณณัตติวาระ จบ.

ก็ในปวัตติวาระ ในสังขารยมกนี้ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระในปัจจุบันกาล ยมก ๓ อย่างเท่านั้น คือยมกที่มีกายสังขารเป็นมูล ๒ อย่าง ที่มีวจีสังขารเป็นมูล ๑ อย่าง ย่อมได้ในคำถามว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลใด วจีสังขารก็กำลังเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ยมก ๓ อย่างนั้น ท่านถือเอาแล้วแม้ในปฏิโลมนัยก็ดี ในวาระทั้งหลายมีโอกาสวาระเป็นต้นก็ดี แห่งปวัตติวาระนั้นก็มีนัยนี้พึงทราบการนับยมกด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างในวาระทั้งปวงในปวัตติวาระอย่างนี้.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระนี้ พึงทราบลักษณะนี้ดังต่อไปนี้.

ก็ในสังขารยมกนี้ ประเภทแห่งกาลมีปัจจุบันกาลเป็นต้น พึงถือเอาด้วยอำนาจปวัตติกาล ด้วยคำเป็นต้นว่าในอุปาทะขณะแห่งลมอัสสาสะปัสสาสะ, ในอุปาทะขณะแห่งการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจาร ดังนี้ ไม่พึงถือเอาด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิกาลพึงถือเอาด้วยอำนาจแห่งปฏิวัตติกาลด้วยคำเป็นต้นว่า กายสังขารกำลังเกิดขึ้น ในที่นั้น คือในทุติยฌาน ตติยฌาน แม้ในจตุตถฌาน (ภูมิ) พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจโอกาสวาระพึงทราบวินิจฉัยแห่งเนื้อความด้วยอำนาจแห่งลักษณะที่ได้นั้นๆ ในปวัตติวาระนี้ ด้วยประการฉะนี้.

พึงทราบนัยมุขในปวัตติวาระนั้นดังต่อไปนี้.

คำว่า เว้นวิตกวิจาร ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจทุติยฌานและตติยฌาน.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งทุติยฌานและตติยฌานของบุคคลเหล่านั้น

บทว่า กามาวจรานํ ได้แก่ สัตว์ผู้เกิดแล้วในกามาวจรภูมิ แต่ว่าลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ย่อมไม่มีแก่เทวดาในรูปาวจรภูมิ รูปนั่นแหละย่อมไม่มีแม้แก่เทวดาในอรูปาวจรภูมิ.

คำว่า เว้นลมอัสสาสะ ปัสสาสะ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเกิดขึ้นแห่งวิตกวิจารของสัตว์ผู้เกิดแล้วในรูปภพและอรูปภพ.

คำว่า ในปฐมฌาน ในกามาวจร ดังนี้ ได้แก่ ในปฐมฌานที่เกิดขึ้นแล้วในกามาวจรภูมิ ก็ปฐมฌานในกามาวจรภูมินี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจมรรคอันเลิศ (อรหัตตมัค) หาถือเอาด้วยอำนาจอัปปนาไม่ เพราะว่าหมวดสองแห่งสังขารนี้ย่อมเกิดขึ้นในจิตที่เป็นไปกับด้วยวิตกวิจาร แม้ที่ยังไม่ถึงอัปปนา.

คำนี้ว่า ในภังคขณะแห่งจิต ท่านกล่าวไว้แล้ว เพราะความที่แห่งกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐานแน่นอน เพราะจิตเมื่อเกิดอยู่นั่นแหละย่อมยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น เมื่อดับอยู่ย่อมไม่ยังรูปหรืออรูปให้เกิดขึ้น.

คำว่า ครั้นเมื่อจิตดวงที่สองแห่งสุทธาวาสพรหมเป็นไปอยู่ ได้แก่ภวังคจิต อันเป็นจิตดวงที่สองนับแต่ปฏิสนธิจิต คำนั้นท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ภวังคจิตนั้น แม้เมื่อปฏิสนธิจิตเป็นไปอยู่ ไม่เคยเกิดขึ้นแล้วแก่พรหมในสุทธาวาสภูมินั้น แม้ก็จริงแต่วิบากจิตที่ไม่ปะปนกันย่อมเป็นไปตลอดกาลเพียงไร ชื่อว่าไม่เคยเกิดขึ้นตลอดกาลเพียงนั้นนั่นแหละ, พรหมเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วด้วยวิบากจิตของฌานใด วิบากจิตของฌานนั้น เมื่อเกิดอยู่ แม้โดยร้อย (ครั้ง) บ้าง แม้โดยพัน (ครั้ง) บ้าง ชื่อว่าปฐมจิต นั่นแหละ,หมายถึงภวังค์ที่เกิดต่อจากปฏิสนธิจิต.

ส่วน อาวัชชนจิต ในภวนิกันติ (ชวนะ) ไม่เป็นเช่นกับด้วยวิบากจิต (เพราะอาวัชชนจิตเป็นกิริยาจิต) ชื่อว่าทุติยจิต พึงทราบว่า คำว่า ทุติยจิต นั้น ท่านกล่าวหมายเอาอาวัชชนจิตนั้น.

คำว่า แห่งบุคคลผู้พร้อมเพียงด้วยปัจฉิมจิต ได้แก่ พระขีณาสพผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่ไม่เป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิ อันเป็นจิตดวงสุดท้ายแห่งจิตทั้งปวง.

คำว่า ซึ่งปัจฉิมจิตอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร นี้ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยทุติยฌานของรูปาวจรบุคคล และด้วยอำนาจจุติจิตที่ประกอบด้วยจตุตถฌานของรูปาวจรบุคคล.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ความพร้อมเพรียงแห่งปัจฉิมจิตเป็นต้น ของบุคคลเหล่านั้น.

ท่านให้คำตอบรับว่า ถูกแล้ว (ใช่) เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ ของกายสังขารพร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอน มิได้ตอบรับรองเพราะการดับแห่งจิตตสังขารพร้อมกับกายสังขาร.

ถามว่า เพราะเหตุไร?

ตอบว่า จิตตสังขารแม้เว้นจากกายสังขารย่อมเกิดขึ้นด้วยย่อมดับด้วย ส่วนกายสังขารมีจิตเป็นสมุฏฐาน ลมอัสสาสะปัสสาสะและรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นแล้วในอุปาทขณะแห่งจิตย่อมตั้งอยู่ตราบเท่าที่จิต ๑๖ ดวง เหล่าอื่นอีกเกิดขึ้น.

หลายบทว่า เตสํ โสฬสนฺนํ สพฺพปจฺฉิเมน สทฺธึ นิรุชฺฌติ ได้แก่ รูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงใดย่อมดับไปพร้อมกับจิตที่ ๑๗ จำเดิมแต่จิตนั้น ย่อมไม่ดับไปในอุปาทะหรือฐีติขณะแห่งจิตดวงใดๆ และย่อมไม่เกิดขึ้นแม้ในภังคขณะท่านกล่าวว่า อามนฺตา = ใช่ เพราะความดับไปในขณะหนึ่งๆ พร้อมกับจิตตสังขารโดยแน่นอนว่า นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน.

แต่ว่า ในอรรถกถาสิงหลแห่งวิภังคปกรณ์ ท่านกล่าวไว้ว่ารูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมดับไปในอุปาทขณะแห่งจิตดวงจิตดวงที่ ๑๗ ดังนี้ คำกล่าวนั้นย่อมมีผิดจากพระบาลีนี้ ท่านกล่าวแล้วในพระบาลีว่า " ก็บาลีนั่นแหละมีกำลังกว่าอรรถกถา " พึงถือเอาคำกล่าวนั้นเป็นประมาณ.

ในคำถามนี้ว่า กายสังขารย่อมเกิดแก่บุคคลใด วจีสังขารก็ย่อมดับแก่บุคคลนั้นหรือ ดังนี้ท่านปฏิเสธว่า ไม่ใช่ เพราะกายสังขารย่อมเกิดขึ้นในอุปาทขณะแห่งจิต แต่วิตกวิจารย่อมดับไปในขณะนั้นหามิได้พึงทราบวินิจฉัยในที่ทั้งปวงโดยนัยมุขนี้ปริญญาวาระเป็นไปโดยปกตินั่นแหละ.

อรรถกถาสังขารยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 9 จาก 80 ข้อ (ตั้งแต่ i1056)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 9 จาก 80 ข้อ (ตั้งแต่ i1056)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา