อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๙๘๔

อุปปาทนิโรธวาร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๙๘๔–๑๐๑๖พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 33 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 33 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 29 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: โน ฯ ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: อสญฺญสตฺเต ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌติ ฯ ยตฺถกํ อุปฺปาทวาเรปิ นิโรธวาเรปิ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ สทิสํ ฯ นตฺถิ นานากรณํ ฯ ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌตีติ: โน ฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌตีติ: มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ มคฺควิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌติ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ ยสฺสยตฺถเกปิ นิโรธสมาปนฺนานนฺติ น กาตพฺพํ ฯ --------

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ อตีตา ปุจฺฉา ยถา อุปฺปาทวาเร วิภตฺตา เอวํ อุปฺปาทนิโรเธปิ อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภชิตพฺพํ ฯ ---------

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ อามนฺตา ฯ

ยสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการานํ ปญฺจโวการานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคีนํ อรหนฺตานํ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ปจฺฉิมจิตฺตสมงฺคีนํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ

ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ ยสฺสกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ สทิสํ ฯเปฯ สมุทยสจฺจํ มคฺคสจฺจํ ฯ นานากรณํ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชิสฺสติ ฯ --------

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิตฺถาติ: อามนฺตา ฯ ยสฺส วา ปน ฯเปฯ ปจฺจุปฺปนฺเนนาตีตา ปุจฺฉา อุปฺปาทวาเรปิ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ ยสฺสกมฺปิ ยตฺถกมฺปิ ยสฺสยตฺถกมฺปิ อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ สทิสํ ฯ อสมฺโมหนฺเตน วิภชิตพฺพํ ฯ --------

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อิตเรสํ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ จตุโวการํ ปญฺจโวการํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อปายํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อาปายิกานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ จ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ อุปฺปชฺชติ เย มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: สพฺเพสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: เย ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน นิโรธสมาปนฺนานํ อสญฺญสตฺตานํ เตสํ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: จตุโวการา ปญฺจโวการา จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: มคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ อปายา อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ อุปปชฺชนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ อปายํ อสญฺญสตฺตํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ ทุกฺขสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ จวนฺตานํ ปวตฺเต จิตฺตสฺส ภงฺคกฺขเณ อรูเป มคฺคสฺส จ ผลสฺส จ อุปฺปาทกฺขเณ อปายา อสญฺญสตฺตา จวนฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ทุกฺขสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ

ยสฺส ยตฺถ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ ตสฺส ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสตีติ: อคฺคมคฺคสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ยสฺส จิตฺตสฺส อนนฺตรา อคฺคมคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ ตสฺส จิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เย จญฺเญ มคฺคํ ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ โน จ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ ฯ ยสฺส วา ปน ยตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ ตสฺส ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ: อาปายิกานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย อุปฺปาทกฺขเณ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจํ น นิรุชฺฌิสฺสติ โน จ เตสํ ตตฺถ สมุทยสจฺจํ นุปฺปชฺชติ อคฺคมคฺคสฺส ภงฺคกฺขเณ อรหนฺตานํ เย จ ปุถุชฺชนา มคฺคํ น ปฏิลภิสฺสนฺติ เตสํ ตณฺหาย ภงฺคกฺขเณ ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺเต วตฺตมาเน อสญฺญสตฺตานํ เตสํ ตตฺถ มคฺคสจฺจญฺจ น นิรุชฺฌิสฺสติ สมุทยสจฺจญฺจ นุปฺปชฺชติ ฯ ---------

ยสฺส ทุกฺขสจฺจํ อุปฺปชฺชิตฺถ ตสฺส สมุทยสจฺจํ นิรุชฺฌิสฺสตีติ: ยถา นิโรธวาเร อตีเตนานาคตา ปุจฺฉา อนุโลมมฺปิ ปจฺจนิยมฺปิ วิภตฺตํ เอวํ อุปฺปาทนิโรธวาเรปิ อสมฺโมหนฺเต น วิภชิตพฺพํ ฯ อุปฺปาทนิโรธวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ ปวตฺติวาโร ฯ --------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบัน อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๓๖

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับ ใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดกำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่

ข้อ ๑๓๗

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดกำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๓๘

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดกำลังเกิด สมุทยสัจในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ในอสัญญสัตตภูมิ ในภูมินั้นทุกขสัจกำลังเกิด แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังดับฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ในภูมิใด เหมือนกันทั้งในอุปปาทวาร นิโรธวาร และอุปปาทนิโรธวาร ไม่มีข้อแตกต่างกัน) อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๓๙

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังดับใช่ไหม วิ. ไม่ใช่ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน)ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๔๐

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งตัณหา ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุต

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร จากตัณหาในปวัตติกาล และในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล สมุทย- สัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหาในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและ ทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่ มัคคสัจมิใช่ไม่กำลังดับ บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคในปวัตติกาล และในอุปปาท-ขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด

ข้อ ๑๔๑

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ ไม่ใช่กำลังดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มัคคสัจมิใช่ไม่กำลังดับ ในอุปปาทขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหา ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรค บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญ-สัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่กำลังดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๒. อตีตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหา มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากมรรคและในอุปปาท-ขณะแห่งจิตที่วิปปยุตจากตัณหา บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่ กำลังเกิด ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๔๒

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๓

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน ในคำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใดในภูมิใด ไม่พึงเพิ่มคำว่า บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติ)๒. อตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๔

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่เคยเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็เคย ดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดเคยดับ ฯลฯ วิ. ใช่ (พึงจำแนกอนุโลมและปัจจนีกะแม้ในอุปปาทนิโรธวารให้เหมือนกับอตีตปุจฉาในอุปปาทวาร)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๒๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ๓. อนาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๕

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดจักเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่ อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดจักเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิด แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ฯลฯ วิ. ใช่

ข้อ ๑๔๖

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดแต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักเกิดและมัคคสัจก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักเกิด บุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสมุทยสัจก็จักเกิดอนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๔๗

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดจักเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๔๘

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) และบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิด แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับบุคคลนอกนี้ผู้อุบัติอยู่ในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักเกิดและสมุทยสัจก็จักดับ (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน)ปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๔๙

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่ จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่เกิด บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต สมุทย-สัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๓. อนาคตวาร อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล และบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่จักไม่เกิดบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยปัจฉิมจิต มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่จักเกิด

ข้อ ๑๕๐

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด (ในลำดับแห่งจิตนั้น) สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิด แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่เกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันตบุคคล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักเกิด ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๕๑

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๕๒

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักเกิด ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร (คำที่ท่านกำหนดว่า ของบุคคลใด และ ของบุคคลใดในภูมิใด เหมือนกัน สมุทยสัจกับมัคคสัจมีข้อแตกต่างกัน คือ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค อรหันต-บุคคลและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักเกิด) ๔. ปัจจุปปันนาตีตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอดีต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๕๓

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็เคยดับใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดเคยดับ ฯลฯ (คำถามที่เป็นอดีตพร้อมกับปัจจุบันในอุปปาทวารก็ดี อุปปาทนิโรธวารก็ดีคำที่ท่านกำหนดว่าของบุคคลก็ดี ของบุคคลใดในภูมิใดก็ดี เหมือนกันทั้งอนุโลมและปัจจนีกะ ผู้มีปัญญาพึงจำแนก) ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๕๔

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค และในอุปปาทขณะแห่งจิตของ อรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและสมุทยสัจก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๓}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและใน อุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลทั้งหมดผู้กำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลสมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังเกิด อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้ มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังเกิด

ข้อ ๑๕๕

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิด แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจบุคคลเหล่านั้นกำลังเกิดและมัคคสัจก็จักดับ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๔}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นจักดับและสมุทยสัจก็กำลังเกิด อนุโลมโอกาส

ข้อ ๑๕๖

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดกำลังเกิด ฯลฯ อนุโลมปุคคโลกาส

ข้อ ๑๕๗

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันต-บุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดแต่สมุทยสัจไม่ใช่จักดับ บุคคลนอกนี้ผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและสมุทยสัจก็จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้น ก็กำลังเกิดใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่ง จิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังเกิด บุคคลผู้กำลังอุบัติในจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังเกิด

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๕}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิ และบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล บุคคลผู้กำลังอุบัติในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคบุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่ทุกขสัจไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาลมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและทุกขสัจก็กำลังเกิด

ข้อ ๑๕๘

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดกำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้น ในภูมินั้นก็จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิด แต่มัคคสัจไม่ใช่จักดับ ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นกำลังเกิดและมัคคสัจก็จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดจักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็กำลังเกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๖}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับ แต่สมุทยสัจไม่ใช่กำลังเกิด ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้จักได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นจักดับและสมุทยสัจก็กำลังเกิดปัจจนีกบุคคล

ข้อ ๑๕๙

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลทั้งหมดผู้กำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และใน อุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดแต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้นในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันต-บุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นสมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตต-มรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้นและในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๗}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในภังคขณะแห่งมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตผลในอรูปภูมิทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้ มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติกาล มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล และในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตผลในอรูปภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด

ข้อ ๑๖๐

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้น ก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหาของอรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง เกิดใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรค ในภังคขณะแห่งตัณหาของอรหันตบุคคลและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้เข้านิโรธสมาบัติและบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นไม่ใช่จักดับและ สมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด ปัจจนีกโอกาส

ข้อ ๑๖๑

อนุ. ทุกขสัจในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด ฯลฯ ปัจจนีกปุคคโลกาส

ข้อ ๑๖๒

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด สมุทยสัจของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. บุคคลผู้กำลังจุติจากจตุโวการภูมิและปัญจโวการภูมิ ในภังคขณะแห่ง จิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่สมุทยสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ ทุกขสัจของบุคคล เหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและสมุทยสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันต-บุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้นบุคคลผู้กำลังอุบัติในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๓๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๕. ปัจจุปปันนานาคตวาร และในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรคและอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม วิ. ในภังคขณะแห่งมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับแห่งจิตใด ในภังคขณะแห่งจิตนั้น บุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งมรรคและผลในอรูปภูมิ ทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาลและในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิทุกขสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ ทุกขสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิ และบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังอุบัติ ในอุปปาทขณะแห่งจิตในปวัตติ-กาล บุคคลผู้กำลังอุบัติในอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่ทุกขสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งจิตของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนที่จักไม่ได้มรรคซึ่งกำลังจุติ ในภังคขณะแห่งจิตในปวัตติกาล ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตผลในอรูปภูมิ บุคคลผู้กำลังจุติจากอบายภูมิและอสัญญสัตตภูมิ มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและทุกขสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด

ข้อ ๑๖๓

อนุ. สมุทยสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่กำลังเกิด มัคคสัจของ บุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่จักดับใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๕. สัจจยมก] ๒. ปวัตติวาร ๓. อุปปาทนิโรธวาร ๖. อตีตานาคตวาร วิ. ในอุปปาทขณะแห่งอรหัตตมรรค บุคคลจักได้อรหัตตมรรคในลำดับ แห่งจิตใด ในอุปปาทขณะแห่งจิตนั้น ในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลเหล่าอื่นผู้จักได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิด แต่มัคคสัจมิใช่จักไม่ดับ ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคอรหันตบุคคล และในภังคขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิ สมุทยสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่กำลังเกิดและมัคคสัจก็ไม่ใช่จักดับ ปฏิ. มัคคสัจของบุคคลใดในภูมิใดไม่ใช่จักดับ สมุทยสัจของบุคคลนั้นในภูมินั้นก็ไม่ใช่กำลังเกิดใช่ไหม วิ. ในอุปปาทขณะแห่งตัณหาของบุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค มัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับ แต่สมุทยสัจมิใช่ไม่กำลังเกิด ในภังคขณะแห่งอรหัตตมรรคและในภังคขณะแห่งตัณหาของอรหันตบุคคล บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอบายภูมิและบุคคลผู้เป็นปุถุชนซึ่งจักไม่ได้มรรค เมื่อจิตที่วิปปยุตจากตัณหาเป็นไปอยู่ บุคคลผู้อุบัติอยู่ในอสัญญสัตตภูมิมัคคสัจของบุคคลเหล่านั้นในภูมินั้นไม่ใช่จักดับและสมุทยสัจก็ไม่ใช่กำลังเกิด๖. อตีตานาคตวาร ว่าด้วยสภาวธรรมที่เป็นอดีตและที่เป็นอนาคต อนุโลมบุคคล

ข้อ ๑๖๔

อนุ. ทุกขสัจของบุคคลใดเคยเกิด สมุทยสัจของบุคคลนั้นก็จักดับ ใช่ไหม (ผู้รู้จำแนกอตีตปุจฉากับอนาคตปุจฉาในนิโรธวารทั้งอนุโลมและปัจจนีกะฉันใดในอุปปาทนิโรธวารก็พึงจำแนกฉันนั้น) อุปปาทนิโรธวาร จบ ปวัตติวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔๔๑}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๘๑๗ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาสัจจยมก

๑. ปณฺณตฺติวารวณฺณนา

การพรรณนาสัจจยมกที่ท่านรวบรวมแสดงไว้แล้วในลำดับธาตุยมก ด้วยอำนาจสัจจะในธรรมมีกุศลเป็นต้น ที่ท่านแสดงไว้แล้วในมูลยมกเหล่านั้นนั่นเทียว ย่อมมีในบัดนี้.

พึงทราบมหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และประเภทแห่งวาระที่เหลือมีอันตรวาระเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นเทียว ในธาตุยมกแม้นั้น.

แต่ในปัณณัตติวาระ ในสัจจยมกนี้ ด้วยอำนาจสัจจะ ๔ พึงทราบการนับยมกในวาระทั้งหลาย ๔ เหล่านี้ คือปทโสธนวาระ ปทโสธนมูลจักกวาระ สุทธสัจจวาระ สุทธสัจจมูลจักกวาระ.

แต่ในปัณณัตติวารนิทเทส พึงทราบเตภูมิกธรรมที่หลุดพ้นดีแล้วจากทุกขเวทนาและตัณหา ด้วยคำว่า อวเสสํ ทุกฺขสจฺจํ. ประเภทแห่งกามาวจรกุศลเป็นต้นที่ท่านแสดงไว้แล้วในสัจจวิภังค์ว่า อวเสโส สมุทโย ดังนี้ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งทุกขสัจจะ.

สองบทว่า อวเสโส นิโรโธ ได้แก่ ตทังคนิโรธ วิกขัมภนนิโรธ สมุจเฉทนิโรธ ปฏิปัสสัทธินิโรธและขณภังคนิโรธ.

สองบทว่า อวเสโส มคฺโค ความว่า ก็มรรคมีองค์ ๕ ย่อมมีในสมัยนั้นแล.

มรรคมีอาทิอย่างนี้ คือ อัฏฐังคิกมรรค มิจฉามรรค ชังฆมรรค สกฏมรรค.

๒. ปวตฺติวารวณฺณนา

ก็ในปวัตติวาระ ในอนุโลมนัยแห่งปุคคลวาระ ในปัจจุบันกาลนี้ ทุกขสัจจมูล ๓ สมุทยสัจจมูล ๒ นิโรธสัจจมูล ๑ รวมเป็นยมก ๖ อย่าง ด้วยอำนาจพระบาลี เพราะถือเอาสัจจะที่ได้อยู่และไม่ได้อยู่ว่า ทุกขสัจจะย่อมเกิดแก่สัตว์ใด สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้น ก็หรือว่า สมุทยสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ใด ทุกขสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์นั้นดังนี้.

ในสัจจะทั้งหลายเหล่านั้น เพราะความเกิดและความดับ ย่อมไม่สมควรแก่นิโรธ ฉะนั้น ยมกทั้งหลาย ๓ คือ ยมกอันเป็นมูลแห่งทุกขสัจจะ ๒ กับด้วยสมุทยสัจจะ และมัคคสัจจะ ยมกอันเป็นมูลแห่งสมุทยสัจจะ ๑ กับด้วยมัคคสัจจะ จึงมาแล้ว. ในปฏิโลมนัยแห่งปุคคลวาระนั้นบ้าง ในโอกาสวาระเป็นต้นบ้าง ก็นัยนี้นั่นเทียว. พึงทราบการนับยมก ด้วยอำนาจยมก ๓ อย่างๆ ในวาระทั้งหมดเหล่านี้ด้วยประการอย่างนี้.

ก็ในอรรถวินิจฉัย พึงทราบลักษณะในสัจจยมกนี้ดังต่อไปนี้.

ก็ในปวัตติวาระแห่งสัจจยมกนี้ ใครๆ ย่อมไม่ได้นิโรธสัจจะก่อนนั่นเทียว. แต่ในวาระทั้งหลาย ๓ ที่เหลือ สมุทยสัจจะและมัคคสัจจะ บุคคลย่อมได้ในปวัตติกาลโดยส่วนเดียวนั่นเทียว.

ทุกขสัจจะ บุคคลย่อมได้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. แต่กาล ๓ มีปัจจุบันกาลเป็นต้น บุคคลย่อมได้ แม้ในจุติและปฏิสนธิบ้าง ในปวัตติกาลบ้าง. บุคคลย่อมได้สัจจะใดๆ ในสัจจยมกนี้ พึงทราบอรรถวินิจฉัยด้วยอำนาจแห่งสัจจะนั้นๆ ด้วยประการอย่างนี้.

พึงทราบนัยมุขในสัจจยมกนั้นดังต่อไปนี้.

สองบทว่า สพฺเพสํ อุปปชฺชนฺตานํ ความว่า โดยที่สุด แม้แก่ชั้นสุทธาวาส.

ก็เทวดาชั้นสุทธาวาส แม้เหล่านั้น ย่อมเกิดด้วยทุกขสัจจะนั่นเทียว.

คำนี้ว่า ตณฺหาวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส ท่านกล่าวไว้แล้วเพื่อแสดงการอุบัติแห่งส่วนหนึ่งในทุกขสัจจะและสมุทยสัจจะ. เพราะฉะนั้น คำนั้นพึงถือเอาด้วยอำนาจปัญจโวการภพนั่นเทียว.

แต่ในจตุโวการภพ คำนี้ว่า สัจจะแม้อย่างหนึ่ง ย่อมไม่เกิดขึ้นในอุปปาทักขณะของผลสมาบัติ จิตที่วิปปยุตด้วยตัณหา ดังนี้ บัณฑิตไม่ควรถือเอาในสัจจยมกนี้.

จตุโวกาเร ปน ตณฺหาวิปฺปยุตฺตสฺส ผลสมาปตฺติจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ เอกมฺปิ สจฺจํ นุปฺปชฺชตีติ อิทํ อิธ น คเหตพฺพํ ฯ

____________________________

ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ

สองบทว่า เตสํ ทุกฺขสจฺจญฺจ ความว่า ชื่อว่าทุกขสัจจะที่เหลือ เว้นตัณหาเสีย ย่อมมีในขณะนั้น คำนั้นท่านกล่าวหมายเอาทุกขสัจจะนั้น. แม้ในอุปปาทขณะแห่งมรรค ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

แต่ในสัจจยมกนั้นรูปนั่นเทียว ชื่อว่าทุกขสัจจะ ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตด้วยมรรคที่เหลือ เป็นธรรมที่พ้นดีแล้วจากสัจจะ. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวแล้วว่า มรรคสัจจะย่อมเกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น ในอุปปาทักขณะแห่งมรรคในอรูป แต่ทุกขสัจจะย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ชนเหล่านั้น. พึงทราบโอกาสด้วยอำนาจขณะในสัจจยมกนี้อย่างนี้ว่า ในขณะแห่งการอุบัตินั้นและในขณะแห่งการอุบัติขึ้นของจิตที่วิปปยุตด้วยตัณหาที่เป็นไปของผู้เกิดอยู่ทั้งหมด ในอุปปทขณะของผู้เกิดอยู่ทั้งหมดเหล่านั้น.

ในสัจจะที่มีรูปอย่างนั้น แม้เหล่าอื่น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า อนภิสเมตาวีนํ ได้แก่ สัตว์ผู้ไม่บรรลุอภิสมัย กล่าวคือจตุสัจจปฏิเวธ คือการแทงตลอดสัจจะ ๔.

บทว่า อภิสเมตาวีนํ ได้แก่ อภิสมิตสัจจะ คือสัจจะที่สงบยิ่ง.

พึงทราบอรรถวินิจฉัยในบททั้งปวง โดยนัยมุขนี้.

๓. ปริญฺญาวารวณฺณนา

ก็ในปริญญาวาระ บุคคลย่อมได้ปริญญา ๓ คือ ญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา.

ก็เพราะชื่อว่าปริญญา ย่อมไม่มีในโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น สัจจะ ๒ ท่านจึงถือเอาแล้วในสัจจยมกนี้.

คำว่า ทุกฺขสจฺจํ ปริชานาติ ในสัจจยมกนั้น ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและตีรณปริญญา.

คำว่า สมุทยสจฺจํ ปชหติ ท่านกล่าวไว้แล้วด้วยอำนาจญาตปริญญาและปหานปริญญา.

พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงด้วยอำนาจแห่งปริญญาทั้งหลายเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.

อรรถกถาสัจจยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 33 ข้อ (ตั้งแต่ i988)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

สำเนานี้ต่างจากต้นทาง: ต้นทางเป็นเช่นนี้ (ไม่ได้แก้): ต้นทางไม่ตัดบรรทัดใน 5 จาก 33 ข้อ (ตั้งแต่ i988)

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา