วิชชมานาวิชชมานวาร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ วิชชมานาวิชชมานวาร
กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กติ ขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯเปฯ กติ จิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ ฯ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเฌ สพฺเพสํ ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯ กสฺสจิ เอกาทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อปรานิ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ นวายตนานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ สตฺตายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ กสฺสจิ เอกาทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อปรา ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ นว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ สตฺต ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ สพฺเพสํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ฯ {๑๐๙๕.๑} กสฺสจิ จุทฺทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อปรานิ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ ทฺวาทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อปรานิ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ อปรานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ สตฺตินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ กสฺสจิ ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ กสฺสจิ เทฺว เหตู ปาตุภวนฺติ เกจิ อเหตุกา ปาตุภวนฺติ ฯ สพฺเพสํ จตฺตาโร อาหารา ปาตุภวนฺติ ฯ สพฺเพสํ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ ฯ สพฺเพสํ เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ
ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ย่อมเกิด ปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก อายตนะ ๑๑ ย่อมเกิดแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๑๐ ย่อมเกิดแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๙ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๙ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวกอินทรีย์ ๑๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีกย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๘ เหล่าอื่นอีกย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวกอินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก เหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์บางพวก อเหตุกวิบากบางเหล่า ย่อมเกิดปรากฏ อาหาร ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ผัสสะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ กตเม ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ รูปกฺขนฺโธ ฯเปฯ วิญฺญาณกฺขนฺโธ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ อิเม ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส เอกาทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ปริปุณฺณายตนานํ อุปปตฺติกฺขเณ เอกาทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขายตนํ รูปายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ คนฺธายตนํ ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ เอกาทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ รูปายตนํ โสตายตนํ ฆานายตนํ คนฺธายตนํ ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๓} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อปรานิ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขายตนํ รูปายตนํ ฆานายตนํ คนฺธายตนํ ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ ทสายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๔} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส นวายตนานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ นวายตนานิ ปาตุภวนฺติ รูปายตนํ ฆานายตนํ คนฺธายตนํ ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ นวายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๕} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส สตฺตายตนานิ ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ สตฺตายตนานิ ปาตุภวนฺติ รูปายตนํ คนฺธายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ สตฺตายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๖} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส เอกาทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ปริปุณฺณายตนานํ อุปปตฺติกฺขเณ เอกาทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ จกฺขุธาตุ รูปธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ คนฺธธาตุ ชิวฺหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฺฐพฺพธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมา เอกาทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๗} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ รูปธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ คนฺธธาตุ ชิวฺหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฺฐพฺพธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมา ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๘} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อปรา ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ จกฺขุธาตุ รูปธาตุ ฆานธาตุ คนฺธธาตุ ชิวฺหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฺฐพฺพธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมา ทส ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๙} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส นว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ นว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ รูปธาตุ ฆานธาตุ คนฺธธาตุ ชิวฺหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฺฐพฺพธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมา นว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๐} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส สตฺต ธาตุโย ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ สตฺต ธาตุโย ปาตุภวนฺติ รูปธาตุ คนฺธธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฺฐพฺพธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมา สตฺต ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ กตมํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ทุกฺขสจฺจํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ อิทํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ฯ {๑๐๙๖.๑๑} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส จุทฺทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ สเหตุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ จุทฺทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ จุทฺทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๒} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ สเหตุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๓} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อปรานิ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ สเหตุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ เตรสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๔} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ทฺวาทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ สเหตุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทฺวาทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ ทฺวาทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๕} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ สเหตุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๖} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ สเหตุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๗} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อปรานิ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ปริปุณฺณายตนานํ อุปปตฺติกฺขเณ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ นวินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๘} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธานํ อุปปตฺติกฺขเณ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๑๙} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส อปรานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๐} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส สตฺตินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ โอปปาติกานํ เปตานํ โอปปาติกานํ อสุรานํ โอปปาติกานํ ติรจฺฉานคตานํ เนรยิกานํ ชจฺจนฺธพธิรานํ อุปปตฺติกฺขเณ สตฺตินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ สตฺตินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๑} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ อเหตุกานํ ฐเปตฺวา นปุํสกานํ อุปปตฺติกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ วา ปุริสินฺทฺริยํ วา ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๒} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส จตฺตารินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ คพฺภเสยฺยกานํ อเหตุกานํ นปุํสกานํ อุปปตฺติกฺขเณ จตฺตารินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิมานิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๓} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ สเหตุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ อโลโภ วิปากเหตุ อโทโส วิปากเหตุ อโมโห วิปากเหตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิเม ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๔} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กสฺส เทฺว เหตู ปาตุภวนฺติ กามาวจรานํ เทวานํ ปฐมกปฺปิกานํ มนุสฺสานํ คพฺภเสยฺยกานํ สตฺตานํ สเหตุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ อุปปตฺติกฺขเณ เทฺว เหตู ปาตุภวนฺติ อโลโภ วิปากเหตุ อโทโส วิปากเหตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ เอเตสํ อิเม เทฺว เหตู ปาตุภวนฺติ ฯ อวเสสานํ สตฺตานํ อเหตุกา ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๕} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ กตเม จตฺตาโร อาหารา ปาตุภวนฺติ กพฬึกาโร อาหาโร ผสฺสาหาโร มโนสญฺเจตนาหาโร วิญฺญาณาหาโร กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ อิเม จตฺตาโร อาหารา ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๖.๒๖} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ กตโม เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺโส กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ อยํ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ ฯ {๑๐๙๖.๒๗} กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ กตมา เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุ กามธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ สพฺเพสํ อิทํ เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ
ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ เหล่าไหนย่อม เกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๑ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะมนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา มนุษย์สมัยปฐมกัปเปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิดอายตนะ ๑๑ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐ คือ รูปายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะคันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิดในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ ฆานายตนะคันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๑๐เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่แก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อายตนะ ๙ คือ รูปายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๙ เหล่านี้ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ คือ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะกายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๗ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๑ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุคันธธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ มโนวิญญาณธาตุธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา มนุษย์สมัยปฐมกัป เปรต อสุรกายสัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ ในกามธาตุในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๑ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ คือ รูปธาตุ โสตธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุชิวหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุชิวหาธาตุ รสธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๑๐ เหล่านั้น ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด ธาตุ ๙ คือ รูปธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ชิวหาธาตุกายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรตอสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๙ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด ธาตุ ๗ คือ รูปธาตุ คันธธาตุ รสธาตุ กายธาตุโผฏฐัพพธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๗ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ ทุกขสัจจะ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๔ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่มนุษย์สมัยปฐมกัปผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๓ เหล่านี้ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๒ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่มนุษย์สมัย-*ปฐมกัป ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุตในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๒ เหล่านี้ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ คือ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ คือ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณ-*วิปปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์อุเปกขินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแต่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรกที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งมีอายตนะบริบูรณ์ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๙เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ คือโสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ซึ่งตาบอดมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่าอื่นอีก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ คือ จักขุนทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์กายินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๗ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๗ คือ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ย่อมเกิดปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน สัตว์นรก ที่เป็นอุปปาติกสัตว์ ซึ่งตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๗ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๕ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๕ คือ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์หรือปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ คือ กายินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์อุเปกขินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏแก่คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นอเหตุกนปุงสกสัตว์ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ อโมหะที่เป็นวิปากเหตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา มนุษย์สมัยปฐมกัป คัพภไสยกสัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณสัมปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์จำพวกไหน ในขณะที่เกิด เหตุ ๒ คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ ย่อมเกิดปรากฏแก่กามาวจรเทวดา มนุษย์สมัยปฐมกัป คัพภไสยก-*สัตว์ ผู้เป็นสเหตุกญาณวิปปยุต ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๒ เหล่านี้ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์เหล่านี้ อเหตุกวิบาก ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์นอกจากที่กล่าวมานี้ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๔ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารในกามธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ นี้ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑จิต ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก คือ มโนวิญญาณธาตุ ในกามธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กติ ขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯเปฯ กติ จิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ ฐเปตฺวา อสญฺญสตฺตานํ เทวานํ ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ ปญฺจายตนานิ ปาตุภวนฺติ ปญฺจ ธาตุโย ปาตุภวนฺติ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ
ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ย่อมเกิด ปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ อายตนะ ๕ ธาตุ ๕ สัจจะ ๑อินทรีย์ ๑๐ เหตุ ๓ อาหาร ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑จิต ๑ ย่อมเกิดปรากฏแก่เทวดาทั้งหลาย เว้นแต่พวกอสัญญสัตว์
รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ รูปกฺขนฺโธ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม ปญฺจกฺขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมานิ ปญฺจายตนานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขายตนํ รูปายตนํ โสตายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมานิ ปญฺจายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมา ปญฺจ ธาตุโย ปาตุภวนฺติ จกฺขุธาตุ รูปธาตุ โสตธาตุ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมา ปญฺจ ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ทุกฺขสจฺจํ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิทํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ฯ {๑๐๙๘.๑} รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมานิ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ วา อุเปกฺขินฺทฺริยํ วา สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมานิ ทสินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ อโลโภ วิปากเหตุ อโทโส วิปากเหตุ อโมโห วิปากเหตุ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๐๙๘.๒} รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ ผสฺสาหาโร มโนสญฺเจตนาหาโร วิญฺญาณาหาโร รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตโม เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺโส รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อยํ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ ฯ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมา เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุ รูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิทํ เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ
ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ เหล่าไหน ย่อม เกิดปรากฏ คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๕ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๕ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ มนายตนะ ธัมมายตนะในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๕ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๕ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ จักขุธาตุ รูปธาตุ โสตธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๕ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ ทุกขสัจจะ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์หรืออุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ อโลภะ ที่เป็นวิปากเหตุ อโทสะ ที่เป็นวิปากเหตุ อโมหะ ที่เป็นวิปากเหตุ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิดอาหาร ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ นี้ย่อมเกิดปรากฏ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑จิต ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มโนวิญญาณธาตุ ในรูปธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ
อสญฺญสตฺตานํ เทวานํ อุปปตฺติกฺขเณ กติ ขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯเปฯ กติ จิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ ฯ อสญฺญสตฺตานํ เทวานํ อุปปตฺติกฺขเณ เอโก ขนฺโธ ปาตุภวติ รูปกฺขนฺโธ ฯ เทฺว อายตนานิ ปาตุภวนฺติ รูปายตนํ ธมฺมายตนํ ฯ เทฺว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ รูปธาตุ ธมฺมธาตุ ฯ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ทุกฺขสจฺจํ ฯ เอกินฺทฺริยํ ปาตุภวติ รูปชีวิตินฺทฺริยํ ฯ อสญฺญสตฺตา เทวา อเหตุกา อนาหารา อผสฺสกา อเวทนกา อสญฺญกา อเจตนกา อจิตฺตกา ปาตุภวนฺติ ฯ
ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไร ย่อมปรากฏ แก่เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๑ คือ รูปขันธ์ ย่อมเกิดปรากฏแก่เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ อายตนะ ๒ คือ รูปายตนะ ธัมมายตนะ ย่อมเกิดปรากฏ ธาตุ ๒ คือ รูปธาตุ ธัมมธาตุ ย่อมเกิดปรากฏ สัจจะ ๑ คือ ทุกขสัจจะ ย่อมเกิดปรากฏ อินทรีย์ ๑ คือ รูปชีวิตินทรีย์ ย่อมเกิดปรากฏ เหล่าเทวดาอสัญญสัตว์ ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนาไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิต ย่อมเกิดปรากฏ
อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กติ ขนฺธา ฯเปฯ กติ จิตฺตานิ ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ จตฺตาโร ขนฺธา ปาตุภวนฺติ เทฺว อายตนานิ ปาตุภวนฺติ เทฺว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ
ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์เท่าไร ฯลฯ จิต เท่าไร ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๔ ย่อมเกิดปรากฏ อายตนะ ๒ย่อมเกิดปรากฏ ธาตุ ๒ ย่อมเกิดปรากฏ สัจจะ ๑ ย่อมเกิดปรากฏ อินทรีย์ ๘ย่อมเกิดปรากฏ เหตุ ๓ ย่อมเกิดปรากฏ อาหาร ๓ ย่อมเกิดปรากฏ ผัสสะ ๑ย่อมเกิดปรากฏ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ ย่อมเกิดปรากฏ
อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม จตฺตาโร ขนฺธา ปาตุภวนฺติ เวทนากฺขนฺโธ สญฺญากฺขนฺโธ สงฺขารกฺขนฺโธ วิญฺญาณกฺขนฺโธ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม จตฺตาโร ขนฺธา ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมานิ เทฺว อายตนานิ ปาตุภวนฺติ มนายตนํ ธมฺมายตนํ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมานิ เทฺว อายตนานิ ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมา เทฺว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ มโนวิญฺญาณธาตุ ธมฺมธาตุ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมา เทฺว ธาตุโย ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ทุกฺขสจฺจํ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิทํ เอกํ สจฺจํ ปาตุภวติ ฯ {๑๑๐๑.๑} อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ มนินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ อโลโภ วิปากเหตุ อโทโส วิปากเหตุ อโมโห วิปากเหตุ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม ตโย เหตู ปาตุภวนฺติ ฯ {๑๑๐๑.๒} อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตเม ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ ผสฺสาหาโร มโนสญฺเจตนาหาโร วิญฺญาณาหาโร อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิเม ตโย อาหารา ปาตุภวนฺติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตโม เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุสมฺผสฺโส อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อยํ เอโก ผสฺโส ปาตุภวติ ฯ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ กตมา เอกา เวทนา เอกา สญฺญา เอกา เจตนา เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ มโนวิญฺญาณธาตุ อรูปธาตุยา อุปปตฺติกฺขเณ อิทํ เอกํ จิตฺตํ ปาตุภวติ ฯ -----------------
ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ขันธ์ ๔ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ ในอรูปธาตุในขณะที่เกิด ขันธ์ ๔ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๒ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มนายตนะ ธัมมายตนะ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อายตนะ ๒เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๒ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มโนวิญญาณธาตุ ธัมมธาตุ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ธาตุ ๒เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ ทุกขสัจจะ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด สัจจะ ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อินทรีย์ ๘เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ อโลภะที่เป็นวิปากเหตุ อโทสะที่เป็นวิปากเหตุ อโมหะที่เป็นวิปาก-*เหตุ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เหตุ ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๓ เหล่าไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด อาหาร ๓ เหล่านี้ ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด ผัสสะ ๑ นี้ย่อมเกิดปรากฏ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑อย่างไหน ย่อมเกิดปรากฏ คือ มโนวิญญาณธาตุ ในอรูปธาตุ ในขณะที่เกิด จิต ๑ นี้ ย่อมเกิดปรากฏ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ๔. ธัมมทัสสนวาร (วาระว่าด้วยการแสดงธรรม) ๑. กามธาตุ (ธาตุในกามภูมิ)
ในขณะเกิดในกามธาตุ ขันธ์เท่าไรปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรปรากฏ ในขณะเกิดในกามธาตุ ขันธ์ ๕ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก อายตนะ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๑๐ เหล่าอื่นอีกปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๙ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อายตนะ ๗ปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ๑๐ เหล่าอื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๙ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก ธาตุ ๗ปรากฏแก่สัตว์บางพวก สัจจะ ๑ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก อินทรีย์ ๑๔ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๓ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๓ เหล่าอื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๒ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๙ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๙ เหล่าอื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๘ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๘ เหล่าอื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๗ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๕ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อินทรีย์ ๔ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก เหตุ ๓ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก เหตุ ๒ ปรากฏแก่สัตว์บางพวก อเหตุกวิบากปรากฏแก่สัตว์บางพวก อาหาร ๔ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ผัสสะ ๑ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ
ในขณะเกิดในกามธาตุ ขันธ์ ๕ เหล่าไหนปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก รูปขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ ในขณะเกิดในกามธาตุ ขันธ์ ๕ เหล่านี้ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก
ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๑ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. โสตายตนะ ๔. ฆานายตนะ ๕. คันธายตนะ ๖. ชิวหายตนะ ๗. รสายตนะ ๘. กายายตนะ ๙. โผฏฐัพพายตนะ ๑๐. มนายตนะ ๑๑. ธัมมายตนะ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจร มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานผู้เป็นโอปปาติกสัตว์และสัตว์นรก ซึ่งมีอายตนะครบบริบูรณ์ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ คือ ๑. รูปายตนะ ๒. โสตายตนะ ๓. ฆานายตนะ ๔. คันธายตนะ ๕. ชิวหายตนะ ๖. รสายตนะ ๗. กายายตนะ ๘. โผฏฐัพพายตนะ ๙. มนายตนะ ๑๐. ธัมมายตนะ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีตาบอดมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ อื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. ฆานายตนะ ๔. คันธายตนะ ๕. ชิวหายตนะ ๖. รสายตนะ ๗. กายายตนะ ๘. โผฏฐัพพายตนะ ๙. มนายตนะ ๑๐. ธัมมายตนะ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๙ คือ ๑. รูปายตนะ ๒. ฆานายตนะ ๓. คันธายตนะ ๔. ชิวหายตนะ ๕. รสายตนะ ๖. กายายตนะ ๗. โผฏฐัพพายตนะ ๘. มนายตนะ ๙. ธัมมายตนะ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๗ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๗ คือ ๑. รูปายตนะ ๒. คันธายตนะ ๓. รสายตนะ ๔. กายายตนะ ๕. โผฏฐัพพายตนะ ๖. มนายตนะ ๗. ธัมมายตนะ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๗ เหล่านี้ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ (๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ
ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๑ คือ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. โสตธาตุ ๔. ฆานธาตุ ๕. คันธธาตุ ๖. ชิวหาธาตุ ๗. รสธาตุ ๘. กายธาตุ ๙. โผฏฐัพพธาตุ ๑๐. มโนวิญญาณธาตุ ๑๑. ธัมมธาตุ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจร มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีอายตนะครบบริบูรณ์ ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๑ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๐ คือ ๑. รูปธาตุ ๒. โสตธาตุ ๓. ฆานธาตุ ๔. คันธธาตุ ๕. ชิวหาธาตุ ๖. รสธาตุ ๗. กายธาตุ ๘. โผฏฐัพพธาตุ ๙. มโนวิญญาณธาตุ ๑๐. ธัมมธาตุ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรกซึ่งมีตาบอดมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อายตนะ ๑๐ อื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๐ คือ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. ฆานธาตุ ๔. คันธธาตุ ๕. ชิวหาธาตุ ๖. รสธาตุ ๗. กายธาตุ ๘. โผฏฐัพพธาตุ ๙. มโนวิญญาณธาตุ ๑๐. ธัมมธาตุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรกซึ่งมีหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๙ คือ ๑. รูปธาตุ ๒. ฆานธาตุ ๓. คันธธาตุ ๔. ชิวหาธาตุ ๕. รสธาตุ ๖. กายธาตุ ๗. โผฏฐัพพธาตุ ๘. มโนวิญญาณธาตุ ๙. ธัมมธาตุ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรกซึ่งมีตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๙ เหล่านี้ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๗ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๗ คือ ๑. รูปธาตุ ๒. คันธธาตุ ๓. รสธาตุ ๔. กายธาตุ ๕. โผฏฐัพพธาตุ ๖. มโนวิญญาณธาตุ ๗. ธัมมธาตุ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ในขณะเกิดในกามธาตุ ธาตุ ๗ เหล่านี้ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ (๓)
ในขณะเกิดในกามธาตุ สัจจะ ๑ ข้อไหนปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวกสัจจะ ๑ ข้อนี้คือ ทุกขสัจ ในขณะเกิดในกามธาตุ สัจจะนี้ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก (๔)
ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๔ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๔ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๗}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๘. ชีวิตินทรีย์ ๙. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๑๐. สัทธินทรีย์ ๑๑. วิริยินทรีย์ ๑๒. สตินทรีย์ ๑๓. สมาธินทรีย์ ๑๔. ปัญญินทรีย์ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจรผู้เป็นสเหตุกสัตว์ สัมปยุตด้วยญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๔ เหล่านี้ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๘. ชีวิตินทรีย์ ๙. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๑๐. สัทธินทรีย์ ๑๑. วิริยินทรีย์ ๑๒. สตินทรีย์ ๑๓. สมาธินทรีย์ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจรผู้เป็นสเหตุกสัตว์ วิปปยุตจากญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ อื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ อื่นอีก คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๘. ชีวิตินทรีย์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๘}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ๙. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๑๐. สัทธินทรีย์ ๑๑. วิริยินทรีย์ ๑๒. สตินทรีย์ ๑๓. สมาธินทรีย์ ปรากฏแก่มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป ผู้เป็นสเหตุกสัตว์ สัมปยุตด้วยญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๓ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๒ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. ชีวิตินทรีย์ ๘. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๙. สัทธินทรีย์ ๑๐. วิริยินทรีย์ ๑๑. สตินทรีย์ ๑๒. สมาธินทรีย์ ปรากฏแก่มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป ผู้เป็นสเหตุกสัตว์ วิปปยุตจากญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๒ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๐ คือ ๑. กายินทรีย์ ๒. มนินทรีย์ ๓. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๔. ชีวิตินทรีย์ ๕. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๖. สัทธินทรีย์ ๗. วิริยินทรีย์ ๘. สตินทรีย์ ๙. สมาธินทรีย์ ๑๐. ปัญญินทรีย์ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ผู้เป็นสเหตุกสัตว์ สัมปยุตด้วยญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๑๐ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๕๙}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ คือ ๑. กายินทรีย์ ๒. มนินทรีย์ ๓. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๔. ชีวิตินทรีย์ ๕. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๖. สัทธินทรีย์ ๗. วิริยินทรีย์ ๘. สตินทรีย์ ๙. สมาธินทรีย์ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ผู้เป็นสเหตุกสัตว์ วิปปยุตจากญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ อื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ อื่นอีก คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๘. ชีวิตินทรีย์ ๙. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีอายตนะครบบริบูรณ์ ในขณะที่เกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๙ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ คือ ๑. โสตินทรีย์ ๒. ฆานินทรีย์ ๓. ชิวหินทรีย์ ๔. กายินทรีย์ ๕. มนินทรีย์ ๖. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๗. ชีวิตินทรีย์ ๘. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีตาบอดมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๐}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ อื่นอีก ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ อื่นอีก คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. ฆานินทรีย์ ๓. ชิวหินทรีย์ ๔. กายินทรีย์ ๕. มนินทรีย์ ๖. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๗. ชีวิตินทรีย์ ๘. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๘ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๗ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๗ คือ ๑. ฆานินทรีย์ ๒. ชิวหินทรีย์ ๓. กายินทรีย์ ๔. มนินทรีย์ ๕. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๖. ชีวิตินทรีย์ ๗. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ผู้เป็นโอปปาติกสัตว์ และสัตว์นรก ซึ่งมีตาบอดและหูหนวกมาแต่กำเนิด ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๗ เหล่านี้ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๕ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๕ คือ ๑. กายินทรีย์ ๒. มนินทรีย์ ๓. อิตถินทรีย์ หรือปุริสินทรีย์ ๔. ชีวิตินทรีย์ ๕. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ เว้นนปุงสกสัตว์ ผู้เป็นอเหตุกะ ในขณะเกิดในกามธาตุอินทรีย์ ๕ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๑}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๑. กามธาตุ ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๔ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ อินทรีย์ ๔ คือ ๑. กายินทรีย์ ๒. มนินทรีย์ ๓. ชีวิตินทรีย์ ๔. อุเปกขินทรีย์ ปรากฏแก่สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ผู้เป็นอเหตุกะเป็นนปุงสกสัตว์ ในขณะเกิดในกามธาตุอินทรีย์ ๔ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้
ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๓ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๓ คือ วิปากเหตุคืออโลภะ วิปากเหตุคืออโทสะ และวิปากเหตุคืออโมหะ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจร มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ สัมปยุตด้วยญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๓ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๒ ปรากฏแก่สัตว์พวกไหน ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๒ คือ วิปากเหตุคืออโลภะ และวิปากเหตุคืออโทสะ ปรากฏแก่เทวดาชั้นกามาวจร มนุษย์ผู้เกิดในสมัยต้นกัป สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ซึ่งเป็นสเหตุกสัตว์ วิปปยุตจากญาณ ในขณะเกิดในกามธาตุ เหตุ ๒ ปรากฏแก่สัตว์พวกนี้ อเหตุกวิบาก ปรากฏแก่สัตว์ที่เหลือจากนั้น (๖)
ในขณะเกิดในกามธาตุ อาหาร ๔ เหล่าไหนปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก อาหาร ๔ คือ ๑. กวฬิงการาหาร ๒. ผัสสาหาร ๓. มโนสัญเจตนาหาร ๔. วิญญาณาหาร ในขณะเกิดในกามธาตุ อาหาร ๔ ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก (๗) ในขณะเกิดในกามธาตุ ผัสสะ ๑ ข้อไหนปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก ผัสสะ ๑ ข้อนี้คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในขณะเกิดในกามธาตุ ผัสสะ ๑ข้อนี้ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก (๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๒}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๒. รูปธาตุ ในขณะเกิดในกามธาตุ เวทนา ๑ ฯลฯ สัญญา ๑ ฯลฯ เจตนา ๑ ฯลฯ จิต ๑ อย่างไหนปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก จิต ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุ ในขณะเกิดในกามธาตุ จิต ๑ นี้ปรากฏแก่สัตว์ทุกจำพวก (๙-๑๒) ๒. รูปธาตุ (ธาตุในรูปภูมิ)
ในขณะเกิดในรูปธาตุ ขันธ์เท่าไรปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรปรากฏ ในขณะเกิดในรูปธาตุ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๕ ธาตุ ๕ สัจจะ ๑ อินทรีย์ ๑๐เหตุ ๓ อาหาร ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ ปรากฏแก่เทวดาเว้นอสัญญสัตตพรหม
ในขณะเกิดในรูปธาตุ ขันธ์ ๕ เหล่าไหนปรากฏ ขันธ์ ๕ คือ ๑. รูปขันธ์ ๒. เวทนาขันธ์ ๓. สัญญาขันธ์ ๔. สังขารขันธ์ ๕. วิญญาณขันธ์ ในขณะเกิดในรูปธาตุ ขันธ์ ๕ เหล่านี้ปรากฏ (๑) ในขณะเกิดในรูปธาตุ อายตนะ ๕ เหล่าไหนปรากฏ อายตนะ ๕ คือ ๑. จักขายตนะ ๒. รูปายตนะ ๓. โสตายตนะ ๔. มนายตนะ ๕. ธัมมายตนะ ในขณะเกิดในรูปธาตุ อายตนะ ๕ เหล่านี้ปรากฏ (๒) ในขณะเกิดในรูปธาตุ ธาตุ ๕ เหล่าไหนปรากฏ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๓}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๒. รูปธาตุ ธาตุ ๕ เหล่านี้คือ ๑. จักขุธาตุ ๒. รูปธาตุ ๓. โสตธาตุ ๔. มโนวิญญาณธาตุ ๕. ธัมมธาตุ ในขณะเกิดในรูปธาตุ ธาตุ ๕ เหล่านี้ปรากฏ (๓) ในขณะเกิดในรูปธาตุ สัจจะ ๑ ข้อไหนปรากฏ สัจจะ ๑ ข้อนี้คือ ทุกขสัจ ในขณะเกิดในรูปธาตุสัจจะ ๑ ข้อนี้ปรากฏ (๔) ในขณะเกิดในรูปธาตุ อินทรีย์ ๑๐ เหล่าไหนปรากฏ อินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. มนินทรีย์ ๔. ชีวิตินทรีย์ ๕. โสมนัสสินทรีย์ หรืออุเปกขินทรีย์ ๖. สัทธินทรีย์ ๗. วิริยินทรีย์ ๘. สตินทรีย์ ๙. สมาธินทรีย์ ๑๐. ปัญญินทรีย์ ในขณะเกิดในรูปธาตุ อินทรีย์ ๑๐ เหล่านี้ปรากฏ (๕) ในขณะเกิดในรูปธาตุ เหตุ ๓ เหล่าไหนปรากฏ เหตุ ๓ คือ วิปากเหตุคืออโลภะ วิปากเหตุคืออโทสะ และวิปากเหตุคืออโมหะในขณะเกิดในรูปธาตุ เหตุ ๓ เหล่านี้ปรากฏ (๖) ในขณะเกิดในรูปธาตุ อาหาร ๓ เหล่าไหนปรากฏ อาหาร ๓ คือ ๑. ผัสสาหาร ๒. มโนสัญเจตนาหาร ๓. วิญญาณาหาร ในขณะเกิดในรูปธาตุ อาหาร ๓ เหล่านี้ปรากฏ (๗) ในขณะเกิดในรูปธาตุ ผัสสะ ๑ อย่างไหนปรากฏ ผัสสะ ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุสัมผัส ในขณะเกิดในรูปธาตุ ผัสสะ ๑ นี้ ปรากฏ (๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๔}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๔. อรูปธาตุ ในขณะเกิดในรูปธาตุ เวทนา ๑ ฯลฯ สัญญา ๑ ฯลฯ เจตนา ๑ ฯลฯ จิต ๑ อย่างไหนปรากฏ จิต ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุ ในขณะที่เกิดในรูปธาตุ จิต ๑ นี้ปรากฏ (๙-๑๒) ๓. อสัญญสัตว์ (สัตว์ที่ไม่มีสัญญา)
ในขณะเกิด ขันธ์เท่าไรปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรปรากฏแก่อสัญญสัตตพรหม ในขณะเกิด ขันธ์ ๑ คือ รูปขันธ์ อายตนะ ๒ คือ รูปายตนะ และธัมมายตนะ ธาตุ ๒ คือ รูปธาตุ และธัมมธาตุ สัจจะ ๑ คือ ทุกขสัจ อินทรีย์ ๑ คือ รูปชีวิตินทรีย์ ปรากฏแก่อสัญญสัตตพรหม อสัญญสัตตพรหม ไม่มีเหตุ ไม่มีอาหาร ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีเจตนา ไม่มีจิตปรากฏ ๔. อรูปธาตุ (ธาตุในอรูปภูมิ)
ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ขันธ์เท่าไรปรากฏ ฯลฯ จิตเท่าไรปรากฏ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ขันธ์ ๔ อายตนะ ๒ ธาตุ ๒ สัจจะ ๑ อินทรีย์ ๘เหตุ ๓ อาหาร ๓ ผัสสะ ๑ เวทนา ๑ สัญญา ๑ เจตนา ๑ จิต ๑ ปรากฏ
ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ขันธ์ ๔ เหล่าไหนปรากฏ ขันธ์ ๔ คือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๕}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๔. ธัมมทัสสนวาร ๔. อรูปธาตุ ๑. เวทนาขันธ์ ๒. สัญญาขันธ์ ๓. สังขารขันธ์ ๔. วิญญาณขันธ์ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ขันธ์ ๔ เหล่านี้ปรากฏ (๑) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อายตนะ ๒ เหล่าไหนปรากฏ อายตนะ ๒ คือ มนายตนะ และธัมมายตนะ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อายตนะ ๒ เหล่านี้ปรากฏ (๒) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ธาตุ ๒ เหล่าไหนปรากฏ ธาตุ ๒ คือ มโนวิญญาณธาตุ และธัมมธาตุ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ธาตุ ๒ เหล่านี้ปรากฏ (๓) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ สัจจะ ๑ ข้อไหนปรากฏ สัจจะ ๑ ข้อนี้คือ ทุกขสัจ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ สัจจะ ๑ ข้อนี้ปรากฏ (๔) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อินทรีย์ ๘ เหล่าไหนปรากฏ อินทรีย์ ๘ คือ ๑. มนินทรีย์ ๒. ชีวิตินทรีย์ ๓. อุเปกขินทรีย์ ๔. สัทธินทรีย์ ๕. วิริยินทรีย์ ๖. สตินทรีย์ ๗. สมาธินทรีย์ ๘. ปัญญินทรีย์ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อินทรีย์ ๘ เหล่านี้ปรากฏ (๕) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ เหตุ ๓ เหล่าไหนปรากฏ เหตุ ๓ คือ วิปากเหตุคืออโลภะ วิปากเหตุคืออโทสะ และวิปากเหตุคืออโมหะ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ เหตุ ๓ เหล่านี้ปรากฏ (๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๖๖๖}
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๑๘. ธัมมหทยวิภังค์] ๕. ภูมันตรทัสสนวาร ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อาหาร ๓ เหล่าไหนปรากฏ อาหาร ๓ คือ ๑. ผัสสาหาร ๒. มโนสัญเจตนาหาร ๓. วิญญาณาหาร ในขณะเกิดในอรูปธาตุ อาหาร ๓ เหล่านี้ปรากฏ (๗) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ผัสสะ ๑ อย่างไหนปรากฏ ผัสสะ ๑ คือ มโนวิญญาณาธาตุสัมผัส ในขณะเกิดในอรูปธาตุ ผัสสะ ๑ นี้ปรากฏ (๘) ในขณะเกิดในอรูปธาตุ เวทนา ๑ ฯลฯ สัญญา ๑ ฯลฯ เจตนา ๑ ฯลฯ จิต ๑ อย่างไหนปรากฏ จิต ๑ คือ มโนวิญญาณธาตุ ในขณะเกิดในอรูปธาตุ จิต ๑ นี้ปรากฏ (๙-๑๒)
อรรถกถา
ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกอรรถกถายึดที่ข้อ ๑๐๗๓ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาธัมมหทยวิภังค์
บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบการกำหนดพระบาลีในธัมมหทยวิภังค์ อันเป็นอันดับต่อจากขุททกวัตถุวิภังค์ดังต่อไปอย่างนี้ก่อน.
ก็ในวาระนี้ ชื่อว่าสัพพสังคาหิกวาระ คือวาระว่าด้วยการรวบรวมธรรมทั้งปวงที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยสามารถแห่งหมวดธรรมทั้งหลาย ๑๒ หมวด เริ่มตั้งแต่ขันธ์เป็นต้นไป.
วาระที่ ๒ ชื่อว่าอุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงความเกิดขึ้นและความไม่เกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแหละ ในกามธาตุเป็นต้น.
วาระที่ ๓ ชื่อว่าปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมที่นับเนื่องกันและไม่นับเนื่องกัน ในกามธาตุเหล่านั้นนั่นแหละ.
วาระที่ ๔ ชื่อว่าวิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมอันมีและไม่มีอยู่ ในขณะแห่งความเกิดขึ้นในภูมิทั้ง ๓.
วาระที่ ๕ ชื่อว่าทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงธรรมเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปในระหว่างภูมิ.
วาระที่ ๖ ชื่อว่าอุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระ คือวาระว่าด้วยการแสดงประมาณแห่งอายุที่เกิดขึ้นเพราะกรรม ในคติทั้งหลาย.
วาระที่ ๗ ชื่อว่าอภิญเญยยาทิวาระ คือวาระว่าด้วยธรรมที่พึงรู้ยิ่งเป็นต้น.
วาระที่ ๘ ชื่อว่าสารัมมณานารัมมณาทิวาระ คือวาระว่าด้วยสารัมมณธรรมและอนารัมมณธรรมเป็นต้น.
วาระที่ ๙ ชื่อว่าทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมมีขันธ์เป็นต้นเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งทิฏฐะและสุตะเป็นต้น.
วาระที่ ๑๐ ชื่อว่าทัสสนวาระ เพราะสงเคราะห์ธรรมเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งติกมาติกามีกุศลติกะเป็นต้น.
อธิบายสัพพสังคาหิกวาระที่ ๑
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระที่หนึ่ง ชื่อว่าสัพพสังคาหิกวาระก่อน โดยพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้ด้วยวาระทั้ง ๑๐ อย่างนี้คือ เมื่อตรัสมิได้ตรัสว่า ขันธ์หนึ่ง ฯลฯ หรือว่าขันธ์ ๔ หรือว่าขันธ์ ๖ (ขันธ์ ๖ พวกเดียรถีย์บัญญัติขึ้น) แต่ตรัสถามว่าขันธ์ทั้งหลาย มีเท่าไรในความเป็นไปในระหว่างแห่งภูมิจำเดิมตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคภูมิ คนอื่นชื่อว่า สามารถเพื่อจะกล่าวว่าขันธ์ ๕ ดังนี้ มิได้มีเพราะฉะนั้นเพื่อแสดงกำลังแห่งพระญาณของพระองค์ จึงตรัสคำวิสัชนาอันสมควรแก่คำถามว่า ปญฺจกฺขนฺธา ดังนี้ก็บัณฑิตย่อมเรียกคำวิสัชนาตามคำถามในพระกำลังแห่งญาณนี้ว่า ชื่อว่าสัพพัญญพยากรณ์ ดังนี้.
ในคำทั้งหลาย แม้มีคำว่า อายตนะ ๑๒ เป็นต้นก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบประเภทแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้นโดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธ์วิภังค์เป็นต้น.
อธิบายอุปปัตตานุปปัตติทัสสนวาระที่ ๒
ในวาระที่ ๒ ธรรมเหล่าใดย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้งหลายผู้เกิดแล้วในกามธาตุในกามภพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ธรรมทั้งหลายอันนับเนื่องกันและไม่นับเนื่องกันในกามธาตุเหล่านั้นแล้ว ตรัสคำว่า กามธาตุยา ปญฺจกฺขนฺธา เป็นต้น.
แม้ในรูปธาตุเป็นต้น ก็นัยนี้แหละ.
ก็เพราะอายตนะทั้งหลายมีคันธายตนะเป็นต้น ย่อมไม่ทำกิจแห่งอายตนะเป็นต้น เพราะความไม่มีฆานายตนะเป็นต้นของพรหมทั้งหลายผู้นับเนื่องในรูปธาตุ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า รูปธาตุยา ฉ อายตนานิ นว ธาตุโย ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า ธาตุที่ไม่นับเนื่องด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่าด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่งสัตว์ ย่อมไม่มี เหตุใดเพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสคำว่า อปริยาปนฺนธาตุยา ดังนี้ เพื่อแสดงซึ่งธาตุใดๆ อันไม่นับเนื่องแล้วนั้นๆ นั่นแหละจึงตรัสว่า อปริยาปนฺเน กติ ขนฺธา เป็นต้น (แปลว่า ขันธ์ไหน ไม่นับเนื่อง).
อธิบายปริยาปันนาปริยาปันนทัสสนวาระที่ ๓
ในวาระที่ ๓ คำว่า กามธาตุปริยาปนฺนา อธิบายว่า ชื่อว่าปริยาปันนา เพราะอรรถว่าการเสพซึ่งกามธาตุ อาศัยกามธาตุ อยู่ภายในกามธาตุนั้น หยั่งลงสู่กามธาตุนั้น จึงถึงซึ่งการนับว่าเป็นกามธาตุนั่นแหละ.
แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้.
คำว่า ปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำกำหนดธรรมเหล่านั้นด้วยสามารถแห่งภพ และด้วยสามารถแห่งโอกาส หรือว่าด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นแห่งสัตว์.
คำว่า อปริยาปนฺนา ได้แก่ เป็นคำไม่กำหนด เหมือนอย่างนั้น.
อธิบายวิชชมานาวิชชมานธัมมทัสสนวาระที่ ๔
ในวาระที่ ๔ คำว่า เอกาทสายตนานิ ได้แก่ อายตนะ ๑๑ เว้นสัททายตนะ.
จริงอยู่ สัททายตนะนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้นในขณะปฏิสนธิแน่แท้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงโดยนัยนี้. ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสคติแห่งเทพและอสูรในหมวดทั้ง ๗ ในวาระนี้ แต่ตรัสคติแห่งคัพภเสยยกะทั้งหลายไว้โดยไม่แปลกกัน. เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า คัพภเสยยกะทั้งหลายย่อมเกิดในที่ใดๆ อายตนะของเทพและอสูรทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเกิดในที่นั้นๆ.
ธาตุทั้งหลายก็อย่างนั้น. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๕
คำใดที่จะพึงกล่าวในวาระที่ ๕ คำนั้น ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในอรรถกถาแห่งธัมมสังคหะนั่นแหละ.
อธิบายอุปาทกัมมอายุปปมาณทัสสนวาระที่ ๖
ในวาระที่ ๖ ชื่อว่า เทพ (เทวดา) เพราะย่อมบันเทิงด้วยเบญจกามคุณมีประการต่างๆ อันวิเศษด้วยฤทธิ์.
คำว่า สมฺมติเทวา ได้แก่ เทพโดยสมมติของชาวโลกอย่างนี้ คือพระราชา พระเทวี.
คำว่า อุปฺปตฺติเทวา ได้แก่เป็นเทพโดยอุปบัติ เพราะความบังเกิดขึ้นในเทวโลก.
คำว่า วิสุทฺธิเทวา ได้แก่ เป็นเทพโดยความหมดจดจากกิเลสทั้งปวง ควรแก่การบูชาของเทพทั้งหมด.
คำว่า ราชาโน ได้แก่ กษัตริย์ผู้มุรธาภิเษกแล้ว.
คำว่า เทวิโย ได้แก่เป็นมเหสีของพระราชาเหล่านั้น.
คำว่า กุมารา ได้แก่ พระกุมารที่เกิดขึ้นในพระครรภ์ของพระเทวี ของพระราชาผู้อภิเษกแล้ว.
คำว่า อุโปสถกมฺมํ กริตฺวา ได้แก่ เข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ในวัน ๑๔ ค่ำเป็นต้น.
บัดนี้ เพราะบุญกรรมมีการให้ทานเล็กๆ น้อยๆ เป็นต้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม. คือว่า บุญกรรมอันตนกระทำแล้วน้อย ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นมนุษย์มีรูปงาม ผิว่าบุญกรรมอันตนกระทำมากยิ่ง ก็ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้นมีประการต่างๆอันเป็นส่วนนานัปการในเพราะบุญกรรมอันยิ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงความต่างกันแห่งความบังเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมนั้นจึงตรัสคำว่า อปฺเปกจฺเจ คหปติมหาสาลานํ (แปลว่า บางคนเข้าถึงความเป็นคหบดีมหาศาล) เป็นต้น.
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า มหนฺโต สาโร เอเตสํ พึงทราบวินิจฉัยว่า สาระ (ความมั่งคั่ง) อันใหญ่ของบุคคลเหล่านั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น บุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่ามหาสาระ (ผู้มั่งคั่ง).
ก็คำว่า มหาสาระ นี้ ท่านเปลี่ยน ร อักษรให้เป็น ล อักษรจึงเป็นมหาสาละ.
อีกอย่างหนึ่ง คหบดีทั้งหลายนั่นแหละเป็นผู้มหาศาล หรือว่าความมหาศาลทั้งหลาย มีอยู่ในคหบดีทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น คหบดีเหล่านั้นจึงชื่อว่า คหบดีมหาศาล.
แม้ในคำที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้แหละ.
คหบดีมหาศาล
ในบุคคลเหล่านั้น ในบ้านของบุคคลเหล่าใด มีทรัพย์ต้นทุนเก็บไว้อย่างต่ำสุด ๔๐ โกฏิ และย่อมใช้จ่ายกหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารประจำวันละ ๕ อัมพณะ ผู้นี้ชื่อว่าคหบดีมหาศาล.
พราหมณ์มหาศาล
ก็ในบ้านของบุคคลใดมีทรัพย์ต้นทุนอย่างต่ำสุด ๘๐ โกฏิ และย่อมใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๑๐ อัมพณะ บุคคลนี้ชื่อว่าพราหมณ์มหาศาล.
กษัตริย์มหาศาล
ในพระราชมณเฑียรของพระราชาองค์ใด มีพระราชทรัพย์คงพระคลังอย่างต่ำสุด ๑๐๐ โกฏิ และย่อมใช้กหาปณะทั้งหลายปรุงอาหารวันละ ๒๐ อัมพณะ พระราชานี้ชื่อว่ากษัตริย์มหาศาล.
คำว่า สหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นผู้อยู่ร่วมกัน (เป็นสหายกัน). อธิบายว่า เกิดเสมอกัน.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า จาตุมหาราชิกานํ เป็นต้น.
เทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าจาตุมมหาราชิกา ย่อมมี ณ ท่ามกลางแห่งภูเขา ชื่อสิเนรุ. ในเทวดาเหล่านั้นบางพวกดำรงอยู่ที่ภูเขา บางพวกดำรงอยู่ที่อากาศ. ลำดับแห่งเทวดาเหล่านั้นถึงภูเขาจักรวาล. เทวดาเหล่านี้ คือชื่อว่าขิฑฑาปโทสิกะ ชื่อว่ามโนปโทสิกะ ชื่อว่าสีตวลาหก ชื่อว่าอุณหวลาหก ชื่อว่าจันทิมเทวบุตร ชื่อว่าสุริยเทวบุตรแม้ทั้งปวงดำรงอยู่ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาเท่านั้น.
ชนทั้งหลาย ๓๓ คนบังเกิดแล้วในเทวโลกนั้น เพราะเหตุนั้น เทวโลกนั้นจึงชื่อว่าดาวดึงส์ (แปลว่า เทวโลกเป็นที่อยู่ของเทวดา ๓๓ ตน). ก็เทวดาแม้เหล่านั้นดำรงอยู่ที่ภูเขาก็มี ดำรงอยู่ที่อากาศก็มี. อันดับแห่งเทวดาเหล่านั้น ก็ถึงภูเขาจักรวาล. อันดับของเทวดายามาเป็นต้น ก็เหมือนกัน.
จริงอยู่ แม้ในเทวโลกเดียว อันดับของเทวดาทั้งหลาย ชื่อว่าไม่ถึงภูเขาจักรวาล ย่อมไม่มี.
ในเทวดาเหล่านั้น เทวดาเหล่าใด ยังชีวิตให้ดำเนินไป ยังชีวิตให้เป็นไปทั่ว ยังชีวิตให้ถึงพร้อมซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์ เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่ายามา.
เทวดาเหล่าใดเป็นผู้ยินดีแล้ว ร่าเริงแล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าดุสิต.
เทวดาเหล่าใดเนรมิตแล้วๆ ย่อมยินดีในการบริโภคกาม (กามโภค) ตามชอบใจในเวลาที่ปรารถนาเพื่อยินดีอันยิ่ง โดยความเป็นอารมณ์อันตกแต่งตามปกติ เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่านิมมานรดี.
เทวดาเหล่าใดทราบซึ่งอาจาระแห่งจิตแล้วยังอำนาจให้เป็นไปอยู่ในโภคะทั้งหลายอันผู้อื่นเนรมิตให้แล้ว เพราะเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นจึงชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี.
อธิบายอายุของมนุษย์และเทวดา
คำว่า อปฺปํ วา ภิยฺโย อธิบายว่า อายุของเหล่ามนุษย์นั้นไม่ถึง ๒๐๐ ปี คือว่ามีอายุร้อยปี เกิน ๒๐ ปี หรือว่า ๓๐, ๔๐, ๕๐ ปี หรือว่า ๖๐ ปี เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อปฺปํ (อายุน้อย) ดังนี้ เพราะไม่ถึง ๒๐๐ ปี.
พึงทราบวินิจฉัยในพรหมปาริสัชชาเป็นต้น.
พรหมทั้งหลายเป็นผู้แวดล้อมคือ เพราะเป็นบริวารผู้บำเรอมหาพรหม เหตุนั้น ชื่อว่าพรหมปาริสัชชา. ชื่อว่าพรหมปุโรหิตา เพราะตั้งอยู่ในความเป็นปุโรหิต (อาจารย์) ของพรหมเหล่านั้น. ชื่อว่ามหาพรหมา เพราะเป็นพรหมใหญ่ โดยความเป็นผู้มีวรรณะงามและความเป็นผู้มีอายุยืน. ชนแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้ย่อมอยู่ในปฐมฌานภูมิอันเป็นพื้นเดียวกัน. ก็แต่ว่าอายุแห่งพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่าปริตตาภา เพราะมีรัศมีน้อย. ชื่อว่าอัปปมาณาภา เพราะมีรัศมีหาประมาณมิได้. ที่ชื่อว่าอาภัสสรา เพราะรัศมีจากสรีระของพรหมเหล่านั้นเป็นราวกะเปลวไฟจากประทีบมีด้ามซ่านไป ซ่านออกไปสู่ที่ต่างๆ ราวกะถึงการเจาะทะลุไป. ชนทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ ย่อมอยู่ระดับเดียวกันในทุติยฌานภูมิ. ก็แต่ว่าการกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
พรหมที่ชื่อว่าปริตตสุภา เพราะความงามของพรหมเหล่านั้นน้อย. ชื่อว่าอัปปมาณสุภา เพราะความงามของพรหมเหล่านั้นไม่มีประมาณ. ชื่อว่าสุภกิณหา เพราะพรหมเหล่านั้นมีความงามเดียรดาษกว้างขวาง มีรัศมีแห่งสรีระงดงาม มีสีแห่งกายเป็นอันเดียวกัน มีสิริดุจแท่งทองคำรุ่งเรืองสุกใส ตั้งอยู่ในหีบทองคำฉะนั้น. ชนเหล่านี้แม้ทั้ง ๓ ย่อมอยู่ในตติยฌานภูมิอันเป็นระดับเดียวกัน. แต่ว่า การกำหนดอายุของพรหมเหล่านั้นต่างกัน.
คำว่า อารมฺมณนานตฺตตา (แปลว่า เพราะอารมณ์ที่ต่างกัน) ได้แก่ความเป็นผู้มีอารมณ์ต่างกัน ในคำว่า มนสิการนานตฺตตา เป็นต้น (แปลว่า เพราะมนสิการที่ต่างกัน) ก็นัยนี้. บัณฑิตพึงทราบในการต่างกันแห่งอารมณ์นั้นดังนี้ คือปฐวีกสิณ ย่อมเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ฯลฯ โอทาตกสิณเป็นอารมณ์ของบุคคลคนหนึ่ง ดังนี้ ชื่อว่าอารัมมณนานัตตะ ซึ่งแปลว่ามีอารมณ์ต่างกัน.
คำว่า บุคคลหนึ่งมีฉันทะในปฐวีกสิณ ฯลฯ บุคคลหนึ่งมีฉันทะในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีฉันทะต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่ง ย่อมกระทำการปรารถนาในปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมกระทำความปรารถนาในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีปณิธิต่างกัน.
คำว่า ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมน้อมใจไปในโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีความน้อมใจเชื่อต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่งย่อมยังจิตให้มุ่งไปด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ฯลฯ ผู้หนึ่งย่อมให้จิตมุ่งไปด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีอภินีหารต่างกัน.
คำว่า บุคคลผู้หนึ่งมีปัญญาสามารถกำหนดปถวีกสิณ ฯลฯ คนหนึ่งมีปัญญาสามารถกำหนดโอทาตกสิณ นี้ชื่อว่าความเป็นผู้มีปัญญาต่างกัน.
ในอธิการนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอารมณ์และมนสิการไว้โดยส่วนเบื้องต้น. ฉันทะ ปณิธิ ความน้อมใจเชื่อและอภินีหาร ย่อมเป็นไปในอัปปนาบ้าง ในอุปจาระบ้าง. ส่วนปัญญา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นมิสสกะ คือเป็นทั้งโลกิยะและโลกุตตระ.
คำว่า อสญฺญสตฺตานํ ได้แก่ สัตว์ที่เว้นจากสัญญา.
จริงอยู่ สมณะพราหมณ์บางพวกบวชในลัทธิต่างๆ เห็นโทษในจิตว่า เพราะอาศัยจิต ชื่อว่าความยินดี ความยินร้ายและความหลงใหล จึงมีดังนี้แล้วจึงยังสัญญาวิราคะ (ความหมดความยินดีในสัญญา) ให้เกิด มนสิการว่า ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีจิต เป็นสิ่งที่พอใจ และนั่นเป็นทิฏฐธัมมนิพพาน ดังนี้แล้วเจริญสมาบัติเข้าถึงสัญญาวิราคะนั้น จึงเกิดขึ้นในภพที่ไม่มีสัญญานั้น.
ในขณะแห่งการเกิดของอสัญญสัตตพรหมเหล่านั้น รูปขันธ์อย่างเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น. พรหมเหล่านั้นเมื่อยืนเกิด ก็ย่อมยืนอยู่นั่นแหละ เมื่อนั่งเกิด ก็ย่อมนั่งอยู่นั่นแหละ เมื่อนอนเกิด ก็ย่อมนอนอยู่นั่นแหละ เป็นดังเช่นรูปจิตรกรรม (รูปวาด) ดำรงอยู่ในภพนั้นตลอด ๕๐๐ กัปในที่สุดแห่งพรหมเหล่านั้น รูปกายนั้นย่อมอันตรธานไป กามาวจรสัญญาย่อมเกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น เทวดาเหล่านั้นย่อมปรากฏว่า เคลื่อนแล้วจากกายนั้นเพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญาในโลกนี้ดังนี้.
พรหมเหล่านั้นที่ชื่อว่าเวหัปผลา เพราะผลของเขาเหล่านั้นไพบูลย์.
ชื่อว่าอวิหา เพราะย่อมไม่เสื่อม ไม่สูญไปจากสมาบัติของตน.
ชื่อว่าอตัปปา เพราะย่อมไม่ยังสัตว์ไรๆ ให้เดือดร้อน.
ชื่อว่าสุทัสสา เพราะอรรถว่าเห็นดี มีรูปงามน่าเลื่อมใส.
ชื่อว่าสุทัสสี เพราะเทวดาเหล่านั้นย่อมเห็นด้วยดี หรือว่า การเห็นของเทวดาเหล่านั้นดี.
ชื่อว่าอกนิฏฐา เพราะเป็นผู้เจริญที่สุด ด้วยคุณทั้งหมดทีเดียว และด้วยภวสมบัติสำหรับผู้ที่มีคุณธรรมน้อย ย่อมไม่มีในที่นี้.
คำว่า อากาสานญฺจายตนํ อุปคตา ได้แก่ เข้าถึงอากาสานัญจายนะ. ในคำแม้นอกนี้ก็นัยนี้แหละ.
ภูมิคือ กามาวจร ๖ พรหมโลก ๙ สุทธาวาส ๕ อรูป ๔ อสัญญสัตตา ๑ และเวหัปผลา ๑ รวมเป็นเทวโลก ๒๖ ภูมิและมนุษยโลกอีกหนึ่ง จึงเป็น ๒๗ ภูมิด้วยประการฉะนี้.
บรรดาภูมิทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงกำหนดอายุของมนุษย์และเทวดา มิได้ทรงกำหนดอายุสัตว์ในอบายภูมิ ๔ และในภุมมเทวดาทั้งหลาย.
ถามว่า เพราะเหตุไร จึงมิทรงกำหนดอายุในอบาย ๔ และภุมมเทวดาเหล่านั้น.
ตอบว่า ในนรกก่อน กรรมเท่านั้นเป็นประมาณ คือว่า กรรมยังไม่สิ้นไปตราบใด ก็ย่อมไหม้อยู่ในนรกตราบนั้น ในอบายที่เหลือก็เหมือนกัน.
กรรมนั่นแหละเป็นประมาณแม้ของภุมมเทวดาทั้งหลาย.
จริงอยู่ เทวดาบางพวกเกิดแล้วในภูมินั้น ย่อมตั้งอยู่เพียง ๗ วัน บางพวกตั้งอยู่กึ่งเดือน บางพวกตั้งอยู่หนึ่งเดือน แม้ตั้งอยู่ถึงหนึ่งกัปก็มี. ในเทวดาและมนุษย์เหล่านั้น พระโสดาบันผู้ดำรงอยู่ในความเป็นคฤหัสถ์ในมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุซึ่งสกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตตผลบ้าง.
บรรดาพระอริยะเหล่านั้น พระโสดาบันเป็นต้นย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต พระขีณาสพทั้งหลายเท่านั้นย่อมปรินิพพาน หรือว่าย่อมบวช.
ถามว่า เพราะเหตุไร.
ตอบว่า เพราะว่า ธรรมดาว่าพระอรหัตมีคุณอันประเสริฐที่สุด แต่เพศคฤหัสถ์เป็นเพศต่ำ. เพศแห่งคฤหัสถ์จึงไม่อาจเพื่อทรงคุณอันสูงสุดนั้น เพราะความเป็นเพศต่ำ. เพราะฉะนั้น พระขีณาสพเหล่านั้นจึงใคร่เพื่อจะปรินิพพาน หรือว่าเพื่อจะบวช.
ส่วนภุมมเทวดา แม้บรรลุพระอรหัตแล้ว ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต. พระโสดาบันและพระสกทาคามีนั่นแหละ ในเทวดากามาวจร ๖ ชั้น ย่อมดำรงอยู่ตลอดกาลแห่งชีวิต. พระอนาคามีควรไปสู่รูปภพ. แต่พระขีณาสพ ควรเพื่อปรินิพพาน.
ถามว่า เพราะเหตุไร?
ตอบว่า เพราะความไม่มีโอกาส (ที่ว่าง) เพื่อหลีกเร้น.
พระอริยะแม้ทั้งหมดในรูปาวจรและอรูปาวจร ย่อมดำรงอยู่ตลอดชีวิต. พระโสดาบัน พระสกทาคามี ผู้บังเกิดในรูปาวจรนั้น ย่อมไม่กลับมาในโลกนี้อีก ย่อมปรินิพพานในภพนั้นนั่นแหละ. เพราะว่า พระโสดาบันและพระสกทาคามีเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่กลับมาเพราะฌานลาภี (หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามีในรูปภพ มีชื่อว่าฌานลาภีอนาคามีผู้ไม่กลับมาเพราะได้ฌาน)
ถามว่า ก็อะไร ย่อมกำหนดการได้สมาบัติ ๘?
ตอบว่า ฌานอันคล่องแคล่วย่อมกำหนด คือว่า ฌานใดของบุคคลนั้นคล่องแคล่ว เพราะความที่ฌานคล่องแคล่วนั้น สมาบัติ ๘ จึงเกิดขึ้น.
ถามว่า ก็อะไร ย่อมกำหนดฌานทั้งหลายทั้งปวงอันคล่องแคล่ว?
ตอบว่า ความปรารถนากำหนด คือบุคคลใดย่อมปรารถนาการเกิดขึ้นในที่ใด ย่อมทำฌานแล้วเกิดขึ้นในที่นั้นนั่นแหละ.
ถามว่า เมื่อความปรารถนาไม่มี อะไรย่อมกำหนด?
ตอบว่า สมาบัติอันผู้นั้นเข้าถึงแล้วในสมัยใกล้มรณะย่อมกำหนด.
ถามว่า สมาบัติที่ถึงพร้อมแล้วในสมัยใกล้มรณะไม่มี อะไรย่อมกำหนดเล่า?
ตอบว่า เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ.
จริงอยู่ บุคคลนั้นย่อมบังเกิดขึ้นในเนวสัญญานาสัญญายตนภพโดยส่วนเดียว. ความบังเกิดขึ้นในที่นั้นนั่นแหละก็ดี การเกิดขึ้นในเบื้องบนก็ดี ย่อมมีแก่พระอริยสาวกผู้บังเกิดในพรหมโลก ๙ หามีการเกิดขึ้นในภพเบื้องต่ำไม่. ส่วนการเกิดในภพนั้นก็ดี การเกิดในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี การเกิดในภพเบื้องต่ำก็ดี ย่อมมีแก่ปุถุชนทั้งหลาย. ความเกิดขึ้นในภพนั้นก็ดี การเกิดขึ้นในภพที่สูงขึ้นไปก็ดี ย่อมมีแก่พระอริยสาวกในสุทธาวาส ๕ และในอรูปภพ ๔. พระอนาคามีผู้บังเกิดในปฐมฌานภูมิ ชำระพรหมโลก ๙ ดำรงอยู่ในพรหมโลกชั้นสูงสุดแล้ว จึงปรินิพพาน. เทวโลกทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ เวหัปผลา อกนิฏฐา เนวสัญญานาสัญญายตนะ ชื่อว่าภพอันประเสริฐที่สุด. พระอนาคามีในภพทั้ง ๓ เหล่านี้ย่อมไม่ไปสู่ภพเบื้องบนและไม่ลงมาสู่ภพเบื้องต่ำ ย่อมปรินิพพานในภพนั้นๆ นั่นแหละ ดังนี้
นี้เป็นปกิณณกะในวาระที่ ๖ แล.
อภิญเญยยาทิวาระที่ ๗
ในวาระที่ ๗ บัณฑิตพึงทราบความเป็นแห่งอภิญเญยยะ (ธรรมที่พึงรู้ยิ่งหรือธรรมที่ควรรู้ยิ่ง) ด้วยสามารถแห่งการรู้ยิ่งซึ่งการกำหนดธรรมอันเป็นไปกับด้วยลักษณะ.
ความเป็นแห่งปริญเญยยะ (แปลว่า ธรรมควรกำหนดรู้) พึงทราบด้วยสามารถแห่งปริญญาทั้งหลาย คือญาตปริญญา ตีรณปริญญา ปหานปริญญา. ก็ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งญาตปริญญาและตีรณปริญญาเท่านั้น. ในคำว่า รูปขันธ์เป็นอภิญเญยยะเป็นปริญเญยยะ ไม่ใช่ปหาตัพพะเป็นต้น นั่นแหละ.
สมุทยสัจจะ บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งปหานปริญญา ในคำว่า สมุทยสัจจะ เป็นอภิญเญยยะ เป็นปริญเญยยะ เป็นปหาตัพพะเป็นต้น.
อธิบายสารัมมณานารัมมณาทิวาระที่ ๘
ในวาระที่ ๘ บัณฑิตพึงทราบความไม่มีอารมณ์ (อนารัมมณะ) และมีอารมณ์ (อารัมมณะ) ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น และแห่งวิญญาณทั้งหลายมีจักขุวิญญาณเป็นต้น.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๙
ในวาระที่ ๙ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น.
อธิบายทัสสนวาระที่ ๑๐
แม้ในวาระที่ ๑๐ คำใดที่ข้าพเจ้าพึงกล่าว คำนั้นทั้งหมด ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในวาระว่าด้วยปัญหาปุจฉกะนั้นๆ นั่นแล.
วรรณนาธัมมหทยวิภังค์ในสัมโมหวิโนทนีอรรถกถาวิภังค์ จบเพียงเท่านี้.
นิคมคาถา
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเคารพ
ธรรม ทรงมีหมู่ทวยเทพนับพันห้อมล้อม
แล้วทรงแสดงพระอภิธรรมแก่เทพทั้งหลาย
ผู้เคารพธรรม ในเทพนคร.
ทรงเป็นนาถะพระองค์เดียวไม่มีบุรุษ
เป็นสหาย ตรัสวิภังคปกรณ์อันเป็นปกรณ์ที่
๒ มีคุณบริสุทธิ์ประดับด้วยวิภังค์ ๑๘ วิภังค์
อันใดไว้
เพื่อประกาศอรรถแห่งปกรณ์นั้น
ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า พุทธโฆสะ ผู้อันพระสังฆ-
เถระนิมนต์แล้ว ด้วยคุณอันตนตั้งอยู่ คือ
มีอินทรีย์อันสำรวมแล้ว มีคติไม่ชักช้า มี
ความรู้ดี ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงถือเอา
อรรถกถาเริ่มรจนาในอรรถอันละเอียดอ่อน
ด้วยดี ชื่อว่า สัมโมหวิโนทนี เพื่อบรรเทา
โมหะความหลงมาอธิบาย สัมโมหวิโนทนีนี้
รวมเอาสาระแห่งอรรถกถาของอาจารย์ใน
ปางก่อนไว้ บัดนี้ปกรณ์นี้ถึงที่สุดแล้วด้วย
พระบาลี ๔๐ ภาณวาร ปราศจากอันตรายแล้ว
ฉันใด ขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์
ทั้งหลาย จงปราศจากมลทินทั้งหลาย จง
สำเร็จสมปณิธานความปรารถนาฉันนั้นเถิด.
ก็บุญใดที่ข้าพเจ้ารจนาปกรณ์นี้ให้
สำเร็จแล้ว เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัท-
ธรรม ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอสัตว์
โลกพร้อมทั้งเทวโลก จงได้รับบุญนั้นด้วย.
ขอพระสัทธรรมจงตั้งอยู่ดีตลอด
กาลนาน ขอสัตว์โลกผู้ยินดียิ่งในพระธรรม
จงเจริญทุกเมื่อ และขอชนบททั้งหลาย
จงถึงพร้อมด้วยความสุขมีความเกษมสำราญ
มีภิกษาหาได้ง่ายเป็นต้น ตลอดกาลเป็นนิตย์.
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ อรรถกถาวิภังคปกรณ์ชื่อว่าสัมโมหวิโนทนีนี้ อันพระเถระผู้อันครูทั้งหลายเรียกว่า พุทธโฆสะ ผู้ประดับด้วยศรัทธา พุทธิ (ความรู้) และวิริยะอันหมดจดอย่างยิ่ง ผู้ยังเหตุแห่งคุณมีศีล อาจาระ อัชชวะ (ความซื่อตรง) และมัททวะ (ความอ่อนโยน) เป็นต้นให้ตั้งขึ้นแล้วผู้สามารถในการสางความรกชัฏ (คือวินิจฉัยข้อความที่ยุ่งยาก) ในความแตกต่างกันแห่งลัทธิของตนและผู้อื่น ผู้ประกอบด้วยความสว่างแห่งปัญญา ผู้มีกำลังแห่งญาณอันไม่ข้องขัดในสัตถุศาสน์สามารถแยกแยะการศึกษาพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถา ผู้เป็นมหาไวยากรณ์ (คือเป็นผู้อธิบายอันกว้างขวาง) ผู้ประกอบด้วยความงามแห่งถ้อยคำอันไพเราะเป็นเลิศทั้งเปล่งออกไปได้คล่องซึ่งเกิดแต่กรณสมบัติ เป็นนักพูดชั้นเยี่ยมโดยพูดได้ทั้งผูกและแก้ ผู้เป็นกวีใหญ่ ผู้เป็นอลังการแห่งวงศ์ของเหล่าพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร ซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์ มีความรู้อันตั้งมั่นด้วยดีในอุตตริมนุษยธรรม อันประดับด้วยคุณมีอภิญญา ๖ เป็นต้น แตกฉานในปฏิสัมภิทาแวดล้อมแล้ว ผู้มีความรู้หมดจดไพบูลย์เป็นผู้กระทำปกรณ์นี้ไว้.
ขอปกรณ์ อันแสดงนัยแห่งปัญญา
วิสุทธินี้ จงตั้งอยู่ในโลก เพื่อกุลบุตรทั้งหลาย
ผู้แสวงหาธรรมเครื่องสลัดตนออกจากโลก
ตราบเท่าที่พระนามว่า พุทโธ ขององค์
พระโลกเชษฐ์มหาฤๅษีเจ้า ผู้มีจิตบริสุทธิ์
ผู้คงที่ ยังเป็นไปในโลก เทอญ.
ขุนเขายังดำรงอยู่ตราบใด พระจันทร์ยังส่องแสงอยู่เพียงใด ขอพระสัทธรรมของพระโคดม ผู้ทรงมีพระยศใหญ่ จงดำรงอยู่เพียงนั้นเทอญ.
____________________________
ตั้งแต่ คำว่า ซึ่งเป็นประทีปแห่งเถรวงศ์... ฯลฯ ... ปฏิสัมภิทาแตกฉาน เป็นคำขยายความแสดงคุณสมบัติของพระเถระผู้อยู่ในมหาวิหาร มิใช่ของผู้รจนาคัมภีร์นี้.
จบบริบูรณ์. -----------------------------------------------------