อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดงอรรถกถา

อินทรีย์ ๒๒ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ มนินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๖–๒๔๑พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อินฺทฺริยวิภงฺโค

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒ วิภังคปกรณ์ ๕. อินทริยวิภังค์

ข้อ ๒๓๖

พาวีสตินฺทฺริยานิ จกฺขุนฺทฺริยํ โสตินฺทฺริยํ ฆานินฺทฺริยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ มนินฺทฺริยํ อิตฺถินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ สุขินฺทฺริยํ ทุกฺขินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ อญฺญินฺทฺริยํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ฯ

อินทรีย์ ๒๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์ ๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์ ๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์ ๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์ ๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์ ๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

ข้อ ๒๓๗

ตตฺถ กตมํ จกฺขุนฺทฺริยํ ยํ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทํ วุจฺจติ จกฺขุนฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ โสตินฺทฺริยํ ฯเปฯ ฆานินฺทฺริยํ ฯเปฯ ชิวฺหินฺทฺริยํ ฯเปฯ กายินฺทฺริยํ โย กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท ฯเปฯ สุญฺโญ คาโมเปโส อิทํ วุจฺจติ กายินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ มนินฺทฺริยํ เอกวิเธน มนินฺทฺริยํ ผสฺสสมฺปยุตฺตํ ฯเปฯ เอวํ พหุวิเธน มนินฺทฺริยํ อิทํ วุจฺจติ มนินฺทฺริยํ ฯ

ในอินทรีย์ ๒๒ นั้น จักขุนทรีย์ เป็นไฉน จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่า จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ เป็นไฉน กายใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า บ้านว่างบ้างนี้เรียกว่า กายินทรีย์ มนินทรีย์ เป็นไฉน มนินทรีย์หมวดละ ๑ คือ มนินทรีย์เป็นผัสสสัมปยุต ฯลฯ มนินทรีย์หมวดละมากอย่าง ด้วยประการฉะนี้ นี้เรียกว่า มนินทรีย์

ข้อ ๒๓๘

ตตฺถ กตมํ อิตฺถินฺทฺริยํ ยํ อิตฺถิยา อิตฺถีลิงฺคํ อิตฺถีนิมิตฺตํ อิตฺถีกุตฺตํ อิตฺถากปฺโป อิตฺถิตฺตํ อิตฺถีภาโว อิทํ วุจฺจติ อิตฺถินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ปุริสินฺทฺริยํ ยํ ปุริสสฺส ปุริสลิงฺคํ ปุริสนิมิตฺตํ ปุริสกุตฺตํ ปุริสากปฺโป ปุริสตฺตํ ปุริสภาโว อิทํ วุจฺจติ ปุริสินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ชีวิตินฺทฺริยํ ทุวิเธน ชีวิตินฺทฺริยํ อตฺถิ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ อตฺถิ อรูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ โย เตสํ รูปินํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทํ วจฺจติ รูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ อรูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ โย เตสํ อรูปีนํ ธมฺมานํ อายุ ฐิติ ยปนา ยาปนา อิริยนา วตฺตนา ปาลนา ชีวิตํ ชีวิตินฺทฺริยํ อิทํ วุจฺจติ อรูปํ ชีวิตินฺทฺริยํ ฯ

อิตถินทรีย์ เป็นไฉน ทรวดทรงหญิง เครื่องหมายรู้ว่าหญิง กิริยาหญิง อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิง ของหญิง อันใด นี้เรียกว่า อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ เป็นไฉน ทรวดทรงชาย เครื่องหมายรู้ว่าชาย กิริยาชาย อาการชาย สภาพชายภาวะชาย ของชาย อันใด นี้เรียกว่า ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน ชีวิตินทรีย์มี ๒ อย่าง คือ รูปชีวิตินทรีย์ อรูปชีวิตินทรีย์ ในชีวิติน-*ทรีย์ ๒ อย่างนั้น รูปชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิตอินทรีย์ คือชีวิต ของรูปธรรมนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า รูปชีวิตินทรีย์ @ ความที่ ฯลฯ พึงดูในธรรมสังคณีปกรณ์ ภาค ๑ ข้อ (๕๑๖) เป็นลำดับไป@ ความที่ ฯลฯ พึงดูในขันธวิภังค์ ข้อ (๗๔) เป็นลำดับไป อรูปชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ชีวิต อินทรีย์คือชีวิต ของนามธรรมนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า อรูปชีวิตินทรีย์

ข้อ ๒๓๙

ตตฺถ กตมํ สุขินฺทฺริยํ ยํ กายิกํ สาตํ กายิกํ สุขํ กายสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ กายสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ สุขินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ทุกฺขินฺทฺริยํ ยํ กายิกํ อสาตํ กายิกํ ทุกฺขํ กายสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ กายสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ ยํ เจตสิกํ สาตํ เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ โทมนสฺสินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ยํ เจตสิกํ เนว สาตํ นาสาตํ เจโตสมฺผสฺสชํ อทุกฺขมสุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อทุกฺขมสุขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ อุเปกฺขินฺทฺริยํ ฯ

สุขินทรีย์ เป็นไฉน ความสบายทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สบาย เป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัสอันใด นี้เรียกว่า สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ เป็นไฉน ความไม่สบายทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน ความสบายทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สบายเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใดนี้เรียกว่า โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน ความไม่สบายทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สบายเป็นทุกข์อันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ เป็นไฉน ความสบายทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สบายทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส อันใด นี้เรียกว่า อุเปกขินทรีย์

ข้อ ๒๔๐

ตตฺถ กตมํ สทฺธินฺทฺริยํ ยา สทฺธา สทฺทหนา โอกปฺปนา อภิปฺปสาโท สทฺธา สทฺธินฺทฺริยํ สทฺธาพลํ อิทํ วุจฺจติ สทฺธินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ วิริยินฺทฺริยํ โย เจตสิโก วิริยารมฺโภ นิกฺกโม ปรกฺกโม อุยฺยาโม วายาโม อุสฺสาโห อุสฺโสฬฺหี ถาโม ธิติ อสิถิลปรกฺกมตา อนิกฺขิตฺตจฺฉนฺทตา อนิกฺขิตฺตธุรตา ธุรสมฺปคฺคาโห วิริยํ วิริยินฺทฺริยํ วิริยพลํ สมฺมาวายาโม อิทํ วุจฺจติ วิริยินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ สตินฺทฺริยํ ยา สติ อนุสฺสติ ปฏิสฺสติ สติ สรณตา ธารณตา อปิลาปนตา อสมฺมุสนตา สติ สตินฺทฺริยํ สติพลํ สมฺมาสติ อิทํ วุจฺจติ สตินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ สมาธินฺทฺริยํ ยา จิตฺตสฺส ฐิติ สณฺฐิติ อวฏฺฐิติ อวิสาหาโร อวิกฺเขโป อวิสาหฏมานสตา สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ อิทํ วุจฺจติ สมาธินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ ปญฺญินฺทฺริยํ ยา ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ

สัทธินทรีย์ เป็นไฉน ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธาอินทรีย์คือศรัทธา สัทธาพละ อันใด นี้เรียกว่า สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความตั้งหน้า ความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่นความก้าวไปอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความประคับประคองธุระ วิริยะ อินทรีย์คือวิริยะ วิริยพละ สัมมาวายามะ อันใดนี้เรียกว่า วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ เป็นไฉน สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำความไม่เลื่อนลอย ความไม่ลืม สติ อินทรีย์คือสติ สติพละ สัมมาสติ อันใดนี้เรียกว่า สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่แห่งจิต ความมั่นอยู่แห่งจิต ความไม่-*ส่ายไปแห่งจิต ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ภาวะที่จิตไม่ส่ายไป ความสงบ อินทรีย์-*คือสมาธิ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ อันใด นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ฯลฯ ความไม่หลงความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิ อันใด นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์

ข้อ ๒๔๑

ตตฺถ กตมํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ยา เตสํ ธมฺมานํ อญฺญาตานํ อทิฏฺฐานํ อปฺปตฺตานํ อวิทิตานํ อสจฺฉิกตานํ สจฺฉิกิริยาย ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ อิทํ วุจฺจติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ อญฺญินฺทฺริยํ ยา เตสํ ธมฺมานํ ญาตานํ ทิฏฺฐานํ ปตฺตานํ วิทิตานํ สจฺฉิกตานํ สจฺฉิกิริยาย ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ อิทํ วุจฺจติ อญฺญินฺทฺริยํ ฯ ตตฺถ กตมํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ยา เตสํ อญฺญาตาวีนํ ธมฺมานํ อญฺญา ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนํ อิทํ วุจฺจติ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ ฯ อภิธมฺมภาชนียํ ฯ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่เคยทำให้แจ้งนั้นๆ อันใดนี้เรียกว่า อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ อัญญินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้วเพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้วเพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า อัญญินทรีย์ อัญญาตาวินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความวิจัยธรรม สัมมาทิฏฐิธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้ว เพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้ว เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ อันใด นี้เรียกว่า อัญญา-*ตาวินทรีย์ อภิธรรมภาชนีย์ จบ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๑. อภิธรรมภาชนีย์ ๕. อินทริยวิภังค์ ๑. อภิธรรมภาชนีย์

ข้อ ๒๑๙

อินทรีย์ ๒๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์ ๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์ ๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์ ๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์ ๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์ ๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์

ข้อ ๒๒๐

บรรดาอินทรีย์ ๒๒ นั้น จักขุนทรีย์ เป็นไฉน จักษุใดเป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่าจักขุนทรีย์ (๑) โสตินทรีย์ ฯลฯ ฆานินทรีย์ ฯลฯ ชิวหินทรีย์ ฯลฯ กายินทรีย์ เป็นไฉน กายใดเป็นปสาทรูปอาศัยมหาภูตรูป ๔ ฯลฯ นี้ชื่อว่าบ้านว่างบ้าง นี้เรียกว่ากายินทรีย์ (๕) มนินทรีย์ เป็นไฉน มนินทรีย์หมวดละ ๑ ได้แก่ มนินทรีย์ที่สัมปยุตด้วยผัสสะ มนินทรีย์หมวดละ ๒ ได้แก่ มนินทรีย์ที่มีเหตุก็มี ที่ไม่มีเหตุก็มี @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๗๑๐/๒๐๔ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๗๑๒/๒๐๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๗}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๑. อภิธรรมภาชนีย์ มนินทรีย์หมวดละ ๓ ได้แก่ มนินทรีย์ที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนินทรีย์หมวดละ ๔ ได้แก่ มนินทรีย์ที่เป็นกามาวจรก็มี ที่เป็นรูปาวจรก็มีที่เป็นอรูปาวจรก็มี ที่ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์ก็มี มนินทรีย์หมวดละ ๕ ได้แก่ มนินทรีย์ที่สัมปยุตด้วยสุขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุต ด้วยทุกขินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโสมนัสสินทรีย์ก็มี ที่สัมปยุตด้วยโทมนัสสินทรีย์ก็มีที่สัมปยุตด้วยอุเปกขินทรีย์ก็มี มนินทรีย์หมวดละ ๖ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ มนินทรีย์หมวดละ ๖ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนินทรีย์หมวดละ ๗ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ มนินทรีย์หมวดละ ๗ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนินทรีย์หมวดละ ๘ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณที่สหรคต ด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุ มนินทรีย์หมวดละ ๘ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนินทรีย์หมวดละ ๙ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณ มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลก็มี ที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนินทรีย์หมวดละ ๙ มีด้วยอาการอย่างนี้ มนินทรีย์หมวดละ ๑๐ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายวิญญาณที่สหรคต ด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยทุกข์ก็มี มโนธาตุ และมโนวิญญาณธาตุที่เป็นกุศลก็มีที่เป็นอกุศลก็มี ที่เป็นอัพยากฤตก็มี มนินทรีย์หมวดละ ๑๐ มีด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ มนินทรีย์หมวดละมากอย่างมีด้วยอาการอย่างนี้ นี้เรียกว่า มนินทรีย์ (๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๘}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๑. อภิธรรมภาชนีย์ อิตถินทรีย์ เป็นไฉน ทรวดทรงหญิง เครื่องหมายประจำเพศหญิง กิริยาหญิง อาการหญิง สภาพหญิง ภาวะหญิงของสตรี นี้เรียกว่า อิตถินทรีย์ (๗) ปุริสินทรีย์ เป็นไฉน ทรวดทรงชาย เครื่องหมายประจำเพศชาย กิริยาชาย อาการชาย สภาพชาย ภาวะชายของบุรุษ นี้เรียกว่า ปุริสินทรีย์ (๘) ชีวิตินทรีย์ เป็นไฉน ชีวิตินทรีย์หมวดละ ๒ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปก็มี ชีวิตินทรีย์ที่ไม่เป็นรูปก็มี ในชีวิตินทรีย์ทั้ง ๒ นั้น ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูป เป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกัน ความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์แห่งสภาวธรรมที่เป็นรูปเหล่านั้นนี้เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูป ชีวิตินทรีย์ที่ไม่เป็นรูป เป็นไฉน อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไป กิริยาที่ให้เป็นไป อาการที่สืบเนื่องกัน ความดำเนินไป ความหล่อเลี้ยง ชีวิต ชีวิตินทรีย์แห่งสภาวธรรมที่ไม่เป็นรูปเหล่านั้นนี้เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ที่ไม่เป็นรูป นี้เรียกว่า ชีวิตินทรีย์ (๙) สุขินทรีย์ เป็นไฉน ความสำราญทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่กายสัมผัสนี้เรียกว่า สุขินทรีย์ (๑๐) ทุกขินทรีย์ เป็นไฉน @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๓๒/๑๙๔, ๗๑๔/๒๐๕ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๓๓/๑๙๕, ๗๑๖/๒๐๕ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๖๓๔/๑๙๕, ๗๑๘/๒๐๕ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๔๕๒/๑๒๔

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๑๙๙}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๑. อภิธรรมภาชนีย์ ความไม่สำราญทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่า ทุกขินทรีย์ (๑๑) โสมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน ความสำราญทางใจ ความสุขทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เรียกว่า โสมนัสสินทรีย์ (๑๒) โทมนัสสินทรีย์ เป็นไฉน ความไม่สำราญทางใจ ความทุกข์ทางใจ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์ อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า โทมนัสสินทรีย์ (๑๓) อุเปกขินทรีย์ เป็นไฉน ความสำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางใจก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุข อันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่า อุเปกขินทรีย์ (๑๔) สัทธินทรีย์ เป็นไฉน ศรัทธา ความเชื่อ ความปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง ศรัทธา สัทธินทรีย์สัทธาพละ นี้เรียกว่า สัทธินทรีย์ (๑๕) วิริยินทรีย์ เป็นไฉน การปรารภความเพียรทางใจ ความขะมักเขม้น ความบากบั่น ความขวนขวายความพยายาม ความอุตสาหะ ความทนทาน ความเข้มแข็ง ความหมั่น ความมุ่งมั่นอย่างไม่ท้อถอย ความไม่ทอดทิ้งฉันทะ ความไม่ทอดทิ้งธุระ ความเอาใจใส่ธุระวิริยะ วิริยินทรีย์ วิริยพละ สัมมาวายามะ นี้เรียกว่า วิริยินทรีย์ (๑๖) @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๕๖๐/๑๕๘ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๘/๒๔ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๔๑๗/๑๑๖ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๕๔/๔๗ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๒/๒๓ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๓/๒๓

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๐๐}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๑. อภิธรรมภาชนีย์ สตินทรีย์ เป็นไฉน สติ ความตามระลึก ความหวนระลึก สติ กิริยาที่ระลึก ความทรงจำ ความไม่เลื่อนลอย ความไม่หลงลืม สติ สตินทรีย์ สติพละ สัมมาสติ นี้เรียกว่าสตินทรีย์ (๑๗) สมาธินทรีย์ เป็นไฉน ความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงมั่น ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ ซัดส่าย ความไม่ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละสัมมาสมาธิ นี้เรียกว่า สมาธินทรีย์ (๑๘) ปัญญินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่า ปัญญินทรีย์ (๑๙) อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่ยังไม่เคยรู้ เพื่อเห็นธรรมที่ยังไม่เคยเห็น เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่เคยบรรลุ เพื่อทราบธรรมที่ยังไม่เคยทราบ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่เคยทำให้แจ้งนั้นๆ นี้เรียกว่าอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ (๒๐) อัญญินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้แล้วเพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้วเพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ นี้เรียกว่า อัญญินทรีย์ (๒๑) @เชิงอรรถ : @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๔/๒๓ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๕/๒๓ @ อภิ.สงฺ. ๓๔/๑๖/๒๔ @ หมายถึงโสดาปัตติมรรค (อภิ.สงฺ. ๓๔/๒๙๖/๘๘, อภิ.วิ.อ. ๒๑๙/๑๓๔)@ หมายถึงโสดาปัตติผลถึงอรหัตตมรรค (อภิ.สงฺ. ๓๔/๓๖๔/๑๐๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๐๑}

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ [๕. อินทริยวิภังค์] ๒. ปัญหาปุจฉกะ ๒. ปัญหาปุจฉกะ อัญญาตาวินทรีย์ เป็นไฉน ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ฯลฯ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมา-ทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์มรรค นับเนื่องในมรรค เพื่อรู้ธรรมที่รู้ทั่วแล้วเพื่อเห็นธรรมที่เห็นแล้ว เพื่อบรรลุธรรมที่บรรลุแล้ว เพื่อทราบธรรมที่ทราบแล้วเพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ทำให้แจ้งแล้วนั้นๆ นี้เรียกว่า อัญญาตาวินทรีย์ (๒๒) อภิธรรมภาชนีย์ จบ ๒. ปัญหาปุจฉกะ

ข้อ ๒๒๑

อินทรีย์ ๒๒ คือ ๑. จักขุนทรีย์ ๒. โสตินทรีย์ ๓. ฆานินทรีย์ ๔. ชิวหินทรีย์ ๕. กายินทรีย์ ๖. มนินทรีย์ ๗. อิตถินทรีย์ ๘. ปุริสินทรีย์ ๙. ชีวิตินทรีย์ ๑๐. สุขินทรีย์ ๑๑. ทุกขินทรีย์ ๑๒. โสมนัสสินทรีย์ ๑๓. โทมนัสสินทรีย์ ๑๔. อุเปกขินทรีย์ ๑๕. สัทธินทรีย์ ๑๖. วิริยินทรีย์ ๑๗. สตินทรีย์ ๑๘. สมาธินทรีย์ ๑๙. ปัญญินทรีย์ ๒๐. อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๒๑. อัญญินทรีย์ ๒๒. อัญญาตาวินทรีย์ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา

ข้อ ๒๒๒

บรรดาอินทรีย์ ๒๒ อินทรีย์เท่าไรเป็นกุศล เท่าไรเป็นอกุศล เท่าไร เป็นอัพยากฤต ฯลฯ เท่าไรเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ เท่าไรไม่เป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้@เชิงอรรถ : @ หมายถึงอรหัตตผล (อภิ.สงฺ.อ. ๕๕๓/๓๕๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๕ หน้า : ๒๐๒}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อินทริยวิภังคนิเทศ วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์

____________________________

บาลีข้อ ๒๓๖

บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยวิภังค์ต่อจากสัจจวิภังค์นั้น ต่อไป.

บทว่า พาวีสติ (๒๒) เป็นบทกำหนดจำนวน.

บทว่า อินฺทฺริยานิ (อินทรีย์ทั้งหลาย) เป็นบทอธิบายธรรมที่ทรงกำหนดไว้.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงอินทรีย์เหล่านั้นโดยย่อ จึงตรัสคำว่า จกฺขุนฺทฺริยํ (จักขุนทรีย์) เป็นต้น.

ว่าด้วยความหมายของอินทรีย์ ๒๒

ในอินทรีย์เหล่านั้น ที่ชื่อว่าจักขุนทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในจักขุทวาร. ที่ชื่อว่าโสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในโสตทวาร. ที่ชื่อว่าฆานินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในฆานทวาร. ที่ชื่อว่าชิวหินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในชิวหาทวาร. ที่ชื่อว่ากายินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในกายทวาร. ที่ชื่อว่ามนินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการรู้อารมณ์.

ที่ชื่อว่าอิตถินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นหญิง. ที่ชื่อว่าปุริสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นชาย. ที่ชื่อว่าชีวิตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการตามรักษา (อนุบาล).

ที่ชื่อว่าสุขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณสุข. ที่ชื่อว่าทุกขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณทุกข์. ที่ชื่อว่าโสมนัสสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณโสมนัส. ที่ชื่อว่าโทมนัสสินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณโทมนัส. ที่ชื่อว่าอุเปกขินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณอุเบกขา.

ที่ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการน้อมใจเชื่อ. ที่ชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความเพียร. ที่ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความปรากฏ (ของอารมณ์). ที่ชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะความไม่ฟุ้งซ่าน. ที่ชื่อว่าปัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะการเห็น.

ที่ชื่อว่าอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในลักษณะแห่งการรู้ซึ่งการดำเนินไปว่า เราจักรู้ทั่วถึงสิ่งที่ยังไม่รู้ (นี้เป็นโสดาปัตติมรรค). ที่ชื่อว่าอัญญินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในการรู้ทั่วธรรมที่รู้แล้วนั่นแหละ (โสดาปัตติผลถึงอรหัตมรรค). ที่ชื่อว่าอัญญาตาวินทรีย์ เพราะอรรถว่าครองความเป็นใหญ่ในความเป็นผู้รู้แจ้ง (อรหัตผล).

ในอินทริยวิภังค์นี้ วรรณนาชื่อว่าสุตตันตภาชนีย์ พระองค์มิได้ทรงถือเอา เพราะเหตุไร? เพราะอินทรีย์ ๒๒ โดยลำดับนี้มิได้มาในพระสูตร เพราะในพระสูตรบางแห่งทรงตรัสอินทรีย์ไว้ ๒ บางแห่งตรัสไว้ ๓ บางแห่งตรัสไว้ ๕ก็ด้วยเหตุนี้ อินทรีย์ ๒๒ ติดต่อกันเช่นนี้มิได้มี นี้เป็นนัยแห่งอรรถกถาในอินทริยวิภังค์ก่อน.

ก็นัยอื่นอีก พึงทราบดังต่อไปนี้. จริงอยู่ ในอินทรีย์เหล่านี้

อตฺถโต ลกฺขณาทีหิ กมโต จ วิชานิยา เภทาเภทา ตถา กิจฺจา ภูมิโต จ วินิจฺฉยํ พึงทราบการวินิจฉัย โดยอรรถ โดยลักษณะเป็นต้น โดยลำดับ โดยความ ต่างกันและไม่ต่างกัน โดยกิจ และโดยภูมิ.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยอรรถ

บรรดาคำวินิจฉัยเหล่านั้น อรรถแห่งอินทรีย์มีจักขุเป็นต้น ข้าพเจ้าประกาศไว้ก่อนแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ที่ชื่อว่าจักขุ เพราะอรรถว่าย่อมเห็น. แต่ในอินทรีย์ (ที่เป็นโลกุตระ) ๓ หลัง โลกุตรอินทรีย์ข้อแรก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่าอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ดังนี้ เพราะความเกิดขึ้นและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์แก่พระอริยะผู้ถึงแล้วในส่วนเบื้องต้น อย่างนี้ว่า "เราจักรู้อมตบทหรือสัจจธรรม ๔ ที่ยังไม่รู้" ดังนี้. โลกุตรอินทรีย์ที่ ๒ ตรัสเรียกว่าอัญญินทรีย์ เพราะความรู้ทั่วและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์. โลกุตรอินทรีย์ที่ ๓ ตรัสเรียกว่าอัญญาตาวินทรีย์ เพราะความเกิดขึ้นและเพราะความเกิดพร้อมแห่งอรรถของอินทรีย์แก่เฉพาะพระขีณาสพผู้รู้แจ้ง ผู้มีกิจแห่งญาณในสัจจะ ๔ สำเร็จแล้ว.

ก็ชื่อว่า อรรถแห่งอินทรีย์นั่นเป็นอย่างไร. อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นใหญ่ (จอม) อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่เห็นแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่ประกาศแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์มีอรรถว่าอันบุคคลผู้เป็นใหญ่เสพแล้ว อรรถแห่งอินทรีย์แม้ทั้งหมดนั้น ย่อมสมควรตามความเหมาะสมในที่นี้.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าเป็นจอม (เป็นใหญ่) เพราะความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด. กรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ชื่อว่าเป็นใหญ่ เพราะในกรรมทั้งหลายไม่มีกรรมอะไรที่มีความเป็นใหญ่กว่า ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ในอธิการนี้ อินทรีย์ทั้งหลายอันเกิดพร้อมด้วยกรรมย่อมแสดงซึ่งกรรมที่เป็นกุศลและอกุศลก่อน และอินทรีย์เหล่านั้นอันพระสัมมาสัมพุทธะผู้เป็นจอมนั้นทรงสอนแล้ว เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องหมายความเป็นใหญ่ และด้วยอรรถว่าเป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว.

อนึ่ง อินทรีย์ทั้งหมดนั่นแหละ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้และตรัสรู้ยิ่งตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่แสดงแล้ว และเพราะอรรถว่าอันผู้เป็นใหญ่เห็นแล้วอินทรีย์บางอย่าง พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นจอมมุนีพระองค์นั้นแหละเสพแล้ว ด้วยการเสพแห่งอารมณ์ และบางอย่างก็ทรงเสพแล้วด้วยการเสพแห่งการเจริญเพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าอันบุคคลผู้เป็นจอมเสพแล้วบ้าง.

อีกอย่างหนึ่ง อินทรีย์เหล่านี้ ชื่อว่าอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นอิสระ กล่าวคือความเป็นอธิบดีบ้าง ด้วยว่าความเป็นอธิบดีแห่งจักขุเป็นต้นสำเร็จแล้วในความเป็นไปแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น เพราะเมื่ออินทรีย์นั้นแก่กล้า จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้นก็แก่กล้า และเมื่ออินทรีย์นั้นอ่อน จักขุวิญญาณเป็นต้นนั้นก็อ่อนแล.

นี้วินิจฉัยโดยอรรถในอินทรีย์นี้ก่อน.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น

ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น มีอธิบายว่า บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยอินทรีย์มีจักขุเป็นต้นแม้ด้วยลักษณะ (สภาวะ) ด้วยรส (กิจ) ด้วยปัจจุปัฏฐาน (ผลที่ปรากฏ) และด้วยปทัฏฐาน (เหตุใกล้ให้เกิดขึ้น).

ก็ลักษณะเป็นต้นเหล่านั้น แห่งธรรมมีจักขุเป็นต้นเหล่านั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลัง (อรรถกถาอัฏฐสาลนี) ทั้งหมดแล้ว ก็อินทรีย์ ๔ มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยอรรถได้แก่อโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือในพระบาลีนั้นมาแล้วโดยย่อแล.

____________________________

อินทรีย์ ๔ คือ ตั้งแต่ข้อ ๑๙ ถึง ๒๒.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยลำดับ

ข้อว่า โดยลำดับ แม้นี้เป็นลำดับของเทศนานั่นเอง. ในลำดับนั้น การได้เฉพาะซึ่งอริยภูมิย่อมมีด้วยการกำหนดรู้ธรรมอันเป็นภายใน เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรงแสดงจักขุนทรีย์เป็นต้นซึ่งนับเนื่องด้วยอัตภาพก่อน. ก็อัตภาพนั้นอาศัยธรรมใด ย่อมถึงการนับว่า เป็นหญิงหรือเป็นชาย เพื่อทรงชี้แจงแสดงว่า ธรรมนั้นคืออัตภาพนี้ ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์. เพื่อให้ทราบว่า อัตภาพแม้ทั้ง ๒ นั้นมีความเป็นไปเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์ ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงชีวิตินทรีย์. ตราบใดที่ชีวิตินทรีย์นั้นยังเป็นไปอยู่ ตราบนั้นความไม่หยุดยั้งแห่งอารมณ์ที่เสวยแล้ว (เวทนา) เหล่านั้นก็มีอยู่ เพื่อให้ทราบว่า สุขและทุกข์ทั้งหมดนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งที่เสวยแล้ว ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงสุขินทรีย์ เป็นต้น.

อนึ่ง เพื่อทรงแสดงข้อปฏิบัติว่า "ธรรมเหล่านี้พึงเจริญเพื่อความดับสุขินทรีย์เป็นต้นนั้น" ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงคำว่า สัทธา เป็นต้น. เพื่อทรงแสดงความไม่เป็นโมฆะแห่งข้อปฏิบัติว่า "ด้วยข้อปฏิบัตินี้ เอกธรรมย่อมปรากฏในตนก่อน" ถัดจากนั้นจึงทรงแสดงอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์พระองค์ทรงแสดงอัญญินทรีย์ไว้ต่อจากอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น เพราะความที่อัญญินทรีย์นั้นเป็นผลของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้นนั่นเองและเป็นอินทรีย์ที่พึงเจริญในลำดับต่อจากอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น. เบื้องหน้าแต่นี้ เพื่อให้รู้ว่า "การบรรลุอินทรีย์นี้ได้ด้วยภาวนา (การเจริญ) ก็แล เมื่อบรรลุอินทรีย์นี้แล้ว อินทรีย์อะไรๆ ที่พึงกระทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก ย่อมไม่มี"จึงตรัสอัญญาตาวินทรีย์อันเป็นความโล่งใจอย่างยิ่งไว้ในข้อสุดท้ายแล.

นี้เป็นลำดับในอินทรีย์เหล่านี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยความต่างกันและไม่ต่างกัน

ก็ข้อว่า โดยความต่างกันและไม่ต่างกัน นั้นได้แก่ ในอินทรีย์ ๒๒ นี้ ความต่างกันย่อมมีแก่ชีวิตินทรีย์อย่างเดียว เพราะชีวิตินทรีย์นั้นมี ๒ อย่าง คือรูปชีวิตินทรีย์และอรูปชีวิตินทรีย์. อินทรีย์ที่เหลือไม่ต่างกัน.

พึงทราบวินิจฉัยโดยความต่างกันและไม่ต่างกันในอินทรีย์เหล่านี้อย่างนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยกิจ

ข้อว่า โดยกิจ นั้น หากมีผู้ถามว่า กิจของอินทรีย์ทั้งหลายเป็นอย่างไร?

ตอบว่า พึงทราบกิจของจักขุนทรีย์ก่อน เพราะพระบาลีว่า จกฺขฺวายตนํ จกฺขุวิญฺญาณธาตุยา ตํสมฺปยุตฺตกานญฺจ ธมฺมานํ อินฺทฺริยปจฺจเยน ปจฺจโย(จักขวายตนะเป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณธาตุ และแก่ธรรมที่สัมปยุตด้วยจักขุวิญญาณธาตุนั้น ด้วยอำนาจอินทริยปัจจัย)จักขุนทรีย์นั้นใด พึงให้สำเร็จโดยความเป็นอินทริยปัจจัยแก่ธรรมมีจักขุวิญญาณเป็นต้น ด้วยความเป็นอินทรีย์กล้าและอ่อนเป็นต้นของตนเป็นการคล้อยตามอาการของตนกล่าวคือเป็นสภาพแก่กล้าและอ่อนเป็นต้น นี้เป็นกิจ (ของจักขุนทรีย์นั้น).

____________________________

ในอภิธรรมปัฏฐานเล่ม ๔๐ ข้อ ๑๗ หน้า ๑๐ ใช้คำว่า จกฺขุนฺทฺริยํ ไม่ใช้คำว่า จกฺขฺวายตนํ นอกนั้นเหมือนกัน.

กิจของโสต ฆาน ชิวหาและกายินทรีย์ก็อย่างนั้น.

แต่การให้สหชาตธรรมทั้งหลายเป็นไปในอำนาจของตน เป็นกิจของมนินทรีย์. การตามรักษาสหชาตธรรมเป็นกิจของชีวิตินทรีย์. การทรงไว้ซึ่งอาการแห่งนิมิต (เครื่องหมาย) กิริยาอาการและท่าทางของหญิงและชาย เป็นกิจของอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์. การครอบงำสหชาตธรรมแล้วให้ถึงลำดับตามอาการอันหยาบ (โอฬาร) ตามภาวะของตน เป็นกิจของสุข ทุกข โสมนัส โทมนัสสินทรีย์. การให้ถึงอาการมัชฌัตตา (อุเบกขา) อันสงบและประณีต เป็นกิจของอุเปกขินทรีย์.

การครอบงำธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสัทธาเป็นต้น และการให้สัมปยุตธรรม ถึงความเป็นภาวะมีอาการผ่องใสเป็นต้น เป็นกิจของสัทธินทรีย์เป็นต้น. การละสังโยชน์ ๓ (มีทิฏฐิสังโยชน์เป็นต้น) และการทำให้สัมปยุตตธรรมมุ่งหน้าต่อการละสังโยชน์ ๓ นั้น เป็นกิจของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์. การละทำให้เบาบาง (ตนุกรปหาน) ซึ่งกามราคะ พยาบาทเป็นต้น และการให้สัมปยุตตธรรมให้เป็นไปตามอำนาจของตน เป็นกิจของอัญญินทรีย์. การละความขวนขวายในกิจทั้งหมด และความเป็นปัจจัยให้สัมปยุตตธรรมมุ่งไปสู่อมตะ เป็นกิจของอัญญาตาวินทรีย์แล.

พึงทราบวินิจฉัยในอินทรีย์เหล่านี้โดยกิจด้วยประการฉะนี้.

ว่าด้วยวินิจฉัยโดยภูมิ

ข้อว่า โดยภูมิ ความว่า บรรดาอินทรีย์เหล่านั้น จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์และโทมนัสสินทรีย์ เป็นกามาพจรอย่างเดียว.

มนินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ อุเปกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ เป็นอินทรีย์นับเนื่องในภูมิ ๔.

โสมนัสสินทรีย์นับเนื่องด้วยภูมิ ๓ ด้วยอำนาจแห่งกามาพจร รูปาพจรและโลกุตระ.

อินทรีย์ ๓ ในที่สุดเป็นโลกุตระอย่างเดียวแล.

พึงทราบวินิจฉัยโดยภูมิ ด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ เมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างนี้ว่า

ภิกษุ ผู้มากด้วยความสลดใจ ดำรงอยู่ใน

อินทรีย์สังวร กำหนดรู้อินทรีย์ทั้งหลายได้แล้ว

ย่อมเข้าถึงซึ่งความสงบแห่งทุกข์ได้แล.

ในนิเทศวาร พึงทราบคำทั้งปวงมีอาทิว่า ยํ จกฺขุ จตุนฺนํ มหาภูตานํ (จักขุใด เป็นปสาทรูป อาศัยมหาภูตรูป ๔) ดังนี้ โดยนัยที่กล่าวไว้ในบทภาชนะในธรรมสังคณีนั่นแล.

อนึ่ง ในนิเทศทั้งหลายมีวิริยินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นต้น พระองค์มิได้ตรัสคำว่า สัมมาวายามะ มิจฉาวายามะ สัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิเป็นต้นไว้ เพราะเหตุไร เพราะเป็นสัพพสังคาหิกวาร (วาระว่าด้วยธรรมที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันทั้งหมด).

จริงอยู่ อินทรีย์ทั้งหลายที่สงเคราะห์เข้าด้วยกันได้ทั้งหมด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อินทริยวิภังค์นี้. อนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ บรรดาอินทรีย์ ๒๒ นี้ อินทรีย์ ๑๐ อย่างซึ่งเป็นโลกีย์ เป็นกามาวจรอย่างเดียว อินทรีย์ ๓ เป็นโลกุตระ อินทรีย์ ๙ เป็นโลกิยะและโลกุตระปะปนกัน ฉะนี้แล.

วรรณนาอภิธรรมภาชนีย์ จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา