กุศล กุศลมูล อกุศล อกุศลมูล อัพยากต อัพยากตมูล นาม มูล มูล เหตุ นิทาน สมภพ ปภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย และสมุทัย
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อภิธมฺมปิฏเก ยมกํ ปฐโม ภาโค ------- นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส มูลยมกํ อุทฺเทสวาโร
๑เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลา เย วา ปน กุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลา เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ {๑.๑} เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา เย วา ปน กุสลมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลา เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ {๑.๒} เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลกา เย วา ปน กุสลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลกา เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ {๑.๓} เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลมูลกา เย วา ปน กุสลมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา เย วา ปน กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ เยเกจิ กุสลมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา เย วา ปน กุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา ฯ
๒เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลา เย วา ปน อกุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลา เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ {๒.๑} เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลมูลา เย วา ปน อกุสลมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ {๒.๒} เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลกา เย วา ปน อกุสลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลกา เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ {๒.๓} เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูลมูลกา เย วา ปน อกุสลมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา เย วา ปน อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ เยเกจิ อกุสลมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา เย วา ปน อกุสลมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อกุสลา ฯ
๓เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ {๓.๑} เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ {๓.๒} เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ {๓.๓} เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูลมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ เยเกจิ อพฺยากตมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา เย วา ปน อพฺยากตมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา อพฺยากตา ฯ
๔เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลา เย วา ปน นามมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลา เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลา เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ {๔.๑} เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลมูลา เย วา ปน นามมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลมูลา เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลมูลา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลกา เย วา ปน นามมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ {๔.๒} เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลกา เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูลมูลกา เย วา ปน นามมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ {๔.๓} เยเกจิ นามา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน เอกมูลมูลกา เย วา ปน นามมูเลน เอกมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ เยเกจิ นามมูเลน เอกมูลมูลกา ธมฺมา สพฺเพ เต นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา เย วา ปน นามมูเลน อญฺญมญฺญมูลมูลกา สพฺเพ เต ธมฺมา นามา ฯ
๕เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลเหตู ฯเปฯ กุสลนิทานา ฯเปฯ กุสลสมฺภวา ฯเปฯ กุสลปฺปภวา ฯเปฯ กุสลสมุฏฺฐานา ฯเปฯ กุสลาหารา ฯเปฯ กุสลารมฺมณา ฯเปฯ กุสลปจฺจยา ฯเปฯ กุสลสมุทยา ฯเปฯ มูลํ เหตุ นิทานญฺจ สมฺภโว ปภเวน จ สมุฏฺฐานาหารารมฺมณา ปจฺจโย สมุทเยน จาติ ฯ อุทฺเทสวาโร ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก ยมก ภาค ๑ _____________ ขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. มูลยมก ๑. มูลวารอุทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๐)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๑)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรม เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้ง หมดเป็นกุศลใช่ไหม (๑) (๕๒) @เชิงอรรถ : @ นยะมี ๔ คือ มูลนยะ มูลมูลนยะ มูลกนยะ มูลมูลกนยะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๒๘) ตัวเลข [๑] หมายถึงนยะ@ที่ ๑ ตัวเลข (๕๐) หมายถึงเลขหัวข้อในนิทเทสหน้า ๑๐ เป็นต้นไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๑}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๑. กุสลบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๓)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๔)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๒) (๕๕)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๖)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๗)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรม เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๓) (๕๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๒}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๕๙)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๖๐)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับกุศลมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลใช่ไหม (๔) (๖๑) ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม(๖๒)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๓)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๑) (๖๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๓}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๒. อกุสลบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๕)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๖)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๒) (๖๗)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๘)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๖๙)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๓) (๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๔}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๗๑)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๗๒)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอกุศลมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอกุศลมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอกุศลใช่ไหม (๔) (๗๓) ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดเป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๔)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๕)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๑) (๗๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๕}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๓. อัพยากตบท นยจตุกกะะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๗)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๗๘)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๒) (๗๙)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากฤตใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๐)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๑)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาว- ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๓) (๘๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๖}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๓)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอัพยากฤต สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๘๔)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับอัพยากตมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับอัพยากตมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากฤตใช่ไหม (๔) (๘๕) ๔. นามบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดเป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๘๖)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๘๗)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรม เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๑) (๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๗}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๑. มูลวารอุทเทส ๔. นามบท นยจตุกกะ
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๘๙)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๙๐)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๒) (๙๑)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม(๙๒)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๙๓)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรม เหล่านั้นทั้งหมดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๓) (๙๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๘}
พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑. มูลยมก] ๒-๑๐. เหตุวาราทิอุทเทส
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๙๕)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๙๖)
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เป็นมูลอย่างเดียวกันกับนามมูลสภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูลใช่ไหม สภาวธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นมูลอาศัยกันและกันกับนามมูล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามใช่ไหม (๔) (๙๗) มูลวารอุทเทส จบ ๒-๑๐. เหตุวาราทิอุทเทส
สภาวธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล สภาวธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลเหตุใช่ไหม ฯลฯ เป็นกุศลนิทาน ฯลฯ เป็นกุศลสมภพ ฯลฯ เป็นกุศลประภพ ฯลฯ เป็นกุศลสมุฏฐาน ฯลฯ เป็นกุศลอาหาร ฯลฯ เป็นกุศล-อารมณ์ ฯลฯ เป็นกุศลปัจจัย ฯลฯ เป็นกุศลสมุทัย ฯลฯ (๙๘-๙๙) มูล เหตุ นิทาน สมภพ ประภพ สมุฏฐาน อาหาร อารมณ์ ปัจจัย และสมุทัย มีด้วยประการฉะนี้ อุทเทสวาร จบ @เชิงอรรถ : @ อภิ.ปญฺจ.อ. ๑/๓๒๙-๓๓๐
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๘ หน้า : ๙}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ยมกปฺปกรณฏฺฐกถา (อรรถกถาแห่งปกรณ์ยมก) อารมฺภกถา
สงฺเขเปเนว เทวานํ เทวเทโว สุราลเย กถาตฺถุปฺปกรณํ เทสยิตฺวา รณญฺชโห ฯ ยมสฺส วีสยาตีโต นานายมกมณฺฑิตํ อภิธมฺมปฺปกรณํ อฏฺฐํ ฉฏฺฐานเทสโก ฯ ยมกํ อยมสวฏฺฏ- นีลามลตนูรุโห ยํ เทสยิ อนุปฺปตฺโต ตสฺส สํวณฺณนากฺกโม อิทานิ ยสฺมา ตสฺมาสฺส โหติ สํวณฺณนา อยํ ฯ
พระสัมมาสัมพุทธะ ผู้เป็นวิสุทธิเทพ ผู้ประหาณกิเลสอันเป็นเหตุยังสัตว์ให้ร้องไห้อยู่ในภพน้อยใหญ่ ครั้นทรงแสดงกถาวัตถุปกรณ์โดยสังเขป แก่ทวยเทพทั้งหลายในสุราลัยเทวโลกแล้ว พระองค์ผู้ก้าวพ้นเขตแดน (วิสัย) ของพระยายมเป็นผู้ไม่มีมลทินเกิดในพระองค์อันจะหมุนมาสู่วัฏฏะอีก ผู้แสดงธรรมเครื่องประหาณกิเลส ได้ทรงแสดงอภิธรรมปกรณ์ ชื่อว่ายมกซึ่งเป็นปกรณ์ที่ ๖ ประดับด้วยนานายมกไว้แล้ว บัดนี้ ลำดับการสังวรรณนาแห่งปกรณ์นั้น ถึงพร้อมแล้ว เพราะฉะนั้น การสังวรรณนาจะมีต่อไป.
อรรถกถามูลยมก วรรณนาอุทเทสวาระ
ก็ปกรณ์นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจำแนกไว้แล้ว ๑๐ อย่าง ด้วยอำนาจของยมก ๑๐ อย่าง คือมูลยมก ขันธยมก อายตนยมก ธาตุยมก สัจจยมก สังขารยมก อนุสยยมก จิตตยมก ธรรมยมกและอินทริยยมก พึงทราบอรรถแห่งยมก ๑๐ อย่างเหล่านี้ของปกรณ์นี้อย่างนี้
ถามว่า ชื่อว่ายมก เพราะอรรถว่ากระไร?
ตอบว่า เพราะอรรถว่าเป็นคู่กัน
จริงอยู่ คำว่า คู่กัน ท่านเรียกว่า ยมก เหมือนกับที่ท่านกล่าวไว้ว่า ยมกปาฏิหาริย์=ปาฏิหาริย์คู่ ยมกสาลา=ไม้สาละคู่ เป็นต้น.
ในยมกทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ยมกหนึ่งๆ ชื่อว่าคู่ เพราะแสดงไว้ด้วยอำนาจของยมกทั้งหลาย คือคู่ ด้วยประการฉะนี้ ปกรณ์นี้ทั้งหมด พึงทราบว่า ชื่อว่ายมก เพราะรวบรวมคู่ทั้งหลายเหล่านี้ไว้.
ยมกแรกแห่งยมก ๑๐ อย่าง เรียกว่ามูลยมก เพราะในมูลยมกนั้นพระพุทธองค์ทรงกระทำการถามและตอบด้วยอำนาจแห่งมูล.
มูลยมกนั้นมี ๒ วาระ คืออุทเทสวาระและนิทเทสวาระ ใน ๒ วาระนั้น อุทเทสวาระเป็นวาระแรกทรงยกขึ้นแล้วนำออกแสดงไปตามลำดับ .
ยมกนี้ว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลมูลา
เย วา ปน กุสลมูลา สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา เป็นยมกต้น (คู่แรก) ของมูลยมกนั้น
พึงทราบความเป็นคู่กัน (ความเป็นยมก) แห่งอุทเทสวาระนั้น ด้วยวิธี ๓ อย่าง คืออรรถยมก ท่านแสดงด้วยอำนาจแห่งเนื้อความ ๒ อย่าง คือกุศลและอกุศลอย่างหนึ่ง ธรรมยมก ท่านแสดงด้วยอำนาจของธรรมที่เป็นแบบแผนที่ดำเนินไปโดยอนุโลม (ตามลำดับ) และปฏิโลม ท่านลำดับของเนื้อความเหล่านั้นอย่างหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงปุจฉายมก ด้วยอำนาจของคำถามที่ดำเนินไปโดยอนุโลมและปฏิโลม ยมกทั้งหลายที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บัดนี้ พึงทราบการกำหนดพระบาลีด้วยอำนาจแห่งประเภทของวาระมีนัย ยมก ปุจฉาและอรรถแห่งอุทเทสวาระในมูลยมกนี้ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยยมกทั้งหลายเหล่านี้อย่างนี้.
นัย ๔ อย่างเหล่านี้ คือมูลนัย มูลมูลนัย มูลกนัย มูลมูลนัย มีอยู่ เพราะอาศัยบทที่เป็นเบื้องต้นนี้กุสลา ธมฺมา แห่งกุสลติกมาติกา.
ในนัย ๔ อย่างเหล่านี้ นัยหนึ่งๆ มียมก ๓ อย่าง คือมูลยมก เอกมูลยมก อัญญมัญญมูลยมก จึงเป็นยมก ๑๒ อย่าง.
ในยมกหนึ่งๆ มีปุจฉา ๒ อย่างด้วยอำนาจอนุโลมและปฏิโลม จึงเป็นปุจฉา ๒๔.
ในปุจฉาหนึ่งๆ มีอรรถ ๒ อย่างด้วยอำนาจสันนิฏฐาน (บทตั้ง) และสังสยะ (บทถามหรือบทสงสัย) จึงเป็นอรรถ ๔๘.
พึงทราบอรรถแห่งสันนิฏฐานในบทนี้ว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่) เพราะความไม่มีความสงสัยในกุศลทั้งหลายว่าเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศล.
พึงทราบอรรถแห่งสังสยะในบทนี้ว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = กุศลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลมูลหรือ เพราะการถามด้วยอำนาจความสงสัยอย่างนี้ว่ากุศลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุลมูลหรือไม่เป็นกุศลมูล ก็เนื้อความนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อแสดงความสงสัยในที่เป็นที่สงสัยของเวไนยสัตว์ทั้งหลายแต่ว่า ชื่อว่าความสงสัยย่อมไม่มีแก่พระตถาคต ในบทปุจฉาแม้เหล่าอื่นจากบทนี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บัณฑิตพึงทราบว่า ก็บททั้งหลาย ๔ แม้ทั้งปวงที่ท่านกล่าวแล้วด้วยนัย ๑๖ ยมก ๔๘ ปุจฉา ๙๖ อรรถ ๑๙๒ด้วยสามารถแห่งอุทเทสในกุศลติกมาติกาตากาว่า ก็นัย เหล่านี้ย่อมมีเพราะอาศัยกุศลบท ยมก ๑๒ ย่อมมีด้วยอำนาจแห่งยมก ๓ อย่างในนัยๆ หนึ่งปุจฉา ๒๔ ย่อมมีด้วยอำนาจปุจฉา ๒ อย่างในยมกหนึ่งๆ อรรถ ๔๘ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งอรรถ ๒ อย่างในปุจฉาหนึ่ง ดังนี้ฉันใด
นัย ๔ อย่างเหล่านี้ก็ย่อมมีเพราะอาศัยอกุศลบทบ้าง เพราะอาศัยอัพยากตบทบ้าง เหมือนกันฉันนั้น เพราะอาศัยซึ่งบท จึงชื่อว่านำออกแสดงแล้ว เพราะกระทำบททั้ง ๓ ให้เป็นอันเดียวกันบ้าง.
เบื้องหน้าแต่นี้ วาระ ๙ อย่าง มีวาระว่า เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต กุสลเหตุ = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล มีอยู่ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศลเหตุหรือ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกขึ้นแสดงแล้วด้วยอำนาจไวพจน์แห่งมูลวาระนั้นวาระแม้ทั้งหมด ๑๐ วาระคือมูลวาระ เหตุวาระ นิทานวาระ สัมภววาระ ปภววาระ สมุฏฐานวาระ อาหารวาระ อาลัมพณวาระ ปัจจยวาระ สมุทยวาระ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.
นัย ๑๖๐ ยมก ๔๘๐ ปุจฉา ๙๖๐ อรรถ ๑๙๒๐ พึงทราบว่าท่านยกขึ้นแสดงไว้แล้วในวาระทั้ง ๑๐ แม้ทั้งหมดว่าพึงทราบวาระทั้งหลายมีนัยเป็นต้น ในบทที่เหลือด้วยการกำหนดบทที่มาแล้วในมูลวาระนั้นบัณฑิตพึงทราบการกำหนดพระบาลีด้วยสามารถประเภทแห่งวาระมีนัย ยมก ปุจฉาและอรรถ ในอุทเทสวาระอย่างนี้ก่อน.
พระคาถาที่ว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าอุทานคาถา ของวาระทั้งหลาย ๑๐ คำทั้งหลายมีคำว่า มูล เป็นต้น แม้ทั้งหมดในคาถานั้น เป็นไวพจน์ของเหตุ (การณะ) นั่นแหละ.
ก็เหตุชื่อว่ามูล เพราะอรรถว่าตั้งไว้เฉพาะ
ธรรมชาติใดย่อมไป คือย่อมเป็นไป เพื่อยังผลของตนให้สำเร็จ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่าเหตุ
ธรรมชาติใดย่อมให้ซึ่งผลของตน ราวกะแสดงอยู่ว่า เชิญท่านถือเอาซึ่งผลนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่านิทาน
ผลย่อมเกิดพร้อมจากธรรมใด เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าสัมภวะ
ผลย่อมเกิดทั่วจากธรรมใด เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าปภวะ
ผลย่อมตั้งขึ้นในธรรมนี้ หรือว่าย่อมตั้งขึ้นด้วยธรรมนี้ เหตุนี้ ธรรมนี้ชื่อว่าสมุฏฐาน
ธรรมใดย่อมนำมาซึ่งผลของตน เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าอาหาร
ธรรมใดอันผลของตนย่อมยึดไว้ เพราะอรรถว่าไม่พึงถูกปฏิเสธ (ด้วยผลของตน) เหตุนั้น ธรรมนั้นชื่อว่าอาลัมพณะ (หรืออารัมมณะ)
ผลอาศัยธรรมนั้น คือไม่ปฏิเสธ (ธรรมนั้น) ย่อมเกิด คือย่อมเป็นไป เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าปัจจัย
ผลย่อมเกิดแต่ธรรมนี้ เหตุนั้นธรรมนั้น ชื่อว่าสมุทัย.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำแห่งบททั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้.
วรรณนาอุทเทสวาระ จบ. -----------------------------------------------------