สุตตันตภาชนีย์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
โพชฺฌงฺควิภงฺโค
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ๑๐. โพชฌงควิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๑
สตฺต โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
โพชฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ตตฺถ กตโม สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิธ ภิกฺขุ สติมา โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตมฺปิ จิรภาสิตมฺปิ สริตา อนุสฺสริตา อยํ วุจฺจติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ โส ตถาสโต วิหรนฺโต ตํ ธมฺมํ ปญฺญาย วิจินติ ปวิจินติ ปริวีมํสํ อาปชฺชติ อยํ วุจฺจติ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ ตสฺส ตํ ธมฺมํ ปญฺญาย วิจินโต ปวิจินโต ปริวีมํสํ อาปชฺชโต อารทฺธํ โหติ วิริยํ อสลฺลีนํ อยํ วุจฺจติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ อารทฺธวิริยสฺส อุปฺปชฺชติ ปีติ นิรามิสา อยํ วุจฺจติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ ปีติมนสฺส กาโยปิ ปสฺสมฺภติ จิตฺตํปิ ปสฺสมฺภติ อยํ วุจฺจติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ อยํ วุจฺจติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ โส ตถาสมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ อยํ วุจฺจติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาอันยิ่ง ระลึกได้ระลึกได้ย่อยๆ ซึ่งกิจที่ทำไว้นานๆ หรือวาจาที่กล่าวไว้นานๆ นี้เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์ ภิกษุนั้น มีสติอย่างนั้นอยู่ วิจัย เลือกสรร พิจารณา ซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ความเพียร ความไม่ย่อหย่อน อันภิกษุนั้นผู้วิจัย เลือกสรร พิจารณาซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา ปรารภแล้ว นี้เรียกว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติ อันปราศจากอามิส เกิดขึ้นแก่พระภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วนี้เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์ กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจปีติ ย่อมสงบระงับ นี้เรียกว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ จิตของภิกษุผู้มีกายสงบระงับแล้ว มีความสุขสบาย ย่อมตั้งมั่น นี้เรียกว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ ภิกษุนั้น เป็นผู้เพ่งเล็งอยู่ด้วยดี ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นอย่างนั้น นี้เรียกว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๒
สตฺต โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ
โพชฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์
ตตฺถ กตโม สติสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ สติ อตฺถิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ ฯ ยทปิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ สติ ตทปิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ ตทปิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน สติในธรรมภายใน มีอยู่ สติในธรรมภายนอก มีอยู่ สติในธรรมภายในแม้ใด สติในธรรมภายในแม้นั้น ก็ชื่อว่า สติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน สติในธรรมภายนอกแม้ใด สติในธรรมภายนอกแม้นั้น ก็ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ปวิจโย อตฺถิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ ปวิจโย ฯ ยทปิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ ปวิจโย ตทปิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ ปวิจโย ตทปิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ความเลือกสรรในธรรมภายใน มีอยู่ ความเลือกสรรในธรรมภายนอกมีอยู่ ความเลือกสรรในธรรมภายในแม้ใด ความเลือกสรรในธรรมภายในแม้นั้นก็ชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ความเลือกสรรในธรรมภายนอกแม้ใด ความเลือกสรรในธรรมภายนอกแม้นั้น ก็ชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ กายิกํ วิริยํ อตฺถิ เจตสิกํ วิริยํ ฯ ยทปิ กายิกํ วิริยํ ตทปิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ เจตสิกํ วิริยํ ตทปิ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ความเพียรทางกาย มีอยู่ ความเพียรทางใจ มีอยู่ ความเพียรทางกายแม้ใด ความเพียรทางกายแม้นั้น ก็ชื่อว่า วิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ความเพียรทางใจแม้ใด ความเพียรทางใจแม้นั้น ก็ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ สวิตกฺกสวิจารา ปีติ อตฺถิ อวิตกฺกอวิจารา ปีติ ยทปิ สวิตกฺกสวิจารา ปีติ ตทปิ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ อวิตกฺกอวิจารา ปีติ ตทปิ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ปีติที่มีวิตก มีวิจาร มีอยู่ ปีติที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ ปีติที่มีวิตกมีวิจารแม้ใด ปีติที่มีวิตก มีวิจารแม้นั้น ก็ชื่อว่า ปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ปีติที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารแม้ใดปีติที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารแม้นั้น ก็ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ กายปฺปสฺสทฺธิ อตฺถิ จิตฺตปฺปสฺสทฺธิ ฯ ยทปิ กายปฺปสฺสทฺธิ ตทปิ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ จิตฺตปฺปสฺสทฺธิ ตทปิ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน กายปัสสัทธิ มีอยู่ จิตตปัสสัทธิ มีอยู่ กายปัสสัทธิแม้ใด กายปัสสัทธิแม้นั้น ก็ชื่อว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน จิตตปัสสัทธิแม้ใด จิตตปัสสัทธิแม้นั้น ก็ชื่อว่า ปัสสัทธิสัมโพช-*ฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ อตฺถิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ ฯ ยทปิ สวิตกฺโก สวิจาโร สมาธิ ตทปิ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ อวิตกฺโก อวิจาโร สมาธิ ตทปิ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน สมาธิที่มีวิตก มีวิจาร มีอยู่ สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ สมาธิที่มีวิตก มีวิจารแม้ใด สมาธิที่มีวิตก มีวิจารแม้นั้น ก็ชื่อว่า สมาธิสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารแม้ใด สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารแม้นั้น ก็ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน
ตตฺถ กตโม อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อตฺถิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ อุเปกฺขา อตฺถิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ อุเปกฺขา ฯ ยทปิ อชฺฌตฺตํ ธมฺเมสุ อุเปกฺขา ตทปิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ ยทปิ พหิทฺธา ธมฺเมสุ อุเปกฺขา ตทปิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน อุเบกขาในธรรมภายใน มีอยู่ อุเบกขาในธรรมภายนอก มีอยู่ อุเบกขาในธรรมภายในแม้ใด อุเบกขาในธรรมภายในแม้นั้น ก็ชื่อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน อุเบกขาในธรรมภายนอกแม้ใด อุเบกขาในธรรมภายนอกแม้นั้น ก็ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๓
สตฺต โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ฯ ตตฺถ กตโม สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิธ ภิกฺขุ สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ วิราคนิสฺสิตํ นิโรธนิสฺสิตํ โวสฺสคฺคปริณามึ ฯ สุตฺตนฺตภาชนียํ ฯ
โพชฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ภิกษุในศาสนานี้ เจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะอาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เจริญวิริยสัม-*โพชฌงค์ เจริญปีติสัมโพชฌงค์ เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เจริญสมาธิ-*สัมโพชฌงค์ เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละ สุตตันตภาชนีย์ จบ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๐. โพชฌังควิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ ๑๐. โพชฌังควิภังค์ ๑. สุตตันตภาชนีย์ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๑
โพงฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือสติ) ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือธัมมวิจยะ) ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือวิริยะ) ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือปีติ) ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือปัสสัทธิ) ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือสมาธิ) ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คืออุเบกขา)
บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาอันยิ่ง เป็นผู้ระลึกได้ระลึกถึงกิจที่ทำไว้นานๆ หรือวาจาที่กล่าวไว้นานๆ ได้ นี้เรียกว่า สติสัมโพชฌงค์ (๑) (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติอยู่อย่างนั้น วิจัย เลือกสรร ทบทวน สอบสวนธรรมนั้นด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (๒) (วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) ความเพียร ความไม่ย่อท้อ อันภิกษุนั้นผู้วิจัย เลือกสรร ทบทวน สอบสวนธรรมนั้นด้วยปัญญา ปรารภแล้ว นี้เรียกว่า วิริยสัมโพชฌงค์ (๓) (ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) ปีติที่ปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร นี้เรียกว่า ปีติ-สัมโพชฌงค์ (๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๐. โพชฌังควิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจเอิบอิ่ม ย่อมสงบระงับ นี้เรียกว่า ปัสสัทธิ-สัมโพชฌงค์ (๕) (สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) จิตของภิกษุผู้มีกายสงบ ผู้มีความสุข ย่อมตั้งมั่น นี้เรียกว่า สมาธิ- สัมโพชฌงค์ (๖) (อุเปกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน) ภิกษุนั้นเป็นผู้วางเฉยด้วยดีซึ่งจิตที่ตั้งมั่นอย่างนั้น นี้เรียกว่า อุเปกขา- สัมโพชฌงค์ (๗) โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๒
โพชฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์
บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน สติในธรรมภายในตนก็มี ในธรรมภายนอกตนก็มี สติในธรรมภายในตน ก็คือสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ถึงสติในธรรมภายนอกตน ก็คือสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน (๑) ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ความเลือกสรรธรรมในธรรมภายในตนก็มี ในธรรมภายนอกตนก็มี ความเลือกสรรธรรมในธรรมภายในตน ก็คือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ถึงความเลือกสรรธรรมในธรรมภายนอกตน ก็คือธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๐. โพชฌังควิภังค์] ๑. สุตตันตภาชนีย์ วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ความเพียรทางกายก็มี ทางใจก็มี ความเพียรทางกาย ก็คือวิริยสัมโพชฌงค์ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ถึงความเพียรทางใจ ก็คือวิริยสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๓) ปีติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ปีติที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ปีติที่มีทั้งวิตกและวิจารก็คือปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ถึงปีติที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ก็คือปีติสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๔) ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน กายปัสสัทธิก็มี จิตตปัสสัทธิก็มี กายปัสสัทธิ ก็คือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ถึงจิตตปัสสัทธิ ก็คือปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๕) สมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี สมาธิที่มีทั้งวิตกและวิจาร ก็คือสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานถึงสมาธิที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจาร ก็คือสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๖) อุเปกขาสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน อุเบกขาในธรรมภายในตนก็มี ในธรรมภายนอกตนก็มี อุเบกขาในธรรมภายในตน ก็คืออุเปกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานถึงอุเบกขาในธรรมภายนอกตน ก็คืออุเปกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่งเพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน (๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๓๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๐. โพชฌังควิภังค์] ๒. อภิธรรมภาชนีย์ โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๓
โพชฌงค์ ๗ คือ ๑. สติสัมโพชฌงค์ ๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ๓. วิริยสัมโพชฌงค์ ๔. ปีติสัมโพชฌงค์ ๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ ๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์
บรรดาโพชฌงค์ ๗ เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ (๑) เจริญสติสัมโพชฌงค์ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อความปล่อยวาง (๒) เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ (๓) เจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ (๔) เจริญปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ (๕) เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ (๖) เจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ (๗) เจริญอุเปกขาสัมโพชฌงค์ ที่อาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธน้อมไปเพื่อความปล่อยวาง สุตตันตภาชนีย์ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาโพชฌังควิภังค์ วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ โพชฌงค์ ๗ นัยที่หนึ่ง
บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในโพชฌังควิภังค์อันเป็นลำดับต่อจากอิทธิบาทวิภังค์นั้นต่อไป.
คำว่า ๗ เป็นคำกำหนดจำนวน.
คำว่า โพชฺฌงฺคา มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ หรือเป็นองค์แห่งพระสาวกผู้ตรัสรู้. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ธรรมสามัคคีนี้ใด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า โพธิ เพราะทำคำอธิบายว่า พระอริยสาวกย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคีกล่าวคือสติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและอุเบกขา อันเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกุตตรมรรคอันใด อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัททวะ (อันตราย) มิใช่น้อยมีการหดหู่ ความฟุ้งซ่าน การตั้งอยู่ (แห่งทุกข์) การพอกพูน (หรือการประมวลมาซึ่งทุกข์) อันมีการยึดมั่นในกามสุข อัตตกิลมถานุโยค อุจเฉททิฏฐิ สัสสตทิฏฐิเป็นต้น.
คำว่า ย่อมตรัสรู้ คือ ธรรมสามัคคีนั้น ย่อมตั้งขึ้นเพื่อทำลายความสืบต่อแห่งกิเลส. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ย่อมตรัสรู้ ได้แก่ ย่อมแทงตลอดสัจจะทั้ง ๔. อีกอย่างหนึ่ง... ได้แก่ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานนั่นแหละ. ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งปัญญาเครื่องตรัสรู้ กล่าวคือธรรมสามัคคีนั้น ดุจองค์แห่งฌานและองค์แห่งมรรคเป็นต้นก็ได้.
พระอริยสาวกนี้ใด ท่านเรียกว่า โพธิ เพราะทำคำอธิบายว่า ย่อมตรัสรู้ด้วยธรรมสามัคคี มีประการตามที่กล่าวมานั้น. แม้เพราะอรรถว่าเป็นองค์แห่งพระอริยสาวกผู้ตรัสรู้ ก็ชื่อว่าโพชฌงค์ เหมือนองค์แห่งเสนา องค์แห่งรถเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า หรือว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นองค์ของบุคคลผู้ตรัสรู้ ฉะนี้แล.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า โพชฌงค์ทั้งหลาย ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่ากระไร ข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบอรรถแห่งโพชฌงค์โดยนัยแห่งปฏิสัมภิทานี้ว่าที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตรัสรู้. ที่ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมตรัสรู้. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมรู้ตาม. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมรู้เฉพาะ. ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าย่อมรู้พร้อม ดังนี้ก็ได้.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สติสัมโพชฌงค์ เป็นต้น. โพชฌงค์อันบัณฑิตสรรเสริญแล้วด้วยอันดีด้วย ชื่อว่าสัมโพชฌงค์. สัมโพชฌงค์คือสตินั่นแหละ ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์. (โพชฌงค์ที่เหลือก็เช่นเดียวกัน)บรรดาสัมโพชฌงค์เหล่านั้น สติสัมโพชฌงค์มีการตั้งมั่น (อุปัฏฐานะ) เป็นลักษณะ. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์มีการพิจารณาค้นคว้า (ปวิจยะ) เป็นลักษณะ. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์มีความสงบเป็นลักษณะ. สมาธิสัมโพชฌงค์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะ. อุเบกขาสัมโพชฌงค์มีการเพ่งเฉย (ปฏิสังขานะ) เป็นลักษณะ.
____________________________
คำว่า ปฏิสังขานะ คือการเพ่งเฉย ในที่นี้หมายถึงการปรุงแต่งโพชฌงค์ ๖ ที่เหลือโดยอาการเป็นกลาง อาจารย์บางพวกได้กล่าวว่า อุเปกขาสัมโพชฌงค์ปรุงแต่งศรัทธากับปัญญา วิริยะกับสมาธิให้สม่ำเสมอกัน.
ในสัมโพชฌงค์เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสติสัมโพชฌงค์ก่อน เพราะความที่สติสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมมีอุปการะแก่สัมโพชฌงค์ทั้งหมด ดังพระบาลีว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เราย่อมกล่าวว่า สติแลเป็นธรรมมีประโยชน์ในที่ทั้งปวง (สติแลจำปรารถนาในที่ทั้งปวง) ดังนี้ เบื้องหน้าแต่นี้ไป เป็นการประกอบบททั้งที่มีมาในพระบาลีโดยลำดับอย่างนี้นั่นแหละ โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุนั้นมีสติอย่างนั้นอยู่ ย่อมเลือกสรรพิจารณาซึ่งธรรมนั้นด้วยปัญญาเป็นต้น.
ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ ว่าไม่ยิ่งไม่หย่อนกว่านี้ เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความหดหู่และอุทธัจจะ และเพราะเป็นธรรมมีประโยชน์ในที่ทั้งปวง.
จริงอยู่ในโพชฌงค์เหล่านี้ โพชฌงค์ ๓ (ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ) เป็นปฏิปักษ์ต่อความหดหู่. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใดแล จิตหดหู่ ในสมัยนั้นเป็นกาลสมควรเพื่อการเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลสมควรเพื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลสมควรเพื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ ดังนี้.
โพชฌงค์ ๓ (ปัสสัทธิสมาธิ อุเบกขา) เป็นปฏิปักษ์ต่ออุทธัจจะ. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในสมัยใดแล จิตฟุ้งซ่าน ในสมัยนั้นเป็นกาลสมควรเพื่อการเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลสมควรเพื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลสมควรเพื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดังนี้.
อนึ่ง ในโพชฌงค์ทั้งหมดเหล่านั้น โพชฌงค์หนึ่ง (คือสติ) ชื่อว่าเป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เพราะความเป็นธรรมอันสัตว์พึงปรารถนา เปรียบเหมือนการปรุงรสเค็มในกับแกงทุกอย่าง และเปรียบเหมือนอำมาตย์ผู้ทำการงานทั้งหมดในราชกิจทั้งปวง. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวว่า สติแลเป็นธรรมมีประโยชน์ในที่ทั้งปวง. พระบาลีใช้คำว่า สพฺพตฺถิกํ จะแปลว่า เป็นธรรมจำปรารถนาในที่ทั้งปวงก็ได้ พระบาลีว่า สพฺพตฺถกํ ดังนี้ก็มี. ท่านอธิบายว่า สัตว์พึงปรารถนาในที่ทั้งปวง แม้ทั้งสองบท. พึงทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โพชฌงค์มี ๗ เท่านั้น เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความหดหู่และอุทธัจจะและเพราะเป็นธรรมมีประโยชน์ในที่ทั้งปวงดังพรรณนามาฉะนี้แล.
สติสัมโพชฌงค์
บัดนี้ เพื่อจะแสดงเหตุแห่งความต่างกันในเพราะอารมณ์หนึ่งแห่งโพชฌงค์เหล่านั้นนั่นแหละ ด้วยสามารถแห่งกิจ (หน้าที่) ของตนๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเริ่มคำว่า ตตฺถ กตโม สติสมฺโพชฺฌงฺโค เป็นอาทิ.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อิธ ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุในพระพุทธศาสนานี้.
คำว่า สติมา โหติ ได้แก่ เป็นผู้มีสติ เหมือนบุคคลผู้มีปัญญาเพราะประกอบด้วยปัญญา บุคคลมียศเพราะประกอบด้วยยศ บุคคลมีทรัพย์เพราะประกอบด้วยทรัพย์ฉะนั้น. อธิบายว่า เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยสติ.
คำว่า ปรเมน (แปลว่าประกอบด้วยปัญญาอันยิ่ง) ได้แก่ ด้วยปัญญาอันสูงสุด.
จริงอยู่ คำนี้ชื่อว่า เป็นธรรมอย่างยิ่ง เป็นธรรมสูงสุด เป็นธรรมประเสริฐสุด เพราะเป็นธรรมคล้อยตาม (อนุโลม) ต่อพระนิพพาน อันเป็นปรมัตถสัจจะและมรรคสัจจะ. พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า สติเนปกฺเกน ดังนี้ ปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่า เนปักกะ อธิบายว่า ถึงพร้อมด้วยสติและด้วยปัญญา.
ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสงเคราะห์ (ถือเอา) ปัญญาในการจำแนกบทแห่งสตินี้.
ตอบว่า เพื่อการแสดงซึ่งความที่สติเป็นสภาพมีกำลัง. จริงอยู่ สติแม้เว้นจากปัญญาก็เกิดขึ้นได้ สตินั้นเมื่อเกิดพร้อมกับปัญญา ย่อมเป็นสภาพมีกำลัง เมื่อเว้นจากปัญญา ย่อมทุรพล. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงถือเอาปัญญาด้วย เพื่อแสดงซึ่งความที่โพชฌงค์นั้นเป็นสภาพมีกำลัง.
เหมือนอย่างว่า ราชมหาอำมาตย์ ๒ คนพึงยืนอยู่ในทิศทั้งสอง บรรดามหาอำมาตย์สองคนนั้น คนหนึ่งอุ้มพระราชบุตรยืนอยู่ คนหนึ่งเป็นผู้เดียวเท่านั้นยืนอยู่ตามธรรมดาของตน. ในมหาอำมาตย์เหล่านั้น คนที่อุ้มพระราชบุตรยืนอยู่ ย่อมเป็นผู้มีอำนาจด้วยอำนาจของพระราชบุตรด้วย มหาอำมาตย์คนที่ยืนอยู่ตามธรรมดาของตน ย่อมไม่มีอำนาจเสมอด้วยอำนาจของมหาอำมาตย์คนที่อุ้มพระราชบุตรนั้น ฉันใดข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ สติอันเกิดขึ้นพร้อมกับปัญญา เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้อุ้มพระราชบุตรยืนอยู่ สติเกิดขึ้นเว้นจากปัญญา เปรียบเหมือนมหาอำมาตย์ผู้ยืนอยู่ตามธรรมดาของตน. ในอำมาตย์เหล่านั้น คนที่อุ้มพระราชบุตรยืนอยู่ ย่อมเป็นผู้มีอำนาจด้วยอำนาจของตนบ้าง ด้วยอำนาจของพระราชบุตรบ้างฉันใด สติบังเกิดขึ้นพร้อมด้วยปัญญา ก็ย่อมเป็นสภาพมีกำลังฉันนั้น. มหาอำมาตย์คนที่อยู่ตามธรรมดาของตน ย่อมเป็นผู้ไม่มีอำนาจเสมอด้วยอำนาจของมหาอำมาตย์คนที่อุ้มพระราชบุตรยืนอยู่ฉันใด สติที่บังเกิดขึ้นเว้นจากปัญญา ย่อมมีกำลังทราม (ทุรพล) ฉันนั้น เพื่อแสดงซึ่งความที่สติเป็นสภาพมีกำลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงถือเอาปัญญาด้วย ดังพรรณนามาฉะนี้.
คำว่า จิรกตมฺปิ ได้แก่ วัตรอันกระทำไว้นานๆ ด้วยกายของตนหรือของผู้อื่น หรือว่าได้แก่ กสิณมณฑล หรือกสิณบริกรรม.
คำว่า จิรภาสิตมฺปิ ได้แก่ ธรรมกถาอันตั้งอยู่ในวัตตสีสะแม้มากอันตนหรือผู้อื่นกล่าวด้วยวาจาไว้นานๆ หรือว่าได้แก่ การวินิจฉัยในกรรมฐาน หรือธรรมกถานั่นแหละอันตั้งอยู่ในวิมุตตายนสีสะ.
คำว่า สริตา โหติ ได้แก่ ส่วนแห่งอรูปธรรมอันยังกายวิญญัติและวจีวิญญัตินั้นให้ตั้งขึ้นพร้อม เป็นไปทั่วแล้ว ก็ระลึกได้ว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ดับไปแล้วอย่างนี้.
คำว่า อนุสริตา ได้แก่ ระลึกได้บ่อยๆ.
คำว่า อยํ วุจฺจติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ได้แก่ สตินี้อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนา ซึ่งยังโพชฌงค์ที่เหลือให้ตั้งขึ้น อันเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าสติสัมโพชฌงค์.
ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
คำว่า โส ตถา สโต วิหรนฺโต ได้แก่ ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติ ด้วยสติอันเกิดขึ้นแล้วด้วยอาการอย่างนั้นอยู่.
คำว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ กิจที่กระทำไว้นานๆ วาจาที่กล่าวไว้นานๆ ซึ่งเป็นธรรมมีประการตามที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้น.
คำว่า ปญฺญาย วิจินติ ได้แก่ ย่อมวิจัย (ค้นคว้า) ด้วยปัญญาว่า นี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
คำว่า ปวิจินติ ได้แก่ ยังปัญญาให้ใคร่ครวญไปในธรรมนั้นว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา.
คำว่า ปริวิมํสํ อาปชฺชติ ได้แก่ ย่อมถึงการแลดูค้นคว้า.
คำว่า อยํ วุจฺจติ นี้มีประการตามที่กล่าวแล้ว คือเป็นสมุฏฐานแห่งโพชฌงค์ เป็นวิปัสสนาญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์.
วิริยสัมโพชฌงค์
คำว่า ตสฺส ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ภิกษุนั้นวิจัยธรรมนั้น ซึ่งมีประการตามที่กล่าวแล้วในหนหลัง.
คำว่า อารทฺธํ โหติ ได้แก่ เป็นความเพียรที่บริบูรณ์ เป็นความเพียรอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว.
คำว่า อสลฺลีนํ ได้แก่ ชื่อว่าความไม่ย่อหย่อน เพราะเป็นความพยายามทีเดียว.
คำว่า อยํ วุจฺจติ นี้ เป็นความเพียรอันยังโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้น สัมปยุตด้วยวิปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าวิริยสัมโพชฌงค์.
ปีติสัมโพชฌงค์
คำว่า นิรามิสา ได้แก่ บริสุทธิ์ ชื่อว่าปราศจากอามิส เพราะความไม่มีกามอามิส โลกอามิสและวัฏฏอามิส.
คำว่า อยํ วุจุจติ ได้แก่ ปีตินี้ เป็นธรรมยังโพชฌงค์ให้เกิด สัมปยุตด้วยวิปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเรียกว่าปีติสัมโพชฌงค์.
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
คำว่า ปีติมนสฺส แปลว่า ผู้มีใจประกอบด้วยปีติ. คำว่า กาโยปิ ปสฺสมฺภติ ได้แก่ นามกาย กล่าวคือ ขันธ์ ๓ (เวทนา สัญญา สังขาร) ย่อมสงบระงับ ในเพราะความสงบระงับไปแห่งความเร่าร้อนด้วยกิเลส. คำว่า จิตฺตมฺปิ ได้แก่ แม้วิญญาณขันธ์ ก็ย่อมสงบระงับ ฉันนั้นเหมือนกัน.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ ปัสสัทธินี้ เป็นธรรมยังโพชฌงค์ให้ตั้งขึ้น สัมปยุตด้วยวิปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์.
สมาธิสัมโพชฌงค์
คำว่า ปสฺสทฺธกายสฺส สุขิโน ได้แก่ ผู้มีความสุข ด้วยความสุขอันเกิดขึ้นเพราะความที่กายนั้นสงบระงับแล้ว. คำว่า สมาธิยติ ได้แก่ ย่อมตั้งมั่นโดยชอบ คือเป็นสภาวะไม่หวั่นไหวอยู่ในอารมณ์เหมือนบรรลุอัปปนา.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง (สมาธิ) นี้เป็นธรรมยังโพชฌงค์ให้เกิด สัมปยุตด้วยวิปัสสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าสมาธิสัมโพชฌงค์.
อุเปกขาสัมโพชฌงค์
คำว่า ตถา สมาหิตํ ได้แก่ ตั้งมั่นด้วยสมาธิ ดุจการบรรลุอัปปนานั้น.
คำว่า สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขิตา โหติ ได้แก่ เข้าไปตั้งมั่นด้วยดี ไม่เป็นสภาวะเปลี่ยนไป ในเพราะการละและการเจริญธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่าย่อมตั้งมั่น.
คำว่า อยํ วุจฺจติ ได้แก่ อุเบกขาสัมโพชฌงค์นี้เป็นสภาพธรรมยังโพชฌงค์ ๖ ไม่ให้ท้อถอย ทั้งไม่ให้ก้าวล่วง ให้สำเร็จซึ่งอาการของความเป็นกลาง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่าอุเปกขาสัมโพชฌงค์.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ คำอะไรๆ ย่อมชื่อว่า เป็นธรรมอันท่านกล่าวแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสโพชฌงค์ทั้งหลาย โดยรส (หน้าที่) ต่างๆ เป็นลักษณะ (เครื่องหมาย) เป็นบุพภาควิปัสสนาในขณะแห่งจิตดวงหนึ่งไม่ก่อนไม่หลังกัน ดังพรรณนามาฉะนี้. นัยที่หนึ่ง จบ.
โพชฌงค์ ๗ นัยที่สอง
บัดนี้ โพชฌงค์ ๗ ย่อมเป็นโพชฌงค์ ๑๔ โดยปริยายใด พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงนัยที่สอง เพื่อทรงประกาศซึ่งปริยายแห่งโพชฌงค์ ๑๔ นั้น จึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นต้นอีก. ในนัยที่สองนั้นพึงทราบการพรรณนาบทโดยลำดับดังนี้.
คำว่า อชฺฌตฺตธมฺเมสุ สติ (สติในธรรมภายในมีอยู่) ได้แก่ สติอันเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาสังขารทั้งหลายอันเป็นภายใน.
คำว่า พหิทฺธา ธมฺเมสุ สติ (สติในธรรมภายนอกมีอยู่) ได้แก่ สติอันเกิดขึ้นแก่ผู้พิจารณาสังขารทั้งหลายภายนอก.
บทว่า ยทปิ ท่านแก้ เป็น ยาปิ (...แม้ใด).
บทว่า ตทปิ ท่านแก้ เป็น สาปิ (...แม้นั้น).
บทว่า อภิญฺญาย ได้แก่ เพื่อการรู้ยิ่งในธรรมที่ควรรู้ยิ่ง.
มรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่าสัมโพธิ (ความตรัสรู้) ในบทว่า สมฺโพธาย อธิบายว่า เพื่อมรรคผล.
ตัณหา พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่าวานะ ในบทว่า นิพฺพานาย ตัณหานั้นไม่มีในที่นั้น เพราะเหตุนั้น ที่นั้นจึงเรียกว่านิพพาน. อธิบายว่า ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อพระนิพพานนั้น เพื่ออสังขตะ เพื่ออมตธาตุ เพื่อการกระทำให้แจ้ง ดังนี้.
แม้ในธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ก็นัยนี้นั่นแหละ.
คำว่า กายิกํ วิริยํ ได้แก่ ความเพียรอันเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้อธิษฐานอยู่ซึ่งการจงกรม.
คำว่า เจตสิกํ ได้แก่ ความเพียรอันเกิดขึ้นแล้ว เว้นกายปโยคอย่างนี้ว่า ตราบใด จิตของเราจักไม่หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย โดยความไม่ถือมั่นแล้ว เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ ดังนี้.
คำว่า กายปสฺสทฺธิ ได้แก่ ความสงบระงับซึ่งความกระวนกระวายแห่งขันธ์ทั้ง ๓.
คำว่า จิตฺตปสฺสทฺธิ ได้แก่ ความสงบระงับซึ่งความกระวนกระวายของวิญญาณขันธ์.
พึงทราบวินิจฉัยในอุเปกขาสัมโพชฌงค์ เช่นเดียวกับสติสัมโพชฌงค์นั่นแหละ.
ในนัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโพชฌงค์ ๗ เจือด้วยโลกียะและโลกุตตระ.
ส่วนพระเถระในปางก่อนทั้งหลายแสดงแยกไว้ว่า นัยนี้ ปรากฏได้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. เพราะว่าในอัชฌัตตธรรมเหล่านี้ ธรรมทั้ง ๓ คือสติ ปวิจยะ (ธัมมวิจยะ) อุเปกขาเป็นโลกิยะเท่านั้น เพราะความที่ตน (ธรรมทั้ง ๓) มีขันธ์เป็นอารมณ์. ความเพียรทางกาย (วิริยะ) อันยังไม่บรรลุมรรคก็เช่นกัน (ยังเป็นโลกียะ) ส่วนปีติ สมาธิ อันเป็นอวิตักกอวิจาระเป็นโลกุตตระ ธรรมที่เหลือเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระ. ในโพชฌงค์เหล่านั้น ธรรมทั้งหลายอันเป็นอัชฌัตตะก่อน สติ ปวิจยะ อุเปกขาเป็นอัชฌัตตารัมมณะ. ส่วนโลกุตตระทั้งหลายเป็นพหิทธารัมมณะ เพราะฉะนั้น ความเป็นโลกุตตระจึงมิได้ประกอบด้วยสติ ปวิจยะและอุเปกขาเหล่านั้น.
เมื่อจะกล่าวว่า ความเพียร แม้อันเกิดขึ้นด้วยปโยคะในการก้าวไป ว่าเป็นโลกิยะ ดังนี้ ก็ไม่หนักใจ.
ถามว่า ก็ปีติ สมาธิที่เป็นอวิตักกอวิจาระในกาลเช่นไร เป็นโลกุตตระเท่านั้น.
ตอบว่า ในเบื้องต้น ปีติสัมโพชฌงค์ย่อมได้ในกามาวจร. ปีติอันเป็นอวิตักกอวิจาระย่อมไม่ได้. ปีติอันเป็นอวิตักกอวิจาระย่อมได้ในรูปาวจร. ก็แต่ว่าไม่ได้ปีติสัมโพชฌงค์. คำที่กล่าวมาโดยประการทั้งปวง ย่อมไม่ได้ในอรูปาวจร. ก็ในอธิการนี้ ท่านหมายเอาสภาวะที่ยังไม่เคยได้ จึงปฏิเสธปีติทั้งหลายอันบุคคลทั้งหลายได้อยู่. คือว่า ปีติสัมโพชฌงค์อันเป็นอวิตักกอวิจาระนี้ อย่างนี้ เป็นสภาพออกไปแล้วจากกามาวจรบ้าง จากรูปาวจรบ้าง จากอรูปาวจรบ้าง ดังนั้น ท่านจึงเรียกว่า เป็นโลกุตตระอันเกิดขึ้นแล้วเท่านั้น.
สมาธิสัมโพชฌงค์ ก็ย่อมได้ในกามาวจร โดยทำนองเดียวกัน. อนึ่ง สมาธิที่เป็นอวิตักกอวิจาระ ย่อมไม่ได้. สมาธิอันเป็นอวิตักกอวิจาระ ย่อมได้ในรูปาวจรและอรูปาวจร. ส่วนสมาธิสัมโพชฌงค์ ย่อมไม่ได้. ก็แต่ในอธิการนี้ ท่านหมายเอาสภาวะที่ยังไม่ได้ จึงปฏิเสธสมาธิแม้อันบุคคลได้อยู่. สมาธินี้อย่างนี้ออกไปจากกามาวจรบ้าง จากรูปาวจรบ้าง จากอรูปาวจรบ้าง ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าเป็นโลกุตตระที่เกิดขึ้นแล้วทีเดียว.
อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงถือเอาโลกิยะแล้วทำโลกุตตระ พึงถือเอาโลกุตระแล้วทำโลกิยะ ก็ได้. เพราะว่า แม้เวลาเจริญโลกุตตระของสติ ปวิจยะ อุเบกขาในอัชฌัตตธรรม มีอยู่.
ในอธิการนี้ มีพระสูตรเป็นอุทาหรณ์ว่า
ผู้มีอายุ เราแลย่อมกล่าวอัชฌัตตวิโมกข์ว่า เป็นธรรมสิ้นไปแห่งความยึดมั่นในที่ทั้งปวง อาสวะทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไม่นอนเนื่องแก่ธรรมเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้ ดังนั้น โลกุตตระทั้งหลายจึงชื่อว่ามีอยู่โดยพระสูตรนี้. ก็แต่ว่า ในกาลใด เมื่อความเพียรอันเป็นไปทางกายซึ่งเกิดขึ้นด้วยจังกมประโยค อันยังไม่สงบนั่นแหละ วิปัสสนาย่อมสืบต่อไปสู่มรรค ในกาลนั้น ความเพียรนั้นจึงเป็นโลกุตตระ.
อนึ่ง พระเถระเหล่าใดย่อมกล่าวว่า โพชฌงค์ที่ยกขึ้นมิได้เว้นกสิณฌานทั้งหลาย อานาปานฌานทั้งหลายและพรหมวิหารฌานทั้งหลาย ในวาทะของพระเถระเหล่านั้น ปีติสมาธิสัมโพชฌงค์อันเป็นอวิตักกอวิจาระ ย่อมเป็นโลกีย์แล. ทุติยนัย จบ.
โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๓
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงนัยที่ ๓ อันเป็นไปด้วยสามารถแห่งการเจริญโพชฌงค์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นอาทิอีก. แม้ในอธิการนี้ บัณฑิตพึงทราบการพรรณนาบท โดยลำดับดังนี้.
บทว่า ภาเวติ ได้แก่ ย่อมเจริญ คือย่อมให้เกิด ให้บังเกิดยิ่งในสันดานของตนบ่อยๆ.
บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ ได้แก่ อันอาศัยวิเวก.
บทว่า วิเวโก ได้แก่ วิเวกคือความสงัด.
อนึ่ง วิเวกนี้มี ๕ อย่างคือ ตทังควิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก. บรรดาวิเวกเหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่าตทังควิเวก. สมาบัติ ๘ ชื่อว่าวิกขัมภนวิเวก. มรรค ชื่อว่าสมุจเฉทวิเวก. ผล ชื่อว่าปฏิปัสสัทธิวิเวก. พระนิพพาน อันสละซึ่งนิมิตทั้งปวง ชื่อว่านิสสรณวิเวก.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความนี้ว่า พระโยคีย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยซึ่งตทังควิเวก อาศัยซึ่งสมุจเฉทวิเวก อาศัยซึ่งนิสสรณวิเวก โดยหมายเอาในคำว่า วิเวก ๕ จึงชื่อว่าอาศัยซึ่งวิเวก.
จริงอย่างนั้น พระโยคีนี้ประกอบเนืองๆ ด้วยการประกอบในการเจริญสติสัมโพชฌงค์ ย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยตทังควิเวก โดยกิจในขณะแห่งวิปัสสนา อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอัชฌาสัย (อชฺฌาสยโต) แต่ในกาลแห่งมรรค อาศัยซึ่งสมุทเฉทวิเวกโดยกิจ อาศัยซึ่งสมุทเฉทวิเวกโดยกิจ อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์.
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยวิเวกทั้ง ๕ อย่าง ก็มี.
จริงอยู่ อาจารย์เหล่านั้นไม่ยกโพชฌงค์ทั้งหลายขึ้นในขณะที่วิปัสสนา มรรคและผลมีกำลังอย่างเดียว ยังยกขึ้นแม้ในกสิณฌาน อานาปานฌาน อสุภฌาน พรหมวิหารฌานอันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา. อนึ่ง ข้อนี้พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลายไม่ปฏิเสธ เพราะฉะนั้น เมื่อว่าโดยมติของอาจารย์เหล่านั้น พระโยคีย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์ อันอาศัยวิกขัมภนวิเวกโดยกิจในขณะที่เป็นไปของฌานเหล่านั้นนั่นแหละ.
อนึ่ง ท่านกล่าวว่า เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยนิสสรณวิเวก โดยอัชฌาสัยในขณะแห่งวิปัสสนา ฉันใด แม้จะกล่าวว่า เจริญสติสัมโพชฌงค์อันอาศัยปฏิปัสสัทธิวิเวก ดังนี้ ก็ควร.
ในคำว่า อาศัยซึ่งวิราคะเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
จริงอยู่ วิราคะเป็นต้นก็มีวิเวกเป็นอรรถนั่นแหละ.
อนึ่ง โวสสัคคะ (ความสละหรือการถอน) มีเพียง ๒ อย่าง คือปริจาคโวสสัคคะและปักขันทนโวสสัคคะ.
ในโวสสัคคะ ๒ นั้น การละกิเลสด้วยสามารถแห่งตทังควิเวกในขณะแห่งวิปัสสนา และด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทวิเวกในขณะแห่งมรรค ชื่อว่าปริจาคโวสสัคคะ. การแล่นไปสู่พระนิพพานในขณะแห่งวิปัสสนาโดยความเป็นผู้น้อมไปสู่ตทงควิเวกนั้น แต่ในขณะแห่งมรรคโดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่าปักขันทนโวสสัคคะ. โวสสัคคะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมควรในนัยแห่งการพรรณนาอันเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระนี้. จริงอย่างนั้น สติสัมโพชฌงค์นี้ย่อมสละกิเลสทั้งหลายโดยประการตามที่กล่าวแล้วด้วย ย่อมแล่นไปสู่นิพพานด้วย ฉะนี้.
บัณฑิตพึงทราบว่า ก็การที่น้อมไปอยู่ น้อมไปแล้ว ถึงที่สุดอยู่ ถึงที่สุดแล้วด้วยคำทั้งสิ้นนี้ว่า โวสฺสคฺคปริณามึ (น้อมไปเพื่อสละ) ซึ่งมีการสละเป็นอรรถ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิบายไว้ว่า ก็ภิกษุนี้ประกอบเนืองๆ ในการเจริญโพชฌงค์ฉันใด สติสัมโพชฌงค์ย่อมถึงผลซึ่งมีการสละกิเลส อันมีโวสสัคคะเป็นอรรถด้วย ย่อมบรรลุผลอันมีการแล่นไปสู่พระนิพพานอันมีโวสสัคคะเป็นอรรถด้วยฉันใดก็สติสัมโพชฌงค์นั้นย่อมถึงที่สุดรอบ ฉันใด ภิกษุย่อมยังสติสัมโพชฌงค์นั้นให้เจริญฉันนั้นเถิด.
แม้ในโพชฌงค์ที่เหลือก็นัยนี้.
ในนัยแม้นี้ ท่านก็กล่าวว่า โพชฌงค์ทั้งหลายเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระแล.
วรรณนาสุตตันตภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------